บทที่ 21 ขั้นตอนงานหมั้น

“เย่เฟิง งานของตึกฉางเซิงเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่เลว”

“เย่เฟิง นายต้องตามงานให้ใกล้ชิด ช่วงนี้ทำอะไรอยู่”

“ไม่ได้ทำอะไร”

“ไม่ได้ทำได้ยังไง นายต้องตามติดถึงจะถูก เย่เฟิง จำไว้ พยายามผูกมิตรกับม๋าฉวนเหอนั่นไว้ เขาคนนี้ชอบทำอะไรให้ใหญ่โตไว้ก่อน”

ฟางจูหยุนเอ่ยถึงตอนนี้ ก็เก็บข้าวของเรียบร้อย เตรียมออกจากบ้าน

“เย่เฟิง”

“หืม”

“เป็นอะไรไป” ฟางจูหยุนไม่เข้าใจ “วันนี้นายไม่ต้องไปทำงานเหรอ”

“ต้องทำงาน” พอได้ยินคำว่าทำอะไรให้ใหญ่โตจากฟางจูหยุน เย่เฟิงก็เริ่มอกสั่นขวัญแขวน แม้สวี่ซูถิงจะบอกว่า คนที่เหลือ เธอจะจัดการไปหาเติมเอง แต่เรื่องงานที่เหลือ ยังคงให้เย่เฟิงจัดการ

รายการที่ถือในมือเขียนไว้ว่า

ข้อหนึ่ง: ซื้อของใช้พิธีหมั้นที่จำเป็น หมายเหตุ: จำกัดวงเงิน แต่ต้องให้มีหน้ามีตาสมฐานะ ยึดหลักใช้เงินเล็กทำเรื่องใหญ่ จาก สวี่

ข้อสอง: กำหนดรูปแบบกับขั้นตอนงานหมั้น หมายเหตุ: ต้องเรียบง่าย แต่อลังการ จากผู้จัดการสวี่เหมือนเดิม

หาสถานที่จัดเลี้ยง กำหนดตัวคนและจัดการรถที่จะมางาน เลือกเสื้อผ้าวันหมั้น เตรียมแหวนหมั้น นัดช่างแต่งหน้า ทำตารางเวลา และอื่นๆๆๆ อีกมากมายก่ายกอง...

เย่เฟิงถือกระดาษแผ่นนั้นอย่างกลัดกลุ้ม ไม่เข้าใจจริงๆ ความเรียบง่ายจะอลังการได้ยังไง สวี่ซูถิงเสียเวลาทั้งบ่าย จึงเรียบเรียงออกมาได้ว่าต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง อ้างอย่างสวยหรูว่าเย่เฟิงโชคดีแล้ว ต่อไปหากต้องหมั้นอีกครั้งจริง จะได้ไม่เคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูก

“เย่เฟิง นายถืออะไรอยู่” ฟางจูหยุนเห็นเขาเหม่อ ก็อดถามไม่ได้

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร แค่รายการที่ต้องเตรียมในงานหมั้น” เย่เฟิงหลุดปากตอบ

“อะไรนะ” ฟางจูหยุนตัวแข็ง “ใครหมั้น”

รีบเดินกลับมา ชิงคีบเอากระดาษขาวไปจากมือเย่เฟิง ฟางจูหยุนอ่านดูสองเที่ยว ก่อนกลับมาจับจ้องเย่เฟิง สายตามีแววคาดคั้น

“คืออย่างนี้ ผู้จัดการใหญ่ของพวกเราจะหมั้น คุณก็รู้ นี่ยุคทุนนิยม” เย่เฟิงขี้เกียจอธิบาย จึงโยนเรื่องทั้งหมดไปที่สวี่ซูถิง “มืดมน มืดมนสุดๆ ไม่ปล่อยให้พนักงานได้พักบ้างเลย เรื่องเล็กน้อยจิปาถะพวกเราทำตลอด งานแต่งก็อย่างนี้”

“ดูท่าผู้จัดการใหญ่พวกนายเชื่อถือนายมาก” ฟางจูหยุนวางใจลง ยิ้มออกมา คืนกระดาษแผ่นนั้นให้เย่เฟิง “เย่เฟิง ตั้งใจทำงาน บางครั้งอยู่บริษัท เส้นสายส่วนตัวกับผู้นำก็เป็นเรื่องสำคัญ”

ฟางจูหยุนเดินไปแล้ว เย่เฟิงจึงเริ่มค้นหาบริษัทรับจัดงาน วันก่อนผู้จัดการสวี่ให้เงินเขามาอีกห้าพัน แต่กำชับมาว่าต้องประหยัด

เย่เฟิงก็ทราบ สวี่ซูถิงไม่ใช่ตระหนี่ แต่แม่เธอต้องผ่าตัด จำเป็นต้องเหลือเงินไว้สักก้อน

ผ่าตัดสมองไม่ง่ายอย่างตัดไส้ติ่ง ปัจจัยที่ไม่อาจหยั่งคำนวนมากมายอาจทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นเท่าตัว ตอนที่สวี่ซูถิงมอบเงินจำนวนนี้ให้เย่เฟิง ยังรู้สึกขอบคุณที่บิลของเย่เฟิงเบิกเงินมาได้ทันใจ ในมือจึงมีทุนรอนหลายล้านหมุนเวียนตลอดเวลา ไม่ถึงกับชักหน้าไม่ถึงหลัง

เย่เฟิงโทรติดต่อไปหลายบริษัท ทุกแห่งล้วนนัดหมายเชิญเย่เฟิงไปคุยรายละเอียดอย่างเกรงอกเกรงใจ เรื่องเงินนั้นต่อรองกันได้

บริษัทแรกฟังเงื่อนไขคร่าวๆ ของชายหนุ่มแล้ว เสนอราคาที่หมื่นสอง แต่บอกว่าต่อราคาได้ มีส่วนลดให้ แถมดอกไม้ผลไม้อะไรฟรี เย่เฟิงก็ปฏิเสธไปอย่างอ้อมค้อม

บริษัที่สองเสนอราคาไม่สูง เปิดตัวที่สามพัน ไม่มีส่วนลด แต่รับผิดชอบแค่แผนงานคร่าวๆ เรื่องรถเรื่องโรงแรมต้องจัดการเอง เย่เฟิงคำนวนแล้ว ค่าใช้จ่ายยังไม่ถือว่าถูก จึงถลึงตาปฏิเสธ

บริษัทที่สามกลับไม่เลว เสนอราคาห้าพัน มีส่วนลดของแถม บริการอย่างราชา รับจัดการเรื่องรถ เย่เฟิงใจจริงเทน้ำหนักไปที่บริษัทนี้ แต่ทางบริษัทกลับบอก สองวันนี้ยังไม่ได้ คิวเต็มแล้ว แม้ค่ารถจะถูก แต่ไม่มีรถให้เช่า คุณรอสักสองวันได้ไหม เช่นเลื่อนไปแต่งสักสัปดาห์หน้า เย่เฟิงผุดลุกขึ้นทันที บอกอย่างจนปัญญาว่า ผมรีบจริงๆ การเจรจากับบริษัทนี้ย่อมไม่สำเร็จเช่นกัน

ตอนนี้เย่เฟิงเข้าใจที่ลีโอ ตอลสตอยเคยกล่าวไว้แล้ว ชีวิตมนุษย์มิใช่เพื่อเสพสุข แต่เพื่อการทำงานอันหนักอึ้ง ตอลสตอยคงเหนื่อยกับงานหมั้นจนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน จึงพูดแบบนั้นออกมา ตอนนี้เย่เฟิงรู้สึก งานหมั้นไม่ใช่ความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานหมั้นจอมปลอมครั้งนี้

ระหว่างยืนเคว้งอยู่บนถนน เห็นรถราแล่นตามกันไป ในที่สุดเย่เฟิงก็พบว่า ที่แท้ตนเองไม่ได้เก่งกาจอย่างที่เคยคิดไว้เลย ตนเองเป็นเพียงคนธรรมดาจนไม่อาจธรรมดาได้อีก เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังทำออกมาไม่ราบรื่น

ขณะที่มือถือดัง เย่เฟิงกำลังมองโน้ตในมือ เตรียมไปเสี่ยงโชคกับบริษัทที่สี่ เขารับโทรศัพท์ ถามอย่างเกียจคร้าน

“ใครครับ”

เสียงที่ดังผ่านสายมาเป็นเสียงทุ้มต่ำ

“ผมเย่เป้ยกง”

เย่เฟิงตกใจ โทรศัพท์แทบร่วงลงพื้นทางเดิน ความคิดแรกที่วาบขึ้นมาคืออีกฝ่ายคงติดงาน วันอาทิตย์นี้มาไม่ได้แล้ว

“คุณเย่ มีอะไรหรือครับ”

“งานหมั้นคุณจัดไปถึงไหนแล้ว” น้ำเสียงฝ่ายนั้นคล้ายเจือรอยยิ้ม

“กำลังเตรียมครับ” เย่เฟิงถามอย่างไม่วางใจ “คุณเย่ วันหมั้นคุณมาได้แน่ใช่ไหม”

“น่าจะไม่มีปัญหา”

“ไม่มีปัญหาก็ไม่มีปัญหา น่าจะไม่มีแปลว่าอะไรครับ” เย่เฟิงนึกได้ว่าสวี่ซูถิงก็เคยพูดกับตนเองอย่างนี้ รู้สึกขบขันเล็กน้อย

“ชีวิตคนเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ใครจะไปรู้ว่าวินาทีถัดไปจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง” เย่เป้ยกงเอ่ยเรียบๆ “จริงด้วย ฉันก็มีเรื่องอยากให้เธอช่วย”

“เรื่องอะไรครับ บอกมาได้เต็มที่” เย่เฟิงเอ่ยอย่างใจกว้าง แต่ชั่วครู่ถัดมาก็เสริมอ่อยๆ “ถ้าผมช่วยได้จะช่วยแน่นอน แต่ความสามารถผมมีจำกัด”

ปลายสายหัวเราะเบาๆ

“เรื่องนี้ขอเพียงเธอออกปาก จะต้องช่วยได้แน่นอน ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการแต่งงาน พอได้ยินว่าเธอกำลังจัดงานหมั้น ก็อยากรับงานของเธอ ไม่รู้ได้หรือเปล่า”

“ได้แน่นอน” เย่เฟิงวางใจ ยิ้มออกทันที “แต่เงินผมมีไม่มากจริงๆ รบกวนคุณบอกเพื่อนสักคำ ว่าของานที่เรียบง่ายก็พอ”

 

 

 

 

ไม่มีใครรู้ว่าผู้จัดการสวี่ที่เคร่งขรึม แต่งตัวมีสง่าราศีจะมีด้านงดงามเฉิดฉายเหมือนกัน

วันศุกร์นี้ไม่รู้หญิงสาวคิดอะไรอยู่ กลับบรรจงแต่งตัวขึ้นมา ที่จริงคนมากมายรู้อยู่แล้วว่าเธอสวย แต่เนื่องจากความเข้มงวดเด่นชัดกว่า ความสวยของเธอจึงถูกมองข้าม

ที่จริงโลกนี้มีคนจำพวกหนึ่งเปลือกนอกดูไปมีความสุขอย่างยิ่ง ต้องการสิ่งใดล้วนสมปรารถนา แต่มีบ้างที่เสพสุขได้แค่ชั่วคราว มีบ้างที่แค่เสแสร้งแกล้งทำ อย่างน้อยสวี่ซูถิงก็เป็นคนจำพวกนี้

แต่เสิ่นหยางไม่รู้ เขาไม่รู้ด้วยว่าความสุขทั้งหลายล้วนแสนสั้น ความบันเทิงเป็นเพียงแสงเงาอันฉาบฉวย ควาทุกข์ก็ไม่ยืนยาวชั่วนิรันดร์ เสิ่นหยางไม่รู้ว่าชีวิตเป็นแค่ละคร และไม่รู้จักเก็บหุ่นกระบอกของตัวเอง จึงทำตัวเหมือนเม่น พองขนใส่เย่เฟิง เย่เฟิงเห็นสีหน้าเจ็บปวดของเขาก็เห็นใจ

แต่เห็นใจแค่ไหนก็จนปัญญา ชายหนุ่มยึดหลักว่าจะจัดการเรื่องให้เงียบที่สุด แต่ผู้จัดการสวี่กลับทำตัวเหมือนคนป่วยหนักไม่เลือกหมอ เจอวัดเป็นจุดธูป เย่เฟิงอุตส่าห์ออกไปจัดการงานทุกอย่างจนเรียบร้อย เอาการ์ดเชิญที่พิมพ์เสร็จใส่ถุงดำเหมือนของโจรกลับมาบริษัท ตั้งใจจะแอบส่งให้ผู้จัดการสวี่เหมือนส่งซีดีหนังโป๊เถื่อนเกรดซี

การ์ดนี้ความจริงก็เป็นหนึ่งในแผนเล่นละครให้คุณนายสวี่ดู คุณนายสวี่เรียนไม่สูงนัก ดังนั้นเชื่อสื่อสิ่งพิมพ์ กระดาษขาวตัวหนังสือดำอย่างยิ่ง สวี่ซูถิงสั่งให้เย่เฟิงพิมพ์การ์ดมาสิบกว่าใบบอกจะเอาไปให้แม่อ่าน เพิ่มพูนความน่าเชื่อถือ

แต่เมื่อผู้จัดการสวี่รับการ์ดเชิญจากเย่เฟิง กลับก้มหน้าก้มตาจ่าหน้าซองใบหนึ่ง ส่งให้เสิ่นหยาง ตอนนั้นเสิ่นหยางยังกระตือรือร้นสนใจ ถามล้อๆ ว่า

“ผู้จัดการสวี่ การ์ดแดงแบบนี้ การ์ดแต่งงานคุณเหรอ”

สวี่ซูถิงแค่ยิ้ม บอกว่า

“ไม่ใช่การ์ดแต่งงาน แต่เป็นการ์ดงานหมั้นฉัน”

คางเสิ่นหยางแทบร่วงลงมากองกับพื้น แต่ยังเปิดซองแดงมือไม้สั่น แวบแรกที่เห็นชื่อสวี่ซูถิง เขายังไม่เป็นลมหมดสติ แต่รอจนเห็นชื่อเย่เฟิงเรียงตามหลังอย่างเป็นสง่า ก็รู้สึกเหมือนท้ายทอยถูกตีด้วยกระบองจนตาลายพร่างพราย

“เย่เฟิง เอาการ์ดเชิญแจกให้คนละใบเถอะ” สวี่ซูถิงเขียนชื่อคนที่จะเชิญบนการ์ด จากนั้นวางปากกาลงก่อนปรบมือ ท่าทางสบายใจ

เป็นครั้งแรกที่เย่เฟิงรู้สึกว่าแจกการ์ดเชิญงานมงคลคล้ายกับการแจกลูกระเบิด ตอนยัดใส่มือหวังจวินเฉิน ใบหน้าแข็งทื่อเหมือนเหล็กของหวังจวินเฉินก็ปั้นรอยยิ้มออกมาได้ยิ้มหนึ่ง แถมยังเอ่ยแสดงความยินดี

อู๋หงนั้นรับการ์ดเชิญไป อ่านอย่างละเอียดสองเที่ยว ถามออกมาว่า

“เย่เฟิง ชื่อเย่เฟิงในนี้คือนายหรือเปล่า”

เสิ่นหยางมีความหวังตามขึ้นมา บางทีเย่เฟิงคนนี้อาจไม่ใช่เย่เฟิงคนนั้นก็ได้ ต่อให้คนในการ์ดชื่อเย่เฟิง ก็ต้องไม่ใช่ไอ้เด็กตรงหน้าเด็ดขาด

แม้เขาจะรู้ดีว่าความหวังนี้คล้ายคนตกน้ำเห็นฟางข้าวลอยมาก็คว้าเกาะ ไม่มีประโยชน์อะไร แต่การแพ้คนแบบนี้เขารับไม่ได้จริงๆ หากว่าที่สามีที่ผู้จัดการสวี่เลือกดีกว่าตัวเขา เขายังยอมรับความพ่ายแพ้ได้ แต่หากผู้จัดการสวี่เลือกไอ้เด็กกลวงๆ อย่างเย่เฟิงมาเป็นว่าที่สามี เขาจะยิ่งรู้สึกพ่ายแพ้หนักเป็นสองเท่า

แพ้อย่างหมดรูป!

ที่จริงเย่เฟิงอยากบอก ชื่อในการ์ดไม่ใช่ผม แต่นึกถึงสายตาพิฆาตไร้รูปลักษณ์ของผู้จัดการสวี่ที่อยู่ด้านหลัง รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านได้เหมือนยอดฝีมือบู๊ลิ้ม ก็ได้แต่ฝืนตอบว่า

“ผมเองครับ น่าอายจริงๆ ที่เร่งเตรียมงาน เพิ่งมาบอกทุกคนวันนี้ ถึงเวลาทุกคนต้องไปร่วมแสดงความยินดีนะครับ”

เขาเตรียมพร้อมรับมือกับคำคร่ำครวญจะเป็นจะตาย น้ำตาไหลท่วมฆ่าคนได้ของอู๋หงมาแล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าอู๋หงจะยิ้ม

“เย่เฟิง นายเก็บความลับเก่งจริงๆ มาจากหน่วยข่าวกรองเหรอ”

“ไม่หรอก ไม่หรอก มาจากหน่วยพยากรณ์อากาศ” เย่เฟิงเอ่ยยิ้มๆ ระแวงว่านี่อาจเป็นความมืดสนิทก่อนฟ้าสาง ความเงียบสงบก่อนพายุเข้า

อู๋หงเบือนหน้าไป มองหวังจวินเฉินแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างกระตือรือร้น

“จวินเฉิน วันอาทิตย์คุณว่างใช่ไหม พวกเราไปด้วยกันไหม”

หวังจวินเฉินดีใจจนออกนอกหน้า หลายวันมานี้เมื่อไม่มีอู๋หง เขาก็รู้สึกเวิ้งว้างเหมือนหนอนไหมกำลังกัดกินหัวใจอันเปลี่ยวเหงาของเขาอยู่ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาผูกพัน ลุ่มหลงอะไรอู๋หงมากมาย เขาแค่คิดว่าไปเกี่ยวสาวตามบาร์ต้องจ่ายเยอะกว่า

“ดีเลย พวกเราไปด้วยกันก็ดี จะได้ไม่ต้องเห็นผู้จัดการสวี่กับเสี่ยว... กับหัวหน้าเย่เป็นคู่ชิดสนิทสนม แล้วเราต้องอิจฉาตาร้อน พวกเขาโหดร้ายแท้ๆ จงใจทำร้ายคนโสดอย่างเรา”

เดิมเขาคิดจะเรียกเสี่ยวเย่เพื่อความสนิทสนม แต่เย่เฟิงเป็นสามีในอนาคตของผู้จัดการใหญ่ ผลงานช่วงนี้ยังล้นทะลักเหมือนแม่น้ำฮวงโห การก้าวขึ้นมาแทนตำแหน่งเสิ่นหยางเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ประจบล่วงหน้าไว้ก่อนก็ไม่เลว

ใครจะไปนึกว่าหวังจวินเฉินที่ดูโง่ๆ จะบันเทิงขนาดนี้ ช่างตรงกับคำกล่าวที่ว่า คนฉลาดเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ต้องมีพลาดสักเรื่อง ส่วนคนโง่เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ต้องได้ดีเข้าสักเรื่อง!

อู๋หงฉีกยิ้ม ทำท่าใกล้ชิดสนิทสนมกับหวังจวินเฉินจนคนอื่นเข้าใจว่า ความรักของพวกเขา แม้ดาบก็ตัดไม่ขาด ลมแทรกผ่านไม่ได้ เย่เฟิงก็นึกไม่ถึง ตนเองเล่นละครโดยไม่ตั้งใจ กลับกลายเป็นทูตสันติภาพของทั้งสองได้

ทันใดนั้นก็นึกถึงประโยคคมๆ ของใครคนหนึ่งขึ้นมาได้ว่า หากผู้หญิงคนหนึ่งเล่นหูเล่นตาต่อหน้าคุณ นั่นแปลว่าเธอชอบคุณเข้าแล้ว เย่เฟิงตอนนี้จึงพบกว่าคำกล่าวนี้ไม่คมเท่าที่คิด ถ้าเป็นอย่างที่คำคมนี้ว่าไว้จริง อย่างนั้นอู๋หงจะมากจะน้อยก็คงชอบเขา และเดิมเขาก็กลัวการ์ดงานหมั้นตนเองจะทำร้ายอู๋หงเหี้ยมโหดเกินไป ตอนนี้จึงพบว่าตนกลัวไร้สาระไปเอง

“เสิ่นหยาง วันอาทิตย์คุณต้องไปล่ะ” สวี่ซูถิงมองเสิ่นหยาง น้ำเสียงกระตือรือร้นแฝงแววบังคับ

ทีท่าของเสิ่นหยางแสดงชัดว่าชอบสวี่ซูถิงตลอดมา เขารู้สึก ตนเองหลงใหลสวี่ซูถิงที่จุดนี้เอง แต่ตอนนี้เขากลับคิดว่า สวี่ซูถิงช่างอำมหิต ทำไมเธอต้องโหดร้ายถึงขั้นทาเกลือลงในแผลสดเลือดไหลโทรมของเขา แม้โอกาสหลบลี้หนีหน้าสักน้อยนิดก็ไม่เปิดให้!

“ก็ได้ ผมจะไปแน่นอน ผู้จัดการสวี่ คุณอยากได้ของขวัญแบบไหน ถึงเวลา ผมจะได้ส่งให้” เสิ่นหยางรู้สึกสุ้มเสียงของตนเหมือนเซียนผู้วิเศษเหนือฟ้า เบาหวิวเหลือเกิน คล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว

“ขอแค่คุณมาก็ใช้ได้ ไม่ต้องส่งของขวัญอะไร” สวี่ซูถิงยิ้ม เห็นเย่เฟิงส่งการ์ดเชิญให้จางเสี่ยวจ้วน ก็สั่งอีกว่า “เสี่ยวจ้วน คุณก็ต้องมานะ”

จางเสี่ยวจ้วนส่งเสียงอืมเบาๆ แต่กลับมองอู๋หงและหวังจวินเฉินแวบหนึ่ง

“ผู้จัดการสวี่ พาแฟนไปด้วยได้หรือเปล่า”

“ได้แน่นอน” สวี่ซูถิงตาเป็นประกาย ในใจร้องว่าได้เพิ่มอีกคนแล้ว แม้แม่จะไม่ค่อยสนิทกับคนในบริษัท แต่งานหมั้นทั้งที ถ้ามีแต่คนในบริษัทตัวเอง ออกจะไม่เข้าท่า

จางเสี่ยวจ้วนแอบคิดในใจว่า คำพูดผู้จัดการสวี่ คุณไม่เชื่อไม่ได้ แต่จะเชื่อหมดก็ไม่ได้ หากเขาบอกว่าไม่ต้องส่งของขวัญ แล้วคุณไม่ส่งจริง มิเท่ากับรอถูกไล่ออกหรือ

อู๋หงกับหวังจวินเฉินสองคนอาจถือเป็นคนเดียว ร่วมกันส่งของขวัญหนึ่งชิ้นได้ แต่ตนเองกลับไม่ได้ ประชาสัมพันธ์สาวจึงรู้สึกเสียเปรียบ พาแฟนไปกินข้าวอีกสักคน จะมากจะน้อยก็ยังถอนทุนคืนได้นิดหน่อย ถือว่าไปกินเคเอฟซีสักหลายครั้งก็แล้วกัน จางเสี่ยวจ้วนคิด ระหว่างนั้นก็อดมองเย่เฟิงหลายครั้งไม่ได้ แอบคิดอีกว่า โบราณว่าไว้ บุรุษห้าวหาญไร้ภรรยาดี คนขี้เกียจกลับตบแต่งบุปผางาม ท่าทางคงจะจริง...

แจกการ์ดให้คนในบริษัทเสร็จแล้ว สวี่ซูถิงก็ไม่สนใจความคิดกับสายตาอันสับสนของคนอื่น เรียกเย่เฟิงเข้าพบในห้องทำงานส่วนตัว ถามว่า “เย่เฟิง คุณหาคนมาได้กี่คน”

เย่เฟิงลองนับดูแล้วตอบ “รวมผมด้วยอย่างมากก็ห้าคน”

เย่เป้ยกงคล้ายเป็นนักปรัชญา พูดจาคลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่รู้เขามีภรรยาหรือเปล่า จะพาลูกมาด้วยไหม ที่จริงบอกว่าห้าคนก็ถือว่าเย่เฟิงคำนวนแบบเข้าข้างตัวเองที่สุดแล้ว

“แบบนี้ถ้าไม่รวมคุณก็มีแค่สี่ น้อยขนาดนี้เลยเหรอ” สวี่ซูถิงผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้หวังอะไรจากเขามากอยู่แล้ว

ว่ากันว่ายิ่งหวังมาก ก็ยิ่งผิดหวังมาก ดังนั้นสวี่ซูถิงจึงจงใจลดจำนวนคนที่คาดไว้ลง นึกไม่ถึงว่าอย่างไรก็ยังรู้สึกผิดหวังอยู่ดี

“คุณจองไว้กี่โต๊ะ” สวี่ซูถิงนึกถึงเมื่อรืนก็เป็นวันหมั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็ต้องจัดการเรื่องราวให้แน่ชัดลงไป

“สองโต๊ะมั้ง” เย่เฟิงไม่กล้ายืนยัน เย่เป้ยกงโทรศัพท์หาเพื่อน ให้เย่เฟิงไปดูสถานที่ บริษัทจัดงานนั้นไม่เลว สะอาดสะอ้านใช้ได้ เขาเจรจาตกลง แต่เย่เป้ยกงจะอย่างไรก็นับเป็นเพื่อนของเขา คนที่เพื่อนแนะนำมา เขาย่อมไม่สะดวกต่อราคา ดังนั้นควักเงินจ่ายไปสามพัน ถอนหายใจบอกว่า เงินมากขนาดนี้ คุณจัดตามที่เห็นเหมาะสมแล้วกัน

ครั้งนี้เขาจับบทโศก รู้สึกว่าเงินที่เหลืออีกสองพันในกระเป๋ากำลังฉีกยิ้ม หัวเราะเยาะความปลิ้นปล้อน โกหกอย่างไม่แนบเนียนของเย่เฟิง

คนที่มาต้อนรับเย่เฟิงเป็นชายแก่มากประสบการณ์ อายุประมาณหกสิบกว่า กวาดตามองธนบัตรบนโต๊ะแวบหนึ่งแล้วยิ้ม บอกว่าได้ มีเงินเท่าไหร่ก็จัดเท่านั้น ต่อให้เงินน้อยกว่านี้ ก็ยังมีวิธีจัดการของมันอยู่

เย่เฟิงนึกเสียดายขึ้นมา แทบอยากควักเงินที่เหลืออีกสองพันโปะลงไป แต่หวนคิดอีกที ตนเองครั้งนี้แค่หมั้นปลอม ของปลอมไหนเลยหรูหรากว่าของจริงได้ เมื่อคิดอย่างนี้ เขาก็สบายใจขึ้น

เงื่อนไขที่เขาเสนอไปง่ายดายอย่างยิ่ง ที่จริงเขาเองก็ไม่กล้าขอมากเกินไป ขั้นตอนให้ง่ายเข้าไว้ ไม่ต้องมากพิธีรีตรอง ตัดทิ้งได้ก็ตัด ใช้เงินให้เป็นประโยชน์ที่สุด ส่วนเรื่องกินเลี้ยง ขอสองสามโต๊ะก็ได้ เพราะเขาคุยกับทางบริษัทอย่างนี้ จึงไม่กล้าแน่ใจว่าตกลงสองหรือสามโต๊ะกันแน่

“เย่เฟิง คำพูดคำจาคุณตัดคำว่ามั้งทิ้งไปได้ไหม” สวี่ซูถิงถอนหายใจ “ตกลงสองโต๊ะหรือว่าสามโต๊ะ ฉันไม่อยากเรียกมาแล้วคนไม่เต็มสามโต๊ะ หรือคนเต็มเกิน ต้องมายืนกัน”

“สองโต๊ะ” เย่เฟิงได้แต่ว่าอย่างนั้น

“อ้อ ทางคุณสี่คน บริษัทสี่คน ได้แปดคนก็หนึ่งโต๊ะแล้ว อืม ยังมีแฟนของเสี่ยวจ้วน เป็นเก้าคน พวกเราสอง แม่ฉัน จวินอู่ นับยังไงอีกโต๊ะก็ยังขาดสามคน” สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงแวบหนึ่ง เห็นเขาก้มศีรษะ ก็รู้ว่าท่านี้หมายความว่าขอปฏิเสธ กลับไม่บีบบังคับให้เขาไปลากใครมาอีก ที่จริงได้ขนาดนี้ สวี่ซูถิงก็ขอบคุณเย่เฟิงมากแล้ว

แม้เวลาหญิงสาวพูดกับเย่เฟิงจะไม่รักษามารยาทดีๆ เลย แต่กับความทุ่มเทไม่เกี่ยงงอน วิ่งเต้นให้โดยไม่ได้รับอะไรตอบแทนสักอย่างของเขา เธอรู้สึกขอโทษอยู่ในใจ

เหมือนที่หญิงสาวพูดไว้แต่แรก เรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่งานของบริษัท ต่อให้เย่เฟิงปฏิเสธ ก็เป็นเรื่องปกติ

“อย่างนี้แล้วกัน ไปโรงงานกับฉัน” สวี่ซูถิงลุกขึ้นยืน

“ผู้จัดการสวี่ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องโรงงานมากนัก เมื่อกี้ผมเจอจวินอู่ เขาบอกทางนั้นโอเคทุกอย่าง” เย่เฟิงโปรยภาษาอังกฤษไปคำ รู้สึกเท่ยิ่งนัก

“ฉันจะไปแจกการ์ด” สวี่ซูถิงยิ้ม “โรงงานพวกเรายังมีคนอีกมาก ดูท่าสองโต๊ะยังน้อยไปเลย”

“คนไม่ต้องมาก แค่พอใช้ก็น่าจะได้”

“ไม่ได้ ครั้งนี้เมื่อลงมือแล้ว ก็ต้องตั้งใจหน่อย” สวี่ซูถิงลากมือขวาเย่เฟิงราวกับลากท่อนไม้ ใช้น้ำเสียงเป็นทางการเอ่ยว่า “เย่เฟิง รบกวนคุณอีกสักครั้ง ได้ไหม”

“ผมไม่ไปได้ไหม” เย่เฟิงขอร้อง

“ไม่ได้” สวี่ซูถิงปฏิเสธเด็ดขาด

“งั้นคุณถามผมทำไม” เย่เฟิงฝืนยิ้ม

สวี่ซูถิงเองก็ยิ้มออกมา “ยุคนี้ฮิตเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ”

ทั้งคู่เดินออกจากบริษัทท่ามกลางสายตาเลื่อมใสริษยาขุ่นแค้นทั้งหลาย ก่อนคลายมือพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สวี่ซูถิงถอนหายใจเฮือก

“เล่นละครนี่เหนื่อยจริง ฉันไม่เข้าทำไมพวกนักแสดงถึงสนุกนักไม่เหนื่อยบ้างเลย”

“เหตุผลง่ายมาก พวกเขาได้เงิน ส่วนคุณจ่ายเงิน” เย่เฟิงตอบยิ้มๆ

สวี่ซูถิงเบือนหน้าไปมองเย่เฟิง ถอนหายใจอีกรอบ

“เย่เฟิง บางครั้งคุณพูดจาไม่เข้ากับท่าทางทื่อๆ ของคุณเลย”

เย่เฟิงได้แต่ฝืนยิ้ม

ทั้งคู่เดินทางถึงเขตต้าสือชง เมื่อถึงโรงงานนั้น ในลานเครื่องจักรกำลังเดินเครื่องกันเต็มสูบ หลี่เจี่ยเห็นสวี่ซูถิงเข้ามา ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส

“ผู้จัดการสวี่ ทุกอย่างปกติ คิดว่าสินค้าของโรงเรียนประถมชุดนั้นจะส่งออกไปได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ ขาดแค่ล็อตสุดท้าย แต่ช่วงนี้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นราคา ต้นทุนเราสูงขึ้นเล็กน้อย”

สวี่ซูถิงพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าเข้าใจ

“สินค้าชุดนี้ไม่มีของแถมส่วนลด ถือว่าเรายังได้กำไรไม่น้อย ไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้ ตอนนี้สิ่งสำคัญคือรักษาคุณภาพ อย่าเน้นแต่ปริมาณเด็ดขาด”

“เรื่องนี้ผู้จัดการสวี่วางใจได้ ไม่ว่ายังไงก็ยังมีจวินอู่อยู่” หลี่เจี่ยยิ้ม “จริงด้วย ผู้จัดการสวี่มาครั้งนี้ เพื่อดูความคืบหน้าหรือ”

“ไม่ใช่ มาแจกการ์ดเชิญให้คุณ” สวี่ซูถิงหัวเราะ ส่งการ์ดงานหมั้นให้หลี่เจี่ยหนึ่งฉบับ

หลี่เจี่ยไม่เข้าใจ เปิดซองออกดูแล้วนิ่งงันไป

“ผู้จัดการสวี่ คุณจะหมั้นกับคุณเย่หรือ”

“ทำไมเหรอ” สวี่ซูถิงไม่สนใจความประหลาดใจของคนอื่น ที่จริง หากพวกเขาไม่ประหลาดใจ นั่นจึงผิดปกติ

“ไม่มีอะไร” หลี่เจี่ยได้สติ ปัดฝุ่นที่มือ “คุณเย่เป็นคนไม่เลว เข้ากับจวินอู่ได้ดี ผู้จัดการสวี่เลือกคนถูกแล้ว”

สวี่ซูถิงถอนหายใจ ไม่อยากอธิบายมากความ แต่นึกว่าเย่เฟิงคงละอายใจบ้าง ที่ไหนได้เมื่อหันไปมอง กลับเห็นท่าทางเขาเหมือนไม่มีเรื่องราวใด ต้องแอบนึกในใจ ฉันลืมไปได้ยังไง เย่เฟิงคนนี้ไม่เก่งอะไรสักอย่าง อย่างเดียวที่เด่นคือหนังหน้าหนาทนเป็นที่สุด!

“ฉันจะเตรียมตัว แต่งานจัดเมื่อรืน ฉันกลัวไม่ทัน” หลี่เจี่ยกระตือรือร้นเหมือนลูกสาวตัวเองจะออกเรือน ทำเอาสวี่ซูถิงรู้สึกซาบซึ้ง คนอื่นๆ ในบริษัทยังไม่เท่าไหร่ แต่หลี่เจี่ยเป็นคนเก่าคนแก่ สมัยพ่อเธอยังอยู่ก็มาทำงานในโรงงานแล้ว เห็นตนเองเป็นเหมือนลูกสาวแท้ๆ

“หลี่เจี่ย ไม่ต้องเตรียมตัวอะไร เย่เฟิงจัดการหมดแล้ว” คำพูดพล่อยปากของสวี่ซูถิงทำเอาเย่เฟิงเหงื่อไหลเป็นน้ำตก ไม่รู้บริษัทจัดงานที่ตนจ่ายเงินไปสามพันนั้นจะส่งรายละเอียดมาให้เมื่อไหร่ “เสี่ยวซุนล่ะ เชิญเขามาด้วยอีกคนเถอะ คนไม่มาก ถือว่าร่วมโต๊ะกับทุกคนสักครั้ง”

เสี่ยวซุนคนนี้เย่เฟิงก็รู้จัก คือซุนหลันเซียง เป็นเสาหลักเรื่องงานเทคนิคประจำบริษัท สอนงานช่างให้เหวินจิ้ง หน้าตาหมดจด แต่ประโยคถัดมาของสวี่ซูถิงแทบทำเอาเย่เฟิงสะดุ้งโหยง

“เย่เฟิง เราให้การ์ดเหวินจิ้งสักใบเถอะ”

หนังสือแนะนำ