บทที่ 18 ชายที่สมบูรณ์แบบ

เมือง S เป็นสถานที่ที่ดีแห่งหนึ่ง เรื่องที่ปกติคุณนึกไม่ออก เมือง S กลับทำได้ทุกอย่าง

ตอนที่เย่เฟิงยืนอยู่ในคลับชินฉิง (สายใยครอบครัว) เขารู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง กิจการของคลับชินฉิงกว้างขวางอย่างยิ่ง มีบริการตั้งแต่ปู่ไปจนหลาน ตั้งแต่ยายไปจนน้องเมีย สิ่งที่ควรมีก็มีทุกสิ่ง ขอเพียงคุณยอมจ่ายค่าบริการจำนวนหนึ่ง แม้แต่ภรรยาก็สามารถหากลับไปใช้ได้หลายวัน

แน่นอนกว่าหากเงินคุณมากพอ ภรรยาคนนี้นอกจากควงออกงานได้แล้ว จะให้ทำหน้าที่ที่ภรรยาควรทำหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ทั้งคู่จะตกลงปลงใจกันเอง

เย่เฟิงนึกถึงคำพูดของ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ขึ้นมาได้ เขาว่า ‘ครอบครัว คือสิ่งเดียวที่เหล่าผู้สันโดษขาดแคลนและไม่ประสบความสำเร็จ มันเก็บรวมความอบอุ่นและอ่อนหวานของความรักไว้ในเวลาเดียวกัน’ ประโยคนี้จรรโลงใจยิ่งนัก แต่จากสภาพปัจจุบัน หลายครอบครัวกลับชืดชาน่าเบื่อหน่าย เป็นแค่ที่รวมเครื่องเรือนหลายชิ้นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน ให้เป็นที่อาศัยของคนหลายคนที่ไม่เกี่ยวพันกันเลย

ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกขบขัน ตั้งแต่เติ้งซาเรียกเขาว่าอัจฉริยะเป็นต้นมา เย่เฟิงพลันพบว่าความทรงจำที่ซุกเก็บไว้เนิ่นนานค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาทีละน้อย ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ คือใคร แต่ตอนนี้กลับจำคำพูดของชอว์ได้ แถมยังพลอยนึกคำกล่าวอีกประโยคได้ด้วยว่า ‘ตอนที่ข้าพเจ้าเกิดมานั้นชาญฉลาดอย่างยิ่ง แต่การศึกษาได้ทำลายมันไปหมดสิ้น’ ท่าทางเขาเองก็คงเป็นเช่นนี้...

ไม่รอให้ชายหนุ่มดึงตัวเองออกมาจากความคิดที่ชวนอาเจียนนั่น ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีก็มาหยุดยืนตรงหน้าเขา

“คุณผู้ชาย เชิญเข้ามานั่งก่อน”

วันนี้เย่เฟิงลางานมาตามหาพ่อแม่ หรือที่ถูกควรบอกว่ามาตามหาพ่อแม่ปลอมๆ

เนื่องจากกระเป๋าสตางค์เขาไม่อุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ เย่เฟิงจึงตัดสินใจหาครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่คนเดียวก็พอ หนึ่งนั้นจะได้ไม่มีพิรุธมากไป สองจะได้ประหยัดทุนรอนที่มีไม่มาก ใจก็สงสัย งานที่ไม่ส่วนตัวไม่ทางการชิ้นนี้ หากสวี่ซูถิงทราบถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ดุจทารกเกิดใหม่ของตน จะมีอะไรชดเชยช่วยเหลือหรือเปล่า

“คุณผู้ชาย เหม่อทำอะไรครับ มาถึงนี่แล้วให้ทำตัวเหมือนถึงบ้านตัวเอง” ชายวัยกลางคนโค้งแล้วยิ้มให้ คล้ายน้าคนที่สองเห็นหลานชายกลับบ้านมาเยี่ยมญาติ

ความเกรงใจของพวกเขามีเหตุผลอยู่ เนื่องจากคำกล่าวที่ว่าลูกค้าคือพระเจ้านั้นล้าสมัยไปแล้ว เพราะที่จริงลูกค้าร้ายกาจกว่าพระเจ้า อย่างน้อยในกระเป๋าลูกค้ามีสตางค์ ส่วนพระเจ้าปกติจ่ายแต่เช็คเด้ง

นโยบายของที่นี่คือใช้ความจริงใจของเรา แลกกับรอยยิ้มของท่าน หรือพูดให้ตรงกว่านั้น คือใช้ความจริงใจของเรา แลกกับเงินของท่าน แต่ประโยคแรกฟังดูอบอุ่นกว่าเล็กน้อย

เย่เฟิงอึ้งอยู่นาน นึกไม่ออกว่าครอบครัวตัวเองควรมีสภาพอย่างไร เขาเดินตามชายกลางคนไปบนระเบียงที่คดเคี้ยว ได้ยินเสียงทุบตีดุด่าจากสถานที่แห่งนี้ตลอดเวลา เสียงเด็กหลายคนร้อง คล้ายเป็นครอบครัวหนึ่งจริงๆ

แน่นอน สภาพนี้ดูไปบ้านแตกสาแหรกขาด แต่ยังคงมีความผูกพันของครอบครัว จะประคองไปได้ตลอดหรือไม่ ต้องดูที่ความอดทนของคู่สามีภรรยา

“คุณผู้ชายไม่ต้องสนใจ ผมจะพาคุณไปดูครอบครัวแบบปกติ” รอยยิ้มชายกลางคนคล้ายเคลือบด้วยน้ำผึ้ง บันดาลให้ผู้คนตำหนิต่อว่าไม่ลง “หากคุณอยากได้มื้ออาหารที่อบอุ่น ข้างหน้านี่ก็ใช่แล้ว”

“มื้ออาหารที่อบอุ่นเหรอ” เย่เฟิงประหลาดใจ ฟังยังไงก็เหมือนโฆษณาร้านอาหารตะวันตกที่ไหนสักแห่ง

“ใช่แล้ว มื้ออาหารที่อบอุ่นใช้สำหรับลูกค้าอายุน้อยที่เสียคนใกล้ชิดไป” รอยยิ้มชายกลางคนยังคงไม่คลายตัว น้ำคำก็สนิทสนม จะคำว่าแม่ม่ายเด็กกำพร้าอะไร เขาไม่เคยเอ่ยจากปาก เพราะนั่นอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณไม่ละเอียดอ่อนพอ ไม่นึกถึงคนอื่น “มื้ออาหารที่อบอุ่นมีพ่อแม่อย่างละหนึ่ง คนแก่ อาจเป็นคุณยายหรือคุณย่าเลือกได้อย่างหนึ่ง หากมีความต้องการอื่นพิเศษ อาจใช้ร่วมกับพี่น้องชายหญิงหรือลูกเมียก็ได้”

“หา” เย่เฟิงเหมือนหลุดเข้าไปในภัตตาคารอาหารต่างชาติชื่อดัง อึดใจเดียวก็แนะนำสิ่งที่คุณไม่ได้อยากกินเลยให้หลายอย่าง แต่เนื่องจากคุณรู้สึกว่าอาหารชุดนี้น่าจะประหยัด จึงอดถามไม่ได้ว่า “มื้อนี้ราคาเท่าไหร่”

“ห้าพันแปดร้อยแปดสิบต่อวัน เสื้อผ้าและอุปกรณ์ทั้งหมดทางเราเป็นฝ่ายจัดเตรียม ต่อให้เป็นแหวนแต่งงานของคุณผู้ชาย ถ้ามูลค่าไม่เกินสองหมื่น เราก็มีให้เช่า แต่หลังจากเช่าแล้ว นอกจากจะเก็บค่าเช่าที่ตกลงกัน ตัวแหวนเราก็จะรับคืนวันถัดมา” คำพูดชายกลางคนเจาะฟองสบู่แห่งจินตนาการของเย่เฟิงแตกละเอียด

เขากำลังจินตนาการว่าตนเองอยู่ในครอบครัวที่ลูกหลานเต็มบ้าน ครอบครัวของตนคงเอะอะวุ่นวาย คุณนายสวี่ยิ้มแย้มแจ่มใส พอตรวจอาการอีกที เนื้องอกในสมองก็หายไปแล้ว แต่แล้วฟองสบู่อันสวยงามก็แตกออก ไม่เหลือความน่าดูใดๆ

“เอ่อ มีที่ถูกกว่านี้ไหม ผมไม่ต้องการญาติเยอะขนาดนั้น”

“แน่นอน ที่ถูกหน่อยก็มี แต่คิดราคาแบบปลีก คิดรวมขึ้นมาแล้ว ไม่คุ้มเท่าเช่าแบบเป็นมื้อ” เห็นชัดว่าชายกลางคนอยากให้เช่าไปมากๆ จึงเชียร์อย่างไม่ย่อท้อ

ทั้งสองเดินพลางคุยพลาง กระทั่งมาถึงห้องแห่งหนึ่ง แม้กลางวันแสกๆ แต่ในห้องปิดม่านหนาทึบ แสงสว่างส่องเข้ามาไม่ได้แม้แต่น้อย แต่ในห้องเปิดไฟสีสันนวลตา ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคนออกแบบมีรสนิยม

เย่เฟิงไม่กล้านั่งลงบนเตียงสีขาวราวหิมะ กลัวว่าถ้าทำเลอะเป็นรอยเปื้อนจะชดใช้ไม่ไหว จึงซุกตัวลงบนโซฟาหนังแท้แทน ปากก็ว่า

“ไม่ต้อง ผมจะหมั้น ต้องใช้ญาติผู้ใหญ่สักคน ไม่อย่างนั้นงานพิธีคงไม่ยิ่งใหญ่ จริงไหม”

เขาพูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะอย่างใจลอย ชายกลางคนเข้าใจกระจ่างทันที ยิ้มออกมา

“อย่างนี้นี่เอง ผมเข้าใจ ที่จริงคนที่ต้องการบริการอย่างคุณผู้ชายมีมากมาย ไม่ทราบคุณต้องการญาติผู้ใหญ่อาวุโสเท่าไหร่ ระดับชนชั้นประมาณไหนครับ”

เขามองเย่เฟิงด้วยสายตาอบอุ่น แต่ผู้ชายจอมปลิ้นปล้อนชอบหลอกลวงหญิงสาวก็มักใช้ลูกไม้นี้ พอถึงเวลาก็กวาดเรียบทั้งเงินทองสาวงาม แต่ที่นี่แค่บริการให้เช่าครอบครัว ไม่ได้ให้เช่าความดี ดังนั้นแม้จะรู้ทัน แต่เย่เฟิงคร้านจะใส่ใจ

ชายหนุ่มรู้จักคำว่าอาวุโส รู้จักลำดับรุ่น แต่ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องระดับชนชั้น

“ระดับชนชั้นคืออะไร”

“ชนชั้นมีหลายประเภท” ชายกลางคนอธิบายอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย “ยกตัวอย่างเช่น หากพ่อตาแม่ยายคุณเป็นปัญญาชน คาดว่าคงไม่ชอบคนตระหนี่ถี่เหนียว กรณีนี้เราจะรับผิดชอบหาญาติผู้ใหญ่ที่ดูเป็นปัญญาชนให้ลูกค้า พวกเราบริการด้วยความจริงใจ ไม่เพียงรับประกันความพอใจของลูกค้า แต่ยังช่วยให้งานของลูกค้าสำเร็จลุล่วง หากลูกค้าตั้งใจร่วมมือล่ะก็ อัตราการประสบความสำเร็จของเราจะมากกว่าร้อยละเก้าสิบอีก”

เย่เฟิงไม่สนใจอัตราการประสบความสำเร็จ เพราะเรื่องหมั้นหมายนี้กำหนดไว้แน่นอนแล้ว ถ้าไม่ใช่จงใจก่อกวน ต่อให้อยากล้มเหลวยังยาก แต่พอนึกถึงว่าช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุด ส่งพระต้องส่งให้ถึงชมพูทวีป ตนเองเป็นพนักงาน ควรทำให้ผู้จัดการใหญ่พอใจ เขาใคร่ครวญหลักการดึงดูดกันและกันของคู่ตรงข้าม ก่อนควักโทรศัพท์มือถือออกมาต่อสายหาสวี่ซูถิง ประโยคแรกก็ถามว่า

“ผู้จัดการสวี่ คุณป้าชอบผู้ชายแบบไหน”

 

สวี่ซูถิงนั่งอยู่ข้างเตียงของแม่ ครุ่นคิดกังวล ดูแลแม่ติดต่อกันหลายคืนไม่ได้ห่าง แม้ไม่ถึงกับทำให้ใบหน้าผุดผาดทรุดโทรมลง แต่กัดกร่อนแรงกายของเธออย่างยิ่ง

หญิงสาวใช้สายตาอ่อนล้าเหม่อมองแม่ที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าที่กำลังหลับสนิททำให้เธออดปวดใจไม่ได้ ทั้งหมอทั้งพยาบาลต่างบอก หากไม่มีงานอะไร มาดูแลแม่ก็เป็นเรื่องปกติ แต่หากที่บ้านมีธุระอะไร จะออกไปจัดการก็ได้ ทางนี้ย่อมมีพยาบาลพิเศษคอยดูแล

แน่นอน จ้างพยาบาลพิเศษต้องใช้เงิน

ไม่ใช่สวี่ซูถิงไม่เชื่อถือพยาบาลมืออาชีพ แต่กลัวประวัติศาสตร์สามปีก่อนจะซ้ำรอย หมอเตือนแล้วว่าคนป่วยควรรีบผ่าตัดโดยด่วน หากหมดสติไปอีกครั้ง จะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกไหม

มือที่กุมโทรศัพท์จึงคล้ายเกาะกุมฟางข้าวที่ใช้ลอยคอต่อชีวิต จวินอู่กลับโรงงานไปแล้ว เขามีงานมากมายต้องจัดการ งานของจางฟาไฉครั้งนี้แม้ดูง่าย แต่สวี่ซูถิงต้องการให้โรงงานคงมาตรฐานเอาไว้ ในสายตาเธอ มาตรฐานเป็นทุนรอนที่ทำให้โรงงานอยู่ต่อไปได้

จางฟาไฉสั่งสินค้าครั้งนี้ ไม่แน่อาจเป็นบททดสอบของโรงงานเธอก็ได้

สวี่ซูถิงคิดถึงตรงนี้ ก็อดนึกถึงเย่เฟิงไม่ได้

เรื่องมากมายเป็นเช่นเดียวกับตัวไหม แรกเริ่มอาจเห็นแค่หนอนไหมดิ้นไปมา ส่งเสียงซ่อกแซ่ก แต่เผลอเมื่อไหร่ คุณจะพบว่าใบหม่อนที่วางลงไปหายเกลี้ยงไม่เหลือ เย่เฟิงก็เช่นกัน เขาเข้ามาประทับอยู่ในใจเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอไม่รู้ตัวเลย

แต่สวี่ซูถิงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความรักเด็ดขาด ความรักต้องยิ่งใหญ่ ต้องซับซ้อน อาจถึงขั้นสะท้านสะเทือนถึงจิตวิญญาณ แต่ไม่ควรราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแบบนี้ ครั้งแรกที่เธอเห็นเย่เฟิงก็รู้สึกว่าเขาธรรมดาเป็นพิเศษ

คนธรรมดาเป็นพิเศษ บรรยายแบบนี้ออกจะประหลาดไปบ้าง แต่เธอรู้สึกอย่างนี้จริงๆ

เธอไม่เคยหวั่นไหวใจไปกับเย่เฟิง แต่ซึ้งใจนั้นเคยมี เห็นเขาลำบากลำบนแบกแม่ลงมาจากชั้นสิบเจ็ด หญิงสาวที่ตอนนั้นไม่มีใครอื่นช่วยเหลือรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง แทบร้องไห้ออกมา

แต่ซึ้งใจก็คือซึ้งใจ ความซึ้งใจไม่ควรเกี่ยวพันถึงความรัก ...ไม่ใช่หรือ และการแสดงความขอบคุณก็มีหลายแบบ ไม่ต้องเชยเฉิ่มขนาดเอาตัวเข้าแลกก็ได้กระมัง

เมื่อคิดถึงตรงนี้ สวี่ซูถิงก็อยากหัวเราะออกมา เธอแค่อยากอยู่อย่างสงบไปชั่วชีวิต แต่กลับคิดฟุ้งซ่านสับสน จังหวะนั้นโทรศัพท์ดังขึ้น เห็นหมายเลขที่โทรมาแล้วอดนึกไม่ได้ว่าคนโบราณว่าไว้พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา แต่ใครจะรู้ บางครั้งแค่คิดถึง โจโฉก็มาได้เหมือนกัน

หญิงสาวซอยเท้าออกนอกประตู กดปุ่มรับโทรศัพท์ เพิ่งพูดได้ประโยคเดียวว่า เย่เฟิง มีอะไร

วันนี้เย่เฟิงลางาน บอกว่าจะไปเตรียมงานหมั้น เธอก็อนุญาต รู้สึกงานหมั้นแม้ยุ่งวุ่นวาย แต่พวกเขาสองคนแค่หมั้นปลอม ไม่จำเป็นต้องเสียแรงจัดให้สมจริงก็ได้

แต่เย่เฟิงบอกว่าต้องซื้อเสื้อที่ดูดีหน่อย เสื้อเขาโทรมมากแล้ว อุตส่าห์ลำบากลำบนซื้อตัวใหม่ ก็มาถูกฉีกขาดอีก และอย่างไรก็ต้องจองโต๊ะดื่มฉลอง ให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้ดื่มกินกันสักมื้อ

แม้จะเพิ่มผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเข้ามา สวี่ซูถิงยังไม่แน่ใจเลยว่าโต๊ะจะเต็มหรือเปล่า แต่ยังคงให้เงินเย่เฟิงไปอีกหลายพัน ครั้งนี้เธอไม่ขัดข้องอะไร แค่รู้สึกว่านี่เป็นธุระของเธอ ควรใช้เงินเธอ เย่เฟิงไม่มีเหตุผลต้องช่วยออก เมื่อถึงคราวที่ตัวเองควรจ่ายก็ต้องจ่าย

แต่เธอนึกไม่ถึงว่า ประโยคแรกของเย่เฟิงคือ คุณป้าชอบผู้ชายแบบไหน?!

“ต้องชอบผู้ชายแบบพ่อฉันอยู่แล้ว!” สวี่ซูถิงโมโหนิดหน่อย ในใจแอบคิดว่ายังไม่ทันได้หมั้น นายก็เริ่มคิดเรื่องชีวิตคู่แม่ฉัน ยุ่งย่ามมากไปแล้ว

เย่เฟิงที่อยู่ปลายสายอึ้งไปพักหนึ่ง จึงถามว่า

“แล้วคุณลุงเป็นคนยังไง”

“พ่อฉันรูปหล่อ สูงใหญ่ มั่นคง ซื่อสัตย์ สรุปคือข้อที่ที่คุณไม่มี พ่อฉันมีหมด” สวี่ซูถิงเอ่ยถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ ถามว่า “คุณถามเรื่องพวกนี้ไปทำไม”

แต่ปลายสายวางหูไปแล้ว สวี่ซูถิงได้แต่งงนึกว่าคนอย่างเขาก็โกรธเป็นด้วย

เย่เฟิงไม่ได้โกรธ เขาแค่รู้สึกผู้ชายที่มีคุณสมบัติทั้งสี่ข้อนี้หายาก หากสวี่ซูถิงเพิ่มเงื่อนไขอะไรมาอีก คงต้องออกนอกเมือง S ไปหาถึงอัฟกานิสถานหรืออิรักถึงจะเจอ เพราะจำได้ว่ามีคนพูดไว้ ผู้ชายที่ผ่านไฟสงครามมาจึงจะเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง ยุคนี้บ้านเมืองสงบสุข ฉะนั้นลูกผู้ชายที่แท้จริงคงมีอยู่แค่แถวนั้น

“ที่จริงผมอยากได้ญาติ... ญาติผู้ใหญ่” เย่เฟิงรู้สึกคำว่าพ่อแท้ๆ พูดลำบากเหลือเกิน “อย่างน้อยดีกว่าผมนิดหนึ่ง”

ชายกลางคนกวาดตาพิจารณาเย่เฟิงรอบหนึ่ง

“คุณผู้ชาย ผมขอพูดอะไรไม่น่าฟังสักนิด คนที่ดีกว่าคุณมีไม่มากเลย”

“น่าฟัง ใครว่าไม่น่าฟังผมจะซัดกับมัน!” แม้รู้ดีว่าคนตรงหน้ากำลังสอพลอ แต่เย่เฟิงยังฟังจนปลื้ม “แต่มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ผมเองก็คงจะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง”

“ยกตัวอย่างเช่นอะไรครับ” ชายกลางคนขมวดคิ้ว

“ยกตัวอย่างเช่นต้องตัวสูงใหญ่กว่าผม” เย่เฟิงนึกถึงเงื่อนไขของสวี่ซูถิงข้อแรก

“สูงกว่าคุณหรือ” ชายกลางคนคะเนเย่เฟิงด้วยสายตา “ผมคิดว่าคุณคงสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบ”

“ประมาณนั้น” เย่เฟิงพยักหน้า

“งั้นคุณอยากได้สูงเท่าไหร่” ชายกลางคนถามอย่างสงสัย “ให้สูงกว่านี้ คงมีแต่คนที่ไปคัดตัวนักบาสฯ NBA หรือ CBA ผู้ชายหากสูงเกินไป ไม่แน่จะมีประโยชน์ คุณครับ มาตรฐานของคุณข้อนี้จะได้คนที่สูงเกินไป ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนถูกกดไว้ อาจส่งผลร้ายต่อความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย”

เห็นท่าทางชายกลางคนทึ่มทื่ออย่างนั้น แต่ปากเขาแทบพูดจนปลุกคนตายคืนชีพได้

ความคิดเย่เฟิงเริ่มสั่นคลอน

“ว่าไปก็ถูก เอาสูงเท่าผมก็ได้ แต่ต้องหน้าตาดีกว่าผม”

“หน้าตาดีหรือ” ชายกลางคนยิ้มออกมา “หากต้องการหาคนที่หน้าตาดีกว่าคุณ ที่จริงค่อนข้างยาก รูปหน้าอย่างคุณ หากถอนแว่นออก ก็เป็นชายในฝันของสาวน้อยไม่รู้ความมากมายแล้ว”

“ก็จริง ผมเคยบอกว่าตัวเองหน้าตาดี แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ” เย่เฟิงพยักหน้า แต่แล้วกลับสงสัย “ทำไมต้องเป็นสาวน้อยไม่รู้ความด้วย”

“เรื่องนี้...เพราะผู้ชายต้องมีมโนธรรม มีคุณธรรม” ชายกลางคนคิดอยู่ครู่จึงตอบ “คุณหน้าตาดีเกินไป ฉะนั้นคนอื่นจึงเห็นแค่ความหล่อเหลาของคุณ มองไม่เห็นมโนธรรมในตัวคุณ แต่พอคุณสวมแว่น ต่อให้มีมโนธรรมก็ขาดความหน้าตาดี”

เย่เฟิงเพิ่งค้นพบเป็นครั้งแรกว่า ที่แท้ความหน้าตาดีก็มีข้อเสีย

“งั้นทำไมยังไม่มีผู้หญิงมาชอบผม”

“คุณไม่ได้กำลังจะหมั้นหรือ จะไม่มีผู้หญิงชอบได้อย่างไร” ชายกลางคนยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัย

“ก็จริง” เย่เฟิงเมื่อมาถึงที่นี่ ได้แต่พยักหน้าถ่ายเดียว “เธอชอบมโนธรรมของผม”

พูดแล้วเขาก็ลนลานเอ่ยต่อ เพราะระแวงว่าสวี่ซูถิงอาจซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ได้ยินแล้วจะกระโจนออกมาตบเขา

“งั้นหาคนที่มั่นคงซื่อสัตย์กว่าผมเถอะ”

ชายกลางคนจ้องมองเย่เฟิงอย่างจริงจัง

“คุณผู้ชายขอผมแสดงความเห็นสักนิด คุณลองคิดดู คนทั่วไปคิดว่านาฬิการอยัลโอ๊คที่ฝังเพชรฝังทองคำจะเดินไม่ตรงไหม”

“อืม ต้องไม่คิดแน่” เย่เฟิงพยักหน้าอย่างจริงจัง รอยัลโอ๊คเป็นนาฬิกาแบรนด์ดัง เย่เฟิงรู้สึกชายตรงหน้าใช้นาฬิกายี่ห้อนี้มาเปรียบเทียบกับตนได้เหมาะสมยิ่งนัก

“อย่างนั้นผู้ชายที่ทั้งสูงใหญ่หล่อเหลา ทั้งยังมีมโนธรรมอย่างคุณ คนอื่นจะว่าคุณซื่อสัตย์มั่นคงไม่พอหรือเปล่า” ชายกลางคนอาศัยวิธีเดียวตีตกทุกประเด็น

เย่เฟิงแม้ไม่ค่อยเข้าใจว่าจับมาโยงกันได้ยังไง แต่ยังคงผงกศีรษะ

“คุณพูดถูก แต่คุณ... คุณคงไม่ได้จะให้ผมเล่นละครเป็นพ่อตัวเองใช่ไหม”

“ไม่ใช่แน่นอน” ชายกลางคนยิ้มออกมา “ที่จริงผมจะหาผู้ชายประเภทเดียวกันกับคุณในวัยที่สูงขึ้นสักหน่อย แต่คุณเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว คิดหาคนที่สมบูรณ์แบบอย่างคุณย่อมลำบาก แน่นอนว่าราคาก็ต้องสูงสักเล็กน้อย”

ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งชายกลางคนเดินออกจากห้องไปเลือกนักแสดง เย่เฟิงยังไม่แน่ใจเลยว่าชายคนนั้นชมเขาด้วยความจริงใจ หรือชมเพื่อฉวยโอกาสควักเงินออกจากกระเป๋าเขาให้มากขึ้นกันแน่

แต่เขายินดีเชื่อผู้มีประสบการณ์ที่จริงชีวิตคนก็เหมือนกระดานหมากรุก แพ้ชนะทำไมต้องจริงจังนักทว่าหมากกระดานนี้หากเกี่ยวพันกับเงินรางวัลหลายแสน นั่นย่อมต้องตั้งใจเล่นแล้ว

พอไม่มีชายกลางคนคอยประจบ เย่เฟิงก็เริ่มเบื่อ หยิบหนังสือจากโต๊ะเล็กด้านข้างมาพลิกดู เล่มแรกเกี่ยวกับศิลปะการจัดดอกไม้ เขาเป็นแต่ปักมีด ไม่สนใจปักดอกไม้ ดังนั้นพลิกอีกเล่ม เขียนว่าหญิงสาวควรทำอย่างไรจึงรั้งหัวใจชายหนุ่มได้ เล่มนี้ผู้หญิงน่าจะสนใจ แต่เย่เฟิงไม่สนใจ กระทั่งพลิกมาเล่มที่สาม เขาจึงกระตือรือร้นขึ้นเล็กน้อย คือหนังสือคุณสมบัติสิบประการที่ชายผู้ประสบความสำเร็จต้องมี

แม้จะรู้ว่าคนเขียนหนังสือน่าจะเป็นผู้ชายที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซุกอยู่มุมห้องครัวแล้วแต่งเงื่อนไขสิบข้อขึ้นมาเองเสียมากกว่า ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งบทความตัวเองมาตีพิมพ์กับนิตยสารพรรค์นี้ แต่เย่เฟิงคิดว่า ไม่ว่าผู้ชายคนไหนๆ ก็ควรประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเขา

ฉะนั้น เขาจึงอยากเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น

แต่เพิ่งอ่านหัวข้อแรก ที่บอกว่าผู้ชายที่ประสบความสำเร็จต้องมีเงิน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมาจากช่องประตู

เย่เฟิงอดเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้ เดิมเข้าใจว่านักแสดงของเขามาแล้ว แต่เพิ่งมองไปแวบแรก หัวใจก็สั่นสะท้าน โอ แม่เจ้า!

คนที่ยืนอยู่ตรงช่องประตูเป็นผู้หญิง!

ผู้หญิงมีหลายประเภท ทั้งผู้หญิงเร่าร้อน ผู้หญิงนุ่มนวล ผู้หญิงหัวสมัยใหม่ ผู้หญิงบอบบางน่าถนอม เย่เฟิงคิดว่าตนเองเคยพบเห็นมาไม่น้อย แต่เขาไม่เคยเห็นเด็กสาวที่สดใสบริสุทธิ์เท่านี้มาก่อน

เส้นผมยาวประบ่าสีดำเงาวาม เป็นประกายจับใจ ดวงตากลมโตริมฝีปากเล็กรับกันเหมาะเจาะพอดี เธอสวมชุดสีขาวดั่งหิมะ แต่ยังคงไม่อาจขาวไปกว่ามือที่งดงามราวสลักจากหยกคู่นั้น

แต่เด็กสาวดูเรียบร้อยอย่างยิ่ง สองมือประสานกันวางทับชายเสื้อด้านหน้า มือข้างหนึ่งบิดเกร็ง บอกถึงใจที่ไม่สงบ

คลับชินฉิงดีจริงๆ เย่เฟิงคิดอย่างตื้นตัน คงกลัวเขาจะเหงา จึงหาเด็กสาวมาคุยเป็นเพื่อน นี่ถือเป็นส่วนลดของแถมหรือเปล่า

เย่เฟิงยืนขึ้น เอ่ยทักอย่างกระตือรือร้น

“มานั่งนี่เถอะ”

เด็กสาวส่งเสียง “อืม” แผ่วเบาราวกับยุง

ถึงเย่เฟิงจะไม่ใช่สุภาพบุรุษ แต่เขารู้จักสำรวม หากพอให้ยินเด็กสาวส่งเสียงในลำคอ ทั้งอ่อนหวานทั้งนุ่มนวล เขาก็อดขนลุกไม่ได้

ชายหนุ่มลุกขึ้นรินน้ำให้เธอ นี่คล้ายเป็นครั้งที่สองที่เขารินน้ำให้คนอื่น พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเด็กสาวนั่งลงบนโซฟาอย่างไร้สุ้มเสียง ศีรษะเล็กๆ ก้มต่ำ เขากลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไรอีก

“คุณชื่ออะไร” เด็กสาวคอยอยู่นานไม่เห็นเขามีปฏิกิริยาอะไรจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นเอง

เสียงของเธออ่อนหวานเช่นเดียวกับรูปร่างหน้าตา น่ารักน่าถนอม

“เย่เฟิง”

“เพศล่ะ” เด็กสาวพอถามไปประโยคหนึ่ง ทีท่าก็เป็นธรรมชาติมากขึ้น เพียงแต่สองแก้มยังคงแดงเรื่อตลอดเวลา ยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความสวยเจิดจ้า

ผู้หญิงเหมือนกัน ทำไมถามแล้วให้อารมณ์ต่างกันขนาดนี้ เย่เฟิงสะท้อนใจ

นึกถึงตอนสมัครงานขึ้นมาได้ ครั้งแรกที่พบสวี่ซูถิง เธอก็ถามถึงชื่อแซ่ เพศของเขาอย่างเย็นชา แม้เนื้อความเหมือนกัน แต่ได้ยินแล้วรู้สึกต่างกันราวนรกกับสวรรค์

“น่าจะผู้ชาย” เย่เฟิงตอบอย่างกำกวม

เด็กสาวหัวเราะพรืด “เป็นผู้ชาย ทำไมขี้อายกว่าผู้หญิงอีก”

“หา” เย่เฟิงได้สติ นี่ไม่ใช่การสมัครงาน และไม่ใช่งานแต่งเด็กสาวคนนี้เข้าบ้าน

เขาเป็นลูกค้า ...ลูกค้าไง เป็นพระเจ้า ใช่ พระเจ้า... อย่างน้อยต้องวางท่าสูงส่ง ไม่อย่างนั้นคงเสียทีที่ลอยไปมาบนสวรรค์ทุกวันแล้ว...

หนังสือแนะนำ