บทที่ 23 หนุ่มหน้าหยก

เย่เฟิงเห็นสองสาวต่างวัยสนิทสนมกลมเกลียวไร้ช่องว่าง ต่อให้เอาเข็มมายังแทงเข้าไปไม่ได้ ได้แต่หยิบนิตยสารบนโต๊ะน้ำชามาอ่านอย่างเบื่อหน่าย แต่ยังได้ยินทั้งสองก้าวเข้าสู่วังวนแห่งการต่อราคา

“ที่จริงฉันขอไม่กี่รูปก็พอ” สวี่ซูถิงลังเล ทีแรกจะบอกว่าฉันขอรูปเดียว แต่รู้สึกว่าบางทีรูปเดียวอาจไม่ได้รูปที่สวยที่สุด

“คุณหนูสวี่ ไม่ใช่ฉันว่าอะไรคุณนะ แต่คุณอย่าประหยัดเงินเพื่อผู้ชายน่ารังเกียจพวกนั้น” พูดถึงตรงนี้ จินฟูเหรินก็มองเย่เฟิง เห็นชัดว่ายังเคืองที่เย่เฟิงเอาตัวเองไปเปรียบกับหนิวฟูเหรินอยู่ “ผู้ชาย ก่อนแต่งงานก็พูดจาหวานหูกับคุณทุกคน อย่างสามีฉัน ก่อนหมั้นก็ส่งกุหลาบให้ฉันรวดเดียวเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดอก ยัดใส่โรงรถบ้านฉันเสียจนไม่มีที่จอด คุณว่าน่ารำคาญไหม”

จินฟูเหรินแม้พูดเชิงบ่น แต่ประโยคเดียวนี้กลับแสดงฐานะได้สามอย่าง คือมีรถมีเงินแถมโรแมนติก

สวี่ซูถิงยิ้ม

“จริงหรือ งั้นคุณคงมีความสุขมาก ฉันสู้คุณไม่ได้หรอก” แต่ในใจนั้นแอบนึก มีผู้ชายจ่ายเงินให้ย่อมเป็นเรื่องดี แต่คุณไม่รู้อะไร ที่ฉันประหยัดอยู่นี่เงินตัวเองทั้งนั้น

จินฟูเหรินปั้นหน้าเหนื่อยยาก เหมือนนับเงินจนปวดกล้ามเนื้อลามไปยังใบหน้า ได้ยินสวี่ซูถิงพูดแล้วยังพยายามหว่านล้อมอย่างคล่องปากด้วยตัวอย่างที่ยกมาจากเรื่องหนิวฟูเหรินล้วนๆ บอกว่าแต่ก่อนปีศาจวัวชมจันทร์กับองค์หญิงพัดเหล็ก ก็เรียกนางว่าเสี่ยวเถียนเถียน ต่อมาปีศาจวัวได้ใหม่ลืมเก่า เปลี่ยนเป็นเรียกนางอย่างไม่เกรงใจว่าหนิวฟูเหริน

เย่เฟิงไม่นึกว่าตนพูดถึงร้านหนิวฟูเหรินโดยไม่ตั้งใจแค่คำเดียว กลับไปแตะปมในอดีตของจินฟูเหริน นึกอยากยัดนิตยสารในมือเข้าปากเธอแทนคำขออภัย เห็นสายตาที่จินฟูเหรินมองตน ยิ่งรู้สึกไม่รู้จะเอาตัวไปวางตรงไหน แต่เนื่องจากพื้นไม่มีรอยแยก แทรกตัวลงไปไม่ได้ จึงได้แต่กางนิตยสารบังหน้าตัวเองไว้

พลิกนิตยสารไปหน้าหนึ่ง เห็นภาพหญิงสาวงดงามแต่งกายเหมือนผู้ยากไร้ในแอฟริกา แทบเปลือยเปล่าตลอดร่าง ก็ไม่กล้าดูมากความ รีบพลิกไปอีกหน้า หน้าที่สองเป็นโฆษณายาเพิ่มสมรรถภาพ ผู้ชายรู้จักกันดี ได้แต่พลิกหน้าถัดไป หน้าที่สามค่อยปกติหน่อย เป็นคอลัมน์ว่าด้วยเวลาใดที่ผู้หญิงสวยที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นเวลาที่อยู่ในสตูดิโอแต่งงานจินฟูเหริน เย่เฟิงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้นี่เป็นโฆษณาของสตูดิโอแห่งนี้

ฝั่งสวี่ซูถิงก็ต่อรองจนราคาลดลงมาได้ แม้ลดไม่กี่ร้อยหยวน แต่ของแถมมหาศาล จินฟูเหรินยืนยันหนักแน่นว่าครั้งนี้ฉันขาดทุนแท้ๆ แต่เห็นแก่ที่สวี่ซูถิงเป็นคนสวย ต่อให้ขาดทุนก็ยังคุ้ม

สวี่ซูถิงยังยิ้มเสมอต้นเสมอปลาย บอกว่าเถ้าแก่เนี้ยล้อเล่นแล้ว ฉันก็คนทำการค้า รู้ว่าคุณต้องมีกำไรแน่ ขึ้นอยู่กับได้มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

เถ้าแก่เนี้ยแทบจะเอาบัญชีมากาง ชี้แจงให้สวี่ซูถิงฟังอย่างละเอียดรายรับไม่พอรายจ่ายจริงๆ แต่พลิกหาเป็นครึ่งก่อนวัน สุดท้ายหาเจอแค่แคตตาล็อก จึงเอามาให้สวี่ซูถิงเลือกแบบ ปากก็ถามไปด้วยว่า

“ที่แท้คุณหนูสวี่เป็นเถ้าแก่ใหญ่ ทำงานอยู่ที่ไหนหรือ ถ้ามีเวลาจะได้กระชับสัมพันธ์การค้ากัน”

“ฉันเป็นเถ้าแก่ใหญ่ที่ไหน ฝืนทำมาหากินไปวันๆ เท่านั้น เถ้าแก่เนี้ยเปิดสตูดิโอใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ว่ายังไงสินทรัพย์ก็คงมีหลักสิบล้าน ให้เลื่อมใสยังไงก็ไม่พอ” สวี่ซูถิงเมื่อยกภาษาเกรงใจในแวดวงธุรกิจมาพูด ก็แทบไม่เหลือทางถอยให้อีกฝ่าย

แต่สิ่งที่เธอพูดกลับเป็นความจริง สตูดิโอจินฟูเหรินแห่งนี้มีสองชั้น ทั้งยังอยู่ในทำเลทอง สวี่ซูถิงคำนวนว่าค่าเช่าแต่ละเดือนต้องมีหลายหมื่น ยิ่งหากเป็นร้านของเถ้าแก่เนี้ยเอง ยิ่งตีมูลค่ายาก

“เฮ้อ สมัยนี้ทำการค้าลำบาก” เถ้าแก่เนี้ยครวญอีก พอได้ยินว่าสวี่ซูถิงเป็นเถ้าแก่เหมือนกัน ก็เสียดายที่เรียกราคาต่ำไป มองเย่เฟิงแวบหนึ่ง ถามอีกว่า “ไม่ทราบทำไมคุณเย่ไม่พูดอะไรเลยคะ เป็นเถ้าแก่ที่ไหนด้วยหรือเปล่า”

เย่เฟิงเหงื่อซึม แต่มือถือนิตยสารอาบมันอยู่ ซับเหงื่อไม่ได้ รู้สึกเม็ดเหงื่อบนศีรษะเริ่มหยดลงมา ได้แต่บอกว่า

“ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน ลูกน้องของผู้จัดการสวี่” สวี่ซูถิงถลึงตาใส่เขา เย่เฟิงจึงลนลานแก้ว่า “ลูกน้องของถิงถิง”

แต่ยิ่งแก้ตัวเร็ว ยิ่งเห็นชัดว่าต้องการกลบเกลื่อนปกปิด สวี่ซูถิงได้แต่ถอนหายใจ คนสมองกลวงนี่ไม่คู่ควรกับเธอเลยจริงๆ เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยอย่างมีเลศนัย

“อย่างนี้นี่เอง”

เย่เฟิงรู้สึกตอนนี้ตนคล้ายสวมชุดขอทาน ปะยังไงก็ยังมีรอยขาด จึงพาลไม่ปะเสียเลย ส่วนจินฟูเหรินลากสวี่ซูถิงไปอย่างกระตือรือร้น บอกว่า

“เถ้าแก่สวี่ เลือกดูสักหลายชุดเถอะ ดีไซเนอร์ของเราเป็นชาวอิตาลี คุณเปลี่ยนได้ห้าชุด”

“แล้วเขาล่ะ” สวี่ซูถิงชี้เย่เฟิง “เขาก็ต้องแต่งตัวเหมือนกัน”

จินฟูเหรินเดิมคิดจะบอกว่า เขาเหรอ ไม่ต้องแต่งก็ได้ ต่อให้เป็นดีไซเนอร์จากดาวอังคารมาแต่งยังไง เขาก็โทรมเหมือนเดิม แต่คนก้าวเข้าประตูร้านมาล้วนเป็นลูกค้า ดังนั้นจึงบอกว่า

“คุณเย่ลองได้สองชุด คุณหนูสวี่ คุณต้องเข้าใจ ปกติการถ่ายรูปงานหมั้นงานแต่ง ต้องให้ผู้หญิงเป็นหลัก ผู้หญิงเราชีวิตนี้มีแค่ครั้งเดียว ต้องตั้งใจแต่งตัวให้ดี คุณเย่ ตอนถ่ายรูปถอดแว่นออกเถอะ จะได้ดูดีขึ้น ว่าแต่สายตาคุณสั้นเท่าไหร่”

“เอ่อ สั้นไม่มาก” เย่เฟิงตอบ

“ที่จริงถ้าสั้นไม่มาก ไม่ต้องใส่ก็ได้” จินฟูเหรินพยายามหาช่องทาง เอ่ยอย่างเสียดายว่า “ถ้าจะให้ดี ต้องไม่ใส่แว่นสักสองวัน นอนหลับให้เต็มที่ ตาก็จะไม่บวมขึ้นมา อาจดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่จะให้ช่างแต่งหน้าแต่งกลบให้ก็ได้ ดูว่าแก้วงรอบดวงตาได้ไหม”

ในความเข้าใจของจินฟูเหริน คนที่สวมแว่นประเภทนี้เมื่อถอดมาแล้ว ปกติจะตาเหมือนปลาตาย ไม่งั้นก็บวมๆ พองๆ ไม่ต่างจากตาปลาทองเท่าไหร่

“สักครู่ถอดแว่นถ่ายดูสักรูป สวมแว่นถ่ายอีกรูปก็ใช้ได้แล้ว” สวี่ซูถิงจัดการแก้ปัญหาโลกแตกให้จินฟูเหริน

“ก็ได้” จินฟูเหรินลากสวี่ซูถิงไปยังห้องแต่งตัว ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงเต็มๆ จึงเดินกลับออกมา เย่เฟิงชักสงสัยขึ้นมาว่าพวกเขาไปแอฟริกากันหรือเปล่า ขณะเคลิบเคลิ้มแทบหลับไป เบื้องหน้าสายตาพลันกระจ่างวาบ สวี่ซูถิงยืนสง่าเรียบร้อยอยู่ตรงหน้าเขา รอยยิ้มแทบกลบสีสันอันจัดจ้านของดอกไม้ไปหมดสิ้น

“คนขี้เซา ตื่นเถอะ ไปแต่งตัว”

เย่เฟิงลุกขึ้น

“ไม่จำเป็นมั้ง ผมแต่งยังไงก็เหมือนเดิม”

“ไม่ได้ ต้องไป” สวี่ซูถิงรุนหลังเขา “ต้องทำให้ครบทุกขั้นตอน นี่เป็นการถ่ายรูปงานหมั้นครั้งแรกของฉัน ทำลวกๆ ไม่ได้”

เย่เฟิงนึกในใจ จากน้ำเสียงคุณ แสดงว่าเห็นครั้งนี้เป็นโอกาสซ้อมมือชัดๆ ยังหวังให้มีครั้งที่สองครั้งที่สามอีก แต่ปากกลับว่า

“ที่จริงผมไม่แต่งตัวก็ดี ไม่มีความวาวเล็กน้อยของเมล็ดข้าว จะขับเน้นความสว่างของเดือนตะวันได้ยังไง”

สวี่ซูถิงค้อนขวับ

“ประกายของเดือนตะวันมีอยู่แล้ว รีบเข้าเถอะ อย่าชักช้าเสียเวลา ฉันไม่อยากให้คนอื่นเห็นรูปงานหมั้นฉัน แล้ววิจารณ์ว่าเป็นตำนานรักของคนแจวเรือ”

เย่เฟิงหัวเราะ เดินเข้าไปหาดีไซเนอร์ชาวอิตาลี ทีแรกกลุ้มใจเล็กน้อยว่าตนพูดภาษาอิตาลีไม่ได้จะทำอย่างไร แต่พอเห็นหน้าชัด ก็ทราบว่าอย่างมากคงเป็นแค่ลูกเสี้ยว มีเชื้ออิตาลีแค่สองส่วน ที่เหลืออีกเจ็ดแปดส่วนเป็นคนจีน คาดว่าทวดของเขาคงมาเมืองจีนสมัยปลายราชวงศ์ชิง

ชายคนนั้นอายุราวสี่สิบกว่า หน้าตาจีนยิ่งกว่าจีน ทำมือเป็นสัญญาณให้เย่เฟิงถอดแว่นออกก่อน ประโยคแรกที่ออกจากปากเป็นภาษาฝรั่งล้วน “My God!”

 

 

 

 

“เถ้าแก่สวี่ คุณสวยยิ่งกว่าดาราอีก” ระหว่างรอ เถ้าแก่เนี้ยก็จัดแสงพลาง ประจบลูกค้าพลางไปตามเรื่องตามราว “แต่งตัวแบบนี้ แต่ไม่ได้ออกไปถ่ายวิวข้างนอก น่าเสียดายจริงๆ”

สวี่ซูถิงยิ้ม

“ครั้งนี้เวลาจำกัด ข้ามไปก่อนแล้วกัน หากครั้งหน้าฉันหมั้นอีก เอ่อ...” เห็นจินฟูเหรินอึ้งจนแทบยัดไข่เป็ดใส่ปากได้สองลูก สวี่ซูถิงก็ได้แต่แก้ว่า “หากครั้งนี้ถ่ายได้สวย ตอนฉันแต่งงาน จะมาอีกแน่นอน ถึงตอนนั้นเถ้าแก่เนี้ยไม่ต้องชวน ฉันก็ต้องออกไปถ่ายข้างนอกให้ได้”

“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” จินฟูเหรินได้แต่ส่ายหน้า นึกในใจว่า คนหนุ่มสาวสมัยนี้ช่างปล่อยตัวเหลือเกิน ปากไม่มีหูรูด หมั้นครั้งหน้า แต่งครั้งหน้าอะไร ไม่เป็นมงคลเลย “เถ้าแก่สวี่รู้จักคุณเย่ได้ยังไง ต้องโรแมนติกแน่ๆ”

จินฟูเหรินมีคุณสมบัติของสาวช่างนินทาอยู่เต็มเปี่ยม ลอบจับสังเกตเห็นว่าคนทั้งคู่ที่จริงไม่ได้สนิทสนมอะไรกันนัก หรือจะมีความลับที่บอกใครไม่ได้...

สวี่ซูถิงเองก็รู้สึกขบขัน

“จะรู้จักได้ยังไง ก็เขามาสมัครงานบริษัทฉันน่ะสิ ฉันรู้สึกว่าเขาซื่อสัตย์ จริงใจ ในเมือง S ที่จริงคนแบบนี้ถือเป็นสองพวกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ผู้ชายแบบนี้ คุณว่าฉันควรคว้าไว้หรือเปล่า”

“จริงด้วยๆ” จินฟูเหรินพยักหน้าถี่ๆ แต่ในใจกลับไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ความซื่อสัตย์ชั่งละกี่สตางค์ เธอหน้าตาไม่เลว งานการก็ดี ทำไมสายตาถึงแย่อย่างนี้

สวี่ซูถิงมองนาฬิกาข้อมือ ชักกังวลกับอาการของแม่ขึ้นมา วันนี้แม่ยืนยันว่าจะไม่นอนโรงพยาบาลอีก ขอออกมาเตรียมงานบ้าง บอกว่าพรุ่งนี้ก็วันหมั้นแล้ว หากวันนี้ยังอยู่โรงพยาบาลจะถือว่าไม่เป็นมงคล ตนเองแม้วานให้จวินอู่อยู่เฝ้า แต่ก็อยากกลับเร็วหน่อยอยู่ดี

“คุณคนที่เข้าไปคะ ทำไมยังไม่แต่งตัวออกมาอีก”

จินฟูเหรินก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นึกว่าคนพรรค์นั้น ดีไซเนอร์แต่งให้เล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว ทำไมต้องเปลืองแรงขนาดนี้ ยังคิดจะทำเงินอยู่หรือเปล่า แต่เวลาอย่างนี้ ตนเองก็ไม่สะดวกเอ่ยคำพูดสนับสนุน จึงเปิดไฟดวงน้อยใหญ่ให้สว่างพรึ่บขึ้นพร้อมกัน วินาทีนั้น ในห้องยังสว่างไสวยิ่งกว่าข้างนอกเสียอีก

“คุณหนูสวี่ คุณถ่ายก่อนสักสองรูปเถอะ”

จังหวะนั้นเสียงเปิดประตูห้องแต่งตัวก็ดัง เย่เฟิงก้าวออกมาช้าๆ จินฟูเหรินเห็นสวี่ซูถิงยืนตะลึงตะลานกับที่ ก็อดผลักเบาๆ ไม่ได้

“คุณหนู... คุณหนู... เอ๊ะ คุณเย่หรือ”

พริบตานั้นจินฟูเหรินต้องชะงักงันไปอีกคน เหม่อมองเย่เฟิง เหมือนถูกคนร่ายคาถาตรึงอาคมใส่

ใบหน้าเย่เฟิงประดับด้วยรอยยิ้มเกียจคร้าน ใต้แสงไฟสาดส่อง คล้ายเคลือบด้วยประกายเรืองรองอีกชั้น ไม่ว่ามองอย่างไร ล้วนมีเสน่ห์ชนิดหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีแผ่ซ่าน คล้ายในชั่วลัดนิ้วมือ กบก็กลายเป็นเจ้าชาย นางซินในนิทานสวมรองเท้าแก้ว ไม่ว่าแสงไฟอันเฉิดฉายใดๆ ล้วนถูกเขากลบรัศมีหมดสิ้น!

นั่นเป็นบุคลิกอย่างหนึ่ง เป็นบุคลิกที่มีมาตั้งแต่เกิด คนจำนวนมากต่อให้ใช้เวลาชั่วชีวิตก็ไม่อาจมีบุคลิกชนิดนี้

บุคลิกเช่นนี้อาจอธิบายว่าเป็นความเย่อหยิ่งทะนง... ความหยิ่งทะนงที่ฝังแน่นอยู่ในแก่นของตัวตน!

“ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไมดีไซเนอร์ถึงตั้งอกตั้งใจขนาดนั้น” เย่เฟิงเดินไปข้างๆ สวี่ซูถิง ฝืนยิ้มเล็กน้อย “ยุ่งอยู่ตั้งนาน เหนื่อยจริงๆ ผมนึกมาตลอดว่ามีแต่ผู้หญิงที่ต้องแต่งตัว นึกไม่ถึงว่างานหมั้นผู้ชายก็ต้องแต่งด้วย”

“คะ” สายตาสวี่ซูถิงจับจ้องที่ใบหน้าเย่เฟิงตลอดเวลา ท่าทีเลื่อนลอย

“ผู้จัดการส”​ เย่เฟิงแทบอยากโบกมือแถวๆ ดวงตาเธอ “คุณเป็นอะไร”

“ไม่มีอะไร” สวี่ซูถิงตอนนี้จึงหลุบตาลงได้ ไม่รู้ทำไม แต่เหตุการณ์ชั่วพริบตาเมื่อครู่กลับสลักลึกลงในหัวใจ ไม่อาจลบเลือนไปตลอดกาล

“เริ่มได้หรือยังครับ” เย่เฟิงถอนหายใจ “จินฟูเหริน นี่ จินฟูเหริน”

“คะ มีอะไร” จินฟูเหรินเพิ่งได้สติ ทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมเย่เฟิงต้องสวมแว่นตา จะไม่สวมได้อย่างไร หากใช้หน้าตาแบบนี้เดินไปตามถนนหนทาง คุณพระ คงปั่นป่วนยิ่งกว่าดารามาเสียอีก ไม่ได้เท่ ไม่ได้หล่อ แต่บุคลิกอย่างนี้ บุคลิกสูงส่งไม่ธรรมดาแบบนี้ เกรงว่าแม้แต่คุณชายที่ไหนก็เทียบไม่ได้

นี่เป็นข้อสรุปที่จินฟูเหรินได้ ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว ทำไมสวี่ซูถิงจึงยินยอมพร้อมใจเลี้ยงเด็กหน้าขาวคนนี้

เย่เฟิงเริ่มเวียนหัวเล็กน้อย

“ไม่ต้องถ่ายรูปหรือครับ แล้วให้แต่งตัวทำไม”

“ใช่แล้วๆ ต้องถ่ายรูป ต้องถ่ายรูป เสี่ยวจาง จัดแสงให้ดี เลื่อนกระจกมาใกล้หน่อย ฉันพูดกับเธออยู่ ยืนทื่อเป็นตอไม้ตรงนั้นทำอะไร” จินฟูเหรินออกคำสั่งเป็นชุด ท่าทีคล่องแคล่วว่องไว

สวี่ซูถิงก้มศีรษะ แต่ยื่นแขนออกช้าๆ คล้องแขนเย่เฟิงไว้ ก้าวช้าๆ ไปยังบริเวณที่สว่าง หญิงสาวรู้สึกตนเองคล้ายกำลังเดินขึ้นเวที ก้าวย่ำไปบนกลุ่มเมฆ เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลย ความสง่างามของผู้ชายคนหนึ่ง จะทำให้เธอหวั่นไหวได้ขนาดนี้!

แค่ความสง่างามเท่านั้นหรือ คล้ายไม่ใช่ อย่างนั้นอะไรกันแน่ที่ทำให้หัวใจเธอโยกคลอน สวี่ซูถิงแม้ยืนอยู่ใต้แสงไฟสว่างเรืองรอง แต่ยังคงขบคิดไม่เข้าใจ

ปรายตามองผู้ชายข้างกายแวบหนึ่ง เขาคมคายอย่างยิ่งจริงๆ มุมปากมีรอยยิ้มเล็กน้อยตลอดเวลา ในรอยยิ้มสบายๆ แฝงความอิสระเสรี ในความเป็นตัวของตัวเองยังแฝงความดื้อรั้น นี่คือว่าที่สามีของเธอหรือ สวี่ซูถิงพลันรู้สึกน่าขันยิ่งนัก นี่เป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง แต่ทำไมความฝันครั้งนี้จึงทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มเมามายได้ลึกล้ำอย่างยิ่ง ทำให้เธอมุ่งหวัง ให้ละครฉากนี้ไม่มีวันรูดม่านปิดตลอดไป

เวลาหลังจากนั้น สวี่ซูถิงไม่ทราบจริงๆ ว่าผ่านไปอย่างไร ทีแรกเธอเริ่มจากที่บอกจินฟูเหรินไว้ ถ่ายเพียงไม่กี่รูปก็ใช้ได้ แต่ได้ยินเสียงแชะ แชะ จากกล้องถ่ายภาพ คล้ายเสียงกระซิบของคนรัก แสงแฟลชสว่างวาบไม่หยุดยั้ง คล้ายประกายตาของคนรัก เธอเพียงมุ่งหวังให้เป็นเช่นนี้ตลอดไปอย่าได้ขาดหาย พริบตานั้นหญิงสาวรู้สึก สีสันอันเรืองรองของแสงไฟตรงหน้า ทั้งหมดทั้งมวลล้วนงดงามอัศจรรย์ขึ้นมา

เธอคล้องแขนเย่เฟิงด้วยลักษณะเหมือนอิงแอบ หันหน้าเข้าหาสปอทไลท์ วาดรอยยิ้มที่ตรึงใจผู้คนที่สุดของตนเองค้างเอาไว้

สวี่ซูถิงเข้าใจว่า นับแต่อดีตจนวินาทีนี้ นี่คงเป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุด เบิกบานที่สุดของเธอ

ตอนที่เย่เฟิงทำตามคำบอกของจินฟูเหริน ขยับสองแขนทำท่ากอดเธอไว้เบาๆ สวี่ซูถิงก็รู้สึกวิงเวียนขึ้นมา หัวใจเต้นระทึก เธอเอนศีรษะอิงกับแผ่นอกของเย่เฟิงเบาๆ ลอบช้อนตามองขึ้นไป เห็นเขาทำตามที่จินฟูเหรินบอกทุกขั้นทุกตอน ดวงตาทั้งคู่เพียงมองไปที่ห่างไกล เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างที่คมเรียวราวรูปสลัก สวี่ซูถิงอดผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้ เธอรู้สึก ภาพนี้ทั้งสองฝ่ายควรประสานสายตาห่วงหาอาทรกันถึงจะถูก!

หรือเธอจะเป็นผู้หญิงที่หวั่นไหวไปกับรูปลักษณ์ของผู้ชาย... จังหวะที่สวี่ซูถิงนึกถึงข้อนี้ ส่วนลึกของหัวใจก็สั่นไหวโดยไร้เหตุผล แต่ความรู้สึกนั้นแค่ชั่วเสี้ยววินาทีก็ผ่านไป สนใจทำไม วันนี้ จะอย่างไรก็เป็นความทรงจำที่งดงามที่สุดช่วงหนึ่ง!

“เสร็จแล้ว เท่านี้ก็พอ” จินฟูเหรินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เธอช่วยสวี่ซูถิงเปลี่ยนชุดไม่ต่ำกว่าสิบชุด เกินงบไปมากมายมหาศาล เย่เฟิงเปลี่ยนแค่สองชุด จินฟูเหรินไม่ได้แต่งตัวให้เขามากนัก แต่ไม่ใช่อย่างที่เคยปรามาสไว้ว่าเย่เฟิงแต่งอย่างไรก็ออกมาโทรม แต่เพราะเธอเห็นว่า เย่เฟิงแต่งอย่างไรก็หล่อ!

“เร็วขนาดนี้เชียว” สวี่ซูถิงค่อยๆ คลายมือจากแขนเย่เฟิง รู้สึกคล้ายกำลังสูญเสียอะไรสักอย่างไป

“เถ้าแก่สวี่ ไม่เร็วแล้ว สองชั่วโมงกว่าเข้าไปแล้ว” ในห้องแม้เปิดเครื่องปรับอากาศ แต่จินฟูเหรินยังทำงานจนหน้าผากมีเหงื่อผุดพราย “รบกวนคุณมาเลือกภาพสักหน่อย ทุกภาพโหลดลงคอมพิวเตอร์หมดแล้ว”

สวี่ซูถิงเดินไปหน้าคอมพิวเตอร์ เห็นภาพสไลด์เลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว เธอก็ชี้ไม่หยุด

“ภาพนี้เอา ภาพนี้ก็ดี ภาพนี้เก็บไว้” ผ่านไปครู่เดียว เธอก็เห็นจินฟูเหรินกับเย่เฟิงตะลึงมองตนเอง จึงถามอย่างสงสัย “มีอะไรผิดปกติตรงไหน”

มุมปากจินฟูเหรินประดับด้วยรอยยิ้ม บอกแค่ว่า “ไม่ผิดปกติตรงไหน แต่ถ้าเลือกแบบนี้ จะไม่มีภาพไหนถูกคัดทิ้งเลย”

 

 

 

 

ผู้ชายสามารถจ่ายเงินเป็นสองเท่าซื้อของชิ้นหนึ่ง เพียงเพราะเขาต้องการ

ส่วนผู้หญิงชอบซื้อของลดครึ่งราคา แม้เธอจะไม่ต้องการมันก็ตาม

ตอนที่เย่เฟิงเดินออกจากสตูดิโอถ่ายภาพของจินฟูเหริน ยังเสียดายเล็กน้อย

“ผู้จัดการสวี่ ที่จริงไม่ต้องมีภาพมากขนาดนั้นก็ได้” เย่เฟิงหวังดีออกความเห็น สวี่ซูถิงไม่เพียงเปลี่ยนแผน เพิ่มจำนวนภาพที่จะอัดขยายจากหนึ่งเป็นสามภาพ แถมยังเพิ่มขนาดภาพหนึ่งในนั้นเป็นสี่สิบแปดนิ้ว สุดท้ายก็สั่งให้จินฟูเหรินล้างภาพทั้งหมด ที่อัดออกมาได้ก็อัด เหมือนแค้นที่ไม่อาจขนทุกอย่างในคอมพิวเตอร์กลับบ้านได้ จินฟูเหรินย่อมเบิกบานแน่นอน ดีใจจนออกนอกหน้า ทั้งยังให้ข้อเสนอเดิม คือลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่แม้จะลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เย่เฟิงก็ยังคิดว่าแพงไปอยู่ดี

“ในเมื่อถ่ายแล้ว ทำไมจะไม่ล้างล่ะ หากไม่ล้างอัดออกมาเป็นความทรงจำ จะถ่ายไปทำไมมากขนาดนั้น” สวี่ซูถิงยกความเห็นตัวเองเป็นที่ตั้งอีกรอบ เหมือนทั้งหมดเป็นความผิดเย่เฟิง

เย่เฟิงไม่อยากเถียง และคร้านจะเถียงด้วย เขารู้สึกการต่อปากต่อคำกับผู้หญิงในเรื่องนี้ จะทำให้เขาหมดความเชื่อมั่นในไอคิวตัวเองแน่นอนไม่ต้องสงสัย

สวี่ซูถิงพูดออกมาอย่างโอ่อ่าผ่าเผยแถมยังค้อนเย่เฟิงวงหนึ่ง รู้สึกเย่เฟิงช่างเป็นคนเข้าใจยาก ส่วนเย่เฟิงหลังจากออกจากสตูดิโอ ก็สวมอาวุธทำลายล้างตัวเองกลับเข้าไปอย่างเดิม ไม่เหลือเค้าคมคายสง่างามอย่างในสตูดิโออีก ทำเอาสวี่ซูถิงผิดหวังไปเล็กน้อย

ชายหนุ่มที่ตั้งใจแต่งตัวให้หล่อเหลานั้นเธอเคยเห็นมาไม่น้อย แต่ผู้ชายที่จงใจแต่งตัวให้โทรมจนดูไม่ได้ เธอเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

“อืม” เย่เฟิงรับคำ ถ้าดูจากหลักการใช้เงิน ตอนนี้เขาไม่เพียงเป็นผู้ชายส่วนน้อย แต่ยังจัดรวมอยู่กับผู้หญิงส่วนน้อยด้วย

เขาช่วยบริษัทประหยัดไปสองพัน เอาเงินคืนส่วนกลาง แต่นึกไม่ถึง ทิศตะวันออกดวงอาทิตย์ขึ้น ทิศตะวันตกกลับมีฝนเทลงมา หักกำแพงขวาไปโปะกำแพงซ้าย ผลสุดท้ายออกมาเหมือนเดิม

แต่สวี่ซูถิงเป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัท แน่นอนว่าคำพูดเธอคือที่สุด เย่เฟิงเป็นพนักงาน รับผิดชอบเรื่องประหยัดเงินหาเงิน แต่ไม่อาจใช้เงิน ช่างเป็นระบบบริษัทที่ใช้งานพนักงานจนคุ้มที่สุด แต่เหล่าผู้จัดการใหญ่ที่กินสินบาทคาดสินบนกลับเสวยสุขบนกองอำนาจ

“ภาพวันนี้ต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะได้” เย่เฟิงบอก “ดูท่าที่นี่มาตรฐานสูงเหมือนกัน ผมจำได้ว่าตอนผมถ่ายรูป อืม เหมือนต้องรออย่างน้อยสามวันถึงจะได้” ที่จริงเขานึกไม่ออกว่าตนเองถ่ายรูปอย่างไรที่ไหน นอกจากครั้งก่อนที่ตัดผม กลายเป็นนายแบบจำเป็นครั้งหนึ่งแล้ว คล้ายไม่ได้ถ่ายรูปมานานแล้ว “เมือง S คุณภาพสูงจริงๆ”

เมือง S นับได้ว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างเจริญของจีน เห็นตึกสูงเสียดฟ้าทั้งหลายแทงยอดขึ้นราวหน่อไม้หลังฝนตก เมื่อวานยังมีแค่ฐาน วันนี้กลายเป็นอาคารสูงใหญ่ เย่เฟิงก็ได้แต่ทอดถอนใจ

“พรุ่งนี้เช้าเหรอ” สวี่ซูถิงรู้สึกว่ามาตรฐานยังไม่สูงพอ “ที่จริงปกติควรได้บ่ายวันนี้ถึงจะถูก ถ้าให้แม่ได้เห็นเร็วๆ คงจะดีมาก”

แต่ในใจเธอคิดอย่างนี้จริงหรือ เธอคล้ายรอคอยอยากเห็นภาพขนาดใหญ่ที่ผ่านการปรับแต่งจากสตูดิโอ ว่าจะออกมาเป็นยังไงมากกว่า

“ผู้จัดการสวี่ งานวันนี้จบเท่านี้หรือเปล่า” เย่เฟิงถอนหายใจ ตามกฏหมายการทำงานล่วงเวลา ต่อให้มีโอที จะอย่างไรก็ต้องได้เลิกงานเช้าหน่อยถึงจะถูก

“รอก่อน ฉันจะโทรศัพท์” สวี่ซูถิงต่อสายหาน้องชาย “จวินอู่เหรอ หืม แม่ น้องล่ะคะ”

เสียงจากปลายสายไม่เบาเลย ต่อให้เป็นเย่เฟิงยังได้ยินชัดเจน

“จวินอู่ทำงานอยู่”

“เขายังทำงานอยู่อีกเหรอ ทำไมเขาไม่อยู่กับแม่อีกสักหน่อย” สวี่ซูถิงถอนหายใจ รู้ว่าคนบ้างาน พอมีความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ต่อให้มีแฟนอยู่ข้างๆ ก็ทอดทิ้งไม่แยแสได้ หัวจิตหัวใจทุ่มให้กับงานอย่างเดียว ดังนั้นจนถึงตอนนี้ เหยาจวินอู่ก็ยังไม่มีแฟน

“เขาจะทำงานก็ปล่อยเขาทำ ลูกก็รู้ เขาใจร้อนกว่าลูก พอบอกว่านึกถึงจุดไหนได้ ก็คว้าคอมพิวเตอร์มาเปิดแล้ว” คุณนายสวี่เอ่ยอย่างใจกว้าง “ให้เขาไปเถอะ อยู่กับแม่ เขามักบอกว่าแม่พูดมาก ตอนนี้แม่รู้สึกว่าทำให้ลูกสองคนเสียเวลามากแล้ว

“อีกแล้ว แม่พูดแบบนี้อีกแล้ว” สวี่ซูถิงถอนหายใจ “แม่เป็นแม่หนู และเป็นแม่จวินอู่ด้วย ตอนนี้แม่ป่วย เราอยู่ดูแลแม่เป็นเรื่องปกติ จวินอู่ไม่อยู่กับแม่ หนูจะไปหาแม่เองเดี๋ยวนี้เลย”

“ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน เสี่ยวเย่ล่ะ อยู่กับลูกหรือเปล่า” แม้คุยผ่านโทรศัพท์ไม่เห็นสีหน้าคุณนายสวี่ แต่ฟังออกว่าน้ำเสียงเธออ่อนโยนนุ่มนวล ทั้งมีความคาดหวังอยู่บ้าง

“อืม ใช่ค่ะ พวกเราเพิ่งถ่ายรูปสำหรับงานหมั้นกัน” สวี่ซูถิงพูดด้วยสีหน้าเป็นปกติ “หลายวันนี้ที่บริษัทยุ่งมาก เสี่ยวเย่กับหนูวุ่นวายติดต่อค้าขาย วันนี้วันพัก ต้องฉวยโอกาสไว้ ไม่งั้นพรุ่งนี้แขกมา ไม่เห็นภาพสักใบ คงดูไม่ดีนัก”

เธอพูดอย่างเป็นธรรมชาติ... เป็นธรรมชาติจนไม่เพียงแม่ควรจะเชื่อ แม้แต่ตนเองก็คล้ายเชื่อไปด้วย

“ใช่ๆ ถิงถิง แม่ช่วยลูกไม่ไหว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องให้พวกลูกจัดการเอง แม่เป็นแม่ กลับไม่ได้ทำหน้าที่ให้ดี” เสียงคุณนายสวี่ให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังยกชายเสื้อขึ้นซับน้ำตา “ลูกกับเสี่ยวเย่ไม่ต้องรีบกลับมา แม่ไม่เป็นไร เสี่ยวเย่ล่ะ”

สวี่ซูถิงนึกในใจ ดีที่ฉันเตรียมตัวไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงถูกจับโกหกได้ เธอส่งโทรศัพท์มือถือให้เย่เฟิง เอ่ยเสียงหวาน

“อาเฟิง แม่เรียกหา”

คำว่าอาเฟิงนี้หญิงสาวเรียกจนเย่เฟิงขนลุกทั้งตัว ทั้งยังมีคำว่าแม่มาช่วยอ้าง ทำให้เย่เฟิงรู้สึกภาระตนหนักหนายิ่ง

“คุณป้า” เย่เฟิงรับโทรศัพท์มา ส่งเสียงทักไปคำหนึ่ง นึกในใจว่าทำไมอากาศร้อนอย่างนี้ เมือง S ช่างบัดซบ หลายวันก่อนฝนตกจนนึกว่าจะต้องสวมเสื้อขนสัตว์แล้ว แต่นึกไม่ถึง ตอนนี้กลับพลิกโฉมหน้าเป็นร้อนจัดจนอยากใส่เสื้อแขนกุด

“เสี่ยวเย่” คุณนายสวี่ที่ปลายสายได้ยินเสียงเย่เฟิงเรียกคุณป้า รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง

ในความรู้สึกนาง งานหมั้นกับงานแต่งไม่ต่างกันเท่าไหร่ เดิมนางคิดด้วยซ้ำ จะไปจัดงานสองครั้งทำอะไร แต่งไปเลยจะมิทำให้วางใจมากกว่าหรือ แต่ถิงถิงพูดก็มีเหตุผล งานแต่งจัดลวกๆ ไม่ได้ ตอนนี้บริษัทงานยุ่ง ตอนเองก็ป่วย ถิงถิงยืนกรานว่าต้องรอให้ตนเองหายก่อน จึงค่อยตั้งอกตั้งใจ จัดงานแต่งงานให้หรูหราใหญ่โต!

ถิงถิงพูดถูก ตนเองอย่างไรก็ป่วยกระเสาะกระแสะ ต้องพักฟื้นอยู่ที่บ้านตลอดมา นึกไม่ถึงกลับกลายเป็นป่วยหนักกว่าเดิม ครั้งนี้เห็นถิงถิงหมั้น ตนเองควรวางใจได้แล้ว จะผ่าตัดต้องมีกำลังใจ หมอบอกไว้ การผ่าสมองแม้ความเสี่ยงสูง แต่ขอเพียงคนป่วยเผชิญหน้า มองโลกในแง่บวก มีความกล้าหาญ ความหวังที่จะสำเร็จก็ยิ่งมาก ตนเองจะต้องฟื้นขึ้นมา รอจนหายแล้ว จึงเตรียมจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวอย่างดี คุณนายสวี่เมื่อคิดอย่างนี้ น้ำตาก็อดร่วงลงมาไม่ได้

สามีนางไม่เคยฝากฝังอะไรไว้เลย ตอนที่จากไป สิ่งเดียวที่ไม่วางใจก็คือลูกสาว ตนเองหากดูแลลูกสาวคนนี้ไม่ดี ต่อให้ต้องตาย ก็จากไปอย่างไม่สงบ

เย่เฟิงเป็นเด็กดี จากท่าทีของเขาหลายวันมานี้ก็มองเห็นได้ เขาซื่อสัตย์ หนักแน่น เหมือนกับพ่อของถิงถิงในสมัยนั้น หมั้นกันแล้ว ยกลูกสาวให้เขาแล้ว ตนเองก็วางใจ ส่วนจวินอู่หรือ ก็ยังมีพี่สาวดูแล ตนเองยังไม่สิ่งใดไม่สบายใจอีก

น้ำตาคุณนายสวี่ร่วงเผาะๆ ไม่หยุดยั้ง เย่เฟิงกลับไม่ได้ยิน บอกเพียงว่า

“คุณป้า สักครู่พวกเราก็จะกลับแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”

คุณนายสวี่ได้สติ

“เช้าขนาดนี้กลับมาทำอะไร ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับพวกเธอหรอก เสี่ยวเย่ อยู่เป็นเพื่อนถิงถิงให้มาก ถิงถิงชอบกินเส้นหมี่ต้มยำที่สุด เธอไปลองกินกับถิงถิงก็ได้ กล่อมเขาไม่ให้กังวลกับฉันมากไป ถึงเวลาข้าวเย็นค่อยกลับมา ฉันทำกับข้าวไว้แล้ว พวกเรากินด้วยกันสักมื้อ”

หนังสือแนะนำ

Special Deal