บทที่ 20 ลักคานเปลี่ยนเสา

เย่เฟิงเดินออกจากสำนักงานใหญ่ฉินเฉิงซิ่นโดยไม่ได้พูดอะไรมากมาย

แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาควรไปเอาดีด้านทนายในอนาคต ถนอมคำพูดราวกับทอง จะพูดแต่ละคำต้องคิดเงิน แต่เพราะเขาไม่มีโอกาสสอดปากต่างหาก

ม๋าฉวนเหอที่พบหน้าครั้งแรกเย็นชาราวเหมือนชาวเอสกิโมที่ขั้วโลกเหนือ พบกันครั้งที่สองกลับเหมือนเส้นศูนย์สูตร ชายคนนี้เก่งกาจ มีหวังเป็นผู้บริหารได้ในอนาคต แถมยังชอบจับผิดคนอื่นเป็นงานอดิเรก ถึงกับพบข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จากแฟ้มงานเย่เฟิงถึงสามแห่ง!

นี่แสดงชัดว่าเขาเป็นคนละเอียดอย่างยิ่ง ตอนที่ตรวจรับรองงานของเย่เฟิง ก็ชี้แนะส่วนที่บกพร่องอยู่อย่างตั้งใจ

เขาสนใจความคิดของเย่เฟิงจริงๆ

เย่เฟิงไม่ประหลาดใจที่แฟ้มงานของฟางจูหยุนมีข้อบกพร่อง แต่ประหลาดใจที่ฟางจูหยุนเดาทางออกถึงขั้นนี้ จงใจทำจุดบกพร่องทั้งสามแห่งออกมาเอง

ที่จริงฟางจูหยุนรู้จักม๋าฉวนเหอ บริษัทฉินเฉิงซิ่นมีตึกรามอาคารในเมือง S ไม่น้อย เธอเองก็เคยติดต่อกับม๋าฉวนเหอมา รู้ว่าเรื่องเหล่านี้เขาเป็นคนจัดการ

ม๋าฉวนเหอเป็นคนเก่ง มีความสามารถ แต่ก็ยโสโอหัง ชื่นชอบคำยกยอ มีบุคลิกของผู้เป็นที่หนึ่ง ดังนั้นฟางจูหยุนจึงบอกเย่เฟิงให้ถ่อมตัว ทั้งยังบอกว่าแฟ้มงานของเธอมีข้อบกพร่องสามจุด จงใจทำให้ม๋าฉวนเหอดูออก เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะมองข้ามเรื่องอื่นๆ ไป แต่หากเขาหาข้อผิดพลาดไม่ได้ จับผิดไม่สมหวัง ก็อาจไปหาเรื่องทางด้านอื่น กลายเป็นอุปสรรคเข้าจริงๆ

อีกอย่างเมื่อม๋าฉวนเหออ่านแฟ้มเซ็นชื่อแล้ว หากตอนลงมือมีปัญหา เขาย่อมต้องช่วยเย่เฟิงปกปิด ฉะนั้นข้อบกพร่องครั้งนี้ไม่ใช่การเสียหน้า แต่เป็นการตัดปัญหายุ่งยากไปอีกมากมาย

ลูกไม้นี้เรียกว่าลักคานเปลี่ยนเสา ปิดฟ้าข้ามทะเล ที่จริงเป็นกลเม็ดที่ใช้กันจนเป็นปกติในแวดวงการค้า

เย่เฟิงอดนับถือฟางจูหยุนไม่ได้ เห็นว่าหญิงสาวเหนือล้ำกว่าจูกัดเหลียง เข้มแข็งยิ่งกว่ากวนอู และเนื่องจากเขารู้ข้อบกพร่องนี้แต่แรก ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นจึงเออออไปกับม๋าฉวนเหอ แก้ไขข้อผิดพลาดอย่างกระตือรือร้น

เพื่อนร่วมงานที่มีข้อด้อย ยังไงก็ยังถือเป็นเพื่อนร่วมงาน แต่แมลงวันต่อให้สมบูรณ์แบบกว่านี้ก็เป็นได้แค่แมลงวัน!

ม๋าฉวนเหอเห็นเย่เฟิงแม้ทำงานพลาด แต่หัวอ่อนว่าง่าย วิธีแก้ปัญหาที่ยกขึ้นมาก็เป็นแนวทางเดียวกับตนเอง ก็พลอยรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นมา

เมื่อถึงตอนนี้ ม๋าฉวนเหอก็ไม่คิดว่าเย่เฟิงฉลาดกว่าตนเองอีก แค่เย่เฟิงแก้งานตามวิธีของตน ก็พิสูจน์แล้วว่าอีกฝ่ายสู้ตนไม่ได้ เมื่อคิดเช่นนี้ บวกกับทีท่าสัตย์ซื่อเชื่อฟังของชายหนุ่ม พวกเขาจึงตกลงแก้แฟ้มงานขั้นสุดท้าย ทำสำเนาเป็นสามฉบับ รอเลือกวันฤกษ์ดีก็ลงมือทำงานได้ ทั้งยังเบิกค่าจ้างสามสิบเปอร์เซ็นต์ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยค่าจ้างทั้งหมดแบ่งจ่ายสามงวด

ขณะเดินทางกลับ เย่เฟิงภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ดูทรงแล้วตนเองคงไม่ถึงกับใช้ไม่ได้ ระหว่างทางผ่านร้านเสื้อผ้าสตรี ก็อดชะงักเท้าไม่ได้ ว่าไปแล้วครั้งนี้ผลงานทั้งหมดเป็นของฟางจูหยุน ส่วนตนเองแม้ดูไปมีความดีความชอบอยู่บ้าง แต่ที่จริงลำบากแค่วิ่งเต้น ฉะนั้นเขาควรขอบคุณหญิงสาวอย่างไร ซื้อชุดให้สักชุดดีหรือไม่

ความจริงเรื่องซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับนี้ควรเป็นหน้าที่ของแฟน ตนเองแม้ไม่ใช่แฟนของฟางจูหยุน แต่น้ำใจก็ยังสำคัญ หากเป็นผู้ชายคนอื่นช่วยเขามากมายขนาดนี้ เขาคงเลี้ยงเนื้อหมูสักชั่ง เหล้าขาวสองชั่ง ดื่มกันให้สำราญ หรือหากเป็นแนวเติ้งซา ก็อาจให้เงินไป สองฝ่ายต่างพอใจ แต่นี่เป็นฟางจูหยุน นอกจากซื้อเสื้อผ้าให้แล้ว เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะให้อะไรเธอดี

ชายหนุ่มคล้ายไม่เคยให้ของขวัญผู้หญิงมาก่อน แต่เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ไม่รู้ทำไม พอนึกถึงเรื่องในอดีต เขามักระมัดระวังเป็นพิเศษ คล้ายในความทรงจำมีเสือตัวหนึ่ง ถ้าเข้าใกล้ไม่ระวังอาจถูกกินได้ และคล้ายมีไหน้ำส้มวางไว้ หากตกลงไปคงไม่สบายตัว

ขณะที่เย่เฟิงกำลังคิดหนัก สายตาคนผ่านไปมาที่มองเขาก็เริ่มมีแววประหลาด ไม่รู้คนๆ นี้เป็นโรคเสพติดชุดผู้หญิง หรือถูกปีศาจโรคจิตเข้าสิง เป็นผู้ชายแท้ๆ ยืนอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าผู้หญิงทำอะไร หญิงสาวที่เลือกชุดอยู่ในร้านก็มองออกมาหลายรอบ แต่ร้านแห่งนี้ต้องการลดต้นทุน จึงไม่มีห้องให้ลองเสื้อ พวกเธอจึงได้แต่กระชับเสื้อผ้าช่วงอกให้มิดชิด คะเนขนาดอยู่หน้ากระจก เกรงว่าหากพลาดพลั้งเผลอไป จะตกเป็นเป้าสายตาคนลามก

“คุณผู้ชาย ซื้อเสื้อผ้าให้แฟนหรือ เข้ามาเลือกในร้านเถอะ” เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยสี่สิบกว่า ใบหน้าคล้ายพอกด้วยปูนขาวหลายชั้น ทำเอาจมูกไม่นูนสูงจากผิวหน้าเท่าไหร่ แต่ท่าทีรับแขก ดูอบอุ่นเป็นมิตร

“ผม... ผม...” เย่เฟิงยังไม่ทันพูดอะไร ด้านหลังพลันมีเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลดังมา

“คุณเย่หรือเปล่าคะ”

เขาหันหน้าไปมอง สิ่งแรกที่เห็นคือดวงตาคู่โตสวยซึ้ง

“คุณหวังนี่เอง บังเอิญนะครับ”

“ค่ะ ท่าทางเราจะมีวาสนาต่อกันจริงๆ” หวังฟางฟางยิ้ม เผยเห็นฟันขาวสะอาด

เย่เฟิงมีความสามารถอย่างนี้ คือต่อให้คุณเป็นขอทาน เขาก็พูดคุยกับคุณอย่างออกรสออกชาติได้ อย่าว่าแต่นี่คือหวังฟางฟางที่น่านิยม เขารู้ว่าเธอเป็นภรรยาของเฉินโหย่วซิ่น ดังนั้นจึงเกรงอกเกรงใจ ผู้หญิงก็เหมือนน้ำ น้ำสามารถประคองเรือได้ และก็สามารถล่มเรือได้ เหตุผลนี้เขาเข้าใจดี

“คุณหวังก็มาซื้อเสื้อผ้าหรือครับ” สำหรับกับเรื่องความบังเอิญ เย่เฟิงหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง

“ซื้อเสื้อผ้าอะไร เป็นแม่คนแล้วแท้ๆ” หวังฟางฟางหัวเราะ การเป็นแม่คนไม่ได้ทำร้ายเธอเลย เหมือนดาราบางคน ต่อให้มีลูก ก็ยังรักษาภาพลักษณ์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง รักนวลสงวนตัวได้อยู่ “ลงจากตึกมาเดินเล่นเท่านั้น กะว่าดูเฉยๆ ไม่คิดจะซื้อพอดีเห็นคนรูปร่างคุ้นตา ไม่นึกว่าจะได้เจอคุณ บอกตามตรง ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลย”

เย่เฟิงก็เลียนแบบ ตอบโต้ไปตามมารยาท ทั้งคู่เดินเข้าร้านโดยไม่รู้ตัว เย่เฟิงจึงเพิ่งนึกเรื่องซื้อเสื้อผ้าได้

“คุณหวัง ผมต้องซื้อเสื้อผ้า แต่ยังไม่รู้ไซส์”

“พวกผู้ชายอย่างคุณนี่ หละหลวมจริงๆ” น้ำเสียงหวังฟางฟางเสนาะใสอ่อนโยน ทำเอาเย่เฟิงอึดอัด เธอคล้ายบอกเป็นนัยว่า นิสัยผู้ชายทั้งหลายบนโลก เธอล้วนเข้าใจเป็นอย่างดี

ผู้หญิงคนนี้อาจมีสัญชาติญาณของนางปีศาจจิ้งจอกแต่กำเนิดก็ได้ ทั้งที่ไม่ได้จงใจพูดจาทำนองนี้ แต่ก็ยังอ่อนหวานโดยธรรมชาติ

“จะให้ฉันเป็นหุ่นลองเสื้อเหรอ” หวังฟางฟางหัวเราะ มองปราดเดียวก็ทะลุถึงความต้องการเย่เฟิง

เย่เฟิงพยักหน้าอย่างลำบากใจ

“คุณสูงพอๆ กับเธอ แต่เธอผอมกว่าคุณนิดหน่อย ไหล่ก็ไม่กว้างเท่าคุณ”

“จะบอกว่าฉันอ้วนเหรอ” หวังฟางฟางยิ้มพลางหยิบชุดกระโปรงมาตัวหนึ่ง ลองทาบกับตัว “สวยไหม”

“ไม่ใช่ๆ คุณแค่โครงร่างใหญ่กว่า” เย่เฟิงเอ่ยอย่างสำรวม เจ้าของร้านสาวที่อยู่ด้านข้างได้ยินแล้วยิ้มแย้มไม่พูดจา ดวงตากลับมีแววดูถูก

ทั้งคู่ลองเทียบชุดพลางหัวเราะพูดคุย กลับไม่ได้สังเกตว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเดิมคิดจะเดินเข้าร้าน แต่แล้วกลับหมุนตัวเดินจากไปกะทันหันด้วยท่วงท่าแผ่วเบาสง่างามยิ่งกว่านกนางแอ่น หมุนตัวคล่องแคล่วยิ่งกว่าแมลงปอโฉบผิวน้ำ

เธอหลบอยู่มุมกำแพงด้านนอกจ้องมองเย่เฟิงเหมือนกำลังตรวจสอบอะไร ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเดินจากไป เย่เฟิงไม่ได้มองออกไปนอกประตูร้าน เขาเพียงแต่มองกระจกบานหนึ่ง เงาร่างในกระจกเลื่อนห่างออกไปแล้ว เห็นแค่เส้นผมสีแดงจางๆ ที่คุ้นตา!

 

“จูหยุน เธอเดาดูวันนี้ฉันไปเจอใคร” เติ้งซารอจนฟางจูหยุนเปิดประตูเข้ามา ก็ถามอย่างอดรนทนไม่ไหว

“เจอผีเหรอ” ฟางจูหยุนไม่สนใจ

“เห็นผียังไม่ตกใจเท่าเห็นเย่เฟิง” เติ้งซาถอนหายใจ “จูหยุน เธอไม่รู้สึกเหรอว่าเธอไม่เข้าใจเย่เฟิงเลย”

“ฉันไม่เข้าใจเขาเท่าเธออยู่แล้ว” ฟางจูหยุนวางกับข้าวที่ซื้อมาลง มองเติ้งซาด้วยสายตาแฝงความนัย

ซื้อกับข้าวมาทำอาหารทุกวัน เธอชินแล้ว รอคนอื่นกิน เธอก็เริ่มชินเหมือนกัน แต่เห็นฉากใกล้ชิดสนิทสนมของเติ้งซากับเย่เฟิง เธอยังไม่ชิน

“ดูสิๆ รู้เลยว่าเธอหึง” เติ้งซาปล่อยตัวตามสบาย ท่าทางไม่ใส่ใจ ทำเอาฟางจูหยุนสงสัย หากไม่ใช่เติ้งซาบริสุทธิ์ใจไม่คิดอะไร ก็ต้องจิตใจอำมหิตมาก

“ฉันหึงอะไร” ฟางจูหยุนพูดแล้วหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย

“คนตาบอดยังดูออกเลยว่าเธอชอบหมอนั่น ไม่ต้องปฏิเสธแล้ว” เติ้งซาถอนหายใจ พลันเอื้อมมือมากุมสองมือของฟางจูหยุนไว้ “จูหยุน พวกเรารู้จักกันตั้งแต่มัธยมปลาย สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นเพื่อนสนิท ฉันเติ้งซาแต่ไหนแต่ไรเห็นเงินเป็นเพื่อน แต่กับเธอ ความสัมพันธ์เราเป็นรองเงินแค่นิดหน่อยเท่านั้น”

ฟางจูหยุนทำเสียงเชอะเบาๆ สะบัดมือออก

“งั้นเธอไปหาเงินกินข้าวเองเถอะ เรียนจบแล้วมาที่นี่ ขอให้ฉันช่วยทำไม”

เติ้งซาปั้นหน้าจริงจังบอกว่า

“เพราะตอนนี้ไม่มีเงิน”

“ในที่สุดก็พูดความจริง” ฟางจูหยุนหัวเราะ ความคับข้องระหว่างคนทั้งสองคล้ายมลายหายหมดสิ้น “จริงด้วย เธอเห็นเย่เฟิงทำไมต้องตกใจ”

“ฉันรู้อยู่แล้ว ต่อให้ไม่บอก เธอก็ต้องถาม” เติ้งซายิ้มอย่างได้ใจ

ฟางจูหยุนหน้าแดงขึ้นอีกแล้ว

“เธอไม่บอกก็แล้วไป ฉันแค่สงสัยเท่านั้น แต่ไหนแต่ไรเธอสนใจแต่ผู้ชายมีเงิน ฉันถึงวางใจให้เย่เฟิงพักที่นี่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่เธอสนใจผู้ชายไม่มีเงินขึ้นมา”

“ฉันแค่จะช่วยเธอดูคนหรอก บ่ายวันนั้นเป็นการเข้าใจผิดล้วนๆ จูหยุน เธอก็รู้ กับผู้ชายคนไหนๆ ฉันก็เป็นแบบนี้ ไม่คิดเล็กคิดน้อย” เติ้งซาคิดว่าต้องอธิบายก่อน สิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อไปจะได้ยิ่งมีน้ำหนัก

“ในเมื่อเป็นการเข้าใจผิด งั้นก็ไม่ต้องพูดแล้ว” ฟางจูหยุนโบกมือ

“วันนี้ฉันเห็นเย่เฟิงอยู่กับผู้หญิง” ในที่สุดเติ้งซาก็ประกาศการค้นพบครั้งใหม่

“หา” ฟางจูหยุนแทบหัวเราะออกมา “ประหลาดมากเหรอ ฉันเห็นเธออยู่กับผู้ชายทุกวันเหมือนกัน”

“แต่เขาซื้อเสื้อผ้าให้ผู้หญิงคนนั้นด้วย” เมื่อเติ้งซาคิดจะทำท่าลี้ลับขึ้นมา ก็ไม่ด้อยกว่าโมนาลิซ่าเลย

“หา” ฟางจูหยุนอึ้งไป ถามต่อโดยไม่รู้ตัว “ซื้อเสื้อผ้าอะไร”

“ฉันจะไปรู้ได้ไง แต่คงไม่ใช่ชุดงานหมั้น” การคาดเดาเปะปะของเติ้งซากลับแทบทายเรื่องของเย่เฟิงออกถึงสองเรื่อง หากเธอรู้ข่าวเย่เฟิงกำลังจะหมั้น คงคิดว่าตัวเองเหมาะจะไปเป็นแม่มดหมอผี หมอดูทั้งหลายบนโลกนี้มีความคิดสร้างสรรค์อย่างเธอกันทั้งนั้น

ฟางจูหยุนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกเข็มแทงจนเจ็บแปลบปลอบใจตัวเองว่า

“คงเป็นเพื่อนร่วมงานผู้หญิงลากเขาไปมากกว่า เย่เฟิงเป็นคนดี ปฏิเสธอะไรไม่เป็น”

“เขาเคยไปซื้อเสื้อผ้ากับเธอหรือเปล่า” มุมปากเติ้งซามีแววเยาะ “จูหยุน ฉันเห็นผู้ชายมามากว่าที่เธอเคยเห็นผู้หญิงเสียอีก”

“รู้แล้วๆ” ฟางจูหยุนโบกไม้โบกมือ “อย่าเอาลูกไม้ที่เธอใช้กับผู้ชายมาเทียบกับฉัน ซาซา ผู้ชายที่เธอชอบฉันไม่เคยเห็นคนไหนเข้าตาสักคน”

ไม่รู้ทำไม ในใจเธอรู้สึกเรื่องนี้ผิดปกติ เพราะเย่เฟิงไม่เคยไปซื้อเสื้อผ้ากับเธอจริงๆ

ที่จริงความปรารถนามากมายล้วนเกิดเพราะเห็นผู้อื่นมีเป็นตัวอย่าง ฟางจูหยุนเพียงคิดว่า หากเย่เฟิงซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองสักชุด จะสื่อความนัยอะไรได้บ้าง

“จากประสบการณ์การมองผู้ชายสิบกว่าปีของฉัน” เติ้งซาเอ่ยอย่างมีหลักมีเกณฑ์ “ผู้ชายซื้อเสื้อผ้าให้ผู้หญิง มักความความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา อย่างเช่นเธอ จูหยุน เธอจะซื้อเสื้อให้ผู้ชายแปลกหน้าหรือเพื่อนร่วมงานผู้ชายไหม”

“ไม่” ฟางจูหยุนส่ายหน้า

“นั่นก็ถูกแล้ว แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างเย่เฟิงกับผู้หญิงคนนั้นไม่ธรรมดา” เติ้งซาเห็นสีหน้าฟางจูหยุนแล้ว อดรู้สึกตนทำผิดต่อเพื่อนสนิทไม่ได้ แต่ไม่สำนึกเสียใจเลย

โบราณว่า ยินยอมทำลายสะพานสิบแห่ง ไม่ทำลายวัดวาอารามสักแห่งเดียว ยินยอมทำลายวัดสิบแห่ง แต่ไม่ยอมทำลายเสาหลักชีวิตคู่เด็ดขาด ทว่าหากใช้หลักนี้ เติ้งซาคงทำลายสะพานไปอย่างน้อยสองร้อยแห่ง วัดวาอารามที่ราพณาสูรไปในไฟสงคราม ยังน้อยกว่าที่ย่อยยับในมือเธอเสียอีก

หากถึงอย่างนั้น เติ้งซาก็ยังเริงร่าไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไร อย่าว่าแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทตนกับเย่เฟิงยังคลุมเครือ เทียบกับสะพานสักแห่งยังไม่ได้เลย

“จูหยุน เธอยังไม่เคยมีแฟน ไม่รู้ว่าผู้ชายดีๆ ในโลกตายไปหมดนานแล้ว ท่านประธานเหมาของพวกเราเคยบอกไว้ ระหว่างชายหญิง ไม่มีความสัมพันธ์บริสุทธิ์ใดๆ ผู้ชายคนหนึ่งหากยอมเสียเงินให้ผู้หญิง ก็แสดงว่าเขาคิดกับผู้หญิงคนนั้นไม่ธรรมดา”

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง” ฟางจูหยุนอดถามไม่ได้

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง” เติ้งซาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “แต่ว่า จูหยุน การที่ผู้ชายหลงใหลผู้หญิง หน้าตาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด ดูอย่างเธอก็ได้ หน้าตาดีกว่าฉัน แต่แต่งตัวเหมือนแม่ชีไม่มีผิด ต่อเป็นเป็นพระเจ้าก็คงไม่ชอบ เธอดูผู้คนบนถนน ใครบ้างที่สนใจแม่ชี”

ฟางจูหยุนหัวเราะ

“ฉันสู้เธอไม่ได้ ถ้าตลอดวันไม่มีใครมองสักหลายๆ รอบ เธอคงนอนไม่หลับ”

“เฮ้อ จูหยุน ฉันถามหน่อย เธอต้องตอบตามจริง ห้ามเออออไปอย่างนั้น”

“ทำไม”

“เธอชอบเย่เฟิงจริงๆ เหรอ หรือแค่รู้สึกเหงาเคว้งคว้าง เลยคว้ามาสักคน” เติ้งซามองเพื่อนสนิทอย่างค้นหา วิเคราะห์อย่างจริงจังคล้ายกำลังทำสงคราม

“ต่างกันตรงไหน”

“หากเธอแค่เหงา ในเมือง S ยังมีคนที่ดีกว่าเขาอีกมากมายก่ายกอง หาจากข้างถนนสักคนก็ได้ ดีกว่าเขาทุกคน” เย่เฟิงในสายตาเติ้งซาก็เหมือนโฮสต์ในร้านเหล้า ขอเพียงมีเงินก็เรียกหามาได้ “หากเธอชอบเย่เฟิงจริงๆ คนอย่างเขายังไงก็ถือว่าเป็นคนซื่อ เมือง S ไม่มีที่ยืนให้คนซื่อ คนซื่อๆ ถึงไม่เจ้าชู้ แต่หัวดื้อ หากเธอจริงจังกับเขา ต้องทำให้เขารู้ถึงความดีของเธอ ให้เขารู้ว่าไม่อาจ...”

หญิงสาวยังพูดไม่ทันจบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“เย่เฟิง” ฟางจูหยุนที่ฟังจนเบื่อรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู และเหมือนใจสื่อถึงกัน เย่เฟิงยืนอยู่หน้าประตู ยิ้มอย่างเก้อเขิน

“ขอโทษ ลืมกุญแจอีกแล้ว”

“เย่เฟิง ตอนบ่ายไปทำอะไรมา” เติ้งซาผุดลุกขึ้น ขยิบตาให้ฟางจูหยุน

“ไปซื้อชุดให้จูหยุน ขอบคุณที่เหนื่อยเพื่อผมมาทั้งคืน” เย่เฟิงอยู่นอกประตูกันขโมย ชูเสื้อผ้าในมือ “จูหยุน ลองสวมดู ผมเพิ่งซื้อชุดให้ผู้หญิงครั้งแรก ไม่รู้ได้ทรงหรือเปล่า แต่โชคดีได้เพื่อนคนหนึ่งช่วยเป็นแบบวัดให้”

“ซื้อให้ฉันจริงเหรอ” ฟางจูหยุนเปิดประตูกันขโมยทันที ชิงคว้าเสื้อผ้ามา ปากบอกขอบคุณ แล้วหันหน้าไปมองเติ้งซาที่อ้าปากค้าง ยิ้มให้อย่างผู้ชนะ

 

ว่ากันว่าหญิงสาวก่อนหมั้นเหมือนนกนางแอ่น รักจะบินอย่างไรก็บินอย่างนั้น หลังหมั้นเหมือนนกพิราบ แม้บินได้ กลับไม่กล้าบินไกล หลังแต่งงานกลับเหมือนเป็ด นึกอยากบิน แต่ไร้เรี่ยวแรงบินได้อย่างใจ!

แต่เย่เฟิงรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองก็เหมือนนกพิราบแล้ว บินได้ แต่ไม่กล้าบินไกลนัก

เขาคิดว่าตนเองไม่มีความรับผิดชอบอะไร แต่ไม่นึกว่าพอถึงเวลากลับไม่นึกอยากหนีหน้าเลยแม้แต่น้อย

เหตุการณ์ในบริษัทดำเนินไปอย่างปกติ ไร้มรสุมคลื่นลม ความลับยังรู้กันอยู่แค่สองคน ในที่สุดสวี่ซูถิงก็หาข้อดีของเย่เฟิงเจอ คือแม้เขาจะปลิ้นปล้อนไม่จริงใจ แต่นอบน้อมถ่อมตน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ปิดปากได้สนิทแน่นเหมือนฝาขวด

ทีแรกหญิงสาวเข้าใจว่าเรื่องของตนเองต้องถูกเย่เฟิงป่าวประกาศจนใหญ่โต ข่าวงานหมั้นต้องรู้กันทั่วทุกตัวคน เธอเตรียมใจไว้แล้ว เพื่อรักษาแม่ เธอตัดใจไม่สนเรื่องพวกนี้ แต่เมื่อมาถึงบริษัทจึงพบว่า เหล่าลูกน้องไม่มีใครรู้เรื่อง ทำให้หญิงสาวทั้งประหลาดใจและซาบซึ้ง

“เย่เฟิง คุณเคยหมั้นหรือเปล่า” พอถึงพักกลางวัน สวี่ซูถิงก็เดินหาโต๊ะของเย่เฟิง นั่งลงกับเขา

“ไม่เคยมั้ง ผู้จัดการสวี่ล่ะ” เย่เฟิงกวาดตามองรอบข้างแวบหนึ่ง เห็นเดิมทีอู๋หงประคองถาดใบหนึ่ง มองมาทางตนตาวาวเหมือนคบเพลิง แต่พอเห็นผู้จัดการสวี่นั่งลง ก็หาที่ใหม่อย่างหงุดหงิด

“ไม่เคยก็ไม่เคย ไม่เคยมั้งคืออะไร” สวี่ซูถิงถอนหายใจ

เย่เฟิงนึกทบทวน แต่จำได้แค่เรื่องในระยะปีครึ่งที่ผ่านมานี้เท่านั้น ได้แต่ยิ้มอย่างขอโทษ

“ผู้จัดการสวี่ คุณล่ะ เคยหมั้นหรือเปล่า”

สวี่ซูถิงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่เคย คุณรู้ไหมว่างานหมั้นต้องใช้อะไรบ้าง อีกไม่กี่วันก็วันหมั้นแล้ว แม่ฉันถามตลอด บอกว่าที่บ้านเดิม งานหมั้นควรให้ฝ่ายหญิงเตรียมงาน ฉันเลยบอกว่าคุณจัดการทุกอย่างไปหมดแล้ว”

เย่เฟิงเหงื่อกาฬแตกพลั่กเหมือนน้ำตก ทีแรกเขาคิดจะพูดตามมารยาทว่านอกจากหาพ่อมาคนหนึ่งแล้ว ผมไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้จะพูดออกไปได้ยังไง

“ผู้จัดการสวี่ คือ... ผมก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องหมั้น” เย่เฟิงเอ่ยถึงตรงนี้ ก็นึกถึงฟางจูหยุนขึ้นมาอีก แต่เธอก็คล้ายไม่เคยหมั้นเช่นกัน คราวนี้จะหาใครช่วยดี

“ไร้สาระ คุณไม่ใช่คุณชายบ้านรวยเสียหน่อย จะได้ต้องหมั้น อย่าว่าแต่ในความคิดฉัน งานหมั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจ ไม่ใช่คำพูด จะต้องมีประสบการณ์อะไรมากมาย ถ้ามีประสบการณ์ นั่นเป็นโศกนาฏกรรมของงานหมั้นมากกว่า” สวี่ซูถิงเอ่ยอย่างจริงจัง

เย่เฟิงคิดจะบอกว่า พอผ่านวันหมั้นไป ทั้งคุณทั้งผมก็จะมีประสบการณ์เรื่องหมั้นขึ้นแล้ว ต่อไปถ้าต้องหมั้นอีก ก็เป็นงานหมั้นครั้งที่สอง แต่แน่นอน คำพูดนี้ได้แต่เน่าตายอยู่ในท้อง ไม่ได้พูดออกมา

“ผมได้ยินว่าแต่ตอนคนหมั้นกัน ชายหญิงทั้งสองฝ่ายต้องแลกเทียบดวงชะตา บนเทียบเขียนวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากแปดตัวอักษร จากนั้นต่างฝ่ายต่างเอาเทียบแปดอักษรไปให้หมอดูทำนายตามหลักหยินหยาง ยืนยันว่าสามารถแต่งงานกันหรือไม่ ชะตาร้ายดีอย่างไร”

ผู้จัดการสวี่กดมือกับถาดสแตนเลสสุดชีวิต เพราะไม่อยากให้เกิดคดีนองเลือดที่นี่จากคำพูดประโยคเดียว

“ที่คุณบอกเป็นเรื่องเก่าล้าหลัง อีกอย่าง พวกเราสองคนไม่ต้องทำนาย อักษรแปดตัวต้องไม่เข้ากันแน่นอน หมั้นเสร็จก็ต้องเลิก”

พูดไปแล้ว หญิงสาวก็นึกได้ว่าออกจะหักหาญความเชื่อส่วนตัวของเย่เฟิงอยู่บ้าง จึงมองเขาอย่างกังวล แต่เห็นชายหนุ่มพยักหน้าอย่างไม่ถือสา แถมยังเอ่ยอย่างกังวล

“ที่จริงผมห่วงคุณมากกว่า”

“ห่วงอะไร ห่วงว่าเลิกกันแล้วฉันจะรับไม่ได้หรือ” สวี่ซูถิงถาม

“ไม่ใช่” เย่เฟิงยังพอรู้ตัวอยู่บ้าง “ผมแค่ห่วง หากเรื่องนี้มีคนรู้มากไป ผู้จัดการสวี่จะอธิบายกับสามีในอนาคตยังไง เพราะงั้นผมคิดว่าควรจัดเงียบๆ คนที่มายิ่งน้อยยิ่งดี คนที่รู้ก็ยิ่งน้อยยิ่งดีเหมือนกัน ผู้จัดการสวี่ คุณเห็นด้วยไหม”

เย่เฟิงใช้ข้ออ้างอันสวยหรูกลบเกลื่อนความขี้เกียจไม่ทุ่มทุนของตัวเอง แต่ถูกสวี่ซูถิงมองออกในปราดเดียว

“ฉันสงสัยนะเย่เฟิง คุณคงไม่ได้จะบอกว่า นอกจากคุณ ฉัน จวินอู่ และแม่ฉัน จะไม่ให้คนที่ห้ารู้หรอกใช่ไหม”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ยังไงผมก็ต้องมีญาติผู้ใหญ่สักคน” สีหน้าเย่เฟิงตอนเอ่ยประโยคนี้ ดูลำบากยากใจเหมือนจะไปเกณฑ์ทหาร

สวี่ซูถิงสีหน้าอ่อนโยน แม้แต่น้ำเสียงก็อ่อนลง แต่พลันยื่นมืออกไป คว้าสองมือของเย่เฟิงไว้ ฝั่งอู๋หงที่กำลังอยากรู้ว่าสวี่ซูถิงมาหาเย่เฟิงเรื่องอะไร เย่เฟิงกับสวี่ซูถิงมีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่ เห็นแล้วแทบกลืนช้อนลงไป

นี่หมายความว่าอะไร อู๋หงชักมึน!

สวี่ซูถิงปรายตามองอู๋หงแวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ยิ้มบางๆ

“เย่เฟิง ฉันรู้ เรื่องนี้รบกวนคุณมากจริงๆ ที่จริงนี่ไม่ใช่หน้าที่คุณ คุณแค่มาช่วยเท่านั้น และฉันขอบคุณ”

เย่เฟิงเหงื่อไหลไม่หยุดราวสายน้ำ

“เรื่องนี้ถึงจะยุ่งยาก แต่ยังไงก็ต้องช่วย ขอแค่คุณป้ายอมผ่าตัด ร่างกายแข็งแรงขึ้น ความลำบากของพวกเราก็ไม่ถือว่าเสียเปล่า”

“หวังว่าอย่างนั้น เย่เฟิง ญาติผู้ใหญ่คุณมาได้กี่คน” สวี่ซูถิงถามช้าๆ

“คนเดียว พ่อผม” ภายใต้การโจมตีด้านจิตวิทยาของสวี่ซูถิง เย่เฟิงได้แต่พูดไปตามตรง แต่ยังไม่กล้าบอกว่าพ่อที่เชิญมาได้ก็เป็นของปลอม เห็นสายตาผิดหวังของสวี่ซูถิง ในใจก็นึก ไม่รู้ถ้าเชิญชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาบนท้องถนนมากินข้าว ต้องใช้เงินหรือเปล่า

“เท่านี้เองเหรอ” สวี่ซูถิงท้อแท้ “ไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีสองโต๊ะ ไม่งั้นแม่ฉันจะสงสัยว่าเราเล่นละคร ตอนนี้แม่ก็ระแวงแล้ว”

พระเจ้า พระเยซู เจ้าแม่กวนอิม พระยูไลเจ้าข้า... เย่เฟิงฝืนยิ้ม

“ฝั่งคุณมีสาม ผมมีสอง รวมเป็นห้าคน โต๊ะหนึ่งอย่างต่ำๆ ก็ต้องแปดคน สองโต๊ะสิบหกคน ตอนนี้ยังขาดอีกสิบเอ็ด พวกเราจะไปหาคนจากไหน ผู้จัดการสวี่ เพื่อความสุขในอนาคตของคุณ จำเป็นต้องจัดเงียบๆ”

สวี่ซูถิงขมวดคิ้ว

“เรื่องอนาคตของฉัน ฉันจะจัดการทีหลังเอง คุณไม่ต้องห่วง เย่เฟิง คุณหามาอีกสองคนเถอะ”

“คนเดียวผมก็หาไม่ได้” เย่เฟิงคิดเป็นครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็เค้นประโยคนี้ออกมา

“ได้ยังไง ฉินฮุ่ย ( เชิงอรรถ - หรือฉินไขว่ ขุนนางกังฉินสมัยราชวงศ์ซ่ง ) ยังมีเพื่อนตายตั้งสามคน คุณอย่าบอกนะว่าอยู่เมืองนี้ เพื่อนสักคนก็ไม่มี” สวี่ซูถิงชักไม่พอใจ

เย่เฟิงขมวดคิ้ว ไม่รู้วันนั้นฟางจูหยุนว่างหรือเปล่า แต่ต่อให้เธอว่าง ตนเองจะอธิบายกับเธอยังไง ซึ่งอันที่จริงไม่ต้องอธิบาย ตนกับเธอไม่ได้เป็นอะไรกัน เป็นแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น แต่หากเธอไปบอกเติ้งซา ก็เท่ากับบอกคนทั้งโลกแล้ว

“ผมขอคิดดูก่อน” เย่เฟิงพึมพำกับตัวเอง คิ้วพลันกระตุก นึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นได้ “ผู้จัดการสวี่ ผมจะลองโทรถามดู ไม่รู้เพื่อนว่างหรือเปล่า”

“คุณหมั้นทั้งที พวกเขาไม่ว่างก็ต้องว่าง” สวี่ซูถิงหวังไว้มาก

เย่เฟิงกลับแอบคิดว่า ต่อให้เป็นเพื่อน ก็รับไม่ได้ที่คุณเดี๋ยวหมั้นๆ ครั้งนี้ว่าง ครั้งหน้าเล่า

เขาดึงโทรศัพท์ขึ้นมา ต่อสายไปยังหมายเลขหนึ่ง ตามองสวี่ซูถิง สวี่ซูถิงก็จ้องเย่เฟิงอย่างไม่สนมารยาท ไม่เบือนสายตาไปเลย เห็นชัดว่าต้องการให้เขาจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อย

เย่เฟิงฝืนใจเอ่ยว่า

“คุณเย่ จำผมได้ไหม ผมเย่เฟิง ที่พบกันครั้งก่อน ใช่ครับ ครับ ไม่ใช่ ยังไม่ต้องมาตอนนี้ครับ ผมไม่รีบ ผมแค่จะบอกว่าผมยังขาดญาติผู้ใหญ่อีกหลายคน คุณมีลูกเมีย ญาติสนิทมิตรสหายไหมครับ วันอาทิตย์มาทานข้าวด้วยกัน มีหรือครับ งั้นดี ว่างไหมครับ ว่างด้วย ดีที่สุดครับ ขอบคุณมาก”วางโทรศัพท์ลงได้ เย่เฟิงก็ยิ้ม “อาจมีอีกสองสามหรือสี่ห้าคนมาได้”

สวี่ซูถิงนับว่ามีสีหน้าพอใจขึ้นมาได้ “ดี คนอื่นที่เหลือ ฉันจัดการเอง”...

หนังสือแนะนำ

Special Deal