บทที่ 24 ร้านหมี่ข้างทาง (ต่อหน้า 2)

“ที่แท้อย่างนี้เอง” ฟางจูหยุนพอได้ยินเรื่องงานตึกฉางเซิง ก็คิดว่าเรื่องนี้คงเป็นการเข้าใจผิดเสียมากกว่า แต่เธอไม่รู้ว่าสวี่ซูถิงมีความสามารถในการโกหกถึงขั้นอาภรณ์ฟ้าไร้ตะเข็บ พูดจริงเก้าประโยคเท็จประโยคเดียว “ฉันก็ว่า ทำไมเย่เฟิงบอกทำงานล่วงเวลา แต่กลับมาเจอกันที่นี่ได้ เขาเป็นคนซื่อ โกหกไม่เป็น”

สวี่ซูถิงที่กำลังคีบเส้นหมี่ขึ้นเกือบยัดหมี่เข้าจมูกตัวเอง ได้แต่วางตะเกียบลง ในที่สุดก็บอกว่า

“ใช่แล้ว คุณเย่เป็นคนซื่อ จริงใจ ที่จริงเป็นผู้ชายที่หาได้ยาก เขามักบอกฉันว่าคุณฟางเป็นคนดี พูดไปแล้วละอายที่ไม่มีเวลาอยู่กับแฟนมากนัก ฉันยังไม่ค่อยเชื่อ วันนี้ได้มาพบ นับว่าเป็นจริงอย่างเขาพูด”

ฟางจูหยุนฟังถึงตรงนี้ ต้องเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แน่นอน ที่สงสัยคือ เย่เฟิงไม่คล้ายคนที่ชอบสรรเสริญแฟนตัวเอง แต่เธออยากจะเชื่อว่าคำพูดสวี่ซูถิงเป็นเรื่องจริง

ใบหน้าเย่เฟิงเหมือนกระดองปูที่ถูกนึ่งจนสุก แดงฉานยิ่งกว่าน้ำพริกเผาอีก ได้แต่ก้มหน้าก้มตากิน ส่วนเติ้งซาเมื่อยุแยงเรื่องหนึ่งไม่สำเร็จ ก็หันไปจิกกัดอีกเรื่องแทน สอดขึ้นมาว่า

“พวกคุณอย่าชมเขาขนาดนั้น ผู้ชายชมมากไม่ได้ ชมแล้วเขาก็เหลิง พอเหลิงก็เริ่มเจ้าชู้ พอเจ้าชู้ ต่อให้หมั้นแล้วก็ไม่แน่จะสลัดอีกฝ่ายทิ้งวันรุ่งขึ้นเลย”

เย่เฟิงแทบพ่นเส้นหมี่ออกมาจากจมูก สวี่ซูถิงก็เกือบกลืนลิ้นตัวเองลงไป ทั้งคู่พากันประสานเสียง

“พูดอะไรของคุณ”

“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย” เติ้งซาเอะอะ ไม่รู้ตนเองทำความลับสวรรค์รั่วไหลโดยไม่ตั้งใจ ไม่ถูกสวรรค์พิโรธส่งสายฟ้ามาฟาดใส่ก็โชคดีมากแล้ว

“คุณผู้จัดการสวี่ คุณสวยขนาดนี้ คงเปลี่ยนแฟนมาหลายคนเหมือนกัน สันดานผู้ชายไม่ต้องพูดถึง คุณคงรู้ดีกว่าฉัน”

สวี่ซูถิงสีหน้าเครียดขึ้นทันที วางตะเกียบลง “เย่เฟิง กินอิ่มหรือยัง ถ้าอิ่มแล้ว ช่วงบ่ายยังมีงานอีก!”

ในเมื่อผู้จัดการใหญ่ออกปาก ต่อให้ยังไม่อิ่ม เย่เฟิงก็ได้แต่ยิ้มบอก

“อิ่มแล้วๆ ชีวิตนี้ไม่เคยอิ่มขนาดนี้มาก่อนเลย แม้แต่ลิ้นตัวเองยังแทบกินลงไป” เขามองชามแวบหนึ่ง รู้สึกเส้นหมี่ต้มยำชามใหญ่เหมือนปากโลหิต กำลังแสยะยิ้มเยาะคำโป้ปดของเขา ชายหนุ่มมองฟางจูหยุนแวบหนึ่ง ส่งยิ้มให้ แล้วจึงหันกลับไปมองสวี่ซูถิง “ผู้จัดการสวี่ บ่ายนี้เรายังมีงานอะไรอีก”

“งานเยอะมาก แต่คุณไม่ทำก็ได้” สวี่ซูถิงเอ่ยเย็นชา

“จะไม่ทำได้ไง สมัยนี้เงินหายาก” เย่เฟิงถอนหายใจเฮือก “จูหยุน พวกเราไปก่อน พวกคุณก็ค่อยๆ กินเถอะ”

เขามองหนึ่งเที่ยว ยิ้มให้หนึ่งรอบ ถอนหายใจหนึ่งครั้ง เรียกจูหยุนหนึ่งคำ หัวใจฟางจูหยุนที่เดิมเยียบเย็นก็อ่อนยวบ รู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่ง เชื่ออย่างสนิทใจว่าเย่เฟิงกำลังทำงานบริษัท ไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง ถึงขั้นเริ่มตัดพ้อต่อว่าเติ้งซาพูดจาตรงเกินไป เธอรู้ดีว่าเพื่อนสนิทออกหน้าแทนเธอ แต่ผลของการออกหน้าครั้งนี้ กลับทำให้ฐานะในบริษัทของเย่เฟิงไม่ดี ถดถอยตกต่ำลงมา

แม้จะมองยังไง เย่เฟิงกับผู้จัดการสวี่ข้างตัวเขาก็ไม่มีอะไรกัน แต่สัญชาตญาณของผู้หญิงทำให้ฟางจูหยุนมักรู้สึก ขอเพียงเป็นผู้หญิง ถ้าอยู่ใกล้ชิดเย่เฟิงนานไป จะช้าจะเร็วก็ต้องหลงรักเย่เฟิงอยู่ดี หญิงสาวไม่รู้เลยว่าความจริงสวี่ซูถิงประหลาดใจยิ่งนัก ไม่เข้าใจฟางจูหยุนชอบเย่เฟิงที่ตรงไหน

เย่เฟิงตอนถอนแว่นหล่อเหลาสง่างามจริงๆ แต่คำพูดการกระทำเขามีแต่จะทำให้คนอื่นเหนื่อยใจ ตอนอยู่ในสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน ความอบอุ่นใจของสวี่ซูถิงเพิ่งเริ่มก่อตัว คล้ายน้ำร้อนในกากำลังระเหยเป็นไอ แต่นึกไม่ถึงพอออกจากสตูดิโอแก๊สก็หมด จากที่ไอน้ำดันพวยกาจนเกิดเสียงหวีด พริบตาเดียวความร้อนเหือดหาย น้ำในกากลายน้ำเย็นเฉียบตามเดิม

ทั้งสองลุกขึ้นจ่ายเงิน ที่จริงครั้งนี้เย่เฟิงควรเป็นฝ่ายเลี้ยง แต่เขานึกไม่ถึงว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นสองเท่า ต้องจ่ายค่าเส้นหมี่ของพวกฟางจูหยุนสองชามด้วย จากนั้นจึงเอ่ยลาอย่างเป็นทางการ

เติ้งซาจ้องตามเงาหลังคนทั้งสองเขม็ง ท่าทางเหมือนปาปารัซซี่ที่ทุ่มสุดตัว เสริมจินตนาการลงในฉากที่ไม่มีอะไรเลย ให้กลายเป็นหลักฐานว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ สมรู้ร่วมคิดกัน

แต่สิ่งที่ทำให้เติ้งซาผิดหวังอยู่บ้าง คือระยะห่างระหว่างสวี่ซูถิงกับเย่เฟิงกว้างพอจะใส่รถบรรทุกลงไปตรงกลางได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องควงแขนเกี่ยวก้อย แค่บรรยากาศก็เหมือนต่างฝ่ายต่างสวมหน้ากากกันก๊าซพิษเข้าหากันแล้ว ผู้จัดการสวี่เดินเหมือนผู้จัดการ เย่เฟิงก็เดินเหมือนพนักงาน ไม่ได้ยกระดับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมงานปกติให้กลายเป็นรักในที่ทำงานแม้แต่น้อย

“ไม่ถูก มีอะไรตุกติก” นัยน์ตาเติ้งซาเบิกกว้างเหมือนตาปลาทอง โพล่งประโยคดังกล่าวออกมา

“อะไรตุกติก” ฟางจูหยุนแทบอยากคว่ำชามในมือใส่หัวเพื่อน เริ่มสำนึกเสียใจที่ออกมากับเติ้งซา บ่นว่า “เธออย่าหาเรื่องให้มากเลย”

วันนี้เติ้งซาไม่ได้ออกไปจับผู้ชาย ทอดถอนใจใหญ่บอกว่าอกหัก ถูกคุณชายบ้านหนึ่งสลัดรักมา แต่ฟางจูหยุนรู้ เติ้งซาอกหักบ่อยเหมือนคนติดฝิ่นสูบฝิ่น หากมีวันหนึ่งเธอไม่ประกาศว่าอกหัก แสดงว่าวันนั้นหญิงสาวต้องป่วย หรือไม่ก็มีอะไรผิดปกติแน่

เติ้งซาเสาะแสวงหาไม่หยุดยั้ง เหมือนช่างเจียระไนบอกว่าบนขุนเขานั้นมีหินผา สามารถสกัดเป็นหยกเนื้อดีได้ แต่เติ้งซามักเห็นภูเขาลูกอื่นสูงกว่าภูเขาที่ตนเองยืนอยู่ เธอสลัดคนอื่นทิ้ง และถูกคนอื่นสลัดทิ้งจนแทบกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวัน แม้สิ่งที่ไขว่คว้าได้มาทำให้เจ็บปวดไม่อาจทนทาน แต่หากไม่ได้มา ก็ร้าวรานไม่อาจอยู่ต่อเช่นกัน

แต่ใครใช้ให้ฟางจูหยุนเป็นเพื่อนสนิทกับเธอ ดังนั้นทุกครั้งที่เติ้งซาอกหัก ฟางจูหยุนต้องเล่นบทผู้กอบกู้โลกหรือไม่ก็มหาเทพบิดร ผู้กอบกู้โลกรับหน้าที่ช่วยเหลือชาวประชาทุกข์ยากที่เชื่อมั่นในตนเอง ฟางจูหยุนต้องใช้วิธีการต่างๆ นานา ฉุดรั้งเติ้งซาขึ้นมาจากหล่มความทุกข์สุดลึกล้ำ ส่วนเทพบิดรนั้น วันๆ ต้องฟังคำอธิฐานของชาวประชาทั้งมวล ดังนั้นฟางจูหยุนต้องเปิดหูรับฟังเติ้งซาสารภาพบาปหรือไม่ก็โทษตัวเอง ฟางจูหยุนคนเดียวทำสองหน้าที่ แต่เนื่องจากเชี่ยวชาญชำนาญแล้ว ดังนั้นจึงรับมือได้สบายมาก

เมือง S นั้นไม่ว่าด้านการงานหรือความรักล้วนมีความกดดันอย่างสูง พนักงานออฟฟิศต้องการปลดปล่อยระบายอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น และการปลดปล่อยก็มีหลายหนทาง จะไปเต้นที่บาร์ เสี่ยงเสพยา หรือมีความสัมพันธ์แค่ข้ามคืน ที่เมือง S เป็นเรื่องปกติยิ่งกว่ากินข้าว แต่การกินของเผ็ดก็เป็นวิธีที่ฉลาดและไม่แพงวิธีหนึ่ง และเนื่องจากบ่ายวันนี้เติ้งซาเห็นเสื้อผ้าสวยๆ ในห้างสรรพสินค้าราคาแพงไป คิดได้ว่าควักเงินจ่ายเองไหนเลยจะสุขเท่าให้เหล่าคุณชายมาจ่ายให้ ดังนั้นจึงลากฟางจูหยุนมาร้านเส้นหมี่ต้มยำ แต่นึกไม่ถึงกลับพบเย่เฟิงเข้า แถมยังเจอผู้จัดการสวี่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้แล้วคนนั้นอีก!

ฟางจูหยุนแค่ไม่นึกฝันว่าที่เย่เฟิงบอกกับตนจะเป็นความจริงทั้งหมด ผู้จัดการสวี่คนนี้ทั้งอ่อนเยาว์ งดงาม เหมือนที่เขาบอกตอนแรกไม่มีผิด อย่างนั้นที่เย่เฟิงเคยพูดว่าผู้จัดการสวี่เห็นความสำคัญของเขา นัดเขาไปกินข้าวอะไรพวกนั้น เป็นเรื่องจริงด้วยหรือเปล่า...

เติ้งซาหลงเหลือความเปรี้ยว (แผลงเป็นหึงหวง) ในต้มยำให้ฟางจูหยุน ตนเองสูบความเผ็ดร้อนไปหมดสิ้น หญิงสาวผุดลุกขึ้น ลากมือฟางจูหยุนบอกว่า

“พวกเขาทำท่าธรรมดาเกินไป กลับจะกลายเป็นมีอะไรไม่ธรรมดา จูหยุน พวกเราตามไปดูเถอะ”

ฟางจูหยุนไม่รู้นี่เป็นเหตุผลอะไรของเติ้งซา แอบทอดถอนใจนึกว่า หากยึดหลักนี้ คงมีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่ปกติ ดังนั้นไม่ฟังความเห็นเติ้งซา สะบัดมือออก

“เธอสอดรู้ไปเถอะ เย่เฟิงไปทำงาน มีอะไรน่าดู”

“เธอคิดว่าเขาไปทำงานจริงๆ เหรอ” เติ้งซาย่นจมูก สายตาที่มองฟางจูหยุนมีแววสมเพชเวทนา

“ไม่ทำงานแล้วจะทำอะไรได้” ฟางจูหยุนถอนหายใจออกมา “เติ้งซา ฉันกับเย่เฟิงเป็นแค่เพื่อนสนิท ไม่อยากตามดูเขาถึงขนาดนั้น เธอไม่ต้องคอยขัดขวางคู่รักที่ไหน และไม่ต้องพยายามจับคู่ใครเข้าด้วยกัน”

“ไร้เดียงสา บริสุทธิ์ ใสซื่อ” เติ้งซาเห็นฟางจูหยุนไม่กระตือรือร้นสนใจด้วย ก็ได้แต่หยุดเพียงเท่านี้ หญิงสาวนั่งลง ผลักเส้นหมี่ต้มยำชามนั้นออกไปโดยแรง “คนบริษัทเย่เฟิงคงไม่น้อย ทำไมมีแต่พวกเขาทำงานล่วงเวลาด้วยกัน นี่ก็เห็นชัดแล้วว่ามีปัญหา”

ฟางจูหยุนถอนหายใจ

“ถ้าผู้ชายผู้หญิงอยู่ด้วยกันเป็นปัญหา งั้นฉันกับเธออยู่ด้วยกัน ก็ต้องคอยกังวลคำพูดคนอื่นเหมือนกัน”

เติ้งซาหัวเราะออกมา ขยับไปโอบไหล่ฟางจูหยุนจริงๆ

“พวกเราเป็นพี่น้อง ความคิดสกปรกของคนพวกนั้นแทรกเข้ามาไม่ได้หรอก แต่ว่าจูหยุน ตัวเย่เฟิงมีปัญหาจริงๆ หรือต่อให้เขาไม่มี แต่หากเธอชอบเขา ก็ต้องป้องกันไม่ให้เขามีปัญหา”

ฟางจูหยุนเดิมคิดเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนา แต่นึกไม่ถึงเติ้งซากลับคล้ายลาโง่โม่แป้ง เอาแต่เดินวนกลับมาที่เดิม ได้แต่ถามว่า

“มีปัญหาอะไร จะป้องกันยังไง”

“ช่วงนี้เธอต้องสังเกตเขา ดูว่ามักอ้างเรื่องทำงานล่วงเวลาหรือเปล่า ฉันจะบอกให้ ผู้ชายหากใช้ข้ออ้างว่าทำงานล่วงเวลาหรือมีประชุมประจำ นั่นแสดงว่ากำลังมีชู้ ไม่ป้องกันไม่ได้”

ฟางจูหยุนนึกอยากเอาหัวจุ่มเส้นหมี่ให้จมตาย

“เติ้งซา ขอร้องช่วยแยกแยะหน่อย ต่อให้เย่เฟิงมีข้ออ้างจริง แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เขายังไม่แต่งงาน จะมีชู้อะไร”

“เขายังไม่แต่งงาน เธอเชื่อจริงเหรอ” เติ้งซาย้อนถาม

“หา” ฟางจูหยุนนิ่งอึ้งกับที่ เพิ่งรู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน

“ผู้หญิงคนนี้ของเย่เฟิงมีอะไรไม่ธรรมดา!” เติ้งซาเห็นว่าสวี่ซูถิงน่าสงสัยยิ่งกว่าสายลับอีก

“อะไรคือผู้หญิงของเย่เฟิง” คราวนี้ฟางจูหยุนชักไม่พอใจขึ้นมาบ้าง “เติ้งซา ที่อกหักเสียใจหายแล้วเหรอ”

“หายนานแล้ว” เติ้งซาไม่แยแสเรื่องใดอีก สนใจแต่จะลากมือเรียวงามของฟางจูหยุน “จูหยุน เธอไม่สนใจไม่ได้ พรุ่งนี้เราต้องทดสอบเย่เฟิงสักครั้ง ดูว่าในสายตาเขา เธอสำคัญแค่ไหน!”

 

“ผู้จัดการสวี่ เมื่อครู่ขอบคุณจริงๆ”

“ขอบคุณอะไร ขอบคุณที่ฉันช่วยคุณโกหกเหรอ”

“ที่จริง...” เย่เฟิงนึกอยากค้านว่า ต่อให้ผมโกหก ก็เริ่มเพราะคุณนั่นล่ะ

“ที่จริงอะไร” สวี่ซูถิงถลึงตาใส่เขา

“ที่จริงผมจะบอกว่า ผู้จัดการสวี่มีพรสวรรค์ด้านการโกหกมากเลยครับ ต่อให้โกหกก็ยังโกหกได้สวยงามกว่าคนอื่นมาก!”

สวี่ซูถิงแค้นใจจนแทบพูดไม่ออก

“เย่เฟิง เมื่อครู่ใช่แฟนของคุณหรือเปล่า”

“อืม” เย่เฟิงอ้างเอาฟางจูหยุนเป็นโล่ ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจามบ้างหรือเปล่า

“อืมแปลว่าอะไร ตกลงใช่หรือไม่ใช่”

“ความหมายของอืม คือผู้จัดการสวี่ฉลาดเฉลียวเหนือธรรมดา รอบรู้กว้างขวาง!”

สวี่ซูถิงแทบพูดไม่เป็นภาษาอีกรอบ

“ผู้จัดการสวี่ พวกเรายังมีงานอื่นอีกหรือเปล่า” เย่เฟิงชะงักฝีก้าว เพราะรู้สึกเหมือนกำลังถูกบังคับให้เดิน นี่เป็นการบีบบังคับโดยไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง แต่หวนคิดอีกรอบ ตนเองใช้ศัพท์ไม่ถูกต้อง หากเป็นการบีบบังคับจริง ยังจะมีการบังคับที่เป็นธรรมได้หรือ

เย่เฟิงนั้นนอกจากไล่จับขโมย จับอันธพาลแล้ว บางครั้งยังช่วยทำงานแทนตำรวจ ดังนั้นน้อยครั้งจะได้มาเดินแบบนี้ เขารู้สึกการเดินไม่หยุดนี้ ที่จริงเป็นการทรมานตัวเอง เพราะผู้จัดการสวี่ไม่มีรถ ดูท่าต่อให้เป็นลูกน้องก็รู้จักต้องเลือกหัวหน้า เขาควรเลือกหัวหน้าที่ฉลาดเฉลียวใจคอกว้างขวางกว่านี้

แน่นอน แค่คิดย่อมไม่มีสำเนียงเสียงภาษา และเย่เฟิงก็ทำได้เพียงวิจารณ์ในใจเท่านั้น ไม่กล้าพูดออกมาจริงๆ หากสวี่ซูถิงรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ คงสับเขาเป็นแปดท่อนแน่นอน

สวี่ซูถิงถอนหายใจ ชะงักเท้าตาม

“เย่เฟิง แฟนคุณไม่เลวเลย ฉันดูออก เขาเห็นคุณสำคัญมาก”

“หา” เย่เฟิงอ้ำอึ้ง

“ที่จริงเมื่อครู่ตอนฉันโกหกก็รู้สึกลำบากใจ ฉันอยากบอกความจริงเขาไป แต่ดูท่าคุณก็ไม่ได้บอกความจริงเหมือนกัน ฉันเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องต่อความยาวสาวความยืด ถึงได้โกหกตามน้ำไปกับคุณ พรุ่งนี้หลังหมั้นแล้ว คุณก็ส่วนคุณ ฉันส่วนฉัน ฉันหวังจริงๆ ว่าคุณจะไม่ต้องโกหกแฟนคุณอีก ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบให้ผู้ชายของตัวเองโกหก ฉันขอให้พวกคุณมีความสุขสมหวัง อยู่กันจนแก่เฒ่า” สวี่ซูถิงยื่นมือมากุมมือเย่เฟิงไว้ “เย่เฟิง รับปากฉันได้ไหม”

คนที่เดินผ่านไปมาด้านข้าง ได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วพากันคิดว่าเหลวไหลสิ้นดี หลังหมั้นก็จะเลิกกัน อย่างนั้นหมั้นกันทำอะไร

“อืม” เย่เฟิงได้แต่ตอบคำนี้

“อืมแปลว่าอะไร” สวี่ซูถิงอยากให้มือตัวเองกลายเป็นคีมได้เหลือเกิน จะได้บีบกระดูกฝ่ามือเย่เฟิงให้ป่นเป็นผงให้สะใจ

“อืมหมายความว่าผู้จัดการสวี่เป็นคนจิตใจดี ตั้งใจทำงาน เป็นผู้จัดการใหญ่ที่หาได้ยาก อ้าว ผู้จัดการสวี่ คุณเป็นอะไรไป”

“ไม่มีอะไร” สวี่ซูถิงส่ายหน้า พยายามคุมสีหน้าตัวเองให้สงบราบเรียบลง “จริงด้วย เย่เฟิง พรุ่งนี้พวกเราหมั้น เอ่อ จะหมั้นกันแล้ว” พอพูดถึงงานหมั้น ไม่รู้ทำไม สวี่ซูถิงกระอักกระอ่วนใจบอกไม่ถูก เอาแต่คิดว่า ดีที่เป็นงานปลอม เป็นแค่ละคร หากหมั้นจริง ตนเองคงต้องกระโดดตึกหนีแน่ แต่ทำไมพอนึกถึงตอนอยู่ในสตูดิโอ กลับรู้สึกถึงความอ่อนหวานโรแมนติกขึ้นมาได้ “ฝั่งคุณมีสี่คนไม่ใช่เหรอ มีใครบ้าง” สวี่ซูถิงพยายามถามคำถามให้ง่ายที่สุด หวังว่าจะไม่เกินสติปัญญาของเย่เฟิงไป

เย่เฟิงลังเลเล็กน้อย

“มีพ่อผมมั้ง”

เขากำลังคิด ควรบอกสวี่ซูถิงเรื่องที่เชิญญาติผู้ใหญ่ตัวปลอมมาไหม ส่วนสวี่ซูถิงครั้งนี้ได้ยินคำว่ามั้งที่ท้ายประโยคเขา ก็ไม่มีทีท่าโมโหแต่อย่างใด กลับเอ่ยอย่างรู้สึกผิด

“เย่เฟิง ที่จริงต้องขอโทษด้วย เพราะเรื่องของแม่ฉัน พลอยลำบากถึงพ่อแม่คุณ ถึงเวลาคุณจะอธิบายกับพวกเขายังไง”

“ไม่ต้องขอโทษ ให้เงินพวกเขาก็พอ” เย่เฟิงพูดออกมาแล้ว เห็นสายตาประหลาดพิกล ท่าอ้าปากหวอของสวี่ซูถิง ก็อธิบายว่า “ไม่ว่าจะยังไงพวกเขาก็ต้องลำบากเดินทางไกล มีเรื่องค่ารถค่ารา”

“ไม่มีปัญหา” ตอนนี้สวี่ซูถิงเริ่มรู้สึก อาจมีแต่การจ่ายเงินให้มากหน่อย จึงลดทอนความรู้สึกผิดในใจได้ นี่คล้ายเห็นเงินใหญ่ ไม่สนใจคุณธรรมไม่ต่างจากจ่ายเงินเพื่อฟาดหัวเพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีงามของตัวไว้เท่าไหร่ “แต่ว่า คุณต้องเอาใบเสร็จค่ารถมาด้วย”

“หา” เย่เฟิงอึ้งไป “ไม่มีได้หรือเปล่า”

“ได้แน่นอน” สวี่ซูถิงยิ้มตอบ “แต่ฉันไม่จ่ายได้หรือเปล่า”

ช่วงเวลาต่อจากนั้นล้วนผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย สวี่ซูถิงคิดว่าการเดินห้างสรรพสินค้าซื้อของเป็นการฆ่าเวลา และโบราณว่าไว้ เวลาเป็นเงินเป็นทอง หญิงสาวจึงเท่ากับจ่ายเงินสองต่อ เธอเลือกนั่นเลือกนี่ เลือกซื้อเนคไทให้เย่เฟิงได้เส้นหนึ่ง ดูดีกว่าเส้นเดิมของเขาที่เหมือนเข็มขัดนิรภัย เย่เฟิงพอใจเป็นอันมาก เอ่ยปากขอบคุณ แต่ไม่ได้ให้อะไรตอบแทน เห็นชัดว่าไม่เข้าใจวัฒนธรรมการให้ของขวัญเลย

สวี่ซูถิงทั้งผิดหวังทั้งโล่งใจ ที่ว่าผู้หญิงชอบช็อปปิ้งนั้นไม่ผิด เพียงแต่ส่วนใหญ่มักมากับเพื่อนฝูง หรือไม่ก็หยอกล้อต่อกระซิกกับแฟน ที่มาซื้อของคนเดียวใช่จะไม่มี แต่เนื่องจากไม่โดดเด่น จึงถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย

มีคำกล่าวไว้ ไม่เห็นแค่หนึ่งวัน เหมือนผ่านไปสามปี สวี่ซูถิงกลับรู้สึก แค่ช่วงบ่ายวันนี้ยังคล้ายยาวนานกว่าทำการค้าสามปีเสียอีก หญิงสาวเดินจนเริ่มเหนื่อย หันกลับมามองเย่เฟิงแวบหนึ่ง ทีแรกนึกว่าเขาตายไปแล้ว นึกไม่ถึงว่ายังทำท่าซึมกะทืออยู่ได้เหมือนเดิม

“เย่เฟิง กลับบ้านเถอะ” สวี่ซูถิงถอนหายใจ

“หือ ได้” เย่เฟิงหมุนตัวออกเดิน ดีใจเหมือนได้รับการปลดปล่อย

“นี่ นี่ คุณจะไปไหน” สวี่ซูถิงเห็นเขาเดินไปผิดทาง อดร้องเรียกไม่ได้

“คุณบอกให้ผมกลับบ้าน” เย่เฟิงงง

สวี่ซูถิงจ้องเขาอยู่ครู่ใหญ่

“ฉันบอกว่า กลับบ้านฉัน แม่ฉันยังรอกินข้าวกับคุณอยู่”

เย่เฟิงได้แต่ยิ้มอย่างขอโทษขอโพย

“ผมลืมไป ดีที่ผู้จัดการสวี่ยังจำได้”

สวี่ซูถิงกลับคิดว่าไม่ใช่เย่เฟิงความจำไม่ดี แต่เขาเลือกเรื่องที่จะจำได้แย่มาก หากตนเองบอกว่าวันนี้ของปีหน้า จะเพิ่มเงินเดือนให้เย่เฟิง เธอกล้ารับรอง เย่เฟิงต้องไม่ลืมแน่นอน!

ทั้งคู่เรียกแท็กซี่ สวี่ซูถิงตรงเข้าไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ บอกที่หมาย จากนั้นก็หลับตา นึกทบทวนเรื่องราวในหลายวันนี้ รู้สึกทุกสิ่งที่พบเจอ เทียบกับความมีระเบียบเรียบร้อยของชีวิตที่ผ่านมาแล้ว ต้องบรรยายว่าเหนือล้ำเกินจินตนาการ

คนขับประเมินความสัมพันธ์ของคนทั้งครู่ คาดว่าคงเป็นคู่รักทะเลาะกันที่กำลังเดินทางกลับไปบ้านฝ่ายหญิง ผู้ชายหนอ เงินก็ต้องจ่าย งานก็เหนื่อย ต้องแบกข้าวของหอบใหญ่ แถมยังต้องคอยรองรับอารมณ์อีก ชีวิตลำบากแท้ๆ

เขาประเมินเย่เฟิงไว้สูงมาก เย่เฟิงนั้นนั่งอยู่เบาะหลัง ในมือมีถุงใหญ่สองใบจริง แต่เป็นของที่สวี่ซูถิงซื้อ ตอนหญิงสาวส่งของให้เย่เฟิง รู้สึกตนเองคงเป็นโรคจิตจริงๆ จ่ายเงินซื้อของให้แม่ตัวเอง แต่ยังต้องอาศัยคนนอกเป็นทางผ่าน ตนเองกำลังทำอะไรแน่

หญิงสาวนึกถึงคำกล่าวของอเล็กซานเดอร์ พุชกิน ...หากชะตาชีวิตรังแกท่าน ไม่ต้องกลัดกลุ้มกังวล และไม่ต้องหงุดหงิดไป ความไม่สบายใจจะอยู่เพียงชั่วครู่ยาม เชื่อเถิด ช่วงเวลาที่เบิกบานจะต้องมาถึงสักวัน!

แต่ทำไมหนอ เรื่องไม่สบายใจกลับคล้ายมีมาไม่รู้จักจบจักสิ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นต้นไม้ สวนดอกไม้ ผู้คน ความวุ่นวายต่างๆ ล้วนคล้ายถูกสลัดทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่ต่อให้รถแล่นเร็วกว่านี้ ก็สลัดความกลัดกลุ้มกังวลออกไปไม่ได้

สวี่ซูถิงถอนหายใจออกมา ช่วงเวลาที่เบิกบานเอย เมื่อไหร่จะมาถึงสักที...

 

จบเล่ม 1

หนังสือแนะนำ