บทที่ 19 เย่เป้ยกง

“คุณชื่ออะไร”

“ฉันชื่อเชียนเชียน ที่จริงคุณเรียกฉันว่าหมายเลข 235 ก็ได้” เด็กสาวขมวดคิ้ว ท่าทางน่าเวทนาบอกไม่ถูก

“ทำไมต้องเรียกหมายเลข 235” เย่เฟิงอดถามไม่ได้ “ชื่อเชียนเชียนเพราะกว่าตั้งมาก หมายเลข 235 ออกจะแข็งทื่อไป”

คิดแล้วเขาก็รู้สึกคลับชินฉิง (สายใยครอบครัว) แห่งนี้มีบางส่วนไม่เหมือนครอบครัว ถ้าเขาเจอผู้ดูแลคนนั้นอีก จะต้องบอกให้รู้ไว้ ไม่แน่ ที่เขาได้ของแถมนี่ อาจเพราะตอนหาพ่อปลอมๆ เมื่อครู่เขาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้

“คุณชอบฉันหรือเปล่า” น้ำเสียงที่เดิมอ่อนหวานของเชียนเชียนร้อนแรงขึ้นเล็กน้อย ทำเอาเย่เฟิงแทบหงายตกจากโซฟา เป็นครู่ใหญ่กว่าจะได้สติ ถามเหมือนไม่อยากเชื่อ

“คุณเชียนเชียน คุณพูดอะไร”

“ฉันถามว่าคุณชอบฉันหรือเปล่า” เชียนเชียนเบิกตากลมโต มองเย่เฟิงอย่างไม่เข้าใจบ้าง “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย” เย่เฟิงลนลานส่ายหน้า เค้นสมองคิดหนัก ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ควรปฏิเสธ ยังไงเขาก็เป็นผู้ชาย ผู้หญิงอุตส่าห์รุกขนาดนี้ เขาเองก็ต้องแสดงความเป็นลูกผู้ชายบ้าง

“ผมชอบคุณ” ตอนเขาพูดประโยคนี้ออกไป ไม่รู้ทำไม หัวใจกระตุกครั้งหนึ่ง

“งั้นก็ดี” ดวงตาเชียนเชียนมีประกายตื้นตันวาบขึ้น แต่พริบตาเดียวก็เลือนหายกลายเป็นนุ่มนวลอ่อนหวานเช่นเดิม ในแววตายังแฝงสีสันที่มอมเมาผู้คน แต่ประโยคถัดมากลับแทบทำให้เย่เฟิงกลุ้มจนต้องไปกระโดดทะเล “คุณผู้ชาย เชิญไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์”

“เดี๋ยวก่อน คุณเชียนเชียน” เย่เฟิงคิดว่าตนเองแปลความอะไรผิดไป “ขอถามว่าชอบคนๆ หนึ่งเป็นความผิดไหม”

“ไม่ผิดแน่นอน”

“ถ้างั้นก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใช่ไหม” เย่เฟิงถามอย่างจริงจัง เขาอาจตกยุคไปนาน ไม่รู้ว่าตอนนี้เมืองที่ขับเคลื่อนไปด้วยเงินทองอย่างเมือง S แค่ชอบคนๆ หนึ่งก็ต้องจ่ายเงินด้วย

“ไม่ต้องแน่นอน” ท่าทางประหลาดใจของเชียนเชียนยังทำให้เธอดูบอบบางน่าถนอมเช่นเดิม แต่ในสายตาของเย่เฟิง ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปแล้ว

“งั้นก็ดี ขอถามหน่อย ผมบอกว่าชอบคุณ ทำไมต้องไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ด้วย” เย่เฟิงถามอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีเหตุมีผล มีต้นมีปลาย

“อ้าว” เชียนเชียนยกมือที่งามล้ำขึ้นปิดปากเล็กๆ ดั่งผลเชอร์รี่ของตัวเอง แต่สายตาที่มองเย่เฟิงกลับคล้ายมองคนโง่

แต่เย่เฟิงไม่หวั่นไหว น่าจะเพราะอำนาจของเงินตรายิ่งใหญ่นัก เขาคำนวนแล้ว เงินในกระเป๋าคงพอหาพ่อที่ไม่ค่อยได้เรื่องสักคน ให้หากิ๊กด้วยอีกคนคงไม่ไหวแน่

“พวกเขาไม่ได้บอกคุณหรือ พวกเราให้บริการคนรักแบบชั่วคราว ต้องจ่ายมัดจำแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก่อน” เชียนเชียนสงสัย มองเย่เฟิงเหมือนมองลูกค้าที่กินแล้วชักดาบ

“หา” เย่เฟิงนิ่งงันกับที่ ในที่สุดก็เข้าใจ “นั่น... คุณเชียนเชียน ผมว่าคุณเข้าใจผิดแล้ว ผมมาหาญาติผู้ใหญ่ไปจัดงานหมั้น ไม่ได้มาหาคนรักชั่วคราว”

“อ้าว” เชียนเชียนขมวดคิ้ว รู้ตัวทันที “ที่แท้อย่างนี้ ขอโทษค่ะ คุณผู้ชาย ฉันเข้าใจผิด”

ท่าทางการขอโทษของเธอยังคงอ่อนหวาน ทำให้เย่เฟิงอดชื่นชมความมีระดับของคลับชินฉิงไม่ได้

“ขอโทษด้วย คุณเชียนเชียน ควรเป็นฝ่ายผมต่างหากที่เข้าใจผิด”

เชียนเชียนพยักหน้า หมุนตัวเดินออกไปทางประตู แต่แล้วเย่เฟิงที่อยู่ด้านหลังกลับเรียก คุณเชียนเชียน เธอจึงชะงักเท้า หันกลับมา ถามเสียงแผ่วเบา

“คุณเย่ มีอะไรให้รับใช้คะ”

“เอ่อ ถ้าหากต้องการหาคนรักชั่วคราวอย่างคุณเชียนเชียน วันหนึ่งต้องจ่ายเท่าไหร่” เย่เฟิงที่ถามคำถามนี้กลับไม่ใช่คิดลามกอะไร แต่มีจุดประสงค์ลึกล้ำกว่านั้น เขาต้องการเทียบราคากับพ่อปลอมๆ คนนั้น ไม่อาจถูกคนฟันกำไรหัวแบะได้

“เรื่องนั้นคุณเย่เชิญไปถามที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าได้” ใบหน้าเชียนเชียนที่เดิมอ่อนโยนนุ่มนวล กลับกลายเป็นเย็นชาขึ้นมาบ้าง “คุณเย่เมื่อมีว่าที่ภรรยาอยู่แล้ว ฉันคิดว่า คุณเย่ควรถนอมคนที่อยู่กับคุณให้ดีถึงจะถูก!”

เย่เฟิงเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ต้องตะลึงตะลานกับที่ ถนอมคนที่อยู่กับคุณให้ดีจึงจะถูก... ไม่ผิดเลย ถูกต้องอย่างยิ่ง เย่เฟิงรู้สึกประโยคที่เชียนเชียนพูดนี้ ยังทรงอานุภาพกว่าคำพูดของแฮมมิ่งเวย์เสียอีก

แฮมมิ่งเวย์เคยกล่าวไว้ เมื่อยามรัก แม้พื้นดินก็ไหวโคลง ประโยคนี้ที่จริงเป็นไปไม่ได้ ใครๆ ก็รู้ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ถ้าจะพูดก็ควรพูดว่าหมุนวนมากกว่าไหวโคลง

ที่เชียนเชียนพูดแม้เป็นความจริงอย่างที่สุด แต่ความจริงนี้ให้ความรู้สึกสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหวระดับแปด ดังนั้นขณะที่ยังมีอาฟเตอร์ช็อค เย่เฟิงจึงนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟา ลืมถามอีกประโยคว่า หากต้องการหาผู้หญิงอย่างเชียนเชียน อยู่ด้วยไปชั่วชีวิตต้องใช้เงินเท่าไหร่

ความรักแทนค่าด้วยเงินได้หรือไม่ เย่เฟิงไม่รู้ แต่เขารู้ว่า อย่างน้อยที่คลับชิงฉินทำได้ หากเขามีเงินมากพอ หาพ่อสักคนยังไม่เป็นปัญหา

ขณะกำลังคิดฟุ้งซ่านสับสน เสียงไอหนักๆ ฟังดูมีอำนาจก็ดังแว่วมาจากช่องประตู

เย่เฟิงก็ได้สติฟื้นจากอาฟเตอร์ช็อค เห็นคุณลุงคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไร

คุณลุงย่อมอายุไม่น้อย ดูวัยแล้วเป็นพ่อได้สบายมาก เสื้อผ้าที่เขาสวมดูมีอำนาจยิ่งกว่าเสียงไอ รูปร่างไม่ต่างจากเย่เฟิงมากนัก แต่บึกบึนกว่าเล็กน้อย

คุณลุงท่านนี้มีบรรยากาศบางอย่างที่คนทั่วไปยากเข้าใกล้ ต่อให้เป็นเย่เฟิงก็ไม่อาจไม่ยอมรับ คนบางคนมีธาตุแท้ของความเป็นเจ้านาย เป็นคนเหนือคนติดตัวมาแต่เกิด

ส่วนเขาเองเล่า แม้ไม่ถึงกับมีแววข้าทาสมาตั้งแต่สมัยยังเป็นตัวอ่อน แต่คนอื่นมองแวบเดียวก็รู้แค่ได้เป็นลูกน้องคนอื่นก็ถือเป็นจุดสูงสุดของเขาแล้ว

ยิ่งนึกถึงเชียนเชียนเมื่อครู่ เย่เฟิงยิ่งต้องนับถือที่คลับชินฉิงแห่งนี้ยอมทุ่มทุน คนของทางคลับล้วนดูดียิ่งกว่าที่พบเจอในชีวิตจริง

คุณลุงท่านนั้นจ้องมองเย่เฟิง แววตาพิกลพิสดาร อยู่ๆ ก็ถามคำถามที่สำหรับเย่เฟิงแล้ว ฟังดูประหลาดอย่งยิ่ง

“เธอรู้จักฉันไหม”

เย่เฟิงส่ายหน้า

“ฉันคือพ่อของเธอ” เขาตอบเนิบช้า

เย่เฟิงแทบถูกประโยคนั้นกดดันเจียนขาดใจตาย แต่ในที่สุดยังทำความเข้าใจได้ว่านี่คือละคร เขาลุกขึ้นยืน เดิมคิดจะตบไหล่คุณลุงด้วย แต่ไม่รู้ทำไม ฝีเท้ากลับไม่เคลื่อนไหว

“คุณลุง ขอร้องอย่าเพิ่งอินกับบทเร็วขนาดนี้ ผมมีเงินพอจ่ายแค่วันเดียว ตอนนี้ต่อให้คุณพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่ได้เงินหรอก”

ใบหน้าคุณลุงยังคงทรงอำนาจอย่างยิ่ง แต่ประกายตาอ่อนลง ทอแววอบอุ่น ผันเปลี่ยนได้ในพริบตาเช่นเดียวกับเชียนเชียน

“งั้นหรือ ฉันลืมนึกไป”

คุณลืมนึกได้ แต่ผมมีปัญญาจ่ายได้เหรอ เย่เฟิงแอบพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วนึกขึ้นได้ ถามว่า

“คุณลุง ผมเป็นใคร”

“แน่นอน เธอเป็นลูกชายของฉัน”

“งั้นผมทำงานอะไร” ครั้งนี้เย่เฟิงไม่ค้านอีก เขาคิดว่าควรตรวจสอบสินค้าก่อน ไหนๆ ก็วันละพันแปด หากเกิดปัญหา ถูกผู้จัดการสวี่หักเงินเดือน จะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย

“ลูกอยากทำอะไร ก็ปล่อยให้เขาทำอย่างนั้น คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรเข้มงวดเกินไป” ชายคนนั้นเอ่ยเสียงทุ้มหนัก แววตายังแฝงความรู้สึกที่ลึกล้ำ

“เยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมที่สุด” เย่เฟิงยกนิ้วหัวแม่โป้งให้ คนๆ นี้ปรับตัวตามสถานการณ์ ทีท่าน้ำเสียงล้วนไม่มีที่ติ ใครเห็นก็รู้ว่าเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ชีวิต มีบุคลิกของผู้มีอำนาจ แต่พูดแล้วเหมือนไม่ได้พูด เข้าขั้นไร้เล่ห์เหนือกว่ามากเล่ห์

ทีแรกเขายังกลัวว่าจะยุ่งยาก หากต้องแต่งวันเกิด ประวัติ สภาพครอบครัวอะไรต่อมิอะไร สิ่งเหล่านี้นักแสดงอาจจำได้ภายในเวลาอันสั้น แต่ตนเองจะจำได้หรือเปล่ายังไม่แน่ ทว่าจากสถานการณ์ตอนนี้ ดูเหมือนเขาจะกังวลเกินไป

“คุณคิดว่าลูกสาวฉันเป็นยังไงบ้าง” เย่เฟิงพูดแล้วรีบเสริมว่า “ผมถามแทนฝ่ายหญิง”

ชายคนนั้นยิ้มเล็กน้อย

“ลูกชายชอบคนแบบไหน เราที่เป็นพ่อแม่มีแต่ต้องส่งเสริมถึงจะถูก อนาคตคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันก็ไม่ใช่เรา”

เย่เฟิงอุทานด้วยความชื่นชม แทบเลียนแบบเล่าปี่ตอนเจอหน้าขงเบ้ง โคลงศีรษะแล้วพูดว่า ซิงแซความเห็นสูงส่งยิ่งนัก

“คุณแซ่อะไร” เย่เฟิงนึกขึ้นได้

“ผมต้องแซ่เย่อยู่แล้ว” ชายคนนั้นตอบโดยไม่ลังเล

“หา ผมหมายถึงแซ่จริงๆ ของคุณ” เย่เฟิงแทบถอนหายใจ คนๆ นี้เล่นละครดีก็จริง แต่อินมากไปนิด

“แซ่จริงๆ ของผมก็แซ่เย่” ชายคนนั้นยิ้มตอบ

“บังเอิญจริงๆ ทีแท้ก็คนบ้านเดียวกัน” เย่เฟิงประหลาดใจ คิดจะพูดอะไรต่อ แต่ทันใดนั้นเขาเหลือบไปเห็นชายกลางคนที่พาตนเองเข้ามายืนอยู่ที่ช่องประตู ด้านหลังยังติดตามมาด้วยคนแก่หลังค่อมเอวคด เดินก้าวหนึ่งไอสามครั้ง ไอจนเย่เฟิงกลัวปอดเขาจะหลุดออกมา

ชายกลางคนมองชายที่มาถึงก่อน ถามว่า

“คุณเป็นใคร”

เย่เฟิงแทบเป็นลม

“เขาไม่ใช่คนของบริษัทพวกคุณเหรอ”

“ไม่ใช่” ชายกลางคนปฏิเสธอย่างชัดเจน เอื้อมมือไปลากชายแก่ที่อยู่ด้านหลัง “คุณเย่ คนนี้คือญาติผู้ใหญ่ที่ผมหามาให้ คุณลองดูว่าเป็นยังไงบ้าง จะลองซ้อมบทกันดูก่อนไหม ไม่คิดเงิน!”

เย่เฟิงมองชายแก่คนนั้น ถอนหายใจเฮือก

“คุณลุงคนนี้อายุมากเกิน ดูแก่กว่าปู่ผมอีก”

ชายแก่มองชายกลางคนอย่างนอบน้อมแวบหนึ่ง

“ความจริงผมเพิ่งห้าสิบ”

ชายกลางคนมองชายท่าทางมีอำนาจตร

หน้าด้วยสายตาหวาดระแวง เข้าใจว่าเป็นลูกค้า ดังนั้นไม่กล้าล่วงเกิน

“คุณผู้ชายก็มาใช้บริการของทางเราหรือ”

ชายคนนั้นมองเย่เฟิงแวบหนึ่ง ส่ายหน้าบอกว่า

“ฉันแค่มาดูเท่านั้น”

ไม่รอให้ชายกลางคนออกคำสั่งไล่แขก ชายผู้นั้นก็หมุนตัวจากไป

เย่เฟิงเห็นท่าทีของคนทั้งสอง รู้สึกไม่พอใจ หากคนแก่คนนี้มาก่อน นั่นก็แล้วกันไป ถือว่าได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ยึดหลักประหยัดไว้ก่อน จะว่าไปตนเองก็ทนแค่วันเดียว ตอนนี้กลับเหมือนยกข้าวมาให้ แต่ยอมให้กินอิ่มแค่ครึ่งท้อง จากนั้นจัดการเก็บกวาดแล้วยกรำข้าวเลี้ยงหมูมาแทน แบบนี้ใครจะไปกินลง

“รอสักครู่ เดี๋ยวผมกลับมา” เย่เฟิงโกหกหน้าตาย ความจริงเจตนาแทงกั๊ก หากตนเจรจากับชายคนนั้นไม่สำเร็จ จะได้มีทางถอยเหลือ พุ่งออกไปโดยไม่สนว่าชายกลางคนที่อยู่ด้านหลังจะร้องว่า คุณผู้ชาย ผมมีส่วนลดให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์...

เย่เฟิงออกจากคลับชินฉิงมาได้ก็เร่งฝีเท้าไล่จนทันชายคนนั้น ยื้อชายเสื้อเขาไว้ ร้องว่า

“คุณเย่”

“มีอะไร” ชายคนนั้นหมุนตัวกลับมามองเย่เฟิง นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ แต่แวบเดียวก็เลือนหาย

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมอยากได้...​ อยากได้ญาติผู้ใหญ่” เย่เฟิงพยายามปั้นยิ้ม “ผมคิดว่าคุณเล่นละครเก่งมาก หากคุณยอมช่วย ไม่ว่าจะรางวัลม้าทองคำหมีทองคำอะไร ต้องได้ติดมือกลับมาแน่”

เขาเห็นชายคนนั้นชะงักเท้า ก็คลายมือลง แต่ได้ยินเสียง ‘เพี๊ยะ’ หนังสือเล่มเท่าฝ่ามือเล่มหนึ่งก็ร่วงจากตัวชายคนนั้น หน้าหนังสือพลิกเปิดขึ้น

เย่เฟิงรู้สึกผิด รีบช่วยเก็บขึ้นมา

“คุณเย่ คุณทำของตก เป็นหนังสือประจำตัวที่ไม่เลวเลยครับ ของโรงพยาบาลชิงซัน (เขาขจี) เสียด้วย”

ชายคนนั้นรับหนังสือประจำตัวมา ซุกไว้ในอกเสื้อ แต่ใบหน้าเย่เฟิงพลันเปลี่ยนไป เอ่ยถามตะกุกตะกัก

“คุณมาจากโรงพยาบาลชิงซันหรือครับ”

เย่เฟิงแม้ไม่คุ้นเคยกับเมือง S มากนัก แต่เคยได้ยินเกี่ยวกับโรงพยาบาลชิงซันมาบ้าง

ที่นั่นมีชื่อเสียงอยู่สองด้าน หนึ่งคือบ่อน้ำแร่ ขุนเขาเขียวขจีสายน้ำสีมรกต ปักษางามงดบุปผาอวลละออง ภูเขาชิงซันเป็นต้นกำเนิดน้ำแร่ ต่อให้เป็นเย่เฟิง บางครั้งก็ยังอยากดื่มเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่สองคือเรื่องโรคประสาท ว่ากันว่าขุนเขาที่ดี สายน้ำที่ดี ย่อมก่อเกิดเป็นคนที่ดี ฉะนั้นคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตจึงถูกส่งไปบำบัดอาการที่นั่น

“อืม” ชายคนนั้นพยักหน้า

“คุณอยู่ที่นั่นทำอะไร” เย่เฟิงถามด้วยใจเต้นระทึก

“ทำการทดลอง” ฝ่ายนั้นใบหน้าไม่เปลี่ยนสี

“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” เย่เฟิงสบายใจขึ้น ดูท่าไม่ใช่คนบ้าจากภูเขาชิงซันหนีออกมา แต่เขาลืมถามไปประโยคหนึ่ง คือคุณทำการทดลองคนอื่น หรือเป็นฝ่ายให้คนอื่นมาทดลอง

เห็นชายคนนั้นหมุนตัวเดินจากไปอีก เย่เฟิงก็รีบเรียก

“คุณครับ ไม่ทราบเมื่อครู่ทำไมคุณรู้ว่าผมมีปัญหา แถมยังทำท่าเหมือนอยากช่วย”

เขาพูดจาอ้อมค้อมนุ่มนวล ทีท่านอบน้อม ไม่หงุดหงิดกับมาดยโสเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายเลย ซ้ำยังรู้สึกเหมือนตอนจิวยี่เผาทัพเรือโจโฉ แล้วมีลมตะวันออกพลันพัดมาอย่างไรอย่างนั้น ...สวรรค์ช่วยเราแล้ว

“ฉันก็มีลูกชายคนหนึ่ง” ชายคนนั้นทอดถอนใจ “น่าเสียดาย... เฮ้อ เมื่อครู่อยู่นอกประตูฉันได้ยินเขาพูดกัน บอกว่ามีคนมาหาพ่อปลอม รู้สึกสะเทือนใจไปหน่อย ดังนั้นจึงเสียมารยาทไป พ่อหนุ่มอย่าถือสา”

เขาพูดไปได้ครึ่งเดียว ใบหน้าก็ฉายแววเจ็บปวดเสียใจ ไม่เอ่ยต่อ

เย่เฟิงก็ไม่กล้าถามรายละเอียด เกรงจะกระตุ้นให้เขาเสียใจกว่าเดิม อย่าว่าแต่ลูกของอีกฝ่ายก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตน

“ไม่ครับ ไม่ ผมเข้าใจความรู้สึกคุณ ไม่ทราบวันเสาร์คุณเย่ว่างหรือเปล่า”

“หืม เธอจะให้ฉันปลอมเป็นพ่อ เธอจะหมั้นจริงๆ หรือ” ใบหน้าชายคนนั้นแปรเปลี่ยนไป ลักษณะคำพูดคำจามีหลักการ ทำให้เย่เฟิงมั่นใจกว่าเดิม คนๆ นี้ต้องไม่ใช่ผู้ป่วยโรคจิตแน่ คาดว่าคงเป็นหมอมากกว่า ท่าทางก็ดูเมตตาปราณี

“ใช่ครับ คุณเย่ ที่จริงผมเองก็ทำเพื่อช่วยคนอื่น” สีหน้าเย่เฟิงบ่งบอกว่าเขาก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน เสริมว่า “งานหมั้นเป็นงานปลอม” เห็นชายคนนั้นทำหน้าไม่เห็นด้วย เย่เฟิงก็รีบโบกไม้โบกมือ “คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด พวกเราแค่อยากกล่อมให้คนแก่เข้ารับการผ่าตัด เธอกลัวว่าผ่าครั้งนี้มีความเสี่ยง หากไม่ได้เห็นลูกสาวเป็นฝั่งเป็นฝา ต่อให้... ต่อให้... ก็ไม่สบายใจ พวกเราแค่เล่นละครให้คนแก่ดู ผมคิดว่าหากลูกคุณ...” เห็นใบหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนไป ก็รีบบอก “ขอโทษครับ”

ชายคนนั้นมองเย่เฟิงอยู่เนิ่นนาน สีหน้าประหลาดพิกล ในที่สุดก็ถามประโยคหนึ่ง

“เธอใจดีขนาดนี้เลยหรือ”

เย่เฟิงไม่ถือสากับคำถามนั้น เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงระแวงว่าตนเองจะเป็นนักต้มตุ๋น ใช้ลูกไม้นี้หลอกลวงสาวน้อยไร้เดียงสา ได้แต่อธิบายว่า

“ไม่ถึงกับใจดี แค่ช่วยได้ก็ช่วยเท่านั้น”

ชายคนนั้นถอนหายใจ

“ก็ได้ ฉันจะช่วยเธอโกหกสักครั้ง”

“ขอบคุณครับ” เย่เฟิงดีใจ แต่ไม่ลืมถามว่า “คุณชื่อแซ่ไรครับ ทำอะไรอยู่ที่ไหน”

“เย่เป้ยกง” ชายคนนั้นลังเลเล็กน้อย ตอนเขาตอบ ดวงตาทั้งคู้จับจ้องเย่เฟิงแน่วแน่ คล้ายต้องการค้นหาบางอย่างจากสีหน้าท่าทางของเย่เฟิง แต่สีหน้าท่าทางเย่เฟิงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ได้ยินชื่อนั้นแล้วคล้ายไม่ต่างจากได้ยินชื่ออาเมา (แมว) อาโก่ว (หมา) เท่าไหร่

สายตาเย่เป้ยกงจึงแฝงความผิดหวัง และคล้ายมีแววเศร้าเสียใจ แต่ทุกอย่างคล้ายสายฟ้าในพายุฝน พลันมาโดยไม่คาดหมาย รอจนคุณพบเห็นเงยหน้าขึ้นมอง ก็เหลือเพียงท้องฟ้าอันมืดมิดแล้ว

ท้องฟ้าแม้มืดมิดแล้ว แต่ความเศร้าในชั่วพริบตาที่สายฟ้าเจิดจ้า ยังคงกรีดประทับลึกลงไปในจิตใจ เย่เฟิงแอบนึกในใจ หรือผู้ชายคนนี้เห็นเขาแล้วจะลากโยงไปนึกถึงลูกตัวเอง... อยู่ๆ ชายหนุ่มก็คล้ายถูกกระแสความเศร้าลามใส่ พลอยรู้สึกไม่ร่าเริงไปด้วย

“ส่วนทำอะไรอยู่ที่ไหน” เย่เป้ยกงล้วงมือคลำหาในอกเสื้ออยู่ครู่ใหญ่ แต่เมื่อชักมือออกมากลับว่างเปล่า “เธอโทรไปที่นี่แล้วกัน”

เขาบอกหมายเลข เย่เฟิงก็จดจำไว้แม่นยำ ขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนแยกตัวจากมา ระหว่างทางยังรู้สึกประหลาดใจ เย่เป้ยกง ทำไมคุ้นหูนัก หรือก่อนหน้านี้ตนเคยเรียกชื่อนี้มาก่อน

แต่คิดอีกทีกลับรู้สึกน่าหัวเราะ เย่เป้ยกง เป้ยเย่กง นั่นเป็นชื่อวัดแห่งหนึ่ง เฉินฉวนชีกวีในสมัยราชวงศ์ถังเคยแต่งกลอนไว้ว่า ‘แดนปัทมสถานเงียบสงัด เป้ยเย่กงจรัสเรืองเฟื่องวิสัย’ เขาคงจำสลับกันไปเอง

แต่คิดแล้วก็น่าประหลาด ทำไมเขารู้จักกลอนบทนี้ได้

ชายหนุ่มไม่มีเวลาให้ไตร่ตรอง เพราะโทรศัพท์ส่งเสียงดังขึ้นมา เขาเพิ่งรับสาย เสียงสวี่ซูถิงก็พรั่งพรูราวภูเขาถล่มทะเลโหมกระหน่ำ

“เย่เฟิง ตึกฉางเซิงบอกให้คุณไปวันนี้อีกรอบ จะได้ปรึกษากันสามบริษัท ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”

เย่เฟิงตกใจ

“ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมผมจำไม่ได้”

ความที่เขาใช้คำพลาดทำให้สวี่ซูถิงเข้าใจผิด ซึ่งความจริงนิสัยแย่ๆ ชอบลืมนั่นลืมนี่ ไม่ละเอียดรอบคอบของเขาก็กลายเป็นจุดด่างพร้อยในใจสวี่ซูถิงชนิดยากแก้ไขได้แล้ว เหมือนตนเองสวมถุงเท้าเป็นรู คนอื่นมองไม่เห็น สวี่ซูถิงกลับรู้กระจ่าง เธอเข้าใจว่าเย่เฟิงขี้ลืมเป็นเรื่องปกติ เขาจำได้ต่างหากจึงผิดปกติ แต่ไม่รู้เลยว่าครั้งนี้เป็นแผนที่เสิ่นหยางลอบวางไว้

ดังนั้นสวี่ซูถิงที่ปลายสายจึงไม่ได้ตำหนิ เธอรู้เหมือนกันว่าตำหนิไปก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งสำคัญคือจะแก้ไขอย่างไร ที่เสิ่นหยางคิดแต่ละเลื่อยขาเก้าอี้ เพราะนี่ไม่ใช่บริษัทของเขา สวี่ซูถิงกลับคิดแต่จะชักโน่นมาโปะนี่ เนื่องเพราะนี่คือเลือดเนื้อหยาดเหงื่อของเธอ งานของตึกฉางเซิงไม่ใช่งานเล็กน้อย เป็ดที่ต้มจนสุกแล้ว สวี่ซูถิงไม่อาจปล่อยให้มันบินจากไปได้เด็ดขาด

“ฉันอธิบายกับตึกฉางเซิงไปว่า ช่วงนี้คุณค่อนข้างยุ่ง เมื่อวานไปดูงานที่กว่างโจว เดิมคิดจะกลับวันนี้ แต่ติดงานด่วนกะทันหัน จึงโทรมาบอกทางบริษัท แต่ประชาสัมพันธ์ไม่ได้รายงาน ฉันขอโทษเขาไปแล้ว เย่เฟิง คุณรีบทิ้งทุกอย่าง ไปที่ตึกฉางเซิงเดี๋ยวนี้ พูดอะไรดีๆ สักสองประโยคก็คงไม่มีอะไรแล้ว จริงด้วย จำไว้ ต้องพูดให้ตรงกับฉัน”

เย่เฟิงวางหูแล้วก็นิ่งไป แอบนึกในใจว่าผู้หญิงช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพรสวรรค์ด้านการโกหกโดยแท้แค่ปั้นเรื่องไปตามสถานการณ์ยังฟังดูเป็นจริงเป็นจัง ตนเองอยู่เมือง S ตลอดไม่ได้ไปไหน เธอกลับย้ายตนไปถึงกว่างโจวได้ แต่ภาพลักษณ์อันรุ่งเรืองเป็นเรี่ยวแรงเป็นกระดูกสันหลังของบริษัท เดินทางตะวันออกท่องตะวันตกของเย่เฟิง ก็ถูกสร้างขึ้นในลักษณะนี้เอง

ถึงจะบ่นยังไง งานก็ยังต้องทำอยู่ดี ตอนที่เย่เฟิงบึ่งไปถึงบริษัทฉินเฉิงซิ่นนั้น ทุกคนรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทำให้เขาเสียดายมาก หอบท้องที่ร้องโครกครากไปหาหัวหน้าจาง

เย่เฟิงตอนนี้รู้แล้วว่าที่จริงเขาชื่อม๋าฉวนเหอ ชื่อเพราะไม่เลว แซ่ยอดฮิตในหมู่ชาวบ้านทั้งหลายรวมอยู่ที่เขาคนเดียวสามแซ่

คราวนี้ม๋าฉวนเหอกลับเป็นฝ่ายเกรงอกเกรงใจ เจอหน้าก็ยื่นมือให้ก่อน แสดงความเป็นมิตรพร้อมร่วมงานด้วยยาวๆ

“ผมอ่านแฟ้มของคุณเย่แล้ว บอกตามตรงว่าไม่เลวจริงๆ คำนวนได้รอบคอบ ผมคิดว่า อาศัยความละเอียดขนาดนี้ ไม่เสียแรงที่คุณเย่เป็นกระดูกสันหลังของบริษัท วันนี้ช่วงเช้าแม้คุณจะไม่ได้มา แต่ผู้จัดการสวี่บอกกล่าวกับเราแล้ว พวกเรากับทางทีมเฉพาะกิจศึกษากันคร่าวๆ แล้ว ทางนั้นเห็นด้วยกับแผนงานของคุณ ในมุมมองของทีมงานเห็นว่า นอกจากต้องปรับรายละเอียดเล็กน้อยแล้ว ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรอื่น”

หนังสือแนะนำ

Special Deal