บทที่ 22 หลักประชาธิปไตย

“เอาการ์ดเชิญให้เหวินจิ้งทำไม คุณไม่สนิทกับเขาสักหน่อย” เย่เฟิงไม่เข้าใจ

“เขาเป็นเพื่อนคุณหรือเปล่า” สวี่ซูถิงถามเรียบๆ

“ไม่นับว่าเป็น” เย่เฟิงตอบตามตรง

“หา” สายตาที่สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงมีแววประหลาด “ไม่ใช่เพื่อนคุณ แต่อยู่กับคุณ ไม่ใช่เพื่อนคุณ แต่คุณซื้อของให้เขา ไม่ใช่เพื่อนคุณ แต่คุณแนะนำงานให้ เย่เฟิง คุณมีน้ำใจมากไปไหม”

“คุณรู้ได้ยังไง” เย่เฟิงเขินอายเล็กน้อย

ชายหนุ่มคิดว่าเหวินจิ้งคงบอกเอง แต่คิดอีกที สวี่ซูถิงยุ่งกับงานบริษัทขนาดนั้น ครอบครัวก็มีปัญหา แต่ยังไม่ลืมห่วงใยลูกน้อง นับว่าเป็นผู้นำที่หายากจริงๆ

“ฉันถามคุณคำเดียว ที่ฉันพูดจริงหรือเปล่า” สวี่ซูถิงถามแบบไม่สนความจริงเชื่อแต่คำลวง

“จริง” เย่เฟิงนั้นคิด ยุคนี้เป็นคนดีทำความดีไม่ขึ้น ช่วยเหวินจิ้งก็ช่วยจนกลายเป็นแฟน ช่วยสวี่ซูถิงก็ช่วยจนกลายเป็นว่าที่สามี ต่อไปเห็นผู้หญิงพวกนี้คงต้องหลบให้ห่าง ไม่อย่างนั้นหากพวกเธอขอให้คุณเป็นสามีขึ้นมา ต่อให้คุณกระโดดแม่น้ำฮวงโหก็หนีไม่พ้น

“นั่นแสดงว่าเป็นเพื่อนคุณแล้ว เย่เฟิง เขาไม่ใช่แฟนคุณใช่ไหม” มุมปากสวี่ซูถิงมีรอยยิ้ม ดวงตากลับไม่ยิ้มด้วย

เย่เฟิงถอนหายใจ

“คุณไม่คิดเหรอว่าผมไม่คู่ควรกับเขา”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” สวี่ซูถิงยิ้ม “ที่จริงฉันอยากเห็นว่าแฟนคุณเป็นคนยังไง ถ้าเธอไม่เข้าใจผิดคงดี”

หลี่เจี่ยที่อยู่ด้านข้างฟังแล้วรู้สึกเหมือนตกอยู่ในหมอกหนา หนุ่มสาวทั้งคู่ตรงหน้ากำลังพูดจาไร้สาระอะไรกัน

โลกหมุนไปเร็วจนเธอตามไม่ทัน ทำไมคุณเย่ถึงมีแฟน แล้วกลับมาหมั้นกับผู้จัดการสวี่อีก ผู้จัดการสวี่รู้ว่าคุณเย่มีแฟน ยังจะหมั้น แถมยังคิดจะไปคุยเล่นกับแฟนอีกฝ่ายด้วย นี่มันเรื่องอะไร หรือเป็นแค่การแสดง หนุ่มสาวสมัยนี้หนอ... หลี่เจี่ยถอนหายใจ แต่จังหวะนั้นเห็นซุนหลันเซียงเดินเข้ามา ด้านข้างยังมีเหวินจิ้งตามมาด้วย

เมื่อการ์ดเชิญถึงมือคนทั้งสอง ซุนหลันเซียงนั้นชื่นชมยินดี บอกว่าดีใจด้วย ท่าทางเธออวยพรอย่างจริงใจ

มนุษย์ก็เหมือนกับเม่น จะรักษาความอบอุ่นอ่อนโยนได้ต้องมีระยะห่าง ไม่เช่นนั้นจะทิ่มแทงอีกฝ่ายได้ง่ายดายอย่างยิ่ง ซุนหลันเซียนก็เหมือนกันอู๋หง มีความสัมพันธ์กับสวี่ซูถิงเช่นเจ้านายกับลูกน้อง แต่กับเย่เฟิงแล้ว ไม่มีความรู้สึกใดๆ

หากไม่ใช่เหวินจิ้งพูดถึงเย่เฟิงหลายครั้ง คำว่าเย่เฟิงสองคำนี้เมื่อกระทบหูซุนหลันเซียง ก็เป็นได้เพียงคำนามหรือชื่อคนเท่านั้น

เดิมทีเธอเข้าใจว่าเหวินจิ้งชอบเย่เฟิง ตอนหลังถึงรู้ว่า เหวินจิ้งนอกจากเย่เฟิงแล้ว ไม่รู้จักผู้ชายคนอื่นในเมือง S อีก ทำให้ตอนที่เธอเห็นเย่เฟิง เกิดเป็นการพิมพ์ประทับขึ้นมา ซุนหลันเซียงรู้สึกเหวินจิ้งน่าสงสาร รู้จักผู้ชายคนหนึ่ง ก็ทำเอามาตรฐานตัวเองตกต่ำเสียแล้ว

เหวินจิ้งถือการ์ดเชิญใบนั้นมองอยู่เป็นนาน พักใหญ่จึงส่งคืน เอ่ยเบาๆ

“ผู้จัดการสวี่ ขอโทษค่ะ ฉันมีธุระ”

สวี่ซูถิงมองเธอครู่ใหญ่

“ธุระอะไร”

จนถึงตอนนี้ สวี่ซูถิงยังมองไม่ออกว่าเหวินจิ้งกับเย่เฟิงที่แท้เป็นอะไรกัน วีรบุรุษตายกันไปหมดแล้วและคนรับช่วงต่อต้องไม่อยู่ที่เมือง S แน่ ดังนั้นสวี่ซูถิงจึงคาดว่าทั้งคู่ต้องมีความสัมพันธ์แบบชายหนุ่มหญิงสาว

“ไม่มีอะไรค่ะ แค่ไม่สบาย” เหวินจิ้งมองเย่เฟิง ถามคำถามเดียวกับอู๋หง “เย่เฟิง เย่เฟิงบนการ์ดใช่พี่หรือเปล่า”

เย่เฟิงถอนหายใจ ไม่เข้าใจทำไมทุกคนต้องมองว่าเขาพยายามตะกายไต่ฐานะ ผู้หญิงเข้มแข็งอย่างสวี่ซูถิงนั้น ตัวเขาแต่ไหนแต่ไรก็พยายามหลีกให้ห่าง

“ผมเองครับ น่าอายจริงๆ ที่เร่งเตรียมงาน เพิ่งมาบอกทุกคนวันนี้ ถึงเวลาทุกคนต้องไปร่วมแสดงความยินดีนะครับ”

ในที่สุดเขาก็พบว่าในชีวิตคนเรา มีมากมายหลายเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นคนมักถามคำถามประเภท คุณกินข้าวหรือยัง มิน่าคนมากมายถึงบอกว่า สอบภาษาอังกฤษวัดระดับสี่ระดับหกระดับแปดอะไร ไม่เห็นมีประโยชน์ คนอเมริกันปกติพูดแค่วันละห้าร้อยประโยคก็มากแล้ว

ซุนหลันเซียงกับหลี่เจี่ยล้วนพยักหน้า บอกว่า เย่เฟิง คุณเกรงใจเกินไปแล้ว ต่อไปต้องดีกับผู้จัดการสวี่มากๆ หากทำให้เธอโกรธ เราจะไม่ให้อภัยคุณ

เย่เฟิงตอบว่าผมไม่กล้า คนในโรงงานมากขนาดนี้ แค่ถุยน้ำลายใส่ผมคนละคำก็รับไม่ได้แล้ว ระหว่างที่เขาพูดคุยหยอกล้อ เหวินจิ้งกลับยัดการ์ดเชิญใส่มือเย่เฟิงอย่างเย็นชา พูดออกมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนชะงักกันไปหมด

“คุณเย่ คุณคิดว่าตัวเองหมั้นครั้งนี้ไม่ผิดต่อพี่จูหยุนเลยเหรอ คุณบอกพี่จูหยุนหรือยัง”

สาวน้อยพูดแล้วก็วิ่งกลับเข้าไปในส่วนของเครื่องจักรอย่างแค้นใจ ขณะยืนอยู่หน้าตัวเครื่อง รู้สึกที่ตนเองทำเพื่อพี่จูหยุนได้ก็มีเพียงเท่านี้เอง คล้ายสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่แม้โหมพัดจนสิ้นเรี่ยวแรง ก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งใบไม้ไม่ให้ร่วงหล่นไป

ต่อไปนี้คงไม่มีงานอีกแล้ว ล่วงเกินผู้จัดการสวี่ แถมยังล่วงเกินว่าที่หัวหน้าเย่ จะอยู่ต่อไปได้ยังไงกัน

เหวินจิ้งคิดว่าตัวเองรู้ว่าทำไมเย่เฟิงถึงเลือกผู้จัดการสวี่ ผู้จัดการสวี่ทั้งสวย แถมยังดูมีเงิน พี่จูหยุนแม้อ่อนโยนดีงาม แต่เมือง S แห่งนี้ ความอ่อนโยนดีงามมีค่าสู้เงินไม่ได้

กลั้นน้ำตาสุดความสามารถ เหวินจิ้งเห็นหลี่เจี่ยเดินเข้ามา แม้จะนึกกลัว แต่ไม่เสียใจเลย คนเรามีบางเรื่องจำเป็นต้องทำ และบางเรื่องจำเป็นต้องปล่อยไป ตนเองรู้ผลของมันอยู่แล้ว แต่ยังเลือกตำหนิเย่เฟิง

“เหวินจิ้ง ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” หลี่เจี่ยกลับมองเธอด้วยสายตาของผู้ผ่านโลกมาก่อน “ถ้าไม่สบาย พักสักสองวันก็ได้ ช่วงนี้งานไม่ยุ่ง”

“พี่หลี่เจี่ย” เหวินจิ้งก้มหน้า “ฉันถูกไล่ออกแล้วหรือเปล่า”

หลี่เจี่ยอึ้งไป แต่เสี้ยววินาทีก็ยิ้มออกมา

“เด็กน้อย ใครจะไล่เธอออกได้ เมื่อครู่เรายังคุยกัน บอกว่าช่วงนี้เหวินจิ้งเก่งมาก จะเลื่อนขั้นให้เธอด้วย”

“แต่ฉันล่วงเกินผู้จัดการสวี่กับคุณเย่ ฉันไม่ไปร่วมงานหมั้นพวกเขา” ไม่รู้ทำไม น้ำเสียงที่เหวินจิ้งเรียกเย่เฟิง แฝงความเหินห่างเกรงใจขึ้นมา

“นี่เรียกล่วงเกินที่ไหน เธอคิดมากไปแล้ว” หลี่เจี่ยยิ้ม “ไม่ต้องกังวล ทำงานให้สบายใจ ขอเพียงขยันขันแข็ง เธอก็สบายใจได้ว่า ไม่มีใครกล้าดูถูกเธอ ผู้จัดการสวี่บอกแล้ว ว่าเหวินจิ้งนิสัยดี ฝึกสอนได้”

“จริงเหรอ” ความยินดีของเหวินจิ้งเจือกระแสท้อแท้ แต่เพราะอะไร ตนเองก็อธิบายไม่ถูก

สวี่ซูถิงกับเย่เฟิงเดินออกจากส่วนเครื่องจักรแล้ว การ์ดใบนั้นยังคงแจกออกไป แต่ไม่ได้แจกให้เหวินจิ้ง

“เย่เฟิง เหวินจิ้งเหมือนจะเกลียดคุณ”

“เหรอครับ”

“เธอกับคุณคงไม่ได้เป็นแค่เพื่อนสนิทกันใช่ไหม”

“งั้นจะเป็นอะไรได้ครับ”

“คุณไม่คิดหรือว่า เธอต่อต้านการหมั้นของคุณอย่างแรง”

“งั้นเราไม่หมั้นกันได้ไหม”

“ไม่ใช่อย่างนั้น งานหมั้นครั้งนี้ยังไงก็ต้องจัด ใครก็ขวางไม่ได้” สวี่ซูถิงพูดด้วยมาด... หากเทพขวางก็ฆ่าเทพ อสูรขวางย่อมฆ่าอสูร

“งั้นคุณถามผมทำไม” เย่เฟิงไร้ทางเลือกอื่น

“เราเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ” สวี่ซูถิงหัวเราะ

ในที่สุดเย่เฟิงก็ค้นพบว่า ประชาธิปไตยแถวนี้ไม่ได้ยึดหลักอำนาจอยู่ที่ประชาชนแต่อย่างใด สวี่ซูถิงก็เหมือนพวกอเมริกันสำหรับพวกเขาแล้ว ประชาชนก็เป็นแค่แผ่นป้าย เอามาม้วนเป็นกระบองก็ได้ นึกอยากเอาไปฟาดใส่ใครก็ทำ!

 

วันเสาร์ ขณะเย่เฟิงกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นประชาธิปไตยและปัญหาว่าด้วยการปกครองครั้งต่อไป ก็ถูกสวี่ซูถิงที่เป็นประชาธิปไตยมาก เรียกไปเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าอย่างไม่เป็นประชาธิปไตยเลย

“ผู้จัดการสวี่ เรื่องที่ควรทำ ผมจัดการไปหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” เย่เฟิงที่ถูกสวี่ซูถิงลากมาชักไม่พอใจ วันนี้วันเสาร์ ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ ฟันฟางยังไม่ได้แปรง หนวดก็ยังไม่ได้โกน เธอกลับมาเตือนเรื่องงานหมั้น ทำเอาเขาอดรู้สึกอึดอัดไม่ได้

คืนวานเหวินจิ้งมายังที่พักของพวกเขาอย่างไม่คาดหมาย เห็นเด็กสาววนเวียนอยู่รอบตัวฟางจูหยุน ทำท่าจะพูดอะไรแต่กลับกล้ำกลืนไว้ คล้ายลำคอถูกอุดด้วยจุกไม้คอร์ก เย่เฟิงก็นึกอยากดึงไม้คอร์กนั่นออกมาเหลือเกิน เด็กสาวจะได้พูดได้อย่างสบายใจ

แต่เขายังคงอดกลั้นเอาไว้

ช่วงสองวันมานี้เย่เฟิงแอบคิดว่า ละครเรื่องนี้ใกล้เปิดฉากเต็มที ผู้ชมมีเพียงคนเดียว คือคุณนายสวี่ ตัวละครทั้งตัวเอกและตัวประกอบล้วนต้องออกโรง โดยไม่มีการซ้อมใหญ่แม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นได้แต่เสแสร้งให้ถึงที่สุด หากใครทำความลับรั่ว ละครเรื่องนี้ไม่เพียงต้องเสียเงินเปล่า แต่อาจถึงขั้นเสียชีวิตด้วย เหวินจิ้งเป็นเพียงตัวประกอบเล็กๆ ถ้าออกมาผิดคิว จะส่งผลต่ออรรถรสการชมละคร

สุดท้ายเหวินจิ้งก็ไม่ได้พูดเรื่องหมั้นออกมาต่อหน้าเย่เฟิง แต่เย่เฟิงไม่อาจรับประกันได้ว่าเธอจะไม่พูดลับหลัง ฉะนั้นขณะที่เขาออกมาตอนเช้า แม้ดูไปยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนฟ้ากว้างไกลไร้เมฆหมอก อากาศสดชื่นเย็นสบาย แต่รู้สึกคืนนี้พายุต้องเข้าแน่นอน

หากคุณต้องการรักษาความลับเรื่องหนึ่ง อย่าได้บอกต่อผู้หญิง เย่เฟิงจำได้ว่าประโยคนี้คล้ายมีคนสอนเขามา แต่ลองนึกทบทวนดู ที่แท้ใครพูดกันแน่... อาจเป็นพระเจ้ากระมัง

“เรื่องเมื่อวานคุณทำวันนี้ได้เหรอ เรื่องของวันนี้คุณทำตั้งแต่เมื่อวานได้หรือเปล่า”

คำพูดสวี่ซูถิงเหมือนเข้าใจง่าย แต่พิสูจน์ยาก แถมยังมีนัยยะแฝงเร้น ฟังแล้วเป็นปรัชญาสูงส่งลึกล้ำยิ่งกว่าประเด็ดม้าขาวไม่ใช่ม้าของกงซุนหลง นกบินได้ไม่ขยับของฮุ่ยซื่ออีก

“ไม่ได้” เย่เฟิงขบปัญหาปรัชญาข้อนี้ไม่แตก ได้แต่ตอบซื่อๆ

“งั้นก็ถูกแล้ว” สวี่ซูถิงยิ้มอย่างมีชัย ในที่สุดก็พบว่าเย่เฟิงไม่ใช่คนน่ารังเกียจ เพราะเขาไม่ชอบต่อปากต่อคำกับผู้หญิง

“แต่วันนี้เป็นวันเสาร์” เย่เฟิงประท้วง ถ้าเป็นก่อนหน้านี้วันแบบนี้ เขานอนถึงบ่ายตลอด ที่เขาไปทำงานเพราะไม่มีอะไรทำจริงๆ รอจนทำงานสักหลายวัน เห็นข้อดีของการนอนขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะนอนจนสมองหมุนหัวพองโต นอนจนรู้สึกว่าการมีงานทำเป็นความสุข จากนั้นก็กลับไปเริ่มต้นใหม่ วนเวียนเป็นวงจร

“วันเสาร์ไม่ต้องกินข้าวเหรอ”

“ต้องกินอยู่แล้ว”

“วันเสาร์ไม่ต้องนอนใช่ไหม”

“ต้องนอนเหมือนกัน”

“เพราะฉะนั้น ที่จริงวันเสาร์ก็ไม่ต่างจากวันอื่นๆ” สวี่ซูถิงเดินพลาง เอ่ยชี้นำไปพลางว่า “ที่จริงคุณก็เห็นอากาศวันนี้ ออกมาเดินเล่นก็ไม่เลว เย่เฟิง เรื่องนี้ทำให้คุณกับแฟนเข้าใจผิดกันหรือเปล่า คนที่เหวินจิ้งเรียกว่าพี่จูหยุนนั่น”

เย่เฟิงลังเลเล็กน้อย

“ใช่ หากคุณรู้สึกผิด ก็ถือว่าวันนี้ผมทำโอที ถึงเวลาก็คิดค่าแรงให้ผมหนึ่งวันแล้วกัน”

“ไม่มีปัญหา” สวี่ซูถิงกลับใจกว้างอย่างยิ่ง ท่าทางเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก “เย่เฟิง ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพวกคุณจริงๆ”

“ประโยคนี้คุณพูดมาแปดร้อยรอบแล้ว” เย่เฟิงถอนหายใจ “ไม่สร้างสรรค์แต่งเติมอะไรสักหน่อยเหรอ”

สวี่ซูถิงยิ้ม

“วันนี้พวกเราไม่มีเวลา หน้าที่หนักหนา พูดจาไร้สาระต้องให้น้อย งานสำคัญกว่า”

“ยังมีงานอะไรอีก” เย่เฟิงนึกไม่ออก

“ซื้อชุดใหม่ จริงสิ บริษัทรับจัดงานหมั้นที่คุณไปจ้างมีโมเดลลิ่งหรือเปล่า มีชุดให้เช่าด้วยไหม” สวี่ซูถิงเดินไปถึงหน้าสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงานแห่งหนึ่งแล้วชะงักเท้า

หน้าสตูดิโอมีภาพนายแบบนางแบบหน้าตาดีติดเต็ม กระตุ้นได้เกิดความอยากแต่งงานขึ้นมา ว่ากันว่าการแต่งงานเหมือนป้อมปราการ คนในป้อมอยากออก ส่วนคนนอกคิดว่าได้เข้าไปคงไม่เลว แต่มีเด็กสาวคนไหนบ้าง ที่ไม่คาดหวังให้ตนเองแต่งงานอย่างงดงามสักครั้ง สวี่ซูถิงเองก็ไม่มียกเว้น

“เหมือนจะรวมมั้ง” เย่เฟิงนั้นเพราะกระดากที่เงินน้อย จึงไม่ได้ถามเรื่องมากมาย นับว่าพลาดไปจริงๆ

แต่เนื่องจากคุ้นชินกับความเลอะเลือนสับสนของเย่เฟิงแล้ว สวี่ซูถิงจึงไม่ประหลาดใจ แค่ถอนหายใจเบาๆ “ที่จริงพวกเขาจัดแค่พอให้ผ่านไปได้ก็ใช้ได้แล้ว เย่เฟิง ไปถ่ายรูปงานหมั้นกับฉันเถอะ”

“หา” เย่เฟิงตะลึงงันกับที่ “ผู้จัดการสวี่ ไม่ต้องอลังการขนาดนั้นก็ได้”

“เฮ้อ คุณไม่เข้าใจผู้หญิงเลยจริงๆ ไม่รู้ทำไมแฟนคุณถึงชอบคุณได้” แววตาที่สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงมีแววประหลาด “ครั้งนี้ที่จริงไม่ถือว่าคุณลำบากโดยเสียเปล่า อย่างน้อย ต่อไปเวลาคุณหมั้นกับแฟน จะได้หาทางทำให้โรแมนติกขึ้น ส่วนตัวฉันเหรอ ให้แม่เห็นว่าใช้ได้ก็พอแล้ว แม่เป็นคนใจดี พิธีการขาดตกบกพร่องไปบ้าง แม่ต้องไม่ต่อว่าแน่นอน แม่ฉันให้ความสำคัญกับนิสัยใจคอของผู้ชาย ไม่งั้นจะชอบพ่อฉันได้ยังไง เปลือกนอกคุณแม้จะไม่หล่อ ไม่เท่ แต่ดูซื่อสัตย์ จริงใจ ตอนคุณไม่อยู่ แม่ยังบอกว่า เด็กเย่เฟิงคนนี้ ถิงถิงฝากชีวิตไว้กับเขาได้”

สวี่ซูถิงเอ่ยเรียบๆ ยิ้มเล็กน้อย คล้ายสายลมอ่อนจางริ้วเมฆบางเบา แต่กลับมองชุดเจ้าสาวที่จัดวางอยู่หน้าสตูดิโอแต่งงาน

เย่เฟิงเพิ่งทราบ เหตุใดสวี่ซูถิงจึงวางใจให้ตนจัดการเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะเธอวางใจเขา แต่เพราะเธอเข้าใจแม่

“เนื้องอกในสมองของแม่คราวนี้ ดีร้ายยังไม่ชัด” ในที่สุดสวี่ซูถิงก็หมุนตัวกลับมา “แต่ความพยายามเป็นเรื่องของคน ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้า พวกเราได้แต่ทำเต็มที่เพื่อให้แม่วางใจ เย่เฟิง ไปถ่ายรูปในชุดแต่งงานกับฉันสักใบเถอะ เอาให้สวยงามจับใจ ให้แม่ฉันเห็นแล้ว รู้สึกว่าลูกสาวแม่เป็นคนที่โชคดีที่สุด แม่จะได้เข้าผ่าตัดอย่างวางใจ!”

“อืม ได้” เย่เฟิงได้แต่พยักหน้า แค่ถ่ายรูปคงไม่ตาย แต่ถ้าไม่ถ่ายสังหรณ์ว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ “ผมแค่กลัวว่าถ้าแม่คุณเห็นรูปผม หัวใจจะหยุดเต้น”

“จะเป็นไปได้ยังไง” สวี่ซูถิงหัวเราะ เอื้อมมือออกไปลากเย่เฟิงเดินเข้าประตูสตูดิโอถ่ายภาพ “ถ้าชอบใครสักคน ไม่ว่าเขาจะหน้าตายังไง แต่เมื่อใจเห็นก็ชอบไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ ในหนังเรื่องหนึ่งยังเคยพูดไว้ไม่ใช่หรือ ไม่ว่าคุณตาบอดหรือขาเป๋ ไม่ว่าหูหนวกหรือเป็นใบ้ ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป แต่ผู้หญิงไม่เหมือนกับผู้ชาย ความงามของผู้หญิงแสนสั้น ดังนั้นต้องสรรหาวิธีต่างๆ นานามาฉุดรั้งมันไว้ รูปงานหมั้น รูปงานแต่งงาน ก็เป็นวิธีที่ไม่เลว”

เย่เฟิงไม่ได้สะบัดหลุดจากมือของเธอ เพียงรู้สึกมือของสวี่ซูถิงเย็นเฉียบไปบ้าง หัวใจของเธอเล่า เย็นเฉียบไปด้วยไหม

เดิมเขาคิดจะบอกว่า ภาพยนตร์ส่วนภาพยนตร์ ชีวิตจริงก็เป็นชีวิตจริง ความสุนทรีย์อ่อนหวานที่สร้างขึ้นในภาพยนตร์ เมื่ออยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจอ่อนจางลงไม่เหลือแม้ใยเดียว แต่เห็นทีท่าโหยหาซึ่งไม่พบเห็นบ่อยนักจากตัวสวี่ซูถิง เย่เฟิงก็ไม่ได้พูดออกมา ในใจนั้นคิด ทุกคนล้วนมีความฝันของตน บางครั้งได้ลงมือทำให้มันเป็นจริงบ้างก็ไม่เลว!

ทั้งสองจูงมือกัน เดินเข้าสตูดิโอถ่ายภาพราวคู่รักตัวจริง เย่เฟิงกวาดตามอง พบว่านี่คือสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงานของจินฟูเหริน

ความจริงวันนี้เย่เฟิงแต่งตัวไม่แย่ หากมองแค่จากเครื่องแต่งกาย จัดว่าไม่ห่างชั้นจากสวี่ซูถิงจนเกินไปนัก สวี่ซูถิ

สวมกางเกงยีนส์สีเขียวเข้มสบายๆ ท่อนบนสวมเชิ้ตลำลอง เส้นผมรวบไว้ง่ายๆ ส่วนเย่เฟิงวันนี้ถือว่าแต่งตัวเรียบร้อย ชุดสูทที่ซื้อเมื่อคราวที่แล้ว เขาอุตส่าห์เอาไปซักสะอาดจนได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวตอนนี้เหมือนไข่ไก่ต้มสุกที่ลอกเปลือกออกแล้ว แวววาวสดใหม่

เพียงแต่แว่นตาเขาก็เหมือนกับรองเท้าเขา คือมีพลังทำลายล้างสูงเกินไป คนอื่นพอเห็นรองเท้าเขา ก็มองข้ามแว่นตา พอเห็นแว่นตา ก็มองข้ามรูปร่างหน้าตา ยิ่งเห็นรองเท้ากับแว่นตาพร้อมกัน คนร้อยละเก้าสิบจะมองข้ามความมีตัวตนของเขาไปเลย

ต่อให้วันนี้รองเท้าเขาเป็นคู่ใหม่เอี่ยม ไม่มีรอยยับแม้แต่รอยเดียว แต่สิ่งเล็กๆ ที่มีอานุภาพฆ่าคนได้ยังเหลืออีกหนึ่งชิ้น นั่นคือแว่นตา

ดังนั้นเมื่อคนอื่นมองเขา สิ่งแรกที่สังเกตเห็น ยังคงเป็นแว่นสี่เหลี่ยมกว้างกรอบดำ จากนั้นก็ตัดสินว่าคนผู้นี้เชยเฉิ่มยิ่งนัก ไม่มีรสนิยม ตามด้วยคาดคะเนว่าเขาต้องไม่มีเป้าหมายชีวิต ยิ่งต้องไม่มีความสามารถใด!

ทั้งคู่เข้าไปในสตูดิโอ สิ่งแรกที่ปะทะเข้าหาคืออากาศเย็นหอบหนึ่ง กลางฤดูใบไม้ร่วงของเมือง S แสงแดดจะจัดจ้าเริงแรง ทำให้คุณรู้สึกถึงความแผดเผาทรมาน แต่มาถึงที่นี่ กลับมีกระแสของความสดชื่นเย็นสบาย

สิ่งที่ตามหลังอากาศเย็นฉ่ำ คือเถ้าแก่เนี้ยที่เข้ามารับหน้า และอัธยาศัยที่อบอุ่นเพียงพอจะละลายหิมะบนถนนหนทางได้

ความอบอุ่นของเถ้าแก่เนี้ยย่อมไม่เหมือนพระอาทิตย์ฤดูร้อน แต่เหมือนดวงตะวันอันนุ่มนวลในหน้าหนาวมากกว่า ทำให้คุณพอพบเห็น ก็รู้สึกหัวใจอุ่นสบาย

เถ้าแก่เนี้ยอายุไม่น้อยแล้ว ดูไปอยู่ในราวสามสิบกว่า หญิงสาวเมือง S ล้วนเริ่มต้นวัยสาวเร็วอย่างยิ่ง หากอายุสิบแปดแล้วยังไม่มีแฟน แสดงว่าเป็นคนจืดชืด ล้มเหลวในด้านความรัก หากผู้หญิงคนหนึ่งอายุเกินสามสิบแล้ว ยังไม่ได้เป็นแม่คน นั่นแสดงว่าล้มเหลวเหมือนกัน ได้แต่ไปพิพิธภัณฑ์ ตั้งแสดงอยู่ในส่วนอารยธรรมคนจืดให้คนอื่นชม

“ทั้งสองท่าน” คิ้วเรียวของเถ้าแก่เนี้ยละเอียดราวกับไหม บุคลิกนั้นมองปราดเดียวก็เห็นความสูงสง่า มีรสนิยม มีระดับ เธอมองเย่เฟิงแวบหนึ่ง จากนั้นเบนสายตาไปที่สวี่ซูถิง “คุณหนู มาถ่ายรูปแต่งงานหรือคะ”

“ไม่กี่วันนี้จะหมั้น อยากถ่ายรูปใหญ่ๆ ไว้แขวนค่ะ” สวี่ซูถิงวาดแขนกะขนาด ใบหน้าประดับรอยยิ้มเล็กน้อยอย่างมีลีลา

“หมั้นกับใครคะ” เถ้าแก่เนี้ยถาม ทำเอาเย่เฟิงที่อยู่ด้านข้างเซ็งจัด

“แน่นอนว่าต้องหมั้นกับเขา” นิ้วเรียวราวกับหยกของสวี่ซูถิงชี้เย่ฟิง เอ่ยยิ้มๆ “ถ่ายรูปหมั้นคนเดียวก็ได้หรือคะ”

เถ้าแก่เนี้ยอึ้งไปเล็กน้อย ตวัดสายตากลับไปมองเย่เฟิง ยิ้มถามว่า

“ยินดีด้วย คุณผู้ชายแซ่อะไร”

“เย่เฟิง” เย่เฟิงนั่งลง สำรวจรอบข้าง เห็นข้าวของชุดแต่งงานมีไม่น้อย อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายภาพก็ดูเป็นของชั้นดี

“คุณหนูท่านนี้แซ่อะไร” เถ้าแก่เนี้ยรีบกลบเกลื่อนความงงงันและเสียดาย รู้สึกเหมือนเห็นดอกไม้ปักบนมูลโคอีกคู่แล้ว

“ฉันชื่อสวี่ซูถิง เถ้าแก่เนี้ยล่ะคะ” สวี่ซูถิงนั่งลง ค่อนข้างพอใจกับความสะอาดของที่นี่

“ฉันต้องแซ่จินอยู่แล้ว” เถ้าแก่เนี้ยยิ้ม “ที่นี่เป็นสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงานจินฟูเหริน (ภรรยาคนแซ่จิน) ไม่ใช่หรือ เถ้าแก่เนี้ยย่อมต้องแซ่จิน!”

“อย่างนี้นี่เอง ถ้างั้นร้านขายบะหมี่เนื้อชื่อหนิวฟูเหริน ( เชิงอรรถ - ภรรยาของวัว หมายถึงองค์หญิงพัดเหล็กในเรื่องไซอิ๋วที่แต่งงานกับราชาปีศาจวัว ในตำนานราชาปีศาจวัวนอกใจองค์หญิงพัดเหล็ก การเปรียบเทียบผู้หญิงกับหนิวฟูเหรินจึงเหมือนเสียดสีว่าอีกฝ่ายถูกผู้ชายทิ้ง ) เถ้าแก่เนี้ยก็ต้องแซ่หนิวใช่ไหม” เย่เฟิงเสนอความเห็นอย่างไร้กาละเทศะสิ้นดี

“เรื่องนั้นฉันก็ไม่ทราบ” เถ้าแก่เนี้ยเริ่มหงุดหงิด

สวี่ซูถิงถลึงตาใส่เย่เฟิง

“เสียมารยาท หากยึดตามเหตุผลของคุณ คุณก็เป็นหุ้นส่วนบริษัทเย่เฟิงตั่งปู้จู่จำกัดน่ะสิ”

เถ้าแก่เนี้ยยิ้มสดใส ไม่นานก็มองสวี่ซูถิงเป็นเพื่อนที่รู้ใจ ผู้หญิงมีความสามารถเช่นนี้เอง คือตั้งตัวเป็นศัตรูกับผู้หญิงอีกคนได้ทันที และใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้หญิงอีกคนภายในไม่กี่วินาทีได้ด้วยเช่นกัน

“คุณหนูสวี่จะถ่ายรูปในชุดแต่งงานใช่ไหม ฉันมีส่วนลดพิเศษ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คุณดูภาพชุดนี้ สูงสี่สิบแปดนิ้ว แขวนในห้องนอนแล้วอาจดูเล็กไปหน่อย แต่ใส่กรอบกระจกเป็นที่ระลึกแล้ว จะแขวนไว้เหนือโต๊ะน้ำชาก็ได้ ดูแล้วให้ความรู้สึกหวานฉ่ำ มีกรอบแถมให้ คุณลองดู อันนี้กรอบคริสตัด สวยมาก ทั้งเป็นสัญลักษณ์ว่าชีวิตคู่ของสองท่านจะเหมือนคริสตัล สูงส่งล้ำค่า มีรสนิยม”

“สี่สิบแปดนิ้วใหญ่แค่ไหน” เห็นชัดว่าสวี่ซูถิงไม่มีความรู้เรื่องมาตรวัดเลย

“คุณนึกดู ปกติโทรทัศน์ใหญ่แค่ไหน” เถ้าแก่เนี้ยเชี่ยวชาญการรับมือลูกค้าประเภทนี้อย่างยิ่ง

“สวรรค์ โทรทัศน์บ้านฉันแค่ยี่สิบเก้านิ้วเท่านั้นเอง งั้นสี่สิบแปดนิ้วจะไหวเหรอ” สวี่ซูถิงตกใจ แอบคิดว่า แขวนภาพใหญ่ขนาดนั้นในห้องนอนทุกวัน ลืมตามาก็เห็นเย่เฟิงไปครึ่งห้องแล้ว อย่างนั้นไม่ฝันร้ายทุกวันหรือ

“ไม่ได้ๆ ห้องฉันไม่ใหญ่ขนาดนั้น” สวี่ซูถิงได้แต่หาข้ออ้าง

“งั้นสามสิบหกแล้วกัน” เถ้าแก่เนี้ยเสนอที่รองลงมาให้

สวี่ซูถิงขมวดคิ้วนิ่วหน้า คิดอย่างจริงจัง

“ยังใหญ่ไปหน่อย”

“ไม่ใหญ่แล้ว” เถ้าแก่เนี้ยไม่ค่อยเห็นเจ้าสาวแบบนี้ “ถ้าเล็กอีกคงต้องใส่ในสมุดภาพ วางไว้บนโต๊ะ ไม่ค่อยเป็นสัดเป็นส่วน คุณหนูสวี่ ชีวิตคนเกิดมาครั้งเดียว รูปแต่งงานก็มีแค่ครั้งเดียว ต้องให้สวยสดงดงาม หรูหราเป็นสง่า”

คำพูดเถ้าแก่เนี้ยความจริงไม่ถูกนัก สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนที่รูปแต่งงานถ่ายกันครั้งเดียว งานแต่งครั้งที่สองจัดกันเหมือนลักลอบ ต้องปิดๆ บังๆ เธอเคยเห็นกับตาว่ามีคนหนึ่งถ่ายรูปแต่งงานสามหนในเดือนเดียว และแน่นอน ถ่ายกับหญิงสาวไม่ซ้ำหน้า

“ครั้งนี้ฉันแค่หมั้น ไม่ต้องยิ่งใหญ่ขนาดนั้น” สวี่ซูถิงยิ้ม

“หมั้นหรือ ตอนนี้หมั้นกับแต่งงานต่างกันตรงไหน” เถ้าแก่เนี้ยงง เธอไม่ได้ขวางโลก แต่เข้าใจว่างานหมั้นก็แค่เพิ่มลีลาให้ดูท่ามากเท่านั้น

สวี่ซูถิงตอบในใจว่า ต่างกันมาก งานหมั้นเป็นแค่พิธี ไม่มีกฎหมายรองรับ หากแต่งงานจดทะเบียน นั่นจึงเหมือนถูกล่ามโซ่เอาจริงๆ

“สามสิบหกก็สามสิบหก ต่อไปถึงเวลาฉันแต่งงานจะมาถ่ายรูปใหม่ ค่อยเอาขนาดใหญ่ที่สุด”

“ตกลง” เถ้าแก่เนี้ยดีอกดีใจ พลิกสมุดเล่มหนึ่ง “ที่นี่บริการเป็นแพ็กเกจ คุณหนูสวี่ ลองเลือกดู อันนี้รวมกันทั้งหมดเจ็ดสิบสองภาพ สองพันกว่าหยวนเท่านั้น ลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็หนึ่งพันเก้าร้อยกว่า ไม่ถึงสองพัน คุณหนูสวี่ คุณคิดว่ายังไง”

หนังสือแนะนำ

Special Deal