บทที่ 24 ร้านหมี่ข้างทาง

เย่เฟิงส่งมือถือให้สวี่ซูถิง พลอยรู้สึกซาบซึ้งไปด้วย

คุณนายสวี่รักลูกสาว ไม่ต้องการรบกวนบรรยากาศโรแมนติกของลูก แต่เห็นชัดว่ายังคงมีความคิดแบบเก่าของสมัยตนเองอยู่ นางคิดแทนลูก หวังว่าลูกจะมีที่พึ่งพิงในเร็ววัน แต่เพื่อหาที่พึ่งพิงนี้ สวี่ซูถิงกลับจำเป็นต้องโกหกเพื่อให้แม่สบายใจ

ตัวเขาเองก็ถือว่าได้ทำความดี ต่อให้เป็นแค่การเสแสร้ง ก็ไม่ละอายต่อคุณธรรมประจำใจใดๆ แต่เขายังหวังว่าขออย่าให้เรื่องแบบนี้เกิดซ้ำอีกเลย!

สวี่ซูถิงรับโทรศัพท์มา ถามว่า

“แม่ฉันพูดอะไรกับคุณบ้าง”

“เขาบอกว่าคุณชอบกินเส้นหมี่ต้มยำ” เย่เฟิงบอกตามตรง “แถมยังบอกว่าให้เราไปกินข้าวเย็นด้วยกัน”

สวี่ซูถิงที่จริงได้ยินคำพูดของแม่อยู่บ้างเหมือนกัน พอมาได้ยินเย่เฟิงทวนเข้าแบบนี้ก็ทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ ทำไมความมีน้ำใจและอบอุ่น พอมาให้เย่เฟิงถ่ายทอดแล้ว กลับกลายเป็นมีแต่ของกินไปได้

“เท่านี้เหรอ” สวี่ซูถิงรู้สึกเย่เฟิงในสายตาเธอลดทอนความร้อนแรงลงไปอย่างรวดเร็ว อาจเพราะสารรูปเขาตอนนี้ค่อยสมตัวเขาหน่อย หญิงสาวนึกแล้วหัวเราะกับตัวเอง หากเขาหล่อเหลาคมคายอย่างเมื่อครู่ คงมีภาพลักษณ์ดีแต่เปลือกแบบหมอนปัก ลวดลายสวยจริง หากภายในมีแต่นุ่น

“อืม เท่านี้ล่ะ แต่ผมคิดว่าตอนเย็นอาหารบ้านคุณคงน่ากิน กลางวันนี้เรากินอะไรง่ายๆ ก็พอแล้ว” เห็นสวี่ซูถิงจ้องมองตนเอง เย่เฟิงก็หัวเราะอย่างเก้อเขิน “หากผู้จัดการสวี่ไม่สะดวก งั้นเย็นนี้ผมไม่ไปแล้วกัน”

สวี่ซูถิงได้แต่ส่ายหน้า

“ครั้งก่อนเชิญคุณมากินข้าว แต่กลับทำให้คุณต้องวิ่งวุ่น ครั้งนี้ต้องไปให้ได้ อีกอย่างแม่ฉันเป็นคนเชิญเอง หากคุณไม่ไปฉันคงตอบไม่ถูก” แต่เห็นเย่เฟิงทำท่าซังกะตาย สวี่ซูถิงก็หงุดหงิดขึ้นมาอีก ความอบอุ่นซาบซึ้งเพียงใยเดียวที่เกิดเมื่อครู่ดุจดั่งไอน้ำบนกระจกกลางฤดูหนาว เพียงลมพัดวูบเดียว ถ้าไม่แข็งเป็นน้ำแข็งก็มลายหายไป “อย่างนี้เถอะ หากคุณคิดว่าเสียเวลาคุณ พวกเราก็คิดกันตามชั่วโมงดีไหม วันนี้คุณออกจากบ้านเก้าโมง หากกลับตอนหกโมง เท่ากับทำงานวันหนึ่งแปดชั่วโมง หากกลับตอนสามทุ่ม ก็คิดเป็นสิบสองชั่วโมง เงินเดือนคุณหนึ่งพัน เดือนหนึ่งมีเวลาทำงานยี่สิบสองวัน งั้นแปดชั่วโมงก็ได้สี่สิบห้าหยวน บวกเข้าไปอีกสักหลายชั่วโมงคำนวนดู วันนี้ฉันคิดให้คุณหนึ่งร้อยหยวน แบบนี้คงใช้ได้ใช่ไหม”

“ที่จริงผู้จัดการสวี่ไม่ต้องคำนวนละเอียดขนาดนี้” ประโยคเดียวของเย่เฟิงก็ทำให้สวี่ซูถิงอ่อนลงได้ แต่ประโยคถัดมากลับทำให้หญิงสาวยิ่งแค้นหนัก “วันนี้ค่าแรงสองเท่า เก้าสิบหยวนก็พอ ที่เหลืออีกสิบหยวน ผมเลี้ยงหมี่ต้มยำคุณแล้วกัน ชามละห้าหยวน พอดีเป็นค่าข้าวกลางวัน ผู้จัดการสวี่ คุณเป็นไรไป”

สวี่ซูถิงได้สติ นึกอยากกินหมี่ต้มยำแล้วเหลือน้ำพริกเผาทั้งหมดไว้ จากนั้นผสมน้ำส้มสายชูใส่น้ำพริกเผากรอกใส่จมูกเย่เฟิงลงไป

“เย่เฟิง ปกติคุณเลี้ยงอะไรแฟน”

เย่เฟิงคิดอยู่ครู่

“เหมือนไม่เคยเลี้ยงข้าวเขามาก่อน”

นั่นแหละสวี่ซูถิงจึงสงบลงได้ รู้สึกเจ้าคนไม่เอาไหนนี่มีทั้งความจอมปลอม เขี้ยว ชอบเอาเปรียบแบบพนักงานขายครบถ้วน หญิงสาวตอนนี้ลืมหมดแล้วว่าเย่เฟิงช่วยเธอประหยัดไปสองพันหยวน จำได้แต่ตอนนี้ตนเองจ่ายไปอย่างน้อยหกพันหยวน แต่ผลงานสักนิดยังไม่มีให้เห็น กลับเห็นแต่เย่เฟิงแต่งเนื้อแต่งตัวเอี่ยมอ่อง จึงเติมคุณลักษณะของเขาเข้าไปอีกข้อ คือขี้งก แม้แต่แฟนตัวเองยังไม่ยอมจ่ายเงินให้ ตอนนี้ยืมดอกไม้ไหว้พระพุทธรูป ใช้เงินเธอเองเลี้ยงข้าวเธอได้ แสดงว่าคงให้เกียรติเธออย่างมากแล้ว

แต่หญิงสาวยังสงสัยเรื่องแฟนของเย่เฟิงอยู่บ้าง ไม่รู้คนแบบไหนที่ทนผู้ชายประเภทนี้ได้

“เย่เฟิง แฟนคุณเป็นคนยังไง”

เย่เฟิงฝืนยิ้ม นึกในใจว่าแม่ยายผมอยู่บนสวรรค์ยังไม่มาเกิดเลย จะรู้ได้ไงว่าแฟนหน้าตาแบบไหน แต่หากพูดออกไปออกจะไม่เคารพคุณนายสวี่อยู่บ้าง เพราะตอนนี้ผู้จัดการสวี่ก็ถือเป็นแฟนของเขาครึ่งหนึ่งแล้ว แน่นอนว่าครึ่งหนึ่งนั้นย่อมหมายถึงเป็นหน้าที่ ตนไม่มีสิทธิ์เลือก

“เธอไม่ต่างจากคุณเท่าไหร่”

“หน้าตาเป็นยังไง” ถ้าถือกระบองมาเค้นถามได้ สวี่ซูถิงคงทำไปแล้ว

“หน้าตา... พอใช้ได้มั้ง แน่นอน ถ้าเทียบกับผู้จัดการสวี่แล้ว” เย่เฟิงคิดอยู่ครู่ “ต่างก็มีสไตล์ของตัวเอง”

เขาลองวาดภาพแฟนตัวเอง ไม่รู้ทำไม กลับนึกถึงฟางจูหยุน รู้สึกตนเองน่าหัวเราะอย่างยิ่ง เธอไม่ใช่แฟนของเขา ทำไมเขาต้องคิดถึงเธอ เธอเป็นเพียงหญิงสาวที่ดีงามมากๆ ไม่ได้เป็นอย่างอื่น แต่ตนเองได้รับการช่วยเหลือจากเธอไม่น้อยเลย

ทั้งคู่เดินพลางคุยพลาง หาร้านเล็กๆ ข้างทางนั่งลง นับว่าเมือง S มีร้านรวงเฟื่องฟูเต็มถนนหนทาง สาขาร้านเส้นหมี่ต้มยำแบบฉงชิ่งทั้งจริงทั้งปลอมล้วนอยู่ที่นี่ พบเห็นได้ทั่วไป ป้ายร้านนี้เขียนว่า เผ็ดสุดในฉงชิ่ง ป้ายร้านนั้นเขียนว่า เผ็ดสุดในจีน ทั้งยังมีพวกที่ไม่สนป้าย แต่ผนังในร้านทั้งร้านมีอักษรว่าเผ็ดติดเต็มไปหมด หากที่บอกว่าเผ็ดที่สุดในโลกยังไม่เห็น คาดว่าคนเมืองนี้เข้าใจว่าคนจีนกินเผ็ดเก่งมาก เป็นที่หนึ่งในโลกอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ติดป้ายที่สุดในโลกเพื่อเรียกคนเข้าร้าน หน้าร้านมีคนมาออกันมหาศาล ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ หากพูดเสียงเบาลงสักหน่อย คนที่อยู่ด้านข้างก็ไม่มีปัญญาได้ยินแล้ว คนเหล่านี้จะทำให้คุณสิ้นหวังว่ากฏหมายคุมกำเนิดคงไม่ถูกยกเลิกไปเร็วๆ นี้ ตรงกันข้าม น่าจะใช้ไประยะยาวมากกว่า

ข้างร้านหมี่ต้มยำยังมีร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ประตูหน้าร้านจัดวางลำโพงขนาดใหญ่สองอัน ต่อสายเปล่งทำนองเพลงผมรักคุณ คุณรักผม แต่ฉันรักเขาดังสนั่นลั่นเลื่อน เอาเป็นเอาตายเหมือนฟ้าถล่ม คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคล้ายแปรสภาพเป็นอากาศธาตุ ปล่อยให้สรรพเสียงทะลุผ่านร่างกายไปกระทบตึกสูงฝั่งตรงข้าม สะท้อนกลับไปมา ชนิดที่กึกก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินไปสามวันแล้วอาจยังสงบไม่ลง

เย่เฟิงนึกถึงคนแก่ที่เป็นโรคความดัน โรคหัวใจ คาดว่าคงไม่สะดวกกินข้าวที่นี่หรือมาเดินเล่นเท่าไหร่ แต่ในที่สุดเขาก็หาโต๊ะตัวหนึ่ง เก้าอี้สองตัวได้ บนโต๊ะสุมเต็มไปด้วยภาชนะอาหารแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง รกเลอะเทอะไม่ต่างจากที่เย่เฟิงคิดไว้แม้แต่น้อย น้ำแกงสีแดงเหมือนเลือดสดๆ ราวกับนักร้องจากร้านข้างๆ มาฆ่าตัวตาย

สวี่ซูถิงเดินตามมาติด ลงมือกวาดกองภาชนะไปไว้ด้านข้างด้วยตัวเอง มากินหมี่ต้มยำในสถานที่แบบนี้ อย่างแรกคือต้องไว ตาไว มือไว ที่นี่ไม่เหมือนร้านอาหารภัตตาคารที่มีบริกรมารับรายการอาหาร เย่เฟิงก็คล้ายคุ้นเคยกับสภาพเช่นนี้ รับหน้าที่ตะโกนสั่งหมี่ต้มยำมาสองชาม ส่วนคนขายยุ่งจนแม้ศีรษะก็ไม่ยอมเงย ส่งเสียงอืมคำเดียวเป็นสัญญาณว่ารับรู้

สวี่ซูถิงเสพสุขในฐานะแฟน ใช้อำนาจของว่าที่ภรรยาคอยชี้นิ้วสั่ง ลงมือทำเพียงใช้กระดาษชำระเช็ดหน้าโต๊ะที่เลอะน้ำแกง เห็นยังมีคนอีกมากมายที่ใช้สองมือประคองชาม ยืนกินหมี่อยู่เป็นคู่ๆ ใจก็เริ่มบังเกิดเป็นความสุขขึ้นบ้าง

ตนเองคล้ายไม่ได้มาสถานที่แบบนี้นานแล้ว ประมาณสองปีได้กระมัง ตอนที่ตนกับชายคนนั้นมากินข้าว เจาะจงลงไปต้องเป็นเมื่อสามปีก่อน ตนเองในเวลานั้น ยังเป็นเด็กสาวที่มีแต่ความสุขไร้กังวล... คิดถึงตรงนี้ ความสุขของสวี่ซูถิงก็มลายหาย พลันรู้สึกหัวใจเจ็บแปลบ

แต่สำหรับเธอสุขก็สุข ทุกข์ก็ปล่อยให้มันผ่านไป แถมยังเกิดอารมณ์ ‘เมื่อได้ชัยตามขยี้ให้ดับดิ้น ไม่ขอสิ้นชีพรักษาเกียรติเช่นฌ้อปาอ๋อง’ จึงเปิดฉากรุกถามว่า

“เย่เฟิง คุณรู้จักกับแฟนได้ยังไง”

“ผม... ผม...” เย่เฟิงชักปวดหัว ทำไมแต่งเรื่องโกหกถึงยากขนาดนี้

ในที่สุดเขาก็พบข้อเสียของการโกหก คือหลังจากที่คุณโกหกไปเรื่องหนึ่ง จะต้องแต่งเรื่องโกหกอีกเป็นสิบขึ้นมาสนุนเสริม จะบอกว่ารู้จักกันตอนเรียนมหาวิทยาลับ แต่ตนก็คล้ายไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัยมาก่อน ระหว่างที่เขากำลังเค้นสมองครุ่นคิด หญิงสาวคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามา ทั้งยังโบกมือให้เพื่อนที่อยู่ข้างหลัง

“อาหยุน รีบมา ตรงนี้ยังมีที่”

ระหว่างที่หย่อนก้นลงนั่ง หญิงสาวค่อยหันไปยิ้มอย่างขอโทษขอโพยให้สวี่ซูถิงกับเย่เฟิง “ขอโทษ รบกวนพวกคุณสองคน...”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เธอก็ร้องอย่างตกใจ “เย่เฟิง ทำไมเป็นนาย”

 

เย่เฟิงจำได้ว่ามีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้ ใบเมเปิ้ลอุทิศช่วงวัยหนุ่มสาวของมันให้กับดวงตะวัน ดังนั้น มันจึงมีสีสันแห่งดวงตะวัน

แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่า ตนเองไม่ใช่ใบเมเปิ้ลที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ จนซึมซับสีสันนั้นไว้ ตนเองอุทิศวันเสาร์แค่วันเดียว ก็กลายเป็นสีแดงฉานราวกับเลือดเหมือนสีของคราบน้ำพริกเผาในเส้นหมี่ต้มยำ

หลังเห็นว่าเป็นเย่เฟิง ดวงตาเติ้งซาก็แฝงประกายสับสน บรรยากาศตึงเครียดจนเกิดเป็นระลอกชนิดหนึ่ง

เส้นหมี่ต้มยำถูกยกมาได้จังหวะ เติ้งซาเมื่อจำตนเองได้ เย่เฟิงก็ไม่อาจใช้เส้นหมี่ยัดปากแกล้งเป็นใบ้ และไม่อาจซุกศีรษะลงไปในชามทำเป็นไม่เห็น ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองเติ้งซา ส่งเสียงทักทาย เห็นฟางจูหยุนเดินตามมาด้านหลังเติ้งซา จึงทักอย่างดีอกดีใจคล้ายเพิ่งเห็น

“จูหยุน คุณเองเหรอ บังเอิญจริง นั่งสิ บะหมี่ที่นี่ไม่เลว อ้อ ไม่ใช่บะหมี่ เป็นเส้นหมี่ต้มยำต่างหาก”

ฟางจูหยุนชะงัก ลืมทักทาย ความจริงวันนี้เย่เฟิงไม่ต้องทำงาน แต่เธอถามแล้ว เย่เฟิงบอกเธอว่าต้องทำงานล่วงเวลา หญิงสาวก็ดีใจมาก รู้สึกในที่สุดเย่เฟิงก็ขยันขันแข็งขึ้นมา ในที่สุดก็มีโอกาสก้าวหน้า แต่เธอนึกไม่ถึง เย่เฟิงกลับมากินหมี่กับหญิงสาวหน้าตาหมดจดอยู่ที่นี่

เย่เฟิงคนซื่อ รู้จักโกหกตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาโกหกเธอ เพื่อหญิงสาวที่งามราวสลักจากหยกคนนี้หรือ

แน่นอน ฟางจูหยุนย่อมไม่รู้ เย่เฟิงแม้โกหก แต่ก็ทำเพราะขี้เกียจ เขารู้สึกหากพูดเรื่องหมั้นออกไป อาจใช้เวลาอธิบายนั้นหลับได้อีกตื่น แถมการทำงานล่วงเวลามีประชุมอะไรก็เป็นข้ออ้างที่ดีที่สุด ใช้บ่อยที่สุดของพวกผู้ชาย

“ใช่แล้ว บังเอิญจริง” เติ้งซารับลูก รับชามเส้นหมี่ต้มยำตรงหน้าเย่เฟิงมา คีบกินไปก่อนคำหนึ่ง ถามต่อด้วยท่าทีสบายๆ คล้ายเพิ่งสังเกตเห็นสวี่ซูถิงว่า

“เย่เฟิง คนนี้ใครหรือ แฟนนายหรือเปล่า”

เย่เฟิงรู้สึกน้ำพริกเผาในชามเส้นหมี่ต้มยำคงน้อยไป ควรเติมน้ำมันรถเพิ่มเข้าไปอีก ระหว่างคิดฟุ้งซ่าน ชายหนุ่มก็ทักทายอย่างกระตือรือร้นไปด้วย

“จูหยุน นั่งสิ ยืนทำอะไร ถ้ายังยืนต่อ เส้นหมี่จะถูกคนอื่นกินหมดแล้ว”

“เส้นหมี่ถูกกินหมดไม่สำคัญ” เติ้งซาดื่มน้ำซุปอึกหนึ่ง เอ่ยเรียบๆ ว่า “แต่ผู้ชายถูกแย่งไปกิน นั่นถึงจะเป็นเรื่องใหญ่”

สวี่ซูถิงประหลาดใจเล็กน้อย ตั้งแต่เติ้งซามาถึง ก็แย่งชามเส้นหมี่เย่เฟิงไป ประชดแดกดันเหมือนคนแสดงความเห็นในอินเตอร์เน็ตโดยไม่ใช้ชื่อจริง จู่โจมรุนแรงเหมือนฟ้าผ่าไม่ทันให้อุดหู

การปรากฏตัวขึ้นรุกรานอย่างกะทันหันของเติ้งซา ปฏิกิริยาอันงุ่มงามของเย่เฟิง ที่จริงเทียบกับฟ้าผ่าไม่ทันอุดหูแล้วยังแย่กว่าอีก

จูหยุนหรือ สวี่ซูถิงรู้สึกชื่อนี้คุ้นหูยิ่งนัก คล้ายเคยได้ยินเหวินจิ้งพูดถึงครั้งหนึ่ง หญิงสาวรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา และรู้สึกน่าขำด้วย ต้องหันไปมองจูหยุนอย่างพิจารณา

หลังกวาดตามองรอบหนึ่ง สวี่ซูถิงก็ได้แต่ถอนหายใจกับความโชคดีของเย่เฟิง ยาจกได้แต่งกับดอกไม้งามจริงๆ ตนเองที่เป็นของปลอมยังไม่ต้องพูดถึง แค่จูหยุนคนนี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก็เป็นหญิงสาวในฝันของผู้ชายได้แล้ว ไม่รู้ประสาทเธอบกพร่องไปตรงไหนหรือเปล่า ถึงได้มาชอบเย่เฟิง

แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนเย่เฟิงจริงหรือ สวี่ซูถิงยังไม่ค่อยอยากเชื่อ

ถึงแม้ไม่อยากเชื่อ แต่สวี่ซูถิงก็ยังรู้สึกว่าควรอธิบาย หากพอนึกถึงว่าจะต้องอธิบายขึ้นมา กลับไม่รู้ควรเริ่มจากตรงไหนดี

“ซาซา เธอพูดอะไร” ฟางจูหยุนในที่สุดก็ได้สติ ทรุดตัวลงนั่ง อ้าปากได้ก็ว่า “เย่เฟิง งานล่วงเวลาล่ะ”

ความคิดอ่านของเธอตามการกระทำไม่ทันอยู่บ้าง พอถามออกไปจึงพบว่าเสียมารยาท ส่วนเย่เฟิงฟังแล้วก็ได้แต่ทวน

“อืม ทำงานล่วงเวลา”

“ทำงานล่วงเวลามาถึงนี่ ไม่ง่ายเลยจริงๆ” เติ้งซายังคงเสียดสี “เย่เฟิง บริษัทของนายไม่ได้อยู่แถวนี้ไม่ใช่เหรอ ทำไม ช่วงบ่ายทำงานจนเหนื่อย อยากกินเส้นหมี่ต้มยำ เลยอุตส่าห์ถ่อมาถึงนี่เหรอ”

เย่เฟิงคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตอบ

“ใช่แล้ว เส้นหมี่ต้มยำที่นี่ไม่เลว เถ้าแก่ ขออีกสองชาม”

เติ้งซาแทบหัวเราะออกมา แต่ยังคงกลั้นไว้ ฟางจูหยุนกลับกวาดตามองสวี่ซูถิงอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง ในใจเกิดความท้อแท้ แม้ในสายตาสวี่ซูถิง ฟางจูหยุนจะเป็นแฟนสาวที่ไม่เลวอย่างยิ่ง ว่ากันเรื่องความงาม ก็ไม่น้อยหน้าใคร แต่ในมุมมองของฟางจูหยุน สวี่ซูถิงก็สง่าผ่าเผย บุคลิกสูงส่งเช่นกัน

“คุณคือคุณจูหยุนที่คุณเย่พูดถึงหรือเปล่า”

ท่าทีสวี่ซูถิงกลับคืนสู่ภาวะปกติ รู้สึกเรื่องเกิดจากตนเอง แม้ตนจะไม่ชอบที่เย่เฟิงโกหกปิดบังแฟนสาว แต่เธอต้องรับผิดชอบคลี่คลายความเข้าใจผิดครั้งนี้

หญิงสาวไม่เสียทีที่เป็นผู้จัดการใหญ่ แค่ประโยคเดียวก็ขีดเส้นกั้นระหว่างโลกของตนกับเย่เฟิงออกชัดเจน ขณะเอียวกันก็ลากฟางจูหยุนเข้ามาในวงด้วย

ฟางจูหยุนฟังแล้วตาเป็นประกาย ไม่สนใจเติ้งซาที่สูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ แทบพ่นน้ำพริกเผาออกมาทางจมูกได้

“ฉันคือฟางจูหยุน คุณคือ...”

“ฉันชื่อสวี่ซูถิง เป็นผู้จัดการใหญ่บริษัทไคทว่อเจ่อ” สวี่ซูถิงยื่นมืออกไป จับมือฟางจูหยุนเบาๆ อย่างสงบเยือกเย็น “เมื่อครู่เย่เฟิงยังโอดครวญกับฉัน บอกว่าวันนี้วันหยุด ต้องอยู่กับแฟน ไม่ควรเรียกเขามา แต่คุณคงไม่ทราบ ช่วงนี้งานที่ตึกฉางเซิงคุณเย่เฟิงเป็นคนรับผิดชอบ อาทิตย์หน้าจะเริ่มลงมือทำงานกันอย่างเป็นทางการแล้ว ทางนั้นมีรายละเอียดบางอย่าง ต้องขอความร่วมมือจากทางไคทว่อเจ่อเรา บริษัทเราเป็นบริษัทเล็ก พนักงานต้องรับผิดชอบงานมาก ดังนั้นจำเป็นต้องเรียกคุณเย่ออกมา ผู้จัดการใหญ่อย่างฉันเองก็ต้องมาด้วย นี่เพิ่งคุยเสร็จ น่าเสียดายที่บริษัทเราสวัสดิการไม่ดี เลี้ยงได้แต่เส้นหมี่ต้มยำเท่านั้น”

หนังสือแนะนำ