บทที่หนึ่ง กำเนิดดาวจักรพรรดิ

“กระหม่อมสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้า พบว่ามีดาวจักรพรรดิอุบัติขึ้น เป็นนิมิตว่าผู้ตั้งครรภ์ในตำหนักใน จะให้กำเนิดผู้กำราบหกรัฐ กุมอำนาจในแผ่นดิน”

ฉู่หวังซาง (เชิงอรรถ –ในสมัยโบราณ คำว่า “หวัง” (หรือ “อ๋อง” ในภาษาฮกเกี้ยน) หมายถึงผู้นำสูงสุด “ฉู่หวัง” จึงหมายถึงผู้นำสูงสุดแห่งรัฐฉู่หรือเจ้านครรัฐฉู่ แซ่หมี่สกุลสยง ชื่อซาง ชนรุ่นหลังเรียกขานว่า “ฉู่เวยหวัง” คำว่า “เวย” คือพระสมัญญานามหลังสิ้นพระชนม์ แต่ตอนนี้เขายังมีชีวิต จึงเรียกขานว่าฉู่หวังซางตามธรรมเนียมการเรียกขานสมัยนั้น) อยู่ในหอจางหัว จ้องมองผู้ที่อยู่ตรงเชิงบันได เอ่ยถาม “ถังเม่ย (เชิงอรรถ – แซ่จีสกุลถัง สืบเชื้อสายมาจากรัฐถัง) เป็นความจริงหรือ”

เนื่องจากกรำศึกต่อเนื่องหลายปี บรรดาขุนนางล้วนหันมาศึกษาการโคจรของดวงดาว สำรวจการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้า ส่งผลให้แขนงวิชานี้มีผู้เชี่ยวชาญเกิดขึ้นมากมาย ขณะนี้ “รัฐหลู่มีจื่อเซิ่น รัฐจิ้นมีปู๋เหยี่ยน รัฐเจิ้งมีพีเจ้า รัฐซ่งมีจื่อเหวย รัฐฉีมีกานเต๋อ รัฐฉู่มีถังเม่ย รัฐเจ้ามีอิ่นเกา รัฐเว่ยมีสือเซินฟู ล้วนแตกฉานด้านดาราศาสตร์ ต่างศึกษาวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์ยืนยันข้อสงสัย” ถังเม่ยคือผู้เชี่ยวชาญด้านดวงดาวแห่งรัฐฉู่ในเวลานี้ เขาพบการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ขณะยืนสำรวจการโคจรของดวงดาวอยู่บนเนินสูงในคืนแรกที่กลับจากการยกทัพปราบรัฐฉี

มุ่งตรากตรำปฏิบัติตามหน้าที่ แม้นราตรีมุ่งมั่นไม่ท้อถอย แม้จะลำบากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทัพ แต่เขากลับมิเคยหยุดพักการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าแม้สักวัน ธารดาราบนท้องฟ้าแม้จะกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต หมู่ดาวพราวระยับเหล่านั้นในสายตาผู้อื่นประหนึ่งเม็ดทรายอันเหลือคณานับ ทว่าในสายตาของเขา กลับเคยคุ้นประดุจลายเส้นบนฝ่ามือ

คืนนี้ตรงกับคืนจันทร์แหว่งเว้า เขายืนอยู่บนเนินสูง เห็นว่าหมู่ดาวบนท้องฟ้าดูชัดเจนกว่าเคย เวลานี้ข้างดาวเป่ยเฉินมีดวงดาวที่มิเคยพบ กลับปรากฏขึ้น ดาวดวงนั้นกะพริบวูบไหว ทำให้ถังเม่ยพลันนึกถึงบันทึกตอนหนึ่งในแขนงวิชาดาราศาสตร์

เขาตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ลางๆ แต่ก็มิกล้าปักใจเชื่อ ด้วยเหตุนี้ หลังจากวันนั้นทุกคืนจึงยืนอยู่บนเนินสูง เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของดาวดวงดังกล่าวจนไม่เป็นอันทำสิ่งใด กระทั่งเดินทางกลับถึงอิ่งตูเมืองหลวงของรัฐฉู่ เพิ่งพ้นประตูจิงเหมิน ยังไม่ทันหายจากความเหนื่อยล้า เขาก็มุ่งหน้าไปยังหอดูดาวเพื่อตรวจสอบแผนภูมิดวงดาวกับปู่ซือ (เชิงอรรถ – ผู้ที่มีหน้าที่คุมตำราพยากรณ์) พลิกอ่านตำราของบรรพาจารย์ หลังจากแน่ใจในเรื่องนี้จึงรีบเดินทางเข้าวัง

เวลานี้ฉู่หวังซางกำลังสังสรรค์กับเหล่าขุนนาง ได้ยินถังเม่ยรายงานว่า “กระหม่อมสำรวจปรากฏการณ์บนท้องฟ้า พบว่าข้างดาวเป่ยเฉินมีดาวดวงหนึ่งพลันอุบัติขึ้น ระยะนี้ยิ่งเปล่งประกายสว่างไสว กลบรัศมีของดาวเป่ยเฉินและดาวโกวเฉินจนหมองลงถนัดตา บัดนี้สี่ดาวซื่อฝู่เปลี่ยนแปลง หกดาวลิ่วเจี่ยวุ่นวาย เป็นนิมิตว่าแผ่นดินจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

ได้ยินถังเม่ยเอ่ยเช่นนั้น ฉู่หวังซางพลันตระหนก วางจอกสุราในมือลง “ร้ายหรือดี”

ถังเม่ยเอ่ยอย่างปรีดา “มงคลยิ่ง!ดาวดวงนี้คือดาวจักรพรรดิ กระหม่อมตรวจสอบจากตำราแล้ว ก่อนจิ้นเหวินกง (เชิงอรรถ – หนึ่งในห้าเจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว)ถือกำเนิดก็มีดวงดาวลักษณะนี้อุบัติขึ้น อันเป็นนิมิตว่ากำราบหกรัฐ กุมอำนาจในแผ่นดิน กระหม่อมพบว่าดาวดวงนี้อุบัติขึ้นทางทิศใต้ของดาวอวี้หนี่ว์ ตรงกับรัฐฉู่เราพอดี เป็นนิมิตว่าผู้ตั้งครรภ์ในตำหนักใน จะให้กำเนิดจักรพรรดิ”

ฉู่หวังซางปีติยินดียิ่ง พลันผุดลุกขึ้น อารามเร่งรีบจึงทำให้จอกสุราร่วงตกพื้น กระนั้นก็ไม่มีเวลาคำนึงถึง ร้อนใจถาม “เป็นความจริงหรือ”

ถังเม่ยตอบ “กระหม่อมทำนายตามลิขิตฟ้า รายงานตามปรากฏการณ์ดวงดาว มิกล้ากล่าวเหลวไหล”

นับแต่ล่วงเข้ายุคชุนชิวจ้านกั๋ว ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้านครรัฐแต่ละรัฐคือการเป็นใหญ่เหนือผู้ครองรัฐทั้งปวงกุมอำนาจในแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียว “เป็นเจ้านครรัฐไม่พอใจ เป็นจักรพรรดิน่าเลื่อมใส” วิถีแห่งเจ้านครรัฐตกต่ำ วิถีแห่งจักรพรรดิรุ่งเรือง

ขณะนี้ในบรรดารัฐทั้งหมด รัฐฉู่มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุด ฉู่หวังซางครองราชย์ เริ่มจากรบชนะเยวี่ยหวังอู๋เจียง ยึดครองอาณาเขตของรัฐอู๋และรัฐเยวี่ย เนื่องจากเห็นว่าหนานจิง (เมืองนานกิง) มี “พลังแห่งราชันย์” จึงฝังทองคำบนเขาสือโถวริมแม่น้ำฉางเจียง (แม่น้ำแยงซีเกียง) ก่อตั้งเมืองจินหลิง (เชิงอรรถ – “จินหลิง” คือชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดของเมืองหนานจิง) และในปีเดียวกันยังยกทัพใหญ่บุกรัฐฉี สู้กับเซินฟู่แม่ทัพแห่งรัฐฉีที่แม่น้ำซื่อสุ่ย บุกล้อมสวีโจว บดขยี้ทัพเซินฟู่จนแตกพ่าย ยึดครองอาณาเขตรัฐฉี ดูจากการได้รับชัยชนะต่อเนื่อง การยกทัพปราบปรามและผนวกดินแดนรัฐต่างๆผ่านไปอีกสิบกว่าปี การที่รัฐฉู่จะเป็นใหญ่เหนือรัฐทุกรัฐ นับเป็นเรื่องที่สามารถคาดการณ์ได้

และบัดนี้ การทำนายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดวงดาวที่ถังเม่ยรายงาน ดาวจักรพรรดิกำลังจะอุบัติในรัฐฉู่ ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐฉู่กำลังจะได้เป็นใหญ่เหนือทุกรัฐ มิเพียงแต่ฉู่หวังซางได้ยินแล้วปลื้มปีติ แม้แต่เหล่าขุนนางทั้งบุ๋นบู๊ยังล้วนหมอบคำนับ เอ่ยแซ่ซ้องอย่างพร้อมเพรียง

ฉู่หวังซางพลันออกคำสั่งตรวจสอบตำหนักในดูว่าผู้ใดตั้งครรภ์

ตอนนั้นเอง จวี่จีสนมคนโปรดแห่งตำหนักในมารายงานว่า หญิงสกุลเซี่ยงสตรีที่ติดตามนางเข้าวังกำลังตั้งครรภ์ ฉู่หวังซางดีใจยิ่ง ออกคำสั่งให้หญิงสกุลเซี่ยงย้ายไปพำนัก ณ ห้องเจียวซื่อให้หมอหญิงคอยติดตามรักษาดูแลครรภ์

หลังคำสั่งนี้ประกาศออกไป ทั้งตำหนักในล้วนตกตะลึง

ห้องเจียวซื่อเป็นห้องที่ต่างจากห้องอื่นๆ เนื่องจากใช้ผงดอกฮวาเจียวผสมโคลนทาผนัง สื่อถึงความอบอุ่น กลิ่นหอมหวาน และมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง จึงได้ชื่อเรียกเช่นนี้ ห้องเจียวซื่อมิใช่ที่ที่คนทั่วไปสามารถย้ายเข้าไปพำนัก

สนมของฉู่หวังซางแม้มีมากมาย แต่มีเพียงหวังโฮ่ว (เชิงอรรถ – ตำแหน่งภรรยาเอกของเจ้านครรัฐ) ครั้นตั้งครรภ์ไท่จื่อไหว (เชิงอรรถ– ตามธรรมเนียมการเรียกขานในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว จะเรียกชื่อตำแหน่งตามด้วยชื่อ ในที่นี้ ตำแหน่งรัชทายาทคือ “ไท่จื่อ” ส่วนชื่อคือ “ไหว”)เท่านั้น ถึงได้รับอนุญาตให้พำนักในห้องเจียวซื่อ ส่วนสนมนางในผู้อื่น ไม่ว่าตระกูลจะสูงศักดิ์เพียงใดหรือเป็นที่โปรดปรานเพียงใด ก็มิเคยมีผู้ใดได้รับอนุญาตให้พำนักดูแลครรภ์ในห้องเจียวซื่อมาก่อน

“หรือว่า...ต้าหวังคิดจะแต่งตั้งไท่จื่อคนใหม่” หวังโฮ่วแห่งหอเจี้ยน (เชิงอรรถ –ตำหนักในรัฐฉู่มักจะเรียกว่า “หอ” เช่น หอจางหัวตำหนักหลักของฉู่หวัง หรือตำหนักอื่นๆ เช่น หออวิ๋นเมิ่ง หอเจี้ยน หอเฉิง) กำแขนเสื้อสีแดงสดแน่น ถามซื่อเหรินซี (เชิงอรรถ –ข้ารับใช้ในวังของเจ้านครรัฐ ผู้รับตำแหน่งมักเป็นขันที)ซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าตน

สุราหอมหวานในจอกพลิ้วกระเพื่อมแผ่วเบา สะท้อนรับใบหน้าเครียดขมึงของนาง นางครองตำแหน่งหวังโฮ่วมานาน ท่าทางยามโกรธเคืองครานี้ดุดันน่าหวั่นหวาด ซื่อเหรินซีก้มหน้ามิกล้าตอบคำ ได้แต่ค้อมกายอย่างพินอบพิเทา

ไต้เม่าสาวใช้รู้ว่านางอารมณ์ไม่ดี รีบเอ่ยปลอบโยนเสียงนุ่ม “เสี่ยวจวิน (เชิงอรรถ –คำเรียกขานภรรยาเอกของเจ้านครรัฐ) มิต้องสนใจ เป็นเพียงอิ้งเหริน (เชิงอรรถ – คำเรียกขานสตรีที่ติดตามขบวนแต่งงานเข้าวัง)ผู้หนึ่งเห็นทีจวี่จีผู้นั้นคงเล่นสกปรก นิมิตจากปรากฏการณ์ดวงดาวอันใด เป็นการยกยอตัวเองเสียมากกว่า”

นางสืบข่าวมาแล้ว จวี่จีผู้นั้นคือสนมผู้เป็นที่โปรดปรานสูงสุดแห่งวังฉู่ในเวลานี้ นางเป็นชาวรัฐจวี่ หลายปีก่อนฉู่หวังซางกำราบรัฐจวี่ ชาวรัฐจวี่จึงยกกงจู่(เชิงอรรถ –คำเรียกขานธิดาของเจ้านครรัฐ)สกุลจี่ให้ฉู่หวังซาง เนื่องจากหญิงสกุลจี่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ เป็นที่โปรดปรานยิ่งของฉู่หวังซาง ผู้คนจึงเรียกขานนางตามธรรมเนียมว่าจวี๋จี่หรือจวี่จี (เชิงอรรถ – ตามธรรมเนียมการเรียกขานในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว จะไม่นิยมเรียกชื่อสตรีโดยตรง แต่จะเรียกชื่อรัฐตามด้วยสกุล ไม่ก็เรียกชื่อรัฐหรือชื่อสกุลตามด้วยคำว่า “จี” ซึ่งเป็นคำเรียกขานเชิงให้เกียรติของสตรีผู้สูงศักดิ์) จวี่จีแม้เป็นที่โปรดปราน แต่เข้าวังมาสี่ห้าปี กลับมิเคยตั้งครรภ์ สตรีในตำหนักในหากไร้ทายาทก็เท่ากับไร้อนาคต จวี่จีวิตกกังวลยิ่ง จึงตัดสินใจส่งสตรีที่ติดตามตนเข้าวังคนแล้วคนเล่าถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง ไม่นึกว่าหนึ่งในสตรีที่ติดตามนางเข้าวังจะบังเอิญตั้งครรภ์พอดี

หวังโฮ่วเหยียดยิ้มเย็นชา นางกุมอำนาจในตำหนักในมานาน มีข้ารับใช้คอยเป็นหูเป็นตามากมาย รู้ว่าจวี่จีเป็นที่โปรดปราน จึงลอบวางยาในอาหารของนางเพื่อมิให้นางตั้งครรภ์ หากแต่มิได้สนใจบรรดาอิ้งเหรินเหล่านั้น ฉู่หวังซางมีทายาทมากมาย จะให้กำเนิดอีกกี่คนก็มิใช่ปัญหาใหญ่เพียงแต่มิอาจปล่อยให้เหล่าสนมคนโปรดซึ่งมีใจมักใหญ่ใฝ่สูงตั้งครรภ์

นางรู้ว่าฉู่หวังซางเป็นถึงเจ้านครรัฐ การโปรดปรานสนมนางในหรืออนุภรรยานับเป็นเรื่องธรรมดา นางมิควรเสียเวลาหึงหวง นางมีฐานะเป็นถึงภรรยาเอก ทั้งบุตรชายคนโตก็ได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อ อีกทั้งรัฐเกิดของจวี่จีก็สิ้นสลายไปแล้ว นับว่าปราศจากผู้หนุนหลัง เจ้านครรัฐโปรดปรานนาง อย่างไรก็ดีกว่าโปรดปรานสตรีที่มาจากรัฐเข้มแข็งรัฐอื่น อีกทั้งจวี่จีเป็นคนเฉลียวฉลาด ปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพนบนอบยิ่ง ซึ่งเดิมนางเองก็มิใคร่จะใส่ใจ สนมนางในเหล่านี้ สำหรับนางแล้ว เฉกเช่นมดตัวหนึ่ง หากถูกชะตาก็เมตตา หากขัดหูขัดตาก็เขี่ยทิ้ง มีเพียงส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของนางโดยตรงเท่านั้นที่นางจะไม่ปล่อยไว้

ไท่จื่อไหวซึ่งอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวเอ่ยขึ้น “เสด็จแม่มีอันใดต้องกังวล ลูกได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อหลายปี ทั้งยังผ่านการเข้าพิธีสวมเครื่องครอบมวยผม (เชิงอรรถ – เมื่อเด็กชายอายุครบยี่สิบปี ผู้อาวุโสในตระกูลจะสวมเครื่องครอบมวยผมให้เด็กชาย เพื่อแสดงว่าบรรลุนิติภาวะ เข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์)ครั้นเสด็จพ่อออกศึก ก็มักจะฝากให้ลูกดูแลราชการงานแผ่นดิน นั่นเป็นเพียงทารกที่ยังไม่ถือกำเนิด ไยจึงต้องเช่นรับมือศัตรูตัวฉกาจก็ไม่ปาน”

หวังโฮ่วเห็นบุตรชายไม่ใคร่ใส่ใจ เอ่ยด้วยท่าทางไม่จริงจังแม้แต่น้อย โทสะสุมทรวงมิอาจระบาย ชี้หน้าเขาพลางเอ่ยด่า “เจ้าโง่! ที่ต้าหวังฝากให้เจ้าดูแลราชกิจ เพียงเพราะเจ้าเป็นบุตรชายในภรรยาเอก แต่นับจากที่เจ้าได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อจนถึงบัดนี้ สิ่งที่เจ้าทำตลอดหลายปี มีคราใดที่ทำให้เสด็จพ่อของเจ้าพอใจบ้าง ตอนนั้นข้าตั้งครรภ์บุตรชายคนโตถึงได้พำนักในห้องเจียวซื่อ บัดนี้หญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นเพียงแต่ตั้งครรภ์ กลับได้รับอนุญาตให้ย้ายเข้าไปพำนักในห้องเจียวซื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคำทำนายของถังเม่ย หากหญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นให้กำเนิดบุตรชาย ซึ่งมาพร้อมคำทำนายว่ามีดวงจักรพรรดิ ผ่านไปอีกสิบกว่าปี เด็กผู้นั้นเติบใหญ่ ถึงตอนนั้นข้าแก่ชราสูญเสียความโปรดปราน จะรู้ได้อย่างไรว่าเสด็จพ่อของเจ้าจะไม่ปลดบุตรชายคนโตแล้วแต่งตั้งบุตรชายคนเล็กแทน”

ตระกูลของนางยิ่งใหญ่มากอิทธิพล ทั้งนางยังเป็นถึงหวังโฮ่ว ให้กำเนิดบุตรชายหลายคน ซึ่งล้วนเติบใหญ่แล้วทั้งสิ้น บุตรชายคนโตได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อ บุตรชายคนอื่นก็ล้วนได้รับพระราชทานที่ดินศักดินา หลายสิบปีมานี้เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในวังฉู่

ทว่าบัดนี้ นางมองบุตรชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ความหวาดหวั่นกังวลที่มิเคยเกิดขึ้นกลับก่อตัวขึ้นในใจ ฉู่หวังซางปรารถนาจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จึงไม่สนใจหญิงงาม ด้วยเหตุนี้ หลายปีมานี้ต่อให้เขาจะมีสนมคนโปรดมากเพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหวังโฮ่วของนาง ส่วนไหวบุตรชายคนโตของนางเนื่องจากเป็นบุตรชายในภรรยาเอก จึงได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อแต่แรก

ไท่จื่อแม้จะได้รับการเลี้ยงดูตามขนบรัชทายาท เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ ด้านการจัดการราชกิจมีซือเป่า (เชิงอรรถ –ขุนนางผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้านครรัฐและชี้แนะลูกหลานตระกูลเชื้อพระวงศ์) คอยช่วยเหลือ จึงค่อนข้างราบรื่น ไม่มีปัญหาร้ายแรงอันใด หากแต่เมื่อไท่จื่อยิ่งเติบใหญ่ ข้อด้อยอันร้ายแรงของเขากลับยิ่งฉายชัด

ไท่จื่อโปรดปรานหญิงงาม โปรดปรานสุรา โปรดปรานการล่าสัตว์ เดิมไม่นับเป็นอย่างไร คุณสมบัติของเจ้านครรัฐในยุคชุนชิวจ้านกั๋วไม่เคร่งครัดเช่นยุคสมัยหลัง ฉีหวนกง(เชิงอรรถ – หนึ่งในห้าเจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว) เคยบอกก่วนจ้ง (เชิงอรรถ – นักปรัชญา นักปกครอง และนักการทหารผู้เลื่องชื่อในยุคชุนชิว)ว่า “ผู้ด้อย (เชิงอรรถ – เจ้านครรัฐในยุคชุนชิวจ้านกั๋วจะใช้คำแทนตัวว่า “ผู้ด้อย” อันหมายถึงผู้ด้อยในคุณธรรม สื่อถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนตามหลักของเหลาจื่อ (เล่าจื๊อ) ที่ว่าคนยิ่งสูงศักดิ์ยิ่งต้องถ่อมตน) มีข้อด้อยอันร้ายแรงสามประการ โปรดปรานการล่าสัตว์ สนุกสนานจนลืมเลือนราชกิจ นับเป็นประการหนึ่ง โปรดปรานสุรา ร่ำสุราทั้งวันคืน นับเป็นประการสอง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ด้อยยังโปรดปรานหญิงงาม ในบรรดาพี่สาวน้องสาวยังมีผู้ไม่ออกเรือน นับเป็นประการสาม” ก่วนจ้งไม่เห็นด้วย เห็นว่านี่เป็นการหาความสำราญของผู้สูงศักดิ์ หาได้ส่งผลกระทบต่อการเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่

ทว่าไท่จื่อไหวกลับมีข้อด้อยที่ “ส่งผลกระทบต่อการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” อันได้แก่ “ไม่รู้จักปัญญาชน” “รู้จักปัญญาชนแต่ไม่รู้จักใช้” “รู้จักใช้แต่ไม่เชื่อถือ” “เชื่อถือแต่ไม่เชื่อใจ” “เชื่อใจแต่ปล่อยให้คนพาลใส่ร้ายป้ายสี” ข้อด้อยทั้งห้าประการนี้ หลายปีมานี้ล้วนสะท้อนให้เห็นไม่มากก็น้อย เขามิอาจเป็นเช่นฉู่หวังซางที่มองคุณลักษณะของคนตรงหน้าออกเพียงผาดเดียว ซือเป่าแนะนำปัญญาชนให้เขา แต่เขากลับลังเลมิอาจตัดสินใจ ครั้นต้องการใช้คนก็มิสามารถมอบหมายตำแหน่งที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นยังหูเบา ผู้อื่นว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น

ด้วยเหตุนี้ หลายปีมานี้ความโปรดปรานที่ฉู่หวังซางมีต่อไท่จื่อจึงค่อยๆ ลดน้อยลง หากแต่ทว่าแม้ฉู่หวังซางจะรู้สึกผิดหวัง แต่บุตรชายคนอื่นแม้จะมีผู้มีสติปัญญาเหนือไท่จื่อ แต่ก็มิได้เด่นชัดถึงขั้นทำให้ฉู่หวังซางต้องการเปลี่ยนผู้รับตำแหน่งรัชทายาท

หวังโฮ่วอายุมากขึ้นทุกที ความคิดที่จะแย่งชิงความโปรดปรานลดน้อยลงเรื่อยๆ บัดนี้นางสนใจเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือตำแหน่งไท่จื่อจำต้องมั่นคงไม่สั่นคลอน ในฐานะผู้เคียงหมอน นางย่อมสังเกตเห็นว่าจวินหวัง (เชิงอรรถ – คำเรียกขานเทียนจื่อหรือเจ้านครรัฐ) เริ่มไม่พอใจไท่จื่อ นางเป็นสตรีในตำหนักใน ย่อมไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจวินหวังไม่พอใจเรื่องใด ทำได้เพียงเพิ่มความเข้มงวดกวดขัน กำชับให้ไท่จื่อระมัดระวังวาจาและการกระทำ มิอาจปล่อยให้เกิดความผิดพลาด ตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่น

ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยเพียงใดหากส่งผลกระทบต่อไท่จื่อ นางจะกำจัดในทันที ไม่ปล่อยให้ลุกลามจนเกินแก้ไข! หากทว่า คำทำนายเกี่ยวกับดาวจักรพรรดิที่พลันอุบัติขึ้น กลับทำให้นางหวาดหวั่นพรั่นพรึงและไร้หนทางรับมือ

แต่ไหนแต่ไรผู้ชรามักจะรักใคร่เอ็นดูผู้เยาว์ หากเด็กผู้นี้ถือกำเนิด โดดเด่นเช่นคำทำนาย ผ่านไปอีกสิบกว่าปี เด็กผู้นี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไฉนเลยจะไม่โดดเด่นเหนือไท่จื่อไหวซึ่งกำลังเข้าสู่วัยกลางคน?

ตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจว ควรแต่งตั้งบุตรชายในภรรยาเอกหรือบุตรชายคนโตเป็นรัชทายาท เพื่อรักษาความมั่นคงของราชสำนัก ตามหลักเหตุผลแล้ว ปลดบุตรชายคนโตแต่งตั้งบุตรชายคนเล็ก ปลดบุตรชายในภรรยาเอกแต่งตั้งบุตรชายในอนุภรรยา อาจนำมาซึ่งความวุ่นวาย จวินหวังที่ยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติมักจะไม่เปลี่ยนผู้รับตำแหน่งรัชทายาทโดยง่าย แต่นางกับฉู่หวังซางเป็นสามีภรรยากันมาหลายปี ย่อมรู้นิสัยอีกฝ่ายดี เวลานี้บุตรชายของฉู่หวังซางล้วนมีความสามารถเพียงรักษาสืบทอด หากหญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดผู้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินตามคำทำนาย เช่นนั้นดูจากอุปนิสัยของฉู่หวังซาง ต่อให้ราชสำนักจะวุ่นวาย โลหิตหลั่งรินทั่วพื้นพสุธา หากสามารถทำให้รัฐฉู่เป็นใหญ่เหนือทุกรัฐขาย่อมไม่คำนึงมากความเขาต้องเปลี่ยนรัชทายาทอย่างแน่นอน

ไท่จื่อไหวเดิมคิดว่าตนเกิดเป็นบุตรชายในภรรยาเอก ได้รับแต่งตั้งเป็นไท่จื่อหลายปี ตำแหน่งมั่นคงไม่สั่นคลอน มิคาดคิดว่าจะมีเหตุพลิกผันเช่นนี้ เมื่อฟังวาจาของมารดา เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “เรื่องนี้...คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง”

หวังโฮ่วแค่นยิ้มเย็นชา “ในบรรดารัฐทั้งหลาย จวินหวังรักบุตรชายคนเล็ก ปลดบุตรชายคนโต เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยเสียที่ไหน ครั้งนั้นโจวโยวหวังปลดไท่จื่ออี๋จิ้ว แต่งตั้งปั๋วฝูบุตรชายคนเล็ก จิ้นเซี่ยนกงสังหารไท่จื่อเซินเซิง แต่งตั้งซีฉี เรื่องเหล่านี้ไท่ฟู่ (เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางในสมัยโบราณ มีหน้าที่ช่วยเหลือชี้แนะเจ้านครรัฐ) มิเคยสอนเจ้าหรือ เฉกเช่นรัฐฉู่เรา คราวนั้นผิงหวังปลดไท่จื่อเจี้ยน แต่งตั้งเริ่นบุตรชายคนเล็ก ส่งผลให้เกิดเหตุจลาจลของอู๋จื่อซวีเมืองหลวงเก่าถูกทำลาย จำต้องย้ายเมืองหลวงมาที่นี่...”

ไท่จื่อไหวอึ้งไป ครานี้ถึงได้สติ เมื่อคิดว่าเหตุการณ์นองเลือดจากการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทอาจเกิดกับตนเองเช่นกัน ถึงกับอึ้งงันด้วยความตระหนก พลันชักกระบี่ออกมา “ข้าจะชิงสังหารสตรีผู้นั้น!”

หวังโฮ่วเห็นเขาใจร้อนวู่วามเช่นนี้ ก็โมโหจนเสียดร้าวไปทั้งท้อง นางยกมือกุมท้องพลางเอ่ยอย่างกราดเกรี้ยว “เจ้าโง่! เจ้าโง่! หากตอนนี้สามารถสังหารนาง ข้าจะตามเจ้ามาทำอะไร จะทำให้ผู้น้อย (เชิงอรรถ – ภรรยาเอกของเจ้านครรัฐจะใช้คำแทนตนว่า “ผู้น้อย” อันเป็นคำเรียกขานที่แสดงถึงความถ่อมตน)โมโหจนขาดใจตายหรืออย่างไร!”

ไท่จื่อไหวตระหนกตกใจ หันไปถามมารดา “หากเป็นเช่นเสด็จแม่ว่า เรื่องนี้ควรจัดการเช่นไร”

หวังโฮ่วเอ่ยสีหน้าเครียดขมึง “พวกเจ้า ตามหมอหญิงจื้อ!”

หนังสือแนะนำ