บทที่ 19 สาวน้อยคนสวย

กระดาษที่ใช้ทำร่มแดงพิเศษมาก เม็ดฝนตกกระทบจะมีเสียงน้ำดังติงๆ ตังๆ คนที่ยืนอยู่ใต้ร่มถึงสามารถได้ยิน
เสี่ยวเตากางร่ม พิงราวกั้นตรงหัวสะพาน ก้มมองเซวียเป่ยฝานที่ยืนเงยหน้าข้างล่าง “ท่านมิใช่ไปดื่มสุราหรอกหรือ”
“ดื่มคนเดียวไม่สนุก” เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ใต้สะพาน กดเสียงค่อยลง “ที่นี่มีเรือประทุนลำเล็กจอดอยู่ คนเรือคงไปกินข้าวแล้ว”
เสี่ยวเตาเม้มปาก “ท่านจะทำอะไร”
เซวียเป่ยฝานกระโดดจากฝั่งขึ้นเรือเล็ก หยิบไม้ถ่อเรือขึ้นมาขยับเบาๆ เรือก็เคลื่อนออกจากใต้สะพาน เขาหันไปกวักมือเรียกเสี่ยวเตา “ลงมาๆ”
“อยากตายหรือไร ขโมยเรือชาวบ้าน”
“พายวนสักรอบแล้วเอามาคืนก็ใช้ได้แล้ว” เซวียเป่ยฝานยั่วยุเสี่ยวเตา “ไม่นั่งเรือก็ไม่เห็นความงามของเจียงหนาน”
เสี่ยวเตาครุ่นคิดนิดหนึ่ง ก่อนเหินร่างทะยานขึ้น ชายกระโปรงกรีดวาดกลางอากาศเป็นรูปใบบัวอย่างสวยงาม แล้วลอยพลิ้วลงสู่ใต้สะพาน ตกบนท้ายเรืออย่างมั่นคง ยกมือตบไม้ถ่อเรือเบาๆ “คนเรือ ออกเรือได้”
เซวียเป่ยฝานหัวร่อ ถกแขนเสื้อขึ้นมา เริ่มถ่อเรือขึ้นหน้า…
ธารน้ำกลางเมืองอันคับแคบ สองฝั่งเป็นกำแพงขาว หลังคาดำ หน้าต่างไม้ ตัวบ้านครึ่งบนอยู่เหนือน้ำ เงาอีกครึ่งหนึ่งอยู่ใต้น้ำ ลดหลั่นเรียงรายภายใต้แสงตะวัน ภาพที่เห็นแตกต่างจากบนฝั่งเป็นอันมาก
หัวเรือของเรือประทุน ยืนอยู่ด้วยเสี่ยวเตาในชุดกระโปรงขาวกางร่มสีแดง ท้ายเรือคือเซวียเป่ยฝานที่ถ่อเรือเบาๆ อย่างคล่องแคล่ว โดยรอบทั้งสี่ทิศคือเสียงฝนอันสงบเย็น
เรือเพิ่งเลี้ยวโค้ง เสี่ยวเตาพลันได้ยินเสียงอ้อแอ้ตะโกนเรียก “สาวน้อยคนสวย!”
เสี่ยวเตายกร่มขึ้น เผยใบหน้าออกมา เพียงเห็นหน้าต่างของบ้านหลังหนึ่งซึ่งไม่ไกลนัก เด็กชายจ้ำม้ำคนหนึ่งยืนถือชามใบโต ในชามคือเกี๊ยวที่ร้อนควันฉุย อีกมือหนึ่งถือตะเกียบกวักมือเรียกนาง
เสี่ยวเตาโบกตั๊กแตนในมือไปมา เหนือผิวน้ำพร่าพรายด้วยไอหมอก เสี่ยวเตาส่งยิ้มหวานให้เด็กชายคนนั้น ดวงตาสุกสกาวพราวใส ทำเอาเด็กน้อยที่คาบเกี๊ยวไว้ในปากจ้องมองจนตาลอย
จังหวะนั้น หญิงร่างอ้วนคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังของเด็กชาย บิดหูแล้วลากกลับเข้าไป ได้ยินเสียงบ่นแว่วมา “สาวน้อยคนสวยอะไรของเจ้า ชอบเอาอย่างบิดาเจ้าดีนัก เดี๋ยวได้กลายเป็นนักเลงเข้าสักวัน”
เสี่ยวเตาอมยิ้ม ดึงร่มลงมา
เซวียเป่ยฝานถ่อเรือพลางมองนาง ใบหน้าของเสี่ยวเตาโดนร่มแดงบดบังไปแล้ว จากด้านหลังเพียงเห็นชายกระโปรงและแขนเสื้อที่ชวนมองปลิวลู่ตามแรงลม
เสี่ยวเตาหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง เส้นผมของเซวียเป่ยฝานโดนน้ำฝนจนเปียก อาภรณ์ดำก็เช่นกัน...จึงขับให้ยิ่งดำ ใบหน้ากลับสะอาดขึ้นไม่น้อย คล้ายล้างเอารอยยิ้มและสรรพสิ่งออกไปชั้นหนึ่ง เหลือเพียงสิ่งที่เรียกว่าหล่อเหลาเอาไว้ เสี่ยวเตาไม่ทันดูชัดก็รีบเบือนหน้า
เรือน้อยแหวกสายธารา มุ่งหน้าไปเงียบๆ
เลียบไปตามลำน้ำ เลี้ยวผ่านหลายโค้ง ค่อยปรากฏเสียงอึกทึกแว่วมาท่ามกลางความเงียบ ที่แท้ใกล้ถึงตลาดในเมืองแล้ว
ขณะที่ล่องผ่านริมตลิ่ง จู่ๆ มีสตรีชุดแดงคนหนึ่งถลันออกมาจากเหลาสุรา หยุดยืนที่ริมน้ำ “เซวียเป่ยฝาน เจ้าคนมีตาหามีแววไม่ ข้าเชิญดื่มสุราเจ้าปฏิเสธ กลับมาเป็นคนถ่อเรือ…”
นางไม่ทันด่าจบ เรือก็ลอดใต้สะพานแล้ว หายลับไปไม่เห็นเงา
เสี่ยวเตาหันมองเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “โฉมสะคราญเชื้อเชิญท่านดื่มสุรา ท่านยังไม่ไป?”
เซวียเป่ยฝานหัวร่อ “วันนี้อากาศดีไม่เหมาะร่ำสุรา เหมาะลิ้มรสชา”
…………….
ไม่ถึงครู่ เรือกลับถึงหัวสะพาน เห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินวนเวียนอย่างร้อนใจอยู่บนฝั่ง พอเขาเห็นพวกเซวียเป่ยฝานก็ชี้มือชี้ไม้ “ขะ...ขโมยเรือ”
เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสบตากันวูบ รีบทิ้งเงินไว้บนเรือก้อนหนึ่ง ทะยานร่างขึ้นฝั่ง ชักเท้าหนี
“หยุดเดี๋ยวนี้” คนเรือกระทืบเท้าโวยวาย แต่ทั้งคู่มุดเข้าตรอกไปแล้ว
เสี่ยวเตาหายใจหอบ เห็นคนเรือไม่ได้ไล่ตาม จึงกางร่มเดินหน้าต่อ
เซวียเป่ยฝานตามติด เบียดเข้ามาใต้ร่ม
“ไปห่างๆ” เสี่ยวเตาไล่ “อย่าเข้ามา ร่มนี้สำหรับคนเดียว”
“งกอะไรนักหนา ข้าก็อยากเจอเนื้อคู่บ้าง”
จากนั้นทั้งคู่ หนึ่งหนี หนึ่งตื๊อ มุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยม
……………..
เมื่อฉงหัวกับเสี่ยวเยว่ออกจากงานวัด ข้าวของพะรุงพะรัง ตะกร้าก็ล้นทะลัก ฉงหัวมือหนึ่งหิ้ว มือหนึ่งกางร่มบังฝนให้เสี่ยวเยว่อย่างระมัดระวัง
เสี่ยวเยว่เดินได้ระยะหนึ่ง พลันโพล่งถามฉงหัว “เซวียเป่ยฝาน ใช่คิดจะหลอกใช้เสี่ยวเตาหรือไม่”
ฉงหัวผงะเล็กน้อย จ้องมองเสี่ยวเยว่ ดวงตาของนางใสกระจ่าง ไร้แววอ้อมค้อม เป็นการถามอย่างตรงไปตรงมา ฉงหัวยิ้มเจื่อน “บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด”
เสี่ยวเยว่ส่ายหน้า เป็นเชิงงุนงง ฟังไม่เข้าใจ
“ก็อย่างเช่นเจ้าออกข้างนอก ตั้งใจแค่จะซื้อของ แต่ที่บังเอิญก็คือพอหักเลี้ยวกลับชนถูกคนที่ชื่นชอบ” ฉงหัวอธิบายด้วยสีหน้าอ่อนโยน “แล้วเจ้าว่า ตกลงนี่ไปซื้อของ หรือไปหาคนที่ชื่นชอบ?”
เสี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว คล้ายเข้าใจอยู่บ้าง และคล้ายไม่เข้าใจ
ฉงหัวทำใจกล้า ประชิดใกล้หัวไหล่นาง เอ่ยเบาๆ “แท้จริงแล้วพวกเจ้าไม่เข้าใจเซวียเป่ยฝานคนนี้สักนิด”
“นายน้อยบอกว่าเขาเป็นคนมองยาก” เสี่ยวเยว่ตอบคำ “เสี่ยวเตาจะขาดทุนหรือไม่”
ฉงหัวส่ายศีรษะเบาๆ “ขาดทุนใช่ว่าจะไม่ได้เปรียบ ได้เปรียบก็ใช่ว่าจะไม่ขาดทุน โลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว”
“ท่านกล่าววาจาลึกซึ้งเหมือนนายน้อยไม่มีผิด” เสี่ยวเยว่ไม่ซักถามต่อแล้ว
รอยยิ้มของฉงหัวนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิม ใช้เสียงเบาหวิวเหมือนพึมพำกับตัวเอง “ข้ากับนายน้อยเจ้ามีหลายอย่างคล้ายกันมาก เจ้าแค่ไม่เคยสังเกตเท่านั้นเอง”
“จริงหรือ?”
“อืม แต่ก็มีบางอย่าง กลับแตกต่างสิ้นเชิง เช่นว่า…”
คำพูดด้านหลัง เสียงของฉงหัวยิ่งค่อยลง หรือแทบไม่ได้หลุดจากปากด้วยซ้ำ เสี่ยวเยว่ฟังไม่ถนัด คล้ายมีคำว่า ‘เจ้า’... ทุกสิ่งล้วนประหนึ่งฝนปรอย แมงปอแตะน้ำ จากนั้น...ก็ไม่เหลือร่องรอย
......................
เสี่ยวเตากับพวกเสี่ยวเยว่กลับถึงโรงเตี๊ยมแทบจะเวลาเดียวกัน ยามนั้น ฝนหยุดแล้ว เมฆหมอกเคลื่อนคลาย อากาศแจ่มใส 
ห่าวจินเฟิงกลับมาจากศาลาว่าการนานแล้ว ทุกคนหารือกัน สรุปว่าเร่งเดินทางสำคัญสุด...จึงถือโอกาสที่แสงแดดกำลังสดใสรีบขึ้นเรือ ออกจากเมืองผิงเจียง
ก่อนขึ้นเรือ ห่าวจินเฟิงถามเสี่ยวเตาว่าต้องบอกลาหวังปี้โปหรือไม่ เสี่ยวเตาโบกมือพัลวัน “อย่าเชียว! มากเรื่องมิสู้น้อยเรื่อง อย่างไรก็ได้เงินมาแล้ว”
เซวียเป่ยฝานพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นสั่งคนเรือเดินเรือทันที
เสี่ยวเตาออกจากเมืองผิงเจียงอย่างราบรื่น โดยมิได้ร่ำลา
ล่องเรืออยู่สามวัน ปลอดภัยไร้เรื่องราว
ค่ำวันที่สี่ เห็นว่าใกล้ถึงเมืองจินหลิงแล้ว และภูเขาเซียนอวิ๋นก็คือภูเขาเล็กๆ ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของเมืองจินหลิง
เสี่ยวเตานั่งบนเก้าอี้กลม อุ้มแมวตัวหนึ่งไว้บนตัก อีกมือถือพู่กันเขียนอะไรบนกระดาษแผ่นยาว
เสี่ยวเยว่ฝนหมึกให้นางอยู่ข้างๆ “เสี่ยวเตา ไปเอาแมวมาจากไหน”
“เห็นส่งเสียงร้องอยู่ในครัว ตัวอ้วนดี” เสี่ยวเตาวางพู่กัน อุ้มแมวขึ้นมาลูบขน “ข้าได้ยินท่านแม่พูดบ่อยๆ จินหลิงเป็นเมืองที่ดีมาก ทัศนียภาพงดงาม ทรัพยากรอุมสมบูรณ์ ฟังว่ามีสาวงามขึ้นชื่อด้วย”
เสี่ยวเยว่อดเหลียวหน้าไปมองเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่งมิได้
เซวียเป่ยฝานรู้สึกไม่ยุติธรรม เสี่ยวเยว่ฟังเสี่ยวเตาพูดจาส่งเดชแบบนี้ คงเห็นตนเป็นโจรราคะจริงๆ แล้ว
“เมืองจินหลิง อื่นๆ ข้าไม่รู้ แต่มีขุนนางชั่วกลับไม่เท็จ” ห่าวจินเฟิงพูดถึงที่นี่ก็เดือดขึ้นมา
“หมายถึงไช่เปี้ยน ขุนนางก้งเฟิ่ง(ชื่อตำแหน่ง)ในจินหลิงใช่หรือไม่” ฉงหัวแค่นหัวร่อคำหนึ่ง
“ถูกต้อง” ห่าวจินเฟิงพยักหน้า “ตำแหน่งก้งเฟิ่งมีหน้าที่เสาะหาและรวบรวมวัตถุล้ำค่า ส่งให้วังหลวง เชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก เป็นงานที่อิ่มหมีพีมันอยู่แล้ว หนำซ้ำจินหลิงก็อุดมสมบูรณ์ เขายังรับผิดชอบจัดซื้อหนังสัตว์ แพรไหมและอาหารชั้นดี กอบโกยผลประโยชน์ไปไม่น้อย”
เสี่ยวเตาเท้าคาง “เป็นตำแหน่งงานที่ดีจริงๆ”
“พื้นที่ภูเขาเซียนอวิ๋นเป็นเขตภูเขารกร้างที่สุดของเมืองจินหลิง มีแต่ป่าเขาลำเนาไพร อย่างมากก็มีหมู่บ้านเล็กๆ ไม่กี่ครัวเรือน ตั้งกระจัดกระจายตรงบริเวณน้ำตกภูเขาเซียนอวิ๋น” เซวียเป่ยฝานยื่นมือไปคว้าแมวอ้วนที่โดนเสี่ยวเตาขยำขยี้จนกลิ้งไปกลิ้งมา “ไม่แน่ลายแทงห้ากระดูกมังกรอาจถูกไช่เปี้ยนหาพบแล้ว”
ทุกคนต่างรู้สึก เป็นไปได้อย่างมาก
ล่วงเข้าสนธยา เรือเลี้ยวเข้าสู่แม่น้ำฉินหวายที่กว้างใหญ่ สองฝั่งประดับโคมสว่างไสว ตึกรามบ้านช่องลดหลั่นเรียงราย ผู้คนสัญจรไปมา ขวักไขว่พลุกพล่าน
เสี่ยวเตาวิ่งออกจากท้องเรือ สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ
เซวียเป่ยฝานยิ้มถามนาง “ได้กลิ่นเงินตราแล้วหรือไม่?”
เสี่ยวเตาเหล่มองเขาแวบหนึ่ง นึกในใจ...ตนพกพาเงินทองมากมาย เด็กผู้หญิงไม่อาจใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา แต่อย่างน้อยก็ต้องเที่ยวชมให้ทั่วรัศมีสิบหลี่ของแม่น้ำฉินหวาย ซึมซับความบรรเจิดเลิศล้ำที่ยากจะพบเห็น
เซวียเป่ยฝานเห็นท่าทางตื่นเต้นของนาง หัวร่อกล่าวว่า “เจ้ารักษาท่าทีบ้าง ระวังจะถูกหลอกไปขาย”
เสี่ยวเตาค้อนขวับ “ท่านต่างหากรักษาท่าทีบ้าง ใครๆ ก็รู้ว่าเมืองจินหลิงมีหอคณิกาเต็มไปหมด ดูแลคางตัวเองให้ดี ระวังจะอ้าจนหลุดลงมา โดนคนเหยียบซ้ำแล้วเตะลงแม่น้ำ”
เซวียเป่ยฝานนับถือฝีปากคมคายของเสี่ยวเตาจริงๆ พูดจาฉาดฉานราวกับเคี้ยวถั่ว ยามสบถด่าผู้คนยิ่งไพเราะเสนาะหู
ประโยชน์ของเมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ก็คือเรือสามารถแล่นเข้าตัวเมืองได้โดยตรง
ฉงหัวชี้ด้านหน้าพลางบอกทุกคน “จอดที่ท่าเรือข้างหน้านั่นก็แล้วกัน”
ขบวนคนเพิ่งขึ้นฝั่ง ก็เห็นเด็กหนุ่มแต่งชุดเรียบง่ายสีดำคนหนึ่งสะอึกเข้ามาโค้งคำนับฉงหัว “นายน้อย ท่านมาถึงเสียที ทางนี้เริ่มรอตั้งแต่บ่ายแล้ว”
ฉงหัวพยักหน้า “ท่านแม่สบายดีหรือไม่”
“สบายดีขอรับ นายหญิงผู้เฒ่าลงครัวด้วยตนเอง ตอนนี้กำลังรอนายน้อยกลับไป”
เสี่ยวเตาดึงเสี่ยวเยว่มากระซิบถาม “ตึกฉงหัวอยู่ในจินหลิงหรือ?”
เสี่ยวเยว่ส่ายหน้า กระซิบตอบ “คุณชายฉงเป็นชาวจินหลิง มารดาเขาอยู่ที่นี่”
“โอ…” เสี่ยวเตาลากเสียงยาว พลางมองฉงหัว...พาเสี่ยวเยว่มาให้มารดาดูตัวนี่เอง
ฉงหัวกระแอมขัดเขินคำหนึ่ง ก่อนพาทุกคนเดินผ่านถนนตลาดที่อึกทึกจอแจ
เซวียเป่ยฝานกลับรำพึง “นานแล้วไม่ได้มาจินหลิง ยังคงคึกคักไม่เปลี่ยน”
เสี่ยวเตาแอบเหลือบมองฉงหัว แล้วมองเสี่ยวเยว่… ดังคำว่า รับมือบุตรชายต้องดูมารดาก่อน ฟังว่าฉงหัวมีชาติตระกูลมิใช่ชั่ว ไม่ทราบมารดาเขาจะให้หาคู่ครองแบบสมน้ำสมเนื้อหรือไม่
หลังเดินผ่านรั้วกำแพงที่ยาวมาก...ยาวมากๆ ทุกคนก็หยุดลงที่หน้าประตูขนาดใหญ่มหึมา
เสี่ยวเตาอุทานในใจ ที่อยู่ในรั้วกำแพงผืนนี้คงไม่ใช่บริเวณบ้านทั้งหมดกระมัง? 
เหนือประตูเป็นป้ายขนาดใหญ่ บนป้ายเขียนคำ “คฤหาสน์ฉง” แลดูอลังการจนตาลาย
เสี่ยวเตายังไม่ทันพิเคราะห์ละเอียด ที่ยืนสง่าอยู่สองฟากตรงหน้าประตูคือตัวปี่เซียะหรือตัวกิเลน ประตูก็เปิดกว้าง ตามด้วยเด็กรับใช้สองคนวิ่งออกมาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “นายน้อย”
ฉงหัวพาคนเดินเข้าด้านใน ผ่านประตูชั้นที่สอง เห็นสาวใช้พยุงหญิงชราคนหนึ่งซอยเท้าออกมา
ฉงหัวสะอึกขึ้นหน้า ปาดชายเสื้อคุกเข่าคำนับเต็มยศ
เสี่ยวเตากะพริบตาปริบๆ...มองปราดเดียวก็รู้ว่าฉงหัวเป็นยอดกตัญญู กตัญญูนั้นไม่แปลก แค่ไม่ทราบว่ามารดาของเขาใช่เย่อหยิ่งถือตัวหรือไม่
หญิงชราหน้าตาอิ่มเอิบใจดี ยื่นมือประคองฉงหัวลุกขึ้น เรียกลูกรักๆ ไม่ขาดปาก เรียกจนฉงหัวหน้าแดงหูร้อน ทุกคนในที่นั้นต่างอดหัวร่อมิได้
เซวียเป่ยฝานก็เข้าไปคารวะ
หญิงชราตบแขนเขาเบาๆ แสดงชัดว่าสนิทสนม ดวงตาทั้งคู่กลับจ้องเขม็งที่สาวน้อยสองคนทางด้านหลัง ก่อนถามฉงหัว “ลูกแม่ นั่นใคร”
ฉงหัวกระดากอาย เมื่อมองไปทางเสี่ยวเยว่
หญิงชรารีบย้ายสายตาไปที่ร่างของเสี่ยวเยว่ พินิจขึ้นลงรอบหนึ่ง ก่อนผุดยิ้มกว้างขวาง
เสี่ยวเตาแอบวิเคราะห์… คงเป็นมารดาที่เปี่ยมเมตตาคนหนึ่ง
เป็นอย่างที่คิด หญิงชราเข้ามาจับมือเสี่ยวเยว่ มองสำรวจอย่างละเอียด เสี่ยวเยว่ถูกมองจนขนลุก จึงย่อกายคำนับอย่างสุภาพเรียบร้อย “ท่านแม่เฒ่า”
“เด็กดี เรียกท่านป้าก็พอ” หญิงชราลูบมือนางเบาๆ พบว่าบนมือมีไตแข็งๆ จึงออกแรงถูสองที “เหมือนข้าเลย เกิดในครอบครัวยากจน ดี!”
เสี่ยวเตากระตุกมุมปากเบาๆ เสี่ยวเยว่นับว่ามีมารดาทะนุถนอมแล้ว ประเสริฐ!
เซวียเป่ยฝานสังเกตสีหน้าเสี่ยวเตาอยู่ทางหนึ่ง ถึงกับใบ้กิน เด็กคนนี้เป็นจอมจุกจิก ต้องขอจุ้นจ้านไปเสียทุกเรื่อง
หญิงชรากุลีกุจอพาทุกคนเข้าข้างในซึ่งตระเตรียมสุราอาหารโต๊ะใหญ่ไว้เรียบร้อยแล้ว นางจูงมือเสี่ยวเยว่ไม่ยอมปล่อย พามานั่งข้างกาย
เสี่ยวเตาและเซวียเป่ยฝานต่างขยิบตาให้ฉงหัวกันใหญ่ ฉงหัวยิ่งอายหนักกว่าเดิม อยากปรามมารดาว่าอย่าตื่นเต้นเกินไป เสียดายที่ในสายตาของมารดามีแต่คนในดวงใจของบุตรชาย
ที่ลำบากใจกว่าใครก็คือเสี่ยวเยว่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่ามารดาของฉงหัวใจดีเหลือเกิน
.......................
ลิ้มรสอาหารโอชารส และคารวะสุราสามรอบผ่านไป ฉงหัวค่อยถามมารดาเขาว่าทราบเรื่องภูเขาเซียนอวิ๋นหรือไม่
บรรพชนสามรุ่นของฉงหัวล้วนเป็นชาวจินหลิง โดยเฉพาะมารดาเขาเติบโตอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็ก พอได้ยินบุตรชายถามถึงเรื่องภูเขาเซียนอวิ๋น รอยยิ้มบนหน้าหญิงชราพลันเจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนวางตะเกียบที่คอยคีบกับข้าวให้เสี่ยวเยว่ไม่หยุด “เจ้าถามถึงภูเขาเซียนอวิ๋นไปทำไม”
“เป่ยฝานอยากหาของบางอย่าง” ฉงหัวโยนให้เซวียเป่ยฝาน
เซวียเป่ยฝานรีบรับต่อ “ใช่ขอรับท่านป้า บ้านข้ามีสมบัติตกทอดชิ้นหนึ่ง ถูกซ่อนไว้ในภูเขาเซียนอวิ๋น”
หญิงชรามุ่นคิ้ว “โอ…”
“ท่านแม่เฒ่า ภูเขาเซียนอวิ๋นมีปัญหาอะไรหรือ” ห่าวจินเฟิงอดถามมิได้
หญิงชราเผยสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “ในภูเขาเซียนอวิ๋น มีซานโผ(ยายเฒ่าภูเขา)” 
เพิ่งขาดคำ เสี่ยวเยว่ก็ถามเสียงฉงน “บนภูเขาปกติล้วนมีซานโพ(เนินเขา)มิใช่หรือ” 
“แค่กๆ” ฉงหัวสำลัก หญิงชราหัวร่อร่วน ตบมือชอบใจ “แม่นางคนนี้น่าเอ็นดูจริง...ไม่ใช่ซานโพ เป็นซานโผ โผที่มาจากคำว่าโผโผ*” 
[*โผโผ แปลว่า ยาย]
“ซานโผคืออะไร” ทุกคนถามเป็นเสียงเดียว
“ยายเฒ่าปีศาจที่ชอบกินเด็กสาวๆ โดยเฉพาะ อาศัยอยู่ในภูเขา” หญิงชราอธิบายให้ทุกคนฟัง “เมื่อจับเด็กผู้หญิงไป จะปล่อยเลือดก่อน แล้วใช้เลือดมาสระผม จากนั้นค่อยกินเนื้อ กระดูกเก็บไว้ทำภาชนะ เส้นผมเก็บไว้ฟั่นกับเชือกป่าน สำหรับมัดเหยื่อรายอื่น”
ทุกคนได้ฟังก็ขนลุก
หญิงชราจึงโบกมือ “นี่เป็นเพียงคำเล่าลือเท่านั้น แต่หลายปีมานี้ก็มีเด็กสาวหายไปหลายคนจริงๆ ดังนั้นไช่เปี้ยนจึงสั่งปิดภูเขาแล้ว”
คำพูดของหญิงชรา ทำเอาทุกคนสะดุดกึกในใจ...ปิดภูเขาแล้ว?

 

หนังสือแนะนำ