บทที่ 21 พลัดเข้าแดนอันตราย

เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์เพิ่งเยี่ยมหน้า  เสี่ยวเตาเปิดหน้าต่าง ชะโงกมองสีท้องฟ้า วันนี้ปุยเมฆดั่งก้อนหมั่นโถว เรียงรายเต็มฟ้า 

เสี่ยวเตากำลังดูเพลิน เซวียเป่ยฝานห้องติดกันเปิดประตูเดินออกมา ทั้งสองเผชิญหน้า...เสี่ยวเตาเหล่มอง

เซวียเป่ยฝานเห็นนางก็นึกขัน เดาว่าสาวน้อยคนนี้ยังเคืองเรื่องเมื่อคืนไม่หาย จึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน “อรุณสวัสดิ์ แม่นางเสี่ยว…”

คำว่าเตาไม่ทันหลุดปาก เสี่ยวเตาก็ปิดหน้าต่างโครม เซวียเป่ยฝานได้แต่เกาคอแก้เก้อ

หน้าประตูเรือน ฉงหัวเดินเข้ามา พอเห็นเขาก็เอ่ยว่า “วันนี้อัปมงคล เจ้าระวังเจอเคราะห์เลือดตกยางออก”

“เพ้ย!” เซวียเป่ยฝานแสยะปาก “ข้าเพิ่งตื่น เจ้าก็เอาเคราะห์มากำนัลแต่เช้าเลย”

“เชอะ” ฉงหัวน้ำเสียงจริงจัง “พูดเรื่องจริงเจ้ากลับไม่ฟัง”

เซวียเป่ยฝานเดินเข้ามานั่งในลาน ถามเขาว่า “วันนี้ทำอะไรบ้าง”

ฉงหัวระบายยิ้ม “ข้าจะพาเสี่ยวเยว่ไปเดินเล่น”

เซวียเป่ยฝานเบะปาก “ทรามวัยพาให้เลอะเลือน!”

ฉงหัวยักคิ้ว “เรื่องแบบนี้ต้องจู่โจมบ้าง ทางเจ้าถึงกับมุดเข้าผ้าห่มแล้ว ทางข้ายังไม่เคยจับมือด้วยซ้ำ…”

ไม่ทันขาดคำ พลันได้ยินเสียงกะละมังล้างหน้าในห้องเสี่ยวเตาหล่นโครม ฉงหัวรีบหรี่เสียง “เฮ้อ เจ้ารีบหาวิธีง้อเถอะ ผู้มีพระคุณของเจ้าเชียวนา”

เซวียเป่ยฝานหันกลับไปมองหน้าต่างที่ปิดสนิทบานนั้น อมยิ้มกล่าว “ข้าจะไปสำรวจภูเขาเซียนอวิ๋น เจ้าจะไปหรือไม่”

ฉงหัวยักไหล่ “อยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวเยว่สำคัญกว่า”

เซวียเป่ยฝานยื่นมือชี้จมูกเขา “เห็นนารีดีกว่าสหาย!”

ฉงหัวยักไหล่ไม่แยแส “ทำอย่างไรได้ ท่านแม่ข้ามีบัญชา บอกว่าลงมือก่อนได้เปรียบ” แล้วเตือนเขาอีกครั้ง “เจ้าอย่าลืมเด็ดขาด มีเคราะห์เลือดตกยางออก”

“เจ้าแช่งชักข้าให้น้อย เคราะห์หามยามร้ายของข้าก็คงไม่มี” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า ก่อนวิ่งเข้าห้องครัวหาของกิน

ดวงตะวันลอยโด่ง เสี่ยวเตายังไม่ออกจากห้อง

เสี่ยวเยว่คิดว่าเมื่อคืนนางโวยวายจนเหนื่อยจึงนอนตื่นสาย แต่หากตอนนี้ยังไม่ลุกคงได้กินข้าวเที่ยงแล้ว จึงไปเคาะประตูห้องเสี่ยวเตา

ก๊อกๆๆ สามที เสียงของเสี่ยวเตาค่อยดังมา “นอกจากเสี่ยวเยว่ ใครก็ห้ามเข้ามา”

เสี่ยวเยว่ยิ้มร่า ผลักประตูเบาๆ เดินเข้าไป… เห็นเสี่ยวเตานอนเท้าคางแกว่งขาไปมา ในปากคาบขนมเปี๊ยะชิ้นหนึ่ง กำลังมองดูแผ่นภาพอยู่

“ตื่นแล้วหรือ” เสี่ยวเยว่จะเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท เสี่ยวเตารีบร้องห้าม “อย่าเปิด!”

“ทำไมหรือ”

“ไม่มีหน้าพบเจอผู้คน ขอหลบสักสองวันค่อยว่ากัน”

เสี่ยวเยว่รู้สึกน่าขัน เดินมานั่งลงบนขอบเตียง ชะโงกเข้าไปดูภาพ เป็นภาพหลายใบที่เสี่ยวเตาเอามาจากไหนไม่ทราบ วาดได้เละเทะมาก

“นี่อะไร”

“ภาพลักษณะพื้นที่ของภูเขาเซียนอวิ๋นที่พวกลุงๆ ป้าๆ หลายคนในห้องครัววาดให้” เสี่ยวเตาถือขนมเปี๊ยะไส้ถั่วเขียวครึ่งชิ้น พลางบอกกับเสี่ยวเยว่ “ประหลาดมาก”

“ประหลาดอย่างไร”

“เจ้าดู ท่านแม่เฒ่าได้ยินเรื่องของไช่เหลียนตั้งแต่ยังเด็ก ก็แปลว่าเรื่องนั้นผ่านไปสี่สิบกว่าปีแล้ว จริงไหม”

เสี่ยวเยว่พยักหน้า ไม่เข้าใจว่าเสี่ยวเตาจะพูดอะไร

“สี่สิบกว่าปีแล้ว ระหว่างนั้นเหมือนมีข่าวลือว่ายายเฒ่าภูเขาออกอาละวาดตลอด แล้วไฉนไช่เปี้ยนเพิ่งมาปิดภูเขาช่วงนี้”

“ใช่เป็นเพราะช่วงนี้มีคดีฆ่าคนตายเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือไม่”

เสี่ยวเตาส่ายหน้า “ตามเหตุผล ถ้าเชื่อว่าปีศาจฆ่าคนจริงๆ สมควรหาพวกนักพรตนักบวชมาทำพิธีปราบปีศาจถึงจะถูก ล้อมปิดภูเขาแบบนี้มีประโยชน์อะไร”

เสี่ยวเยว่รู้สึกมีเหตุผล เอียงคอถามเสี่ยวเตา “เจ้าพบพิรุธอะไรหรือ”

เสี่ยวเตาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ อุ้มแมวน้อยที่เปลี่ยนเป็นเรียบร้อยเพราะผ่านการอบรมขั้นสูงสุดจากนางเมื่อคืนนี้ไว้บนตัก “เพราะอะไรถึงเป็นช่วงนี้ ช่วงนี้จู่ๆ เกิดคดีฆ่าคนตาย ช่วงนี้ก็เลยจะปิดภูเขา...ในนี้คล้ายมีอะไรซ่อนอยู่ไม่น้อย”

“เมื่อวานท่านแม่เฒ่าไม่ได้เล่าหรือ”

เสี่ยวเตาพนมมือ “ก็ท่านแม่เฒ่าบอกว่า พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข…”

พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาพลันหยุดกึก นิ่งคิดนิดหนึ่ง “พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข? หรือจะบอกใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าเทวรูปอะไรพวกนี้”

เสี่ยวเยว่มองนางอยู่ด้านข้าง ตบไหล่นางยิ้มๆ “เสี่ยวเตาของข้าฉลาดที่สุด ทุกครั้งที่วิเคราะห์ต้องได้ความคิดดีๆ เสมอ” 

เสี่ยวเตายักคิ้วยิ้มปริ่ม “ฉลาดมากใช่ไหม”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า “เซวียเป่ยฝานก็ฉลาดเช่นกัน”

เสี่ยวเตาเบะปากหน้างอทันที “ห้ามชมเจ้าโจรราคะนั่น”

“แต่เมื่อครู่เขาก็สอบถามบ่าวข้างนอก ว่าแถวๆ ภูเขาเซียนอวิ๋นมีศาลเจ้าเทวรูปอะไรบ้างหรือไม่”

เสี่ยวเตาอ้าปากกว้าง “แล้วพวกบ่าวตอบว่าอย่างไร”

“เหมือนจะบอกว่ามีวัดเซียนอวิ๋นอยู่แห่งหนึ่ง อยู่บนเนินเขาในภูเขาเซียนอวิ๋น”

เสี่ยวเตากระโดดผลุง “ที่นี่แน่”

เสี่ยวเยว่ยิ้มพลางช่วยนางพับผ้าห่ม

.........................

ยามเที่ยง เสี่ยวเตาคาบซาลาเปาไส้เนื้อลูกหนึ่ง เอาถุงสมบัติพันไว้ข้างเอว เปลี่ยนใส่ชุดเรียบง่าย ถือตะกร้าใบหนึ่งและร่มวิเศษกระดาษแดง ค่อยๆ ย่องออกจากคฤหาสน์ทางด้านหลัง

เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตู ก็เห็นใบหน้าคนผู้หนึ่งส่งยิ้มมาทางตน ไม่ใช่เซวียเป่ยฝานจะเป็นใคร เวลานี้เขาสวมชุดสีดำทั้งตัว ในมือยังมีดาบสีดำอีกเล่มหนึ่ง

“ช้าจริง รอเจ้าครึ่งค่อนวันแล้ว” เซวียเป่ยฝานยกดาบพาดไหล่ ปั้นหน้านักเลง

เสี่ยวเตารู้สึกยิ่งมองยิ่งขัดนัยน์ตา เบือนหนี ไม่ดู หมุนตัวเดินไป

“นี่” เซวียเป่ยฝานวิ่งมาขวางหน้า “เจ้าอย่าใจแคบไปหน่อยเลย”

เสี่ยวเตาปัดมือเขาออก

เซวียเป่ยฝานเห็นกิริยาของนาง อยากขำแทบแย่ แต่กลั้นไว้ ล้วงมือหยิบของสิ่งหนึ่งจากแขนเสื้อ วางบนอุ้งมือแล้วยื่นส่งให้นาง

เสี่ยวเตาชำเลือง เห็นเป็นผลึกแก้วสีม่วงอ่อนที่โปร่งแสงแวววาวก้อนหนึ่ง จึงสะบัดหน้า “อย่าหมายซื้อใจข้า”

“เจ้าดูให้ดีก่อน”

เสี่ยวเตามองหินในมือเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ “ก็แค่ก้อนหินธรรมดา”

เซวียเป่ยฝานหน่ายใจ “ลองมองข้างนอกผ่านก้อนหิน”

เสี่ยวเตายกก้อนหินขึ้นมาทาบกับดวงตา พลันพบว่า ตรอกเล็กมีสภาพเปลี่ยนไปเมื่อมองผ่านก้อนหิน จากตรอกเล็กที่อึมครึมกลายเป็นสดใสขึ้นมาทันตา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน

เสี่ยวเตารู้สึกอัศจรรย์ แต่ก็ไม่อยากให้เซวียเป่ยฝานเห็น จึงเม้มปาก ถือหินก้อนนั้นวิ่งไปที่ปากตรอก ส่องดูกับถนน กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักนิด เสี่ยวเตาพิศวงแล้ว

“เด็กโง่” เซวียเป่ยฝานเดินถึงข้างตัวนาง “ถนนใหญ่ของเมืองจินหลิงสวยงามอยู่แล้ว ถ้าให้สวยกว่านี้มิเท่ากับวาดงูเติมขา* เกินความจำเป็นหรอกหรือ?”  

[*วาดงูเติมขา สำนวนหมายถึงแต่งเติมมากเกินไปกลับทำให้เสียหาย]

เสี่ยวเตาถือก้อนหินมองเขางงๆ

“หินก้อนนี้ พี่ใหญ่ให้ข้าตอนเด็ก” เซวียเป่ยฝานกอดอกกล่าวเนิบๆ “ตอนนั้นพวกเรามีอยู่ช่วงหนึ่งชอบซ่อนตัวในที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง ทุกครั้งที่ข้าทุกข์ใจ จะหยิบหินก้อนนี้ขึ้นมาส่องดู อารมณ์ก็แจ่มใสทันที”

เสี่ยวเตาเดาะก้อนหินในมือ เหล่มองเขา “แล้วท่านให้ข้าทำไม”

“ก็อยากให้เจ้าอารมณ์ดี อย่าโกรธอีกเลย หืม?”

เสี่ยวเตาถือก้อนหินไว้ เซวียเป่ยฝานคนนี้นับว่าง้อคนเก่งไม่เบา ที่แท้ตอนเด็ก เขากับพี่ใหญ่เขาเคยร่วมทุกข์มาด้วยกัน? เสี่ยวเตานึกถึงถ้อยคำที่ท่านแม่พูดอยู่เสมอ...บุรุษง้อสตรีเป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรม บางครั้งง้องอนกับลวงหลอกเพียงห่างแค่หนึ่งก้าว บุรุษเองก็ยังแยกไม่ถูกว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ทว่า ชายโง่ใช้เงินทองง้อหญิง ชายซื่อใช้ความรักง้อหญิง ชายฉลาดง้อหญิง กลับแสร้งทำตัวน่าสงสาร

เซวียเป่ยฝานถือโอกาสตีเหล็กตอนร้อน “หิวหรือไม่ ข้าพาไปเลี้ยงข้าว”

เสี่ยวเตาจ้องหน้าเขา “ถ้าข้าจะกินของดี”

“อยากกินอะไรล้วนได้หมด เลี้ยงเจ้าทุกวันเลย” เซวียเป่ยฝานยิ้มเอาใจ

“ตลบตะแลง” เสี่ยวเตางึมงำ คล้องตะกร้าเดินขึ้นหน้าไป

เซวียเป่ยฝานถอนหายใจ สตรีก็คือสตรี จิตใจอ่อนไหว ง้อง่ายจะตาย!

เสี่ยวเตากลับคร้านจะโกรธต่อ บุรุษก็คือบุรุษ ใจร้ายใจดำ หลอกให้ตายใจเท่านั้นเอง!

ด้วยเหตุนี้ จึงเดินหน้าไปแบบต่างคนต่างคิด ไม่ถึงครู่ เซวียเป่ยฝานจู่ๆ ถามเสี่ยวเตา “รู้สึกอะไรหรือไม่?”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงฮึ “ออกจากคฤหาสน์ก็เริ่มมีคนสะกดรอยพวกเราแล้ว”

เซวียเป่ยฝานกระตุกมุมปาก “เจ้าคงไม่ได้มีสัญญาหมั้นหมายกับใครแถวนี้กระมัง”

“ไปไกลๆ!” เสี่ยวเตาทำตาดุใส่ “ข้าเพิ่งเคยมาเมืองจินหลิงเป็นครั้งแรก ท่านต่างหาก ไปแอบทำเจ้าชู้กับใครมา”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อชั่วร้าย “หึงข้าหรือ? เจ้าวางใจ ใต้แผ่นฟ้านี้ สตรีที่เคยมุดผ้าห่มข้าเซวียเป่ยฝาน มีเจ้าคนเดียว!”

“ยังจะพูดอีก” เสี่ยวเตาโกรธเกรี้ยว ยกเท้ากระทืบใส่

เซวียเป่ยฝานชักเท้าได้ก็วิ่งปรูด เสี่ยวเตาไล่กวดข้างหลัง ทั้งสองล้วนมีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ สองเลี้ยวสามโค้ง เข้าตรอกนั้นออกซอยนี้ ผู้สะกดรอยด้านหลังจึงโดนสลัดทิ้งไม่เห็นเงา

เซวียเป่ยฝานกำลังยิ้มย่อง เผลอถูกเสี่ยวเตาเข้ามาขยี้เท้าเต็มแรง

“อูย...เราสองแสดงละคร เจ้ามาเหยียบข้าทำไม”

เสี่ยวเตาเบะปาก “กลั้นโมโหไม่อยู่”

.................

ทั้งคู่รู้สึกเรื่องราวมีพิรุธ จึงไม่ใส่ใจมื้อเที่ยง เพียงรีบเร่งขึ้นภูเขาเซียนอวิ๋น เสี่ยวเตาและเซวียเป่ยฝานมิได้เข้าใกล้โดยตรง แต่ซุ่มในพงไม้ข้างทาง

เซวียเป่ยฝานชี้ไปทางศาลเจ้าบนเขาที่อยู่ไกลออกไป “เสี่ยวเตา ดูนั่น”

เสี่ยวเตามองตามทิศทางที่เขาชี้ พลันรู้สึกเอะใจ หันขวับมองเขา “ใครใช้ให้เรียกชื่อสนิทสนมปานนั้น”

เซวียเป่ยฝานตอนแรกไม่ทันสังเกต แต่หลุดปากเรียกไปแล้ว ตอนนี้ค่อยนึกได้ จึงกระเถิบไปใกล้ ยิ้มประจบ “เรียกเสี่ยวเตาค่อนข้างคล่องปาก”

เสี่ยวเตาผลักเขาออก “ใครใช้ให้เข้ามาใกล้”

เพราะเคลื่อนไหวดังเกิน สะกิดความสนใจของยามรักษาการณ์คนหนึ่งเข้า “นั่นใคร”

เซวียเป่ยฝานรีบฉุดเสี่ยวเตาวิ่งเข้าป่า

ทั้งสองวิ่งเตลิด ยิ่งไกลต้นไม้ยิ่งรกครึ้ม เสี่ยวเตาอดกลัวมิได้ “นี่ หยุดวิ่งได้แล้ว หลงทางขึ้นมาจะทำยังไง”

“แค่เนินเขาเท่านั้น ไม่ใช่ป่าลึกสักหน่อย กลัวอะไร” เซวียเป่ยฝานหยุดเท้า เห็นเสี่ยวเตาเหลียวซ้ายแลขวา จึงยิ้มถาม “กลัวงูกลัวแมลงใช่ไหม? มา ข้าแบกเจ้าเอง”

เสี่ยวเตาได้ยินเข้า พลันจ้องหน้าเซวียเป่ยฝานเขม็ง คล้ายตื่นตระหนกสุดขีด

เซวียเป่ยฝานยิ้มร่า “มา ข้าอุ้มเจ้า…”

“ใครอยากให้อุ้ม” เสี่ยวเตาผลักเขา “ท่านดู!”

เซวียเป่ยฝานเหลียวมองข้างหลัง นอกจากต้นไม้ไม่เห็นมีอะไร จึงเกาศีรษะ

“ตรงนี้” เสี่ยวเตาชี้ต้นไม้ต้นหนึ่งข้างหลังเขา เซวียเป่ยฝานค่อยเห็นว่า บนต้นไม้นั้นมีฝ่ามือโลหิตประทับอยู่รอยหนึ่ง

ฝ่ามือนั้นแลดูไม่ใหญ่ไม่เล็ก น่าจะเป็นรอยฝ่ามือของสตรีกลางคน

“เลือดยังไม่แห้ง…” เซวียเป่ยฝานเอานิ้วแตะดู สัญชาตญาณบอกให้มองข้างหน้า ชี้ให้เสี่ยวเตาดูกองใบไม้แห้ง “ยังมีรอยเท้าเลือดอีกสองรอย”

รอยเท้าเลือดนี้ค่อนข้างประหลาด หนึ่งลึก หนึ่งตื้น

ทั้งสองเดินเข้าไปนั่งยองๆ วิเคราะห์

“เอ๊ะ” เสี่ยวเตาย่นคิ้ว ชี้เส้นผมสีดำกระจุกหนึ่งในกองใบไม้ “นี่อะไร”

เซวียเป่ยฝานใช้กิ่งไม้เขี่ยขึ้นมาดู เป็นเส้นผมเปียกชื้นกระจุกหนึ่ง ยังมีพืชน้ำอีกเล็กน้อย

เสี่ยวเตายิ่งรู้สึกรอบด้านวังเวงชอบกล

เซวียเป่ยฝานปล่อยมือ เส้นผมกับพืชน้ำร่วงกลับที่เดิม เขาหันมาถามเสี่ยวเตา “จะเดินหน้าต่อหรือกลับออกไป”

เสี่ยวเตาตอนแรกอยากอยู่ให้ห่างจากเซวียเป่ยฝานแทบตาย แต่ยามนี้กลับเบียดมาใกล้และกำแขนเสื้อเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว “ออกไปเถอะ ที่นี่น่ากลัว ขออย่าให้เจอของอัปมงคลอีกเลย”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อมิได้ร่ำไห้มิออก ทว่าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปไม่ใช่ทางเลือกที่ดีจริงๆ จึงลากเสี่ยวเตาเดินกลับทางเก่า

ที่ประหลาดก็คือ ทั้งคู่เดินอยู่ครึ่งชั่วยามแล้ว ยังคงไม่เห็นถนนใหญ่ที่เพิ่งเข้ามา เหลียวมองรอบทิศ ต้นไม้กับต้นไม้ไม่มีอะไรแตกต่าง

เสี่ยวเตารู้สึกสังหรณ์ไม่ดี จึงดึงแขนเซวียเป่ยฝาน “พวกเราใช่หลงทางแล้วหรือไม่”

เซวียเป่ยฝานก็มึนงงเช่นกัน “ไม่น่าผิดนี่นา… แต่ทำไมถึงออกไปไม่ได้”

เสียงสวบ พุ่มไม้ด้านข้างสั่นไหว

“อ๊า” เสี่ยวเตารีบหลบข้างหลังเซวียเป่ยฝาน

“เสียงอะไร” 

“ในป่าในเขาก็ต้องมีสัตว์เล็กๆ เป็นธรรมดา” เซวียเป่ยฝานปลอบนาง เสี่ยวเตาดันเขา “ไปดูที ถ้าเป็นผีจะได้กินท่านก่อน”

“ชั่วดีข้าก็ร่วมหมอนกับเจ้าครู่หนึ่ง คิดจะ ‘ได้แล้วทิ้ง’ หรือ?”

พูดจบ ปากกลับหุบไม่ลงแล้ว เพราะเขาเห็น... มือที่เปียกโชกข้างหนึ่ง กำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นมาบนหัวไหล่ของเสี่ยวเตา...

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1