บทที่ 20 พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข

ดังคำว่า ‘ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง*’ แค่ปล่อยข่าวลือว่าในภูเขามีปีศาจอาละวาด บอกทุกคนอย่าเข้าไปก็สิ้นเรื่อง ไยต้องเลือกปิดภูเขาด้วย 

[*มาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง มีคนเอาเงินซ่อนไว้ใต้ดิน และเขียนไว้ข้างบนว่า "ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง" เพื่อนบ้านที่ชื่ออาเอ้อร์ขโมยเงินไป แล้วเขียนทิ้งไว้ว่า "อาเอ้อร์เพื่อนบ้านไม่เคยขโมย"  อุปมาหมายถึง ยิ่งปิดยิ่งกลายเป็นเปิดเผย]

หญิงชราเห็นหลายคนทำท่าครุ่นคิด จึงหัวร่อเบาๆ “ยายเฒ่าภูเขานี้ปรากฏตัวอย่างไร พวกเจ้าเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่”

ทุกคนย่อมสั่นหน้าแน่นอน “ไม่”

หญิงชราถือถ้วยชานิ่งคิด คล้ายรำลึกความหลังอะไรสักอย่าง ทุกคนชะเง้อคอรอคอยจนปวดคอ รู้สึกว่าหญิงชราอาจนึกไม่ออกแล้ว จึงทำท่าเตรียมกินต่อ

พลันได้ยินหญิงชราโพล่งว่า “พวกบุรุษ โดยมากล้วนพึ่งพาไม่ได้”

“แค่กๆ”

บุรุษสามคนในที่นั้นพากันสำลัก ตบหน้าอกพลางมองหน้ามารดาของฉงหัว

เสี่ยวเตารู้สึกท่วงทำนองแบบนี้คุ้นหูชอบกล หรือท่านแม่เฒ่าคนนี้เหมือนกับมารดาตน ประสบกับชายหลายใจเช่นกัน?

“ไม่ได้หมายถึงข้า แต่เป็นเรื่องของยายเฒ่าภูเขาคนนั้น” หญิงชราปรับระดับเสียงต่ำลง ค่อยๆ เริ่มเล่า…

............................

ที่แท้ ยายเฒ่าภูเขาเดิมทีเป็นธิดาโทนของตระกูลหนึ่งในเมืองจินหลิง ตั้งแต่เล็กก็เปรียบเสมือนมุกมณีในอุ้งมือ ทว่ากลับไปรักชอบหมอชาวบ้านคนหนึ่ง บิดาของยายเฒ่าภูเขารักธิดาตัวเองมาก จึงรับหมอคนนั้นมาเป็นบุตรเขย

หลังจากหมอคนนั้นแต่งกับยายเฒ่าภูเขา ก็ใช้ชีวิตคู่อย่างชื่นมื่น หมอคนนี้แม้ชาติกำเนิดต่ำต้อยทว่าสติปัญญาดี มีความมุมานะ ไม่ช้าก็รับสืบทอดกิจการค้าขายในบ้าน หนำซ้ำยังขยายกิจการใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

บุรุษนั้นหนา เงินมาก งานยุ่ง ก็มักจะมุ่งออกข้างนอก

สามปีต่อมา บิดาของยายเฒ่าภูเขาก็ลาโลก ปีเดียวกันนั้น ยายเฒ่าภูเขาให้กำเนิดบุตรีคนหนึ่ง  เดิมทีตั้งใจปรนนิบัติสามีอบรมบุตรธิดา และดูแลกิจการค้าของครอบครัวให้ดี หมอคนนั้นกลับเริ่มไม่กลับบ้าน ที่แท้ไปติดใจสาวงามในคณะฟ้อนรำคนหนึ่งอยู่ข้างนอก

ฟังหญิงชราเล่าถึงตรงนี้ บุรุษทั้งสามล้วนยกจอกสุราขึ้นดื่ม เสี่ยวเยว่กลับโพล่งเสียงขุ่น “คนเนรคุณ”

เสี่ยวเตานั่งเท้าคาง ถามหญิงชราว่า “ถึงหมอคนนั้นรับสืบทอดกิจการค้า แต่จะอย่างไรก็เป็นทรัพย์สินของบรรพบุรุษของยายเฒ่าภูเขา เขาก็ไม่น่าได้ไปโดยง่ายกระมัง”

หญิงชราผงกศีรษะ “ไม่อำมหิตมิใช่ชาย เพื่อยึดครองกิจการ หมอกับนางรำคนนั้นร่วมมือกันวางยาพิษฆ่ายายเฒ่าภูเขาและบุตรสาว จับใส่กระสอบพร้อมหินก้อนใหญ่ แล้วนำไปทิ้งในบึงน้ำลึกด้านล่างน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น”

“แม้แต่บุตรสาวก็…” ห่าวจินเฟิงขมวดคิ้ว “ยังมีความเป็นคนหรือไม่”

ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานก็รีบผงกศีรษะเช่นกัน รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใจเดียวหรือหลายใจแล้ว แต่เป็นอสูรในคราบมนุษย์

“เมื่อยายเฒ่าภูเขาตายแล้ว หมอก็ให้นางรำคนนั้นแปลงโฉมเป็นยายเฒ่าภูเขา ซ่อนตัวอยู่ในเรือนไม่ให้คนเห็น เปลี่ยนบ่าวไพร่ในบ้าน และฮุบสมบัติทั้งหมด” หญิงชรากล่าวถึงตรงนี้ก็แค่นหัวร่อเย็นชา “เพียงเสียดาย สรรพสิ่งไม่จีรัง หลังจากครอบครองทรัพย์สมบัติแล้ว หมอคนนั้นก็ไปลุ่มหลงสตรีอื่นอีก”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานอดส่ายหน้ามิได้ “หมอคนนั้นเจ้าชู้จริงๆ นิสัยได้ใหม่ลืมเก่าออกจะกำเริบเร็วเกินไปแล้ว”

“นางรำรู้สึกคับแค้น นางทำเพื่อหมอคนนั้นมากมาย สุดท้ายแม้แต่ฐานะที่ถูกต้องตามประเพณีก็ไม่ได้ ซ้ำยังถูกขับไล่ออกจากบ้าน ด้วยความโกรธแค้น จึงขู่ว่าจะเปิดโปงเรื่องในอดีต” หญิงชราบอกเล่าด้วยสีหน้าหม่นลงเล็กน้อย “ผลที่สุด...นางโดนหมอคนนั้นเอาหมอนกระเบื้องทุ่มตายทั้งเป็น และใช้วิธีเดิม อาศัยช่วงดึกเอาศพใส่กระสอบไปทิ้งในน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น”

ทุกคนอดสะท้อนใจมิได้ ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว! 

เสี่ยวเตารู้สึกสะพรึง “คนผู้นี้เป็นหมอหรือคนฆ่าสัตว์กันแน่ โหดร้ายทารุณปานนั้น”

“ยังมีอีก” หญิงชราเห็นเสี่ยวเยว่เปลี่ยนชาร้อนมาให้นางถ้วยหนึ่ง ดีใจจนยิ้มแป้น รับมาดื่มสองอึกค่อยเล่าต่อ “หมอคนนั้นหลงรักสตรีอีกนางหนึ่ง เป็นนางคณิกามีชื่อแห่งเจียงหนาน หญิงงามเมืองอันดับหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วปฐพี”

“ครานี้เขาคงรู้จักพอได้แล้วกระมัง” ห่าวจินเฟิงขมวดคิ้วส่ายหน้า

เสี่ยวเตาคีบกับข้าวใส่ชามเขา พลางกล่าว “พี่ใหญ่ ท่านยังไม่เข้าใจ บุรุษลักกินขโมยกินเป็นสันดานชนิดหนึ่ง หามิได้เป็นเพราะภรรยาในบ้านขี้เหร่ถึงออกไปหาเศษหาเลย และมิใช่เป็นเพราะภรรยาในบ้านสวยสะคราญจึงไม่ออกไปหาเศษหาเลย จะลักขโมยหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับ...ตัวเขาอยากหรือไม่อยาก”

หญิงชราเลิกคิ้ว “โอ แม่นางคนนี้อายุเท่าไรกัน ไฉนมองได้ทะลุปรุโปร่ง…”

ไม่ทันกล่าวจบ ทุกคนในโต๊ะก็ประสานเสียง “เพราะมารดานางสอนได้ดี”

เสี่ยวเตายิ้มปริ่ม เคี้ยวกุ้งยักษ์พลางผงกศีรษะระรัว

“หญิงคณิกานางนั้นอุตส่าห์เสาะหาที่พึ่งพิงได้อย่างยากเย็น คิดว่าสามารถสลัดหลุดจากทะเลทุกข์ กลับมิคาด ไม่ถึงสามวัน มีเรือหลวงมาเทียบท่าที่เมืองจินหลิง บนเรือคือซุ่นเต๋อหวาง(บรรดาศักดิ์ชั้นหวาง)และธิดา” หญิงชราถอนใจ “ด้วยเหตุนี้ หมอคนนั้นเคยใช้ถนนเส้นใด ก็ย้อนกลับไปใช้ถนนเส้นนั้นอีกครั้ง”

เสี่ยวเตาแจ่มแจ้ง “แรกสุดเขาหลงรักยายเฒ่าภูเขา เพียงเพราะทรัพย์สมบัติของตระกูลนาง อีกสองคนถัดมาก็เพราะหลงใหลในรูปโฉม เมื่อสาวสวยและเงินตราล้วนตกอยู่ในกำมือ เขาก็เริ่มคำนึงถึงอนาคต… บุตรเขยของซุ่นเต๋อหวางคนนั้น เท่าที่ข้ารู้ แซ่ไช่นามเหลียน เวลานี้ได้รับสืบทอดตำแหน่งจวิ้นหวางแล้ว อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด”

หญิงชรายิ้มพยักหน้า “สาวน้อย เจ้าฉลาดมาก” กล่าวพลางดึงมือฉงหัวขึ้นมา กำชับเขาว่า “ลูกแม่ จำให้ดี สาวน้อยเช่นนี้ต้องระวัง ไม่มีเข็มเจาะกระเบื้อง อย่าริซ่อมเครื่องลายคราม”

ฉงหัวไม่ค่อยกระจ่างนัก

เซวียเป่ยฝานชอบใจกับคำพูดของหญิงชรา จึงเอ่ยแทรก “ความหมายของท่านป้าคือสตรีห้าวยากกำราบ”

ทุกคนหัวร่อครืน มีแต่เสี่ยวเตาเบะปาก

หญิงชรารีบคีบกับข้าวใส่ชามนาง “แค่หยอกเล่น ที่จริงเจ้าเป็นเด็กสาวที่น่ารัก”

เสี่ยวเตาคลี่ยิ้ม กินกับแล้วฟังต่อ

หญิงชรานึกชมในใจ… เป็นแม่นางใจกว้างที่รับคำกระเซ้าได้โดยไม่ขุ่นเคือง จากนั้นหันมองเสี่ยวเยว่ที่ใสซื่อบริสุทธิ์ สาวน้อยสองคนนี้ต่างมีดีคนละแบบ และหาได้ยากยิ่ง หวังว่าฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานจะรู้จักทะนุถนอมให้ดี

........................

“ไช่เปี้ยนเป็นหลานแท้ๆ ของไช่เหลียน” ห่าวจินเฟิงเงยหน้าเอ่ยแทรกขึ้น “ไช่เหลียนเวลานี้อิทธิพลอำนาจสูงส่ง ไช่เปี้ยนก็อาศัยบารมีของเขาสานสัมพันธ์กับผู้อื่น กระทั่งได้มาซึ่งตำแหน่งงานที่อิ่มหมีพีมัน”

ทุกคนต่างกังขา...เรื่องนี้ ใช่มีอันใดเกี่ยวข้องกันหรือไม่

“แล้วต่อมาเล่า? นางคณิกาชื่อดังแห่งเจียงหนานคนนั้น ตอนจบเป็นอย่างไร” เสี่ยวเตาถามหญิงชรา

หญิงชราเงียบไปอึดใจ “นางไม่อยากใช้ชีวิตนางโลมอีก ทว่าไช่เหลียนลุ่มหลงในความงามของนาง อยากเก็บนางไว้เป็นของเล่นในจวนตลอดเวลา หลังจากหนีออกไป ไม่รู้เพราะอะไรนางกลับไปที่ภูเขาเซียนอวิ๋น กระโดดบึงน้ำฆ่าตัวตาย ที่ประหลาดก็คือ ศพจมลงไปแล้วก็ไม่ลอยขึ้นมาอีกเลย”

ทุกคนรับฟังจนหนาวสะท้าน เซวียเป่ยฝานพูดขึ้นว่า “ใต้บึงนั้นอาจมีโพรงถ้ำ โดนกระแสน้ำพัดไป”

เสี่ยวเยว่มุ่นคิ้ว “ไช่เหลียนคนเดียวทำให้มีคนตายสี่คน จิตใจโหดเหี้ยมจริงๆ” 

หญิงชราถอนใจ “เฮ้อ เรื่องราวของบุรุษสตรีพูดอย่างไรก็ไม่มีวันชัดเจน ปีนั้นหากมิใช่ยายเฒ่าภูเขาตัดสินใจชั่วแล่น ก็คงไม่ลุกลามถึงขั้นนี้”

“ยายเฒ่าภูเขามิใช่ตายไปพร้อมกับบุตรสาวหรอกหรือ” เสี่ยวเตาไม่เข้าใจ “ไฉนกลายเป็นปีศาจแล้ว”

“ฟังว่าสตรีหลายคนที่จมลงใต้บึง ล้วนมีจิตพยาบาท จึงกลายเป็นวิญญาณแค้น หนึ่งในนั้นคือยายเฒ่าภูเขามีฤทธิ์เดชสูงสุด เพราะแรงอาฆาตที่เสียบุตรสาวไป เมื่อรังสีพยาบาทของสตรีหลายคนรวมกันเข้า จึงกลายเป็นปีศาจดุร้ายปีนขึ้นมาจากบึงน้ำ” หญิงชราเล่าด้วยน้ำเสียงสยดสยอง พวกเสี่ยวเตาฟังแล้วสงสัย...พิลึกกึกกือปานนั้นเชียว

“พอยายเฒ่าภูเขาขึ้นฝั่ง ก็ราวกับภูตผีมาเกิด” หญิงชราโบกมืออันอวบอูมไปมา “นางตามหาไช่เหลียนเพื่อแก้แค้นอย่างบ้าคลั่ง แต่พอเห็นเงาตัวเองในบึงน้ำ ก็พบว่าเปลี่ยนเป็นยายแก่อัปลักษณ์คนหนึ่งเสียแล้ว นางจึงจับผู้หญิงมากิน เมื่อกินแล้ว...ก็กลายเป็นสตรีที่งดงามหยาดเยิ้มทันที จากนั้นก็บุกเข้าเมือง เสาะหาบุรุษที่แต่งงานแล้วแต่ยังออกมาสำเริงสำราญข้างนอก เมื่อเจอชายหลายใจ นางจะควักปอดควักหัวใจทันที”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวนิ่งฟังจนหน้ายู่เป็นก้อน

“นอกจากนั้น ยายเฒ่าภูเขายังชอบสะสมของมีค่า เมื่อกำจัดชายหลายใจแล้วก็จะปล้นเอาของล้ำค่าในบ้านนั้น ไปซ่อนไว้ใต้น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น อาจเพราะต้องการดึงดูดความสนใจเจ้าปีศาจหน้าเงินไช่เหลียนก็เป็นได้”

พวกเสี่ยวเตานั่งฟังตำนานของยายเฒ่าภูเขามาตั้งยืดยาว ยามนี้ค่อยเข้าประเด็นแล้ว...ที่แท้ใต้น้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋นยังมีสมบัติล้ำค่า...แล้วหนึ่งในห้าชิ้นของลายแทงห้ากระดูกมังกร ใช่อยู่ในนั้นหรือไม่?

แต่เมื่อทุกคนฉุกคิดอีกที พลันหันมองหญิงชรา “ท่านแม่เฒ่า ท่านทราบเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”

หญิงชรายิ้มมีเลศนัย สิบนิ้วพนม “พุทธพจน์ มิอาจแถลงไข”

ทุกคนมองหน้ากันไปมา ยิ่งมึนหนักกว่าเดิม ช่างอมพะนำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านแม่เฒ่า!

........................

คืนนั้น ทุกคนต่างเข้านอนแต่หัววัน เสี่ยวเตากลับนอนไม่หลับ

คฤหาสน์สกุลฉงใหญ่โตมาก ไม่จำเป็นต้องนอนเบียดสองคนในห้องเดียว ดังนั้นเสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่จึงพักคนละห้อง

เสี่ยวเตานอนอิงผ้าห่มหนานุ่ม ในท่วงท่าตะแคงข้างดั่งสนมเอกผู้มีรสนิยม ปากคาบพู่กัน มือข้างที่ว่างอยู่ก็ไล้ขนให้แมวน้อยที่หลับสนิทอยู่ตรงหน้า

ในหัวของเสี่ยวเตาวนเวียนด้วยเรื่องของยายเฒ่าภูเขาคนนั้น หามิใช่นางขี้ขลาดหวาดกลัว แต่ท่านแม่เคยสอนว่า...คิดเสาะหาของดี ต้องหัดฟังนิทานท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องเล่าชวนระทึกขวัญ

นิทานพื้นเมืองที่เล่าลือต่อกันมา โดยมากมักเป็นเรื่องซาบซึ้งกินใจ แหล่งที่มีทิวทัศน์งามงดหมดจด ไม่มีของล้ำค่าแน่นอน เพราะคนอื่นแวะเวียนไปจนปรุแล้ว คนแน่นไม่เหลือของดี เหลือของดีเพราะคนไม่แน่น!

แล้วเรื่องเล่าขานที่น่าสะพรึงกลัวพวกนั้นมาจากไหน ส่วนใหญ่ล้วนใช้ข่มขวัญผู้คน ให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้ ด้วยเหตุนี้ ในนิทานต้องมีอะไรซุกซ่อนแน่

เสี่ยวเตาจับแมวน้อยตัวนั้นหงายท้องขึ้นมาเกาเล่น  พลางครุ่นคิดหาช่องโหว่ของนิทานเรื่องนั้น ท่านแม่สอนว่า...หาเบาะแสต้องหาช่องโหว่ก่อน มีรูถึงจะเข้าได้…

นางครุ่นคิดจนใจลอย ไม่ทันระวังแมวน้อยที่ถูกนางแกล้งจนตื่น มันโมโหจึงตะปบเล็บใส่

“โอ๊ย”

ห่าวจินเฟิงที่กำลังฝึกยุทธ์อยู่ในลานได้ยินเสียงร้องของเสี่ยวเตา พอเงยหน้าก็เห็นนางวิ่งกุมมือที่มีรอยข่วนสองแนวออกมา หน้าตางอง้ำ โวยวายใส่แมวน้อยที่ยึดครองเตียงของนาง “ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้าจนอ้วนท้วน ไฉนเนรคุณแบบนี้ แม้แต่แมวก็ยังไว้ใจไม่ได้”

ห่าวจินเฟิงรู้สึกนึกขัน เด็กคนนี้ชวนทะเลาะได้กระทั่งแมว

เสี่ยวเตาสะบัดมือ หยิบขวดยาทาแผลออกมา ผลักประตูห้องติดกัน เข้าห้อง ปิดประตู

“นี่…” ห่าวจินเฟิงใคร่ยับยั้งแต่ไม่ทัน ฉงนใจ...เสี่ยวเตาไฉนเข้าห้องเซวียเป่ยฝานแล้ว

นายหญิงผู้เฒ่าเป็นคนจัดการเรื่องห้องพัก เสี่ยวเตาคิดว่า เรือนหลังใหญ่นี้มีทั้งหมดสี่ห้อง ห้องติดกันเป็นเสี่ยวเยว่แน่ๆ ส่วนสองห้องตรงข้ามเป็นของห่าวจินเฟิงกับเซวียเป่ยฝาน

พอเข้าห้อง พบว่าโคมไฟดับอยู่ เสี่ยวเยว่คล้ายหลับไปแล้ว

เสี่ยวเตาเบะปากคลานขึ้นเตียง ผลักคนบนนั้นเข้าไป พลางออดอ้อน “เสี่ยวเยว่ แมวตัวนั้นมันเนรคุณ มันข่วนข้า”

“หืม?” คนบนเตียงครางถาม

เสี่ยวเตาล้มตัวนอนข้างคนผู้นั้น “เจ้าช่วยทายาให้ข้าที ข้ามือเดียวไม่ถนัด”

“อืม” คนผู้นั้นรับคำเสียงอู้อี้ คล้ายดังมาจากใต้ผ้าห่ม

เสี่ยวเตาใช้มือหนึ่งเท้าคาง ตะแคงข้างมองดูเรือนผมดำขลับ ยกมือจิ้ม “นี่ เสี่ยวเยว่ ข้านอนไม่หลับ พวกเรามาคุยกันเถอะ ข้ามีบางเรื่องคิดไม่ตก อยากให้เจ้าช่วยออกความเห็น”

ฟังจบ ‘เสี่ยวเยว่’ จึงพลิกตัวกลับมา ทว่าเพียงโผล่ศีรษะดำๆ ออกจากผ้าห่ม ก่อนเลิกผ้าห่มขึ้น เป็นเชิงให้เสี่ยวเตาเข้ามานอนด้วยกัน จะได้ไม่หนาว

เสี่ยวเตายิ้มระรื่นมุดเข้าไป ค่อยกล่าว “เสี่ยวเยว่ ข้าจะเล่าให้เจ้า…”

เพิ่งเริ่มอารัมภบท เสี่ยวเตาก็พบว่าคนตรงหน้ากำลังหัวร่อจนแขนกระเพื่อม จึงผงะ…

ขณะเดียวกัน เห็นคนตรงหน้าเงยขวับขึ้นมา เป็นใบหน้าของเซวียเป่ยฝาน ยิ้มเผล่เมื่อถามขึ้นว่า “สาวน้อยบ้าพลัง ไฉนมุดเข้ามาในผ้าห่มข้า”

…………….

“อ๊าก”

ห่าวจินเฟิงอยู่ในลาน พลันได้ยินเสียงกรีดร้องครั้งที่สองของเสี่ยวเตาดังมาจากห้องของเซวียเป่ยฝาน ระดับเสียงถึงขั้นขนพองสยองเกล้า จนเสี่ยวเยว่ห้องตรงข้ามสะดุ้งตื่น กระทั่งฉงหัวที่อยู่เรือนถัดไป รวมทั้งบ่าวไพร่ใหญ่น้อยทั้งบ้านล้วนแตกตื่นวิ่งออกมา

ได้ยินเสียงโต๊ะเก้าอี้ล้มโครมครามในห้องของเซวียเป่ยฝาน

ตามด้วยเสียงผัวะ เซวียเป่ยฝานกระโจนออกมาทั้งเสื้อผ้าหลุดรุ่ย โดยมีเสี่ยวเตาที่ถือหมอนอยู่ในมือวิ่งไล่หลัง “ฟาดให้ตาย เจ้าโจรราคะ!”

“เจ้าต่างหากโจรราคะ” เซวียเป่ยฝานวิ่งไปตะโกนไป “นั่นเป็นห้องของข้า เตียงของข้า เจ้าเด็กผีทะเลอยู่ดีๆ ก็มุดเข้าผ้าห่มข้ากลางดึกกลางดื่น มีเจตนาอะไร ย่ำยีความบริสุทธิ์ของข้า เจ้าต้องรับผิดชอบ!”

“เพ้ย! ไปตายซะ!” เสี่ยวเตาทั้งอายทั้งขุ่นจนหน้าแดง ขยี้เท้าเดือดดาล “น่าโมโหนัก”

ด้วยเหตุนี้ คืนนั้นบ่าวไพร่ในคฤหาสน์สกุลฉงทุกคนล้วนถกกันด้วยหัวข้อ...ใครเป็นโจรราคะกันแน่

ในห้องเสี่ยวเยว่ เสี่ยวเตาจับแมวน้อยขึงพืด เอาตั๊กแตนสานตัวนั้นมาเกาท้องมันจนร้องเหมียวๆ พลางบ่นพึมพำ “เป็นเพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้า…”

หน้าประตู เซวียเป่ยฝานดื่มสุราท่ามกลางลมราตรี... ด้วยความอภิรมย์

หนังสือแนะนำ