บทที่ 22 เฒ่าราคะ

เซวียเป่ยฝานท่องทั่วยุทธจักร เจอะเจอสารพัดสถานการณ์ ยังอดระทึกขวัญกับมือข้างนั้นมิได้ เดิมทีอยากร้องเตือนเสี่ยวเตาคำหนึ่ง แต่จู่ๆ ด้วยเหตุใดมิทราบ เกิดอยากจะเห็นท่าทางตกใจร้องลั่นของเสี่ยวเตา ดังนั้นมิได้ปริปาก

เสียงดังแปะ

เสี่ยวเตารู้สึกมีบางสิ่งพาดบนหัวไหล่ตนเอง สัมผัสเปียกๆ เย็นๆ แทรกผ่านเนื้อผ้าซึ่งไม่นับว่าหนาลงมา ผินหน้าไป เห็นมือข้างหนึ่งบนบ่า

มือนั้น ขาว เรียว เปียกแฉะ และมีพืชน้ำห้อยอยู่สองต้น

ปากของเสี่ยวเตาค่อยๆ อ้ากว้าง ลูกตาเบิกโพลง หันหน้าไปมอง...โอ้ว! เรือนผมยาวเฟื้อย ชื้นๆ แฉะๆ สีดำสนิท

“อ๊า!” เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง กระโดดปราดเข้าไปกอดคอเซวียเป่ยฝาน “ปีศาจน้ำ!”

เซวียเป่ยฝานโอบกอดเสี่ยวเตาที่ ‘โผเข้าหา’ ด้วยความเต็มใจยิ่ง พลางพินิจ ‘ปีศาจน้ำ’ ด้านหลังนาง เป็นแค่สตรีที่เลือดอาบหน้า กายาชุ่มโชกคนหนึ่งเท่านั้น นางกำลังอ้าปาก พยายามเค้นเสียงที่อ่อนระโหยแทบไม่ได้ยิน “ช่วยด้วย”

เสี่ยวเตาเงยหน้ามองเซวียเป่ยฝาน “นางพูดว่าช่วยด้วย?”

เซวียเป่ยฝานแสร้งปั้นหน้าบึ้งเมื่อมองเสี่ยวเตา “กลางวันแสกๆ เจ้าลวนลามข้าอีกแล้ว”

เสี่ยวเตารีบคลายมือกระโดดลงมา กลับชนถูก ‘ปีศาจสาว’ ข้างหลังกระเด็นไป

เซวียเป่ยฝานประคองนางไว้ ทั้งสองค่อยพบว่า สตรีนั้นเจ็บหนักจนหมดสติแล้ว

จังหวะนั้น ไม่ไกลนักปรากฏเสียงคนดังขึ้น

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสบตากันวูบ พาแม่นางคนนั้นทะยานขึ้นไปซ่อนตัวบนยอดไม้รกครึ้ม แล้วมองด้านล่าง

ขบวนคนและม้ากลุ่มหนึ่งเดินผ่านใต้ต้นไม้ ล้วนพกดาบติดตัว

“ตรงนี้มีรอยเลือด”

“ต้องอยู่แถวนี้แน่ หาให้ทั่ว”

เสี่ยวเตาขยิบตาให้เซวียเป่ยฝานมองข้างนอก

เซวียเป่ยฝานมองไปทางทิศที่เสี่ยวเตาชี้ ค่อยพบว่าที่แท้พวกเขามาถึงสุดเขตของดงป่าแล้ว รู้สึกว่าป่าแห่งนี้เร้นลับน่ากลัว ทั้งสองตัดสินใจพาแม่นางคนนั้นออกไปก่อน

.....................

กว่าทั้งคู่จะพาแม่นางคนนั้นไปไว้ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง รวมทั้งดูแลบาดแผลให้จนเสร็จเรียบร้อย ฟ้าก็มืดแล้ว

“นึกว่าเจอปีศาจน้ำเข้าแล้ว ตกใจวิญญาณแทบหลุด” เสี่ยวเตานั่งลงดื่มชา พลางพลิกดูเสื้อผ้าเปียกชื้นที่เพิ่งผลัดออกมาจากแม่นางคนนั้น ไม่ช้าก็ควานเจอหยกประดับชิ้นหนึ่ง

เสี่ยวเตายกขึ้นมาพินิจดู มุมปากหยักขึ้นน้อยๆ เอาหยกแกว่งไปมาตรงหน้าเซวียเป่ยฝาน “เซวียเอ้อร์*รีบดู บนนั้นเขียนว่าอะไร” 

[*เซวียเอ้อร์ ย่อมาจากคำว่า เซวียเอ้อร์กงจื่อ ที่แปลว่า คุณชายรองเซวีย]

เซวียเป่ยฝานนวดขมับ แม่สาวน้อยคนนี้ช่างไม่มีสัมมาคารวะจริงๆ ตอนเรียก ‘เซวียเอ้อร์’ ยังลงเสียงหนักที่คำ ‘เอ้อร์**’ อีกด้วย 

[**คำว่าเอ้อร์ นอกจากแปลว่าสอง ในภาษาท้องถิ่นบางพื้นที่ของจีนยังหมายถึง คนซื่อบื้อ สมองทื่อ]

เมื่อรับหยกมา พบว่าเป็นหยกโบราณสีเขียวนวลเนียน ผิวรอบนอกสีส้มแกะลายดอกไม้ ฝีมือประณีตงดงาม ตรงกลางสลักอักขระ ‘ไช่’ หนึ่งคำ

“ไช่?” เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว

“หยกประดับชิ้นนี้มีค่าอย่างน้อยพันตำลึง” เสี่ยวเตาพูดพลาง ชี้ไปที่มือแม่นางคนนั้น “กำไลหยกเฝ่ยชุ่ยวงนั้นก็ล้ำค่าเช่นกัน” แล้วชี้ไปที่ต่างหูมุกบนติ่งหูแม่นาง “มุกทะเลสีดำ มูลค่าล่มเมือง”

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว แม่นางคนนี้มีชาติตระกูลสูงศักดิ์?

“ทั้งอาภรณ์และลายปักล้วนเป็นเส้นไหมราคาแพงระยับ แม่นางคนนี้เหมือนตู้ทองเดินได้ชัดๆ” เสี่ยวเตาจุ๊ๆ สองคำ “หามิใช่ร่ำรวยแบบธรรมดาทั่วไป”

ขณะกล่าว ได้ยินสตรีนั้นครางเบาๆ ขนตาสั่นไหว คล้ายกำลังจะฟื้น

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานรีบถลันเข้าไป “ตื่นแล้วหรือ?”

สตรีนั้นเหมือนปวดศีรษะ พยายามลืมตา พอเห็นเสี่ยวเตา ปากก็งึมงำว่า “หุบปาก นางแพศยา”

เสี่ยวเตาอ้าปากค้าง เซวียเป่ยฝานก็งงงัน เมื่อครู่ยังร้องให้ช่วย ครานี้กลับเกรี้ยวกราด?

ไม่ถึงครู่ สตรีนั้นก็รู้สึกตัว สองตาเลื่อนลอยจ้องมองลวดลายของเพดานเตียง สักพักใหญ่ นางเหมือนนึกอะไรออก พลันกลอกตามาทางเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝาน

แววตาที่มอง ทำเอาเสี่ยวเตาขวัญผวา

พินิจสตรีนั้นอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง อายุราวสิบแปดสิบเก้า หน้าตาสะสวย ทว่าดวงตากลับดุดันเหลือเกิน ยามมองผู้อื่นเหมือนคมมีดกรีดเฉือน ราวกับมีใครติดหนี้นางหลายร้อยตำลึงก็มิปาน

ตอนแรกเสี่ยวเตาคิดว่านางด่าตนเพราะยังมึนงงไม่หายเลยจำคนผิด จึงมิได้ถือสา ที่ไหนได้ยามนี้นางมีสติแจ่มใส มองเห็นชัดเจนแล้ว แต่ยังชี้มาที่เสี่ยวเตา “ไสหัวไป นางปีศาจจิ้งจอก”

เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง รีบหลบข้างหลังเซวียเป่ยฝาน ถามเบาๆ “หรือศีรษะกระแทกจนสมองพังแล้ว?”

เซวียเป่ยฝานก็รู้สึกเป็นไปได้เช่นกัน

สตรีนั้นสูดหายใจลึก มองหน้าเซวียเป่ยฝานเมื่อสั่งว่า “พยุงข้าลุกขึ้น ข้าอยากดื่มน้ำ”

เซวียเป่ยฝานเหลียวมาสบตากับเสี่ยวเตาข้างหลัง

“มองอะไร” สตรีนั้นโวยวายขึ้นมา ชี้หน้าเสี่ยวเตา “นางแพศยา ยั่วยวนดีนัก ระวังข้าจะควักลูกตาเจ้า”

เสี่ยวเตาหดคอกลับไป น่ากลัวชะมัด!

“แม่นาง” เซวียเป่ยฝานใคร่ถามประวัติของนาง สตรีนั้นกลับผงะ “แม่นาง?”

จากนั้นกวาดสายตารอบห้อง เริ่มตื่นตระหนก “ที่นี่ที่ไหน ไม่ใช่ห้องของข้านี่”

เสี่ยวเตาโดนเรียกแพศยาสองหน จึงงอนไม่ไปสนใจนาง

เซวียเป่ยฝานได้แต่อธิบายอย่างใจเย็น “เจ้าหมดสติอยู่ในป่า พวกเราช่วยพาเจ้าออกมา ถ้าเจ้ารู้ว่าคนในครอบครัวคือใคร ข้าจะส่งคนไปแจ้งให้พวกเขามารับเจ้า”

ได้ฟังคำพูดของเซวียเป่ยฝาน สีหน้าของแม่นางนั้นค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย ยกมือลูบคลำตามตัว พบว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ของตนเอง พลันแตกตื่น เงยหน้ามองเซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานรีบชี้ไปที่เหยียนเสี่ยวเตา “อย่าเข้าใจผิด เสื้อผ้าเจ้าเปียกโชกทั้งตัว นางเป็นคนผลัดเปลี่ยนให้”

เสี่ยวเตาเห็นสีหน้าของสตรีนั้นบังเกิดความเปลี่ยนแปรอย่างประหลาด เริ่มจากกระดากอาย กลายเป็นขุ่นมัว “นางแพศยา เจ้าขโมยหยกประดับของข้าไปใช่หรือไม่”

เสี่ยวเตาตอนแรกยังพอทนไหว ไม่อยากหาความกับคนเจ็บ แต่หนึ่งครั้งสองครั้งไม่อาจมีครั้งที่สาม! นางก็เจ้าอารมณ์ใช่ย่อย ไหนเลยยอมขาดทุนได้ “นี่ ข้าเป็นคนช่วยชีวิตเจ้า ชั่วดีก็เกรงใจกันบ้าง”

สตรีนั้นแค่นหัวร่อ “รู้แล้ว อีกเดี๋ยวจะตกรางวัลให้ เอาหยกคืนข้ามา นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนแพศยาเยี่ยงเจ้าจะพกได้”

เสี่ยวเตาอ้าปากผงะ ถกแขนเสื้อหมายเข้าไปซัดนางสักฉาด นึกในใจ...เก่งนักใช่ไหม คำก็แพศยาสองคำก็แพศยา เรียกจนคล่องปากเชียว!

เซวียเป่ยฝานรีบขวางไว้ แล้วเลยถือโอกาสนั้นโอบเสี่ยวเตาอีกที “เฮ้อ เจ้ามิใช่มิตรสหายของสตรีทั่วหล้าหรอกหรือ อย่าถือสานางเลย”

เสี่ยวเตาถลึงตา...เรื่องอะไร!

เซวียเป่ยฝานขยิบตา...ช่างเถอะ สตรีนี้ท่าทางไม่ปกติ รีบส่งนางกลับบ้านก็สิ้นเรื่อง

เสี่ยวเตาเบะปาก คว้าหยกประดับบนโต๊ะโยนให้นาง

สตรีรับหยกไว้ บอกกับเซวียเป่ยฝาน “เรียกเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเข้ามา”

เซวียเป่ยฝานเปิดประตู ตามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมา สตรีนั้นแกว่งหยกไปมาตรงหน้าเถ้าแก่ “เรียกบิดาข้ามารับข้า”

มองอีกที เห็นเถ้าแก่คนนั้นหน้าเปลี่ยนสีเฉียบพลัน รีบโค้งคำนับ “โอ ที่แท้ก็คุณหนูไช่ ผู้น้อยจะไปแจ้งใต้เท้าไช่เดี๋ยวนี้ขอรับ” จบคำก็วิ่งออกไปอย่างตื่นเต้น

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสะดุดวูบในใจ...ใต้เท้าไช่? หรือจะเป็น…

“บิดาข้ามีเงินทองมหาศาล อยากได้อะไรตอบแทน อีกเดี๋ยวขอจากเขาเองแล้วกัน” คุณหนูไช่พูดพลางมองค้อนเสี่ยวเตาแวบหนึ่ง ก่อนรูดกำไลหยกออกมา “นี่ให้เจ้า รีบไสหัวไป”

เสี่ยวเตาแทบไฟลุก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นสตรีที่เอาแต่ใจเช่นนี้

เซวียเป่ยฝานขวางไว้ไม่ให้นางเข้าไปบีบคอ

เสี่ยวเตากระโดดชี้หน้า “เจ้าต่างหากนางแพศยา”

“เจ้ากล้าดีอย่างไรเรียกข้าแพศยา”

“แล้วจะทำไม”

“เดี๋ยวข้าจะให้บิดาข้าประหารเจ้า”

“พ่อเจ้าก็ไช่เปี้ยนมิใช่หรือ แค่ขุนนางตำแหน่งก้งเฟิ่ง แน่สักแค่ไหนเชียว”

“โอหังนัก” คุณหนูไช่สีหน้าเกรี้ยวกราด เสี่ยวเตาทำหน้าทะเล้นใส่เซวียเป่ยฝาน...เป็นธิดาของไช่เปี้ยนจริงด้วย!

เซวียเป่ยฝานก็รู้สึกเหนือคาดเช่นกัน แต่พิจารณาจากอากัปกิริยาและอุปนิสัยแปลกๆ ก็พอสันนิษฐานได้ว่าไช่เปี้ยนเป็นบุคคลเช่นไร ดังคำ ‘ขื่อบนไม่ตรงขื่อล่างเอียง’ ทั่วเมืองจินหลิงมีใครไม่ทราบ ไช่เปี้ยนผู้นี้มักมากในกามคุณ บุตรธิดาภรรยาใหญ่น้อยเต็มบ้านเต็มช่อง ส่วนคนนี้คาดว่าคงเป็นธิดาที่โตหน่อย

เสี่ยวเตาเห็นคุณหนูไช่อาละวาดเช่นนี้ จึงตัดสินใจกลับไปนินทานางให้เสี่ยวเยว่ฟัง กระตุกแขนเสื้อเซวียเป่ยฝาน “ไปเถอะ อย่างไรนางก็มีคนมารับแล้ว”

เซวียเป่ยฝานพยักหน้าแล้วบอกลา

“นางแพศยาไปได้ เจ้าอย่าเพิ่งไป” คุณหนูไช่รีบร้องห้าม บอกเซวียเป่ยฝานว่า “เจ้าอยู่คุ้มกันข้าก่อน”

“ไม่” เสี่ยวเตาแลบลิ้นใส่นาง ฉุดเซวียเป่ยฝานวิ่งออกข้างนอก “เจ้าทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้ โดนยายเฒ่าภูเขาคาบไปกินเสียก็ดี”

“อา!”

เสี่ยวเตาแค่พลั้งปาก คุณหนูไช่กลับคล้ายได้รับความตื่นตระหนกสุดขีด กรีดร้องคำหนึ่งแล้วเอาผ้าห่มปิดหน้า “ยายเฒ่าภูเขา? นางปีศาจเฒ่านั่นจะมาจับข้าอีกแล้ว”

เสี่ยวเตาชะงักกึก

เซวียเป่ยฝานก็รู้สึกเอะใจ จึงถามนาง “เจ้าไฉนถูกลอบทำร้ายบนเขา”

“ข้าถูกนางปีศาจเฒ่าจับไปต่างหาก”

“นางยังออกมาจับคน?”

“ข้าไปกราบไหว้พระโพธิสัตว์ที่ศาลเจ้าเซียนอวิ๋น…”

“วัดวาอารามในเมืองจินหลิงมีเป็นกอง ไฉนต้องถ่อไปถึงภูเขาเซียนอวิ๋น” เสี่ยวเตาไม่เข้าใจ

คุณหนูไช่เม้มปาก “ในวัดบนเขาเซียนอวิ๋นเป็นที่ประดิษฐานของยายเฒ่าภูเขา สามารถลงโทษชายหลายใจ และ...ยังมีขายน้ำมนต์รักษาความหลายใจ”

เสี่ยวเตาอยากหัวร่อ ยายเฒ่าภูเขามีอิทธิฤทธิ์ปานนั้น? อย่างนี้ก็หมายความว่า คุณหนูไช่ผู้เอาแต่ใจท่านนี้เจอกับชายหลายใจเข้าแล้ว?

ยามนั้น ได้ยินเสียงเอะอะจากชั้นล่าง

ไม่ช้า บุรุษกลางคนผู้หนึ่งนำคนกลุ่มใหญ่เดินขึ้นมา เข้าประตูได้ก็ร้องเรียก “อวิ๋นถิง เจ้าไปไหนมา พ่อตามหาเจ้าจนทั่ว”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานพินิจคนผู้นั้นอย่างละเอียด อายุสี่สิบเศษ ใบหน้าอิ่มเอิบราศีจับ รูปร่างค่อนข้างสูง แต่งกายหรูหราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเช่นกัน เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมยืนยิ้มประจบอยู่ทางหนึ่ง ทั้งคู่จึงเดาว่า...คนผู้นี้ก็คือไช่เปี้ยน

คุณหนูไช่มีชื่อเต็มๆ ว่าไช่อวิ๋นถิง สีหน้าท่าทีดุร้ายเอาแต่ใจกลับจางหายไปแล้ว เพียงรับคำเสียงอ่อย “ท่านพ่อ…”

“ส่งคุณหนูกลับไป” ไช่เปี้ยนเห็นไช่อวิ๋นถิงปลอดภัยค่อยโล่งอก จึงเตรียมจากไป พอหันมากลับเห็นเซวียเป่ยฝานและเสี่ยวเตายืนอยู่หน้าประตู

ไช่เปี้ยนพิศมองทั้งสองครู่หนึ่ง พูดให้ถูกก็คือพิเคราะห์เสี่ยวเตาอย่างละเอียด รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใด “ท่านทั้งสอง คงเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตอวิ๋นถิงกระมัง”

เสี่ยวเตาเหลือบเห็นสีหน้าไช่อวิ๋นถิงแปรเปลี่ยนฉับพลัน จ้องมาที่ตนด้วยสายตาคมกริบ เสี่ยวเตางุนงงอยู่บ้าง ก่อนพบว่าไช่เปี้ยนเดินถึงตรงหน้าตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตบุตรสาว ถ้าอย่างไร...ไปนั่งเล่นที่จวนสักครู่ ข้าจะต้อนรับอย่างดี”

ไช่อวิ๋นถิงสลัดแขนบ่าวที่เข้ามาพยุง กล่าวกับบิดา “ท่านพ่อ เชิญพวกเขาทำไม”

ไช่เปี้ยนชักสีหน้า ถลึงตาขุ่นเคืองใส่ไช่อวิ๋นถิง สั่งบ่าวรับใช้ “ยังไม่พาไป”

ไช่อวิ๋นถิงถูกพาตัวไปทั้งอาการขัดขืน สภาพเช่นนี้แทนที่จะบอกว่า ‘รับตัว’ กลับไป มิสู้บอกว่า ‘คุมตัว’ กลับไปจะเหมาะกว่า

เสี่ยวเตาขมวดคิ้วเบาๆ

เซวียเป่ยฝานประสบการณ์กว้างขวาง คำว่า ‘เจ้าชู้’ ประทับชัดเจนอยู่บนหน้าของไช่เปี้ยนคนนี้ เรื่องที่เขาชอบหญิงสาววัยอ่อน เป็นที่โจษขานมานานแล้ว แม่สาวน้อยเหยียนเสี่ยวเตาหน้าตาจิ้มลิ้ม ไช่เปี้ยนจ้องมองแทบทะลุ น้ำลายจะหยดอยู่รอมร่อ

“แค่ก” เซวียเป่ยฝานกระแอมคำหนึ่ง กระชากสามจิตเจ็ดวิญญาณของไช่เปี้ยนที่โดนเสี่ยวเตาดึงดูดออกไปให้กลับคืนร่าง โบกมือไปมา “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ใต้เท้าไช่ไยต้องเกรงใจ” จบคำก็พาเสี่ยวเตาออกเดิน

ไช่เปี้ยนขยิบตาให้กลุ่มคนหน้าประตู องครักษ์หลายคนเข้ามาขวางทันใด

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้ว

ไช่เปี้ยนเดินมาใกล้ ยิ้มถามเสี่ยวเตา “แม่นางท่านนี้ ไม่ทราบควรเรียกขานว่ากระไร”

เสี่ยวเตายืนตัวลีบข้างเซวียเป่ยฝาน นึกในใจ...โจรราคะ คนนี้ของแท้แน่นอน!

เซวียเป่ยฝานนึกขัน มองนาง...นี่ไม่ใช่โจรราคะ นี่เรียกว่าเฒ่าราคะ

ไช่เปี้ยนเห็นทั้งคู่ ‘ยักคิ้วหลิ่วตา’ ทั้งเพิ่งสังเกตพบว่าเซวียเป่ยฝานหล่อเหลาหนุ่มแน่น จึงแค่นหัวร่อเย็นชา บอกกับบริวารหลายคนว่า “พาผู้มีพระคุณทั้งสองไปที่จวน ข้าจะต้อนรับด้วยตนเอง” จบคำก็ส่งยิ้มมีเลศนัยให้เสี่ยวเตา สืบเท้าออกจากห้องด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม

บริวารหลายคนล้วนยกชูดาบ เตือนเซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตา “ท่านทั้งสอง คิดจะอยู่ต่อไปในเมืองจินหลิง ไม่อาจไม่ให้เกียรติใต้เท้าไช่”

เซวียเป่ยฝานสีหน้าเริ่มไม่เป็นมิตร นี่มิใช่ฉุดคร่าสตรีกลางวันแสกๆ หรอกหรือ? เขาไม่อาจพาเสี่ยวเตาไปด้วย เกิดอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร

เสี่ยวเตาด้านข้างกลับโบกมือไปมา “เอาเถอะ พวกเราไปก็ได้”

บริวารหลายคนหมุนกายนำทาง

เซวียเป่ยฝานดึงแขนเสื้อเสี่ยวเตา หรี่เสียงค่อยลง “บ้าไปแล้วหรือ เฒ่าราคะนั่นจะลวนลามเจ้าก็เห็นอยู่”

เสี่ยวเตาตบถุงสมบัติข้างเอว ชะโงกเข้าไปกระซิบริมหู “ก่อนออกจากบ้าน ท่านแม่ข้าสอนเคล็ดวิชาพิเศษ วิธีกำราบโจรราคะ ต่อไปพวกมันแค่คิดถึงคำว่า ‘สตรี’ ปัสสาวะจะราดทันที”

เซวียเป่ยฝานตะลึงค้าง พลันรู้สึกคำว่า ‘ท่านแม่ข้า’ จากปากของเสี่ยวเตา ช่างน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ

เสี่ยวเตากระตุกมุมปาก “อีกอย่าง นี่เป็นโอกาสดีที่พันปีมีหน จะได้เข้าไปสอดส่ายในจวนไช่ดูว่าลายแทงอยู่ข้างในหรือเปล่า”

เซวียเป่ยฝานรวนเรเป็นนาน สุดท้ายกำชับเสี่ยวเตาเบาๆ “อีกเดี๋ยวถ้ามันมาเกาะแกะแทะโลมเจ้า ให้เรียกข้าทันที ข้าจะซัดให้เสียความเป็นชายเลย”

เสี่ยวเตาหัวร่อพรืด เหล่มองเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่ง

เซวียเป่ยฝานน้อมรับสายตาของนางที่ลอยมาเฉียงๆ แล้วคืนกลับไปด้วยรอยยิ้มจริงใจที่ยากจะพบเห็น เสี่ยวเตารู้สึกแปลกๆ รีบเบือนหน้าไป

เซวียเป่ยฝานเอาเส้นผมที่หลังหูนางแบ่งเป็นสองช่อ จับอ้อมมาข้างหน้า อำพรางส่วนหูและต้นคอให้นาง

เสี่ยวเตาไม่เข้าใจ

พลันได้ยินเซวียเป่ยฝานกระซิบ “บังไว้หน่อย ของสวยๆ งามๆ เช่นนี้อย่าให้เจ้าเฒ่าราคะนั่นชมดูตามสบาย”

เสี่ยวเตาใบหูร้อนผ่าว งึมงำด่าเขาอย่างเก้อเขิน “โจรราคะน่าชัง”

หนังสือแนะนำ