บทที่แปด หอหนานซวิน

หมี่เยวี่ยล้มป่วยอยู่สิบกว่าวัน อาการถึงค่อยๆ ดีขึ้น

ทว่ากว่านางจะหายดี รัฐฉู่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้นางพำนักอยู่ในตำหนักรองฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากตำหนักสนมนางในที่พำนักเดิมโดยมีทะเลสาบและสวนหลายแห่งกั้นกลาง ตำหนักรองเล็กเตี้ย ไม่สูงใหญ่เช่นหออวิ๋นเมิ่ง เป็นเพียงห้องขนาดเล็กทำจากไม้หลายห้องเชื่อมต่อกัน ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ไม่มีเสาคานสลักลาย ไม่มีม่านไหมงามวิจิตร สาวใช้ที่เดิมยืนเรียงรายคอยรับใช้ บัดนี้กลับเหลือเพียงบ่าวรับใช้ชั้นต่ำไม่กี่คน

หัวหลิวกับลวี่เอ่อร์เด็กรับใช้ที่เดิมอยู่ข้างกายหมี่เยวี่ยก็หายไปเช่นกัน เหลือเพียงฟู่หมู่หนี่ว์ขุย หากทว่า นางตามหาจนทั่วทั้งตำหนัก แต่กลับไม่พบหญิงสกุลเซี่ยงมารดาผู้ให้กำเนิด 

“มารดา ท่านแม่ข้าเล่า” หมี่เยวี่ยวิ่งไปถามจวี่จีมารดาผู้เลี้ยงดู

จวี่จีมีสีหน้าซูบเซียว มองบุตรธิดาเบื้องหน้าตน เรียกแม่นมอุ้มหมี่หรงไป ก่อนจะหันมาฝืนยิ้มให้หมี่เยวี่ย “ท่านแม่เจ้า...บัดนี้ไม่อยู่ที่นี่แล้ว”

“ไม่อยู่แล้ว?” ดวงหน้าเรียวเล็กของหมี่เยวี่ยพลันซีดขาว เสด็จพ่อของนาง “ไม่อยู่แล้ว” บัดนี้มารดาผู้ให้กำเนิดก็ “ไม่อยู่แล้ว” นางพลันนำทั้งสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน เอ่ยถาม “ท่านแม่ข้า เป็นเช่นเสด็จพ่อหรือ...”

เห็นบุตรสาวตัวน้อยตรงหน้าใบหน้าเผือดซีด ท่าทางหวาดกลัว จวี่จีพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ ชั่วขณะนั้นไม่รู้จะอธิบายเช่นไร คนของนางที่พอมีอยู่ในวังใน ที่สุดก็สืบความได้ว่าวันนั้นหญิงสกุลเซี่ยงไปเก็บของที่หอจางหัว จากนั้นก็หายสาบสูญไป แต่แล้วต่อมาได้ยินว่าต้าหวังกับเวยโฮ่วโต้เถียงกัน ดูจากอุปนิสัยของฉู่หวังคนใหม่กับนิสัยหวาดระแวงทว่าโหดเหี้ยมของเวยโฮ่ว นางจึงพอจะเดาความเป็นไปได้ออกเจ็ดถึงแปดส่วน หากตอนเกิดเรื่องนางอยู่ในสถานการณ์ ย่อมคิดหาทางปกป้องหญิงสกุลเซี่ยงอย่างสุดความสามารถ เพียงแต่บัดนี้เรื่องก็ผ่านไปหลายวันแล้ว เกรงว่าหญิงสกุลเซี่ยงคงประสบโชคร้ายมากกว่าโชคดี ตกลงว่านางถูกสังหาร ถูกขับไล่ หรือถูกยกให้ผู้อื่น บัดนี้ต่อให้สืบข่าวต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ซ้ำร้ายหากกลายเป็นเรื่องใหญ่ น่ากลัวว่าจะนำภัยมหันต์มาสู่ตนกับบุตรธิดาทั้งสอง

นึกถึงตรงนี้ นางลูบแก้มหมี่เยวี่ยเบาๆ  เอ่ยเสียงนุ่มนวล “มิใช่ ท่านแม่เจ้าเพียงแต่ไปอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล...”

“เช่นนั้นนางจะกลับมาหรือไม่” หมี่เยวี่ยถาม

จวี่จีถอนใจแผ่วเบา “มารดาก็ไม่รู้”

หมี่เยวี่ยกัดริมฝีปาก อยากจะร้องไห้ แต่กลับฝืนกลั้นอย่างเต็มที่ “ท่านแม่ไม่ต้องการข้ากับน้องหรงแล้วหรือ เหตุใดนางจึงต้องไปอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกลเช่นนั้น นางไม่คิดถึงพวกเราหรือ”

จวี่จีอดกลั้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป คว้าตัวนางมากอด เอ่ยเสียงสะอื้น “มิใช่เช่นนั้น ท่านแม่เจ้ารักพวกเจ้ายิ่งนัก หากนางสามารถตัดสินใจ นางไฉนเลยจะยอมจากพวกเจ้าไป...”

หมี่เยวี่ยผลักจวี่จีออก หมุนตัววิ่งไปด้านนอก “ข้าจะไปตามหาท่านแม่...ข้าจะตามท่านแม่กลับมา หากตอนกลางคืนน้องหรงไม่มีท่านแม่กล่อมย่อมร้องไห้เป็นแน่...”

มือของจวี่จีนิ่งค้างกลางอากาศ อึ้งงันทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ หนี่ว์ขุยรีบเอ่ย “ฟูเหริน ข้าจะไปตามเสี่ยวกงจู่”

จวี่จีลดมือลง ส่ายหน้าเล็กน้อยพลางเอ่ย “มิต้อง ให้นางวิ่งสักครู่ ร้องไห้สักคราเถิด! ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็ก ในใจอึดอัดคับข้อง ระบายออกมาก็ดีเหมือนกัน!”

หนี่ว์ขุยก้มหน้าตอบ “เพคะ”

หมี่เยวี่ยวิ่งออกจากตำหนักรอง วิ่งไปตามทางสายเล็กที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ วิ่งไปจนถึงยอดเขาด้านหลัง นางวิ่งจนรองเท้าหลุดหาย วิ่งจนถุงเท้าขาดวิ่น วิ่งจนฝ่าเท้าถลอก วิ่งจนหมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรง ล้มกลิ้งลงบนพื้น

นางแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีคราม มองไปรอบๆ เชิงเขา ที่แห่งนี้คือจุดที่สูงที่สุดในวัง จากตรงนี้สามารถมองเห็นทั่วทั้งวังฉู่ เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสวนดอกไม้และธารน้ำไหล หอตำหนักสูงใหญ่ตั้งเรียงราย ผู้คนตัวเท่ามดเดินผ่านไปมาทั้งบนหอสูงและริมกำแพงวัง

ผู้คนมากมายเช่นนี้ ท่านแม่ของนางอยู่ที่ใดกันเล่า

หมี่เยวี่ยเงยหน้า ร้องตะโกนสุดเสียง “ท่านแม่...ท่านแม่...ท่านแม่...”

เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง ตะโกนเรียกหาคราแล้วคราเล่า เสียงแหลมสูงของเด็กเล็กกรีดแหวกอากาศ ทำให้ฝูงนกที่กำลังพักเกาะกิ่งไม้ตกใจบินหนี หากแต่ทว่า ต่อให้นางจะเพรียกหาจนน้ำตารินไหล ร้องเรียกจนน้ำเสียงแหบแห้ง ร่ำร้องจนลำคอปริร้าว เรียกหาจนไร้เรี่ยวแรงจะเปล่งเสียง กระนั้นท้องฟ้าก็ยังคงสงบเงียบ ปราศจากเสียงตอบรับใดๆ

 

 

หอหนานซวิน

ตั้งแต่สมัยโจวเทียนจื่อ ได้สร้างสถานศึกษาไว้นอกเมือง เพื่อเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของลูกหลานชนชั้นสูง สถานศึกษาของเทียนจื่อเรียกว่าพี่ยง สถานศึกษาของผู้ครองรัฐเรียกว่าพ่านกง หากแต่ไท่จื่อเป็นถึงรัชทายาท ย่อมต้องเชิญสามราชครูหลักสามราชครูรอง (เชิงอรรถสามราชครูหลักในสมัยราชวงศ์โจวหมายถึง ไท่ซือ ไท่ฟู่ และไท่เป่า มีหน้าที่ช่วยเหลือชี้แนะเทียนจื่อ ส่วนสามราชครูรองหมายถึง เส้าซือ เส้าฟู่ และเส้าเป่า มีหน้าที่ช่วยเหลือชี้แนะไท่จื่อ) มาถ่ายทอดวิชาความรู้เป็นการส่วนตัว เซียนหวังแห่งรัฐฉู่จึงสร้างหอหนานซวินขึ้น เพื่อเป็นสถานศึกษาของไท่จื่อ

จั่วถูชวีหยวนรับหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่ไท่จื่อเหิงที่หอหนานซวิน วันนี้ขณะกำลังอธิบายบทเรียนบทหนึ่ง พลันนั้นก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นนอกประตู 

เขาชำเลืองมองผ่านรอยแยกระหว่างประตู ยังคงอธิบายต่อไปโดยไม่แสดงท่าที ไท่จื่อเหิงกำลังจดบันทึกลงบนม้วนไม้ไผ่อย่างตั้งอกตั้งใจ มีเพียงหวงเซียศิษย์ตัวน้อยผู้มีนิสัยช่างสังเกตซึ่งนั่งอยู่ด้านล่างที่คล้ายจะหันไปมองคราหนึ่ง

เขาอธิบายต่ออีกครู่หนึ่ง ถึงค่อยวางม้วนไม้ไผ่ลง เอ่ย “บทนี้สอนถึงตรงนี้ก่อน ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อนสักครู่เถิด”

ไท่จื่อเหิงคำนับอย่างนอบน้อม ประคองโต๊ะลุกขึ้น ขันทีน้อยสองสามคนรีบก้าวเข้าไปเติมน้ำและยกของว่างให้เขา

หวงเซียลุกขึ้นยืนเช่นกัน นัยน์ตากลอกไปมารอบหนึ่ง ค่อยๆ ขยับไปทางประตู ก่อนจะแทรกตัวออกนอกประตูไป

ชวีหยวนเห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นของเขาก็เพียงแต่ยิ้มราบเรียบ หอหนานซวินแห่งนี้ตั้งอยู่ในวังฉู่ หาได้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรไม่ ต่อให้มีผู้ใดมาแอบมอง ก็ล้วนไม่พ้นคนในวัง หวงเซียถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็ก ย่อมอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา ปล่อยให้เขาไปวิ่งออกกำลังยามว่างเช่นนี้ก็ไม่นับว่าเสียหายอันใด

หวงเซียวิ่งออกจากประตู เลี้ยวผ่านระเบียงทางเดิน เป็นดังคาดหมาย เขาเห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ไกลๆ  จึงรีบกระโดดข้ามระเบียง วิ่งตามคนผู้นั้นไปโดยไม่เสียเวลาสวมรองเท้า

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเป็นเด็กชายเช่นกัน ท่าทางคล่องแคล่ว วิ่งตัดพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว หวงเซียออกวิ่งเร็วขึ้น วิ่งตามอยู่นานก็ยังวิ่งไม่ทันอีกฝ่าย จึงเริ่มท้อใจเล็กน้อย

กระนั้นเขาก็ไม่ยอมแพ้ ด้านหนึ่งทำทีเป็นเดินกลับ อีกด้านกลับเคลื่อนตัวหลบหลังพุ่มไม้ ครู่หนึ่งผ่านไป เป็นเช่นที่คาดไว้ เขาได้ยินเสียงฝีเท้า คนผู้นั้นย่องกลับมาอีกครั้ง

หวงเซียรอจนคนผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ ถึงพุ่งตัวออกไปโถมเข้าใส่คนผู้นั้น “จับได้แล้ว!”

คนผู้นั้นถูกเขาโถมตัวใส่จนล้มลงบนพื้น เหวี่ยงหมัดใส่เขาด้วยความโมโห หวงเซียรับไว้ได้ หมัดอีกข้างพลันพุ่งตรงมา เขาเอี้ยวตัวหลบ ทั้งคู่พลันสบตากัน ครานี้ถึงจำอีกฝ่ายได้

“เป็นเจ้า!”

“เป็นเจ้า?”

ที่แท้คนผู้นี้ก็คือกงจู่เก้าหมี่เยวี่ยที่เคยพบกันคราหนึ่งคราวนั้น นับจากวันนั้น ทั้งคู่ก็ไม่มีโอกาสพบกันอีก หลังจากฉู่เวยหวังสิ้นพระชนม์ ก็ยิ่งไม่ได้ข่าวคราวของนาง

หากแต่นางในตอนนี้ แม้ยังคงแต่งกายเช่นเด็กชาย ทว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่กลับไม่สดใสเช่นในอดีต ความร่าเริงหยิ่งทระนงบนใบหน้าก็ไม่มากเท่าแต่ก่อน ทั้งยังมีประกายแห่งความเย็นชาระคนดื้อรั้นเพิ่มขึ้นมา

หวงเซียดีใจยิ่ง เห็นว่าตนเองล้มทับอยู่บนตัวอีกฝ่าย รีบปล่อยมือดีดตัวขึ้น ยื่นมือดึงอีกฝ่ายพลางเอ่ย “กงจู่เก้า ไยจึงเป็นเจ้า เจ้าไปที่ใดมา ข้าคอยถามข่าวคราวเจ้าอยู่ตลอด!”

หมี่เยวี่ยไม่สนใจมือของหวงเซียที่ยื่นมาให้ ยันกายลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากตัว เอ่ยถาม “เจ้าจำข้าได้ด้วยหรือ”

หวงเซียหน้าแดง “ข้า แน่นอนว่าข้าย่อมจำได้”

หมี่เยวี่ยหมุนตัวทำท่าจะเดินหนี หวงเซียร้อนใจ ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนนาง เห็นนางถลึงตาใส่ จึงได้แต่ชักมือกลับ เอ่ยถาม “เจ้าจะไปที่ใด”

หมี่เยวี่ยเอียงคอ “เจ้ายุ่งอะไรด้วย!”

หวงเซียอึกอัก “เจ้า เจ้าไม่ไปพบฟูจื่อหรือ”

หมี่เยวี่ยแค่นเสียง “เฮอะ” คำหนึ่ง “ไยข้าจึงต้องไปพบเขา”

หวงเซียย้อนถามอย่างแปลกใจ “เจ้าไม่ต้องการพบเขา เช่นนั้นมาหอหนานซวินทำอะไร”

หมี่เยวี่ยเชิดหน้า “ข้าเต็มใจ ข้าพอใจ”

หวงเซียเห็นนางทำท่าจะเดินหนี ร้อนใจอยากจะรั้งนางไว้ ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนนาง แต่แล้วก็เปลี่ยนไปจับแขนเสื้อนางแทน เอ่ย “เจ้าอย่าไป...”

หมี่เยวี่ยถลึงตาใส่เขา “ปล่อยเดี๋ยวนี้”

หวงเซียรู้ดีว่าควรปล่อยมือ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงไม่เต็มใจทำเช่นนั้น พยายามคิดหาเหตุผลสารพันเพื่อรั้งนางไว้ ตอนนั้นเองที่เขาเหลือบไปเห็นม้วนไม้ไผ่ในมือนางและลายมือโย้เย้ด้านบน พลันกระจ่างในบัดดล เอ่ยถาม “เจ้าต้องการฟังฟูจื่อสอนบทเรียนใช่หรือไม่ ข้าจะพาเจ้าไปพบฟูจื่อ”

หมี่เยวี่ยสะบัดมือเขา “ข้าหาได้ต้องการเช่นนั้นไม่” เอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงพลันเจือแววน้อยใจอย่างไม่รู้ตัว “ในเมื่อเขาไม่เต็มใจสอนข้า ข้าก็จะฟังของข้าเอง ไยจึงต้องไปพบเขาด้วย”

เอ่ยถึงตรงนี้ พลันได้ยินเสียงของคนผู้หนึ่ง “หากตอนนี้ข้าเต็มใจสอนแล้วเล่า”

หมี่เยวี่ยตกใจเงยหน้าขึ้น เห็นชวีหยวนแขนเสื้อพลิ้วไสว กำลังย่ำผ่านกอหญ้ามาทางนี้

หมี่เยวี่ยเห็นว่าเป็นชวีหยวน รู้สึกประหลาดใจน้อยๆ  เอ่ยถาม “ท่าน? เพราะเหตุใด”

ชวีหยวนก้าวมาหยุดข้างกายนาง เห็นว่าเด็กน้อยตรงหน้าซูบผอมลงไม่น้อย ความอิ่มเอิบบนใบหน้าล้วนเลือนหาย เด็กที่ผ่านพ้นคลื่นลมมรสุมนางนี้ คล้ายเติบใหญ่เพียงในชั่วข้ามคืน

ชวีหยวนลอบถอนใจแผ่วเบา ทว่าปากกลับเอ่ย “ตอนนั้นกระหม่อมไม่รับกงจู่เป็นศิษย์ เพราะกลัวว่าผู้ฉลาดมักทุกข์ใจ ผู้สามารถมักเหน็ดเหนื่อย กระหม่อมไม่ต้องการให้กงจู่ทุกข์ใจเหน็ดเหนื่อย ทว่าบัดนี้กงจู่สิ้นผู้คุ้มครอง ยากจะหนีพ้นจากความทุกข์ใจเหน็ดเหนื่อย เช่นนั้นก็มิอาจไม่มีความฉลาดและความสามารถเป็นเกราะป้องกันตัว”

วาจาเช่นนี้ กาลก่อนหมี่เยวี่ยมิอาจเข้าใจ จนตอนนี้ก็เพียงฟังเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง หากทว่า นางสามารถรับรู้ได้ถึงความจริงใจและความห่วงใยในแววตาของผู้อาวุโสตรงหน้า นับแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตนาง นางฝืนทำเป็นเข้มแข็งเรื่อยมา ทว่าเวลานี้ จู่ๆ น้ำตาก็รินไหล

หวงเซียเริ่มใจเสีย “โอ เจ้าอย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้...” เขาไม่รู้จะทำเช่นไร ได้แต่หันไปมองชวีหยวน ชวีหยวนถอนใจแผ่วเบา เอ่ยพลางลูบศีรษะหมี่เยวี่ย “อยากร้องก็ร้องออกมาเถิด!”

หมี่เยวี่ยกอดชวีหยวน ปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น

ชวีหยวนลูบศีรษะนาง ทอดถอนใจแผ่วเบา

เนิ่นนานผ่านไป เสียงร้องไห้ค่อยๆ หยุดลง หมี่เยวี่ยเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วน รับผ้าเช็ดหน้ามาจากหวงเซีย เช็ดหน้าลวกๆ ใบหน้านางยังคงเปื้อนฝุ่น เมื่อเช็ดอย่างส่งๆ เช่นนี้จึงยิ่งเลอะมากขึ้น หวงเซียทนไม่ไหว ยื่นมือออกไปเช็ดหน้าให้นางอย่างระมัดระวัง 

ชวีหยวนเพียงแต่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ข้างๆ  มองท่าทางของเด็กน้อยทั้งสอง เมื่อเห็นทั้งคู่เช็ดหน้าเช็ดตาเรียบร้อย ถึงค่อยพานางกับหวงเซียเดินกลับหอหนานซวิน 

เวลานี้ไท่จื่อเหิงเลิกเรียนแล้ว เหล่าข้ารับใช้ของเขาล้วนตามเขาออกไป หอหนานซวินจึงเหลือเพียงชวีหยวนกับศิษย์และเด็กรับใช้ที่ประจำอยู่ด้านนอกอีกสองสามคน

เมื่อก้าวเข้ามาในห้องและนั่งลงเรียบร้อย ชวีหยวนถึงเอ่ยถาม “กงจู่ทราบได้อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่หอหนานซวิน”

หมี่เยวี่ยสั่นศีรษะ “ข้าไม่รู้”

“โอ?” ชวีหยวนอุทานด้วยความประหลาดใจ “เช่นนั้นกงจู่หาหอหนานซวินเจอได้อย่างไร”

ประกายสุกสกาวบางอย่างพาดผ่านนัยน์ตาหมี่เยวี่ย แม้จะเลือนหายภายในชั่วพริบตา ทว่าชวีหยวนก็ยังสังเกตเห็น

“ฟูจื่อเห็นว่าหอหนานซวินคือสถานที่เช่นใด” หมี่เยวี่ยเอ่ยถาม

ชวีหยวนเงียบไป ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “คำว่า ‘หนานซวิน’ แปลว่าสายลมอันอบอุ่น นำมาจากบทกวีของต้าซุ่นที่ว่า วายุใต้พัดโชยอุ่นสบาย ช่วยดับคลายทุกข์โศกมวลประชา ดังนั้นเซียนหวังจึงสร้างหอนี้เตรียมไว้ให้รัชทายาท ตั้งชื่อว่าหนานซวิน เพื่อเตือนสติไท่จื่อว่าต้องดูแลอาณาประชาราษฎร์ ดับคลายทุกข์โศกมวลประชา”

“ข้ารู้เพียงว่า” หมี่เยวี่ยเงียบไปนานกว่าจะเอ่ย “เสด็จพ่อของข้า ต้าหวังคนปัจจุบัน และไท่จื่อในตอนนี้ ตอนเยาว์วัยล้วนศึกษาเล่าเรียน ณ หอหนานซวินแห่งนี้ จากนั้นเมื่อออกไป ก็สามารถกุมชะตาอาณาประชาราษฎร์ ตอนเสด็จพ่อข้ายังมีชีวิต ไม่ว่าผู้ใดก็มิกล้ารังแกพวกเรา ฉะนั้นข้าจึงต้องการศึกษาสิ่งที่เขาเคยศึกษา เมื่อเติบใหญ่จะได้เป็นเช่นเขา...”

ชวีหยวนเผยอยิ้ม “กงจู่ ต่อให้ท่านได้รับการอบรมบ่มวิชาเช่นเดียวกับต้าหวัง ท่านก็มิอาจเป็นเช่นต้าหวังได้...”

“เพราะเหตุใด” หมี่เยวี่ยเอียงคอถาม 

ชวีหยวนตอบ “ท่านเป็นเพียงสตรี...”

หมี่เยวี่ยนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา

ชวีหยวนเอ่ยเสริม “ต่อให้ท่านมิใช่สตรี แต่เป็นกงจื่อ กระนั้นก็มิใช่ว่ากงจื่อทุกคน จะสามารถขึ้นมาเป็นต้าหวัง”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “ข้ารู้”

ชวีหยวนมองนาง เขารู้สึกว่าเด็กหญิงตรงหน้าผู้นี้แปลกประหลาดและน่าสนใจยิ่ง เขาเคยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ต้าหวังคนปัจจุบัน เคยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นบุรุษเพศ เขามิเคยรู้มาก่อนว่า เด็กหญิงผู้หนึ่งจะมีความคิดแปลกประหลาดอันชวนให้นึกไม่ถึงมากมายเช่นนี้ 

หวงเซียอดไม่ได้เอ่ยถาม “เช่นนั้นเจ้า...”

หมี่เยวี่ยขมวดคิ้ว พยายามอธิบายความคิดของตน ถึงอย่างไรนางก็ยังเยาว์วัย มีเรื่องมากมายไม่เข้าใจ และมิอาจอธิบายอย่างชัดเจน ทำได้เพียงอาศัยสัญชาตญาณ นางคิดถึงบิดา นางรับรู้ได้อย่างลึกซึ้งถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังบิดาจากไป นางมาที่หอหนานซวิน ก็เพราะต้องการหาคำตอบจากสถานที่ที่บิดาเคยศึกษาเล่าเรียน แต่แท้จริงแล้วต้องทำเช่นไร นางหารู้ไม่

หากแต่เวลานี้อยู่ต่อหน้าชวีหยวน นางรู้ รู้ว่าคนผู้นี้คืออาจารย์ที่เสด็จพ่อเคยหาให้นาง ดังนั้นนางจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะกลั่นกรองความคิดอันสับสนที่เกิดจากสัญชาตญาณของตน อธิบายเป็นถ้อยคำให้เขารับรู้ นางเอ่ยไปพลางครุ่นคิดไปพลาง “เซียนหวัง ต้าหวัง และไท่จื่อล้วนเคยศึกษาเล่าเรียนที่หอหนานซวิน หลังพวกเขาออกไป วาจาเพียงประโยคเดียวของพวกเขา ล้วนสามารถตัดสินชะตาชีวิตของผู้คนมากมาย ข้าต้องการเป็นเช่นพวกเขา มิได้หมายถึงต้องการเป็นต้าหวัง ข้ามิต้องการเป็นเช่นมารดาและสตรีคนอื่น ที่ต้องใช้ชีวิตโดยการพึ่งพาผู้อื่น ถูกผู้อื่นตัดสินชะตาชีวิตตามอำเภอใจ ข้าต้องการเป็นเช่นจวินหวังเหล่านั้น รู้ว่าเขาคิดอันใด คิดเช่นไร ก่อนที่ชีวิตข้าจะถูกพวกเขาตัดสิน ข้าจะตัดสินชีวิตของข้าเอง...” นางรู้สึกว่ามีความคิดนับไม่ถ้วนต้องการอธิบาย แต่ยิ่งเอ่ยก็ยิ่งสับสนวกวน กล่าวมาตั้งนานกระนั้นก็มิอาจอธิบายได้ชัดเจน สุดท้ายก็ก้มหน้าเอ่ยอย่างท้อแท้ “ฟูจื่อ ข้าไม่รู้จะอธิบายเช่นไร แต่ข้าคิดเช่นนี้”

หนังสือแนะนำ