บทที่เจ็ด ฉู่หวัง (ต่อหน้า 2 )

ระหว่างเคลื่อนพระศพ นอกจากเวยโฮ่วกับเจ้านครรัฐคนใหม่นั่งรถ สนมนางในที่เหลือและบรรดากงจื่อกงจู่ นอกจากผู้ที่มีอายุน้อยให้แม่นมเป็นคนอุ้ม ล้วนต้องเดินเท้าตามขบวนเสด็จ เดินไปยังสุสานเจ้านครรัฐซึ่งตั้งอยู่นอกเมือง สามวันก่อนไท่จู้ (เชิงอรรถ – ขุนนางผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดพิธีบวงสรวง) แห่งศาลบรรพชนจัดพิธีบวงสรวงฟ้าดินและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ณ ที่แห่งนี้ จากนั้นเจ้านครรัฐคนใหม่กับขุนนางก็แบกโลงศพเข้าโถงสุสาน
หมี่เยวี่ยยืนอยู่กลางกลุ่มคน มองโลงศพของฉู่หวังเคลื่อนผ่านประตูหิน จากนั้นเหล่าขุนนางเทินหนังสือแต่งตั้งและตราประทับเข้าไป ตามด้วยภาชนะเครื่องใช้ เครื่องดนตรีครบชุด เครื่องบรรจุสุราอาหารที่ฉู่หวังใช้เป็นประจำ กระทั่งสุดท้าย คือหุ่นดินเผาจำนวนนับร้อยตัวเคลื่อนเข้าสู่สุสานตามลำดับ ทั้งหุ่นข้ารับใช้ หุ่นนักดนตรี หุ่นทหาร รูปปั้นม้า และรูปปั้นรถ ตามด้วยธนูและอาวุธต่างๆ วางเรียงราย ทั้งยังสังหารสัตว์สามชนิดอันได้แก่วัว แพะ และหมูเพื่อเซ่นไหว้ เมื่อฉู่หวังอยู่ในปรโลก จะได้มีชีวิตสุขสบายดังครั้งยังมีชีวิต มีสุราอาหารและดนตรีพิธีกรรมพร้อมพรั่ง มีข้ารับใช้และนักดนตรีปรนนิบัติรับใช้ มีทหารม้าคุ้มกันอารักขา 
หากว่าตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจว ฝังพระศพจวินหวัง จำต้องมีคนฝังรวม มั่วจื่อ (เชิงอรรถ – ม่อจื๊อ นักปรัชญาชาวจีนผู้ก่อตั้งลัทธิภราดรภาพ)เคยกล่าวไว้ว่า “ฆ่าคนฝังรวมพร้อมศพประมุข จำนวนมากคือหลายร้อย จำนวนน้อยคือหลายสิบ ฆ่าคนฝังรวมพร้อมศพแม่ทัพขุนนาง จำนวนมากคือหลายสิบ จำนวนน้อยคือหลายคน ทั้งยังมีรถม้าและนักดนตรีพร้อมพรั่ง...” กาลก่อนอู๋หวังเหอหลีว์ยังเคยฝังคนทั้งเป็นนับหมื่นพร้อมศพบุตรสาวคนสุดท้อง
หากทว่านับแต่ราชวงศ์โจวเสื่อมอำนาจ ในระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผู้ครองรัฐสู้รบกัน ไม่รู้มีผู้คนมากมายเท่าใดต้องพลีชีพกลางศึกสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด ประการหนึ่งหากไม่สู้รบก็มิอาจปกป้องรัฐของตน อีกประการหนึ่งเหล่าชายฉกรรจ์ล้วนออกศึกสงคราม ส่งผลให้ไม่มีแรงงานเพาะปลูก ภายใต้สถานการณ์ที่แรงงานนับวันยิ่งมีจำกัดเช่นนี้ หากต้องสละชีวิตผู้คนเพื่อการฝังรวมอันเปล่าประโยชน์ นับเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ปลายยุคชุนชิวเป็นต้นมา จึงเริ่มหันมานิยมการใช้หุ่นดินเผาฝังแทนคนเป็น แรกเริ่มเดิมทีมีผู้คนมากมายที่ยังคงยึดติดกับธรรมเนียมโบราณ ร่ำร้องครวญครางว่าการใช้หุ่นแทนคนนับว่าไม่เคารพวิญญาณผู้ตาย ย่อมมิอาจได้รับการคุ้มครองจากบรรพบุรุษ หากทว่าแท้จริงแล้ว การฝังคนทั้งเป็นพร้อมศพประมุข เดิมเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกำจัดผู้ที่เป็นเสี้ยนหนาม สังหารเชลยศึกและขุนนางคนสำคัญของประมุขคนก่อน เช่นนี้ประมุขคนใหม่ย่อมสามารถครองบัลลังก์ได้อย่างสะดวก 
บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป การใช้หุ่นฝังแทนคนเป็น จึงนับเป็นวิธีที่เหมาะสมกับยุคสมัย
พิธีศพของฉู่เวยหวัง ได้รับสั่งสั่งเสียไว้ว่าให้ใช้หุ่นดินเผาฝังแทนคนเป็น นอกจากนี้ ธรรมเนียมปฏิบัติทั้งหลายล้วนยึดตามหลักเดิม กระทั่งประตูหินถูกปล่อยลง ถึงค่อยปิดสุสาน เทสุราสามจอกลงบนพื้น แสดงความไว้อาลัย ตามด้วยเผาขบวนเสด็จของเซียนหวังหน้าสุสาน 
เห็นเปลวเพลิงลุกโชติช่วง เห็นรถม้าและขบวนเสด็จอันคุ้นเคยซึ่งเซียนหวังเคยใช้ถูกผลาญเผาเป็นเถ้าถ่าน ฉู่เวยโฮ่วปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น การร่ำไห้ครานี้ ร่ำไห้ที่ตนเองกลายเป็นหญิงม่าย ความน้อยใจที่เคยเฝ้ารออย่างเดียวดายยามค่ำคืน ความขมขื่นที่เคยกัดกินหัวใจราวพิษร้าย บัดนี้ล้วนสลายกลายเป็นเถ้าถ่านพร้อมของเหล่านั้น คนผู้นี้ครั้นยังมีชีวิต นางเคยโกรธแค้นเขาเกลียดชังเขา ยำเกรงเขาหวาดกลัวเขา ถึงขนาดลอบคาดหวังถึงชั่วขณะนี้ หากทว่าเมื่อเขาจากไป กลับทำให้ชีวิตของนางนับจากนี้ แม้แต่ผู้โกรธแค้นและผู้คาดหวังก็ไม่มีอีกต่อไป
ครั้นได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของบรรดาสนมนางใน นางคล้ายจะรับรู้ได้ว่าการร่ำไห้ของคนเหล่านี้ ความสิ้นหวังระคนเจ็บช้ำเช่นนั้น แน่นอนว่าย่อมมากกว่านาง มิใช่พวกนางรักบุรุษที่ตายจากไปผู้นั้นมากกว่านาง หากแต่กำลังร่ำไห้ให้กับความสิ้นหวังต่ออนาคตของพวกนางกระมัง เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจที่โศกศัลย์ของฉู่เวยโฮ่ว ก็พลันบังเกิดความสาแก่ใจอย่างประหลาด
เห็นขบวนเสด็จอันวิจิตรหรูหราเบื้องหน้าสลายกลายเป็นเถ้าธุลี จวี่จีกับเหล่าอนุภรรยาพากันร่ำไห้สะอึกสะอื้น แม้จะต่างโศกเศร้าและอับจนหนทางไม่ต่างกัน หากทว่า เรื่องที่วิตกกังวลมาตลอด นับว่าคลายลงแล้วครึ่งหนึ่ง สุสานถูกปิดแล้ว อย่างน้อยพวกนางก็รอดพ้นจากการ “ขอฝังรวม” ที่ฉู่เวยโฮ่วอาจใช้เป็นข้ออ้างเอาชีวิตพวกนาง ภายหน้าจะเป็นเช่นไร คงทำได้เพียงค่อยๆ ดูไปทีละก้าว เมื่อนึกถึงตรงนี้ จวี่จีก็กระชับมือขวาที่จูงมือหมี่หรงบุตรชายคนสุดท้อง คิดในใจว่า ลูกแม่ อนาคตของข้าคงต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว

 

หลังเสร็จสิ้นพิธี ทุกคนเดินทางกลับวัง
ทันทีที่กลับถึงวัง จวี่จีก็ล้มป่วยลง หลายปีมานี้นางเป็นถึงสนมคนโปรด มีชีวิตสุขสบายจนเคยชิน ต้องเฝ้าอาการประชวรและเฝ้าพระศพนานถึงหนึ่งปี ซ้ำเมื่อคืนก็นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ต้องตื่นตั้งแต่รุ่งสาง เดินเท้าติดตามขบวนเคลื่อนพระศพไปกลับหลายสิบลี้ ทั้งเดินเท้าทั้งคุกเข่า ทรมานนานถึงหนึ่งวันเต็ม เหน็ดเหนื่อยจนแทบไร้เรี่ยวแรง กอปรกับเสร็จสิ้นพิธีการฝังพระศพ เรื่องที่นางกลัวที่สุดเรื่องหนึ่งก็สิ้นสุดลง ความหวาดหวั่นกังวลที่ติดอยู่ในใจมาตลอดพลันคลายลง ร่างกายจึงรับไม่ไหวอีกต่อไป
เสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ยก็ล้มป่วยเช่นกัน นางอายุยังน้อย กอปรกับเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของฉู่หวัง เมื่อเดินเท้าตามจวี่จีเป็นระยะทางหลายสิบลี้ ร่างกายจึงยิ่งรับไม่ไหว
มีเพียงเสี่ยวกงจื่อหมี่หรง เพราะยังเยาว์วัยไม่รู้ความ ทั้งยังมีแม่นมอุ้มไปกลับตลอดทาง จึงไม่มีอันใดน่ากังวล
จวี่จีนอนซมอยู่สองวันกว่าจะพอลุกจากเตียงไหว กระนั้นก็มิกล้าล่าช้า รีบสั่งให้บรรดาข้ารับใช้เก็บข้าวของเครื่องใช้โดยเร็วที่สุดเพื่อเตรียมย้ายตำหนัก
เซียนหวังสิ้นพระชนม์ อนุภรรยาของเซียนหวังเช่นพวกนางนั้น หลังจากส่งพระศพเข้าสุสานเสร็จสิ้น ล้วนต้องย้ายออกจากตำหนักที่พำนักเดิมไปใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ ตำหนักรองซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ หอตำหนักอันใหญ่โตโอ่อ่าเหล่านี้ ย่อมต้องให้สนมนางในของเจ้านครรัฐคนใหม่เข้ามาพำนัก
ขณะกำลังเก็บข้าวของ ก็เห็นซื่อเหรินซีแห่งตำหนักเวยโฮ่วเดินเข้ามา ขอหยกเหอซื่อของเซียนหวังกลับคืน
หยกเหอซื่อเดิมเป็นของพกติดตัวของเซียนหวัง เนื่องจากกงจู่เก้าหมี่เยวี่ยล้มป่วย จึงพระราชทานให้นางพกติดตัวเพื่อคุ้มภัย เวลานี้เวยโฮ่วมาขอคืน จวี่จีจึงมิกล้าไม่ทำตาม
เพียงแต่จวี่จีลุกจากเตียงไม่ไหว จึงให้หนี่ว์ขุยไปหยิบในห้องกงจู่เก้า 
เสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ยแม้เฉลียวฉลาด แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กผู้หนึ่ง กอปรกับกำลังล้มป่วย เวยหวังสิ้นพระชนม์ เดิมนางก็เศร้าโศกเสียใจยิ่ง ซ้ำของสิ่งนี้เป็นของที่ระลึกที่เสด็จพ่อมอบให้นาง จะยอมถูกคนอื่นยึดไปได้อย่างไร เด็กผู้หนึ่งไฉนเลยจะเข้าใจเรื่องราวซับซ้อนเช่นนั้น 
หนี่ว์ขุยหว่านล้อมอยู่นาน นางเอาแต่ยืนกรานไม่ยอม ซื่อเหรินซีรอไม่ไหว ก้าวตรงเข้าไปในห้อง ตะคอกถาม “หยกเหอซื่ออยู่ที่ใด”
หมี่เยวี่ยเห็นว่าเป็นเขา จำได้ว่าเขาคือคนข้างกายหวังโฮ่วผู้ดุดันโหดร้ายผู้นั้น รีบกอดหยกเหอซื่อไว้แนบอกด้วยความตกใจ ก่อนจะวิ่งไปหลบอยู่มุมหนึ่งไม่ยอมออกมา หนี่ว์ขุยทำท่าจะเข้าไปหว่านล้อม แต่ซื่อเหรินซีชิงก้าวเข้าไปก่อน มือข้างหนึ่งจับตัวหมี่เยวี่ย มืออีกข้างหมายจะคว้าหยกเหอซื่อไปจากอกนาง 
หารู้ไม่ หมี่เยวี่ยพลันอ้าปากกัดมือซื่อเหรินซี ซื่อเหรินซีไม่ทันตั้งตัว มือข้างหนึ่งถูกนางกัดไม่ยอมปล่อย ได้แต่ส่งเสียงร้องโวยวายพลางก่นด่าขันทีน้อยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก “พวกเจ้าเป็นคนตายหรือ ยังไม่รีบเข้ามาช่วยอีก!”
ขันทีน้อยสองสามคนรีบกรูเข้าไปช่วยจับตัวหมี่เยวี่ย ซื่อเหรินซีอาศัยโอกาสนี้ชักมือออกมา เห็นว่าบริเวณนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มีรอยฟันฝังลึก เลือดสดๆ ไหลซึม 
ซื่อเหรินซีโกรธจัด ตอนนี้เวยหวังสิ้นพระชนม์ สนมนางในในตำหนักใน รวมถึงกงจื่อกงจู่ที่ยังเยาว์วัย ล้วนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของเวยโฮ่ว เขาไฉนเลยจะเห็นคนเหล่านี้อยู่ในสายตา เห็นมือของตนเจ็บปวดยิ่ง ขณะที่เสี่ยวกงจู่ผู้นั้นยังคงกัดเตะไม่หยุด อารามเดือดดาล จึงจิกผมของเสี่ยวกงจู่กระแทกเข้ากับฝาผนัง
เด็กหญิงตัวน้อยเดิมก็ผิวพรรณบอบบาง เมื่อกระแทกเข้ากับฝาผนัง ศีรษะก็พลันมีเลือดออก หมี่เยวี่ยรู้สึกเจ็บ มือที่กำแน่นพลันคลายออก หยกเหอซื่อถูกซื่อเหรินซีแย่งไป เขาหยิบขึ้นมามอง เห็นว่าหยกเหอซื่อเปื้อนเลือดสองสามหยด
ซื่อเหรินซีออกแรงเช็ด แต่หยดเลือดกลับไหลซึมเข้าไปในรอยสลักระหว่างเนื้อหยก เขาปล่อยมือ หมี่เยวี่ยล้มลงบนพื้น หนี่ว์ขุยเห็นเสี่ยวกงจู่ล้มลง ศีรษะเต็มไปด้วยเลือด แน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน ร้องเสียงดังด้วยความตกใจ “เสี่ยวกงจู่ เสี่ยวกงจู่...ซื่อเหรินซีสังหารเสี่ยวกงจู่...”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค ซื่อเหรินซีก็ตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้านาง ตวาดลั่น “บ่าวรับใช้ชั้นต่ำ ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นว่าข้าสังหารเสี่ยวกงจู่...”
ด้านจวี่จีเวลานี้ก็หาได้นอนสบายอยู่บนเตียงไม่ นางเพิ่งลุกจากเตียงก็มีเรื่องให้กลุ้มใจ ด้านหนึ่งรีบร้อนส่งคนไปสืบข่าว อีกด้านกลัวว่ากงจื่อหรงอายุยังน้อย จะถูกคนของซื่อเหรินซีรังแก จึงรับมาดูแลข้างกาย ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเวลาสนใจหมี่เยวี่ย หารู้ไม่เผอเรอไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง กลับได้ยินว่าเกิดเรื่อง จึงรีบฝืนพยุงร่างกายอ่อนล้าไปหาหมี่เยวี่ย เมื่อเข้ามาก็เห็นหมี่เยวี่ยกำลังล้มลง นางร้องอุทานด้วยความตกใจ ก้าวเข้าไปประคองหมี่เยวี่ยพลางหันไปตะคอก “ซื่อเหรินซี เจ้าจะทำอะไร”
หมี่เยวี่ยเพียงแต่หมดสติไป เมื่อจวี่จีประคอง นางรู้สึกเจ็บ จึงสะอื้นไห้ร้องเรียก “มารดา ข้าเจ็บ ข้าเจ็บ...”
เมื่อครู่หนี่ว์ขุยร้องโวยวาย ซื่อเหรินซีเดิมตระหนกตกใจไม่น้อย แต่เมื่อได้ยินหมี่เยวี่ยร้องไห้ก็พลันโล่งอก เอ่ยกับจวี่จีด้วยท่าทางวางอำนาจ “จวี่ฟูเหริน เรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องกับกระหม่อมไม่ เสี่ยวกงจู่ซุกซนชนฝาผนัง ไยบ่าวรับใช้ชั้นต่ำผู้นี้ถึงใส่ร้ายป้ายสีกระหม่อมเช่นนั้น เอาเถิด บัดนี้เสี่ยวกงจู่ก็สบายดีมิใช่หรือ กระหม่อมยังต้องกลับไปรายงานเวยโฮ่ว คงต้องขอตัวก่อน!” เอ่ยจบก็สั่งให้คนรื้อหากล่องบรรจุหยกเหอซื่อ เมื่อรื้อเจอก็วางหยกใส่กล่องก่อนจะรีบร้อนจากไป
เหลือเพียงสภาพห้องกระจัดกระจาย กับเสียงร้องไห้ของหมี่เยวี่ย
จวี่จีปลอบโยนหมี่เยวี่ยอย่างร้อนรนสับสน หันไปเอ่ยกำชับ “หนี่ว์ขุย เจ้าไปตักน้ำมาให้เสี่ยวกงจู่ล้างแผล แล้วก็หยิบยาทาแผลในห้องข้ามาทำแผลให้เสี่ยวกงจู่ เด็กดี อย่าเอามือไปจับ ระวังสกปรก”
หมี่เยวี่ยร้องไห้จนหายใจไม่ทัน น้ำตาผสานกับหยดเลือดรินไหล “หยกเหอซื่อของข้า หยกเหอซื่อที่เสด็จพ่อให้ข้า...”
จวี่จีกอดหมี่เยวี่ยแน่น น้ำตาหลั่งรินเช่นกัน “เด็กดี ตอนนี้เรามิอาจคำนึงถึงสิ่งของเหล่านี้ เจ้าต้องเป็นเด็กดี อย่าก่อเรื่องให้มารดากลุ้มใจ มารดาจะรับไม่ไหวแล้วหากยังเกิดอะไรกับพวกเจ้า!”
ทั้งคู่กอดกันร้องไห้ เหล่าสาวใช้ต่างน้ำตาไหลริน ครู่หนึ่งผ่านไป หมี่หรงน้อยเห็นจวี่จีไม่อยู่ จึงโซซัดโซเซเดินหา มีแม่นมเดินตามหลังติดๆ  แต่กลับไม่กล้าห้ามปราม หมี่หรงเห็นมารดากับพี่สาวกำลังร้องไห้ ก็ร้องไห้โฮอีกคน
เนิ่นนานผ่านไป พี่น้องคู่นี้ร้องไห้จนเหนื่อย ล้างหน้าทำแผล ต่างถูกแม่นมพาไปนอน ครานี้จวี่จีถึงเรียกซื่อเหรินคนสนิทมาเอ่ยถามด้วยท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนแรง “ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับน้องหญิงเซี่ยง เจ้าไปสืบข่าวที่ถูกต้องมาให้ข้า!”
ซื่อเหรินผู้นั้นคุกเข่าโขกศีรษะ เอ่ยตะกุกตะกัก “กระหม่อมสมควรตาย สืบข่าวมิได้แม้แต่น้อย ได้ยินเพียงว่าเซี่ยงอิ้งเหรินล่วงเกินเวยโฮ่ว”
จวี่จีย่ำเท้าเอ่ย “บ่าวรับใช้เช่นเจ้านับว่าสมควรตาย ผู้ที่มีนิสัยขลาดกลัวเช่นเซี่ยงอิ้งเหริน จะล่วงเกินเวยโฮ่วได้อย่างไร”
ซื่อเหรินผู้นั้นเอาแต่โขกศีรษะ “กระหม่อมมิทราบจริงๆ  เวยโฮ่วมีบัญชา เกรงว่าทั้งวังคงไม่มีผู้ใดสามารถสืบข่าวได้”
จวี่จีตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว “ล้วนแต่ไร้ประโยชน์! ไสหัวไป! ไปสืบมาให้ได้ว่าเซี่ยงอิ้งเหรินบัดนี้อยู่ที่ใด ตกลงว่านางทำอะไรล่วงเกินเวยโฮ่ว!”
ซื่อเหรินผู้นั้นได้แต่โขกศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะโค้งตัวถอยออกไป
เมื่อเห็นซื่อเหรินผู้นั้นออกไป หนี่ว์ขุยทำได้เพียงเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ฟูเหรินอย่าโมโหไป ทางที่ดีควรวางแผนรับมือ”
จวี่จีขมวดคิ้วเอ่ย “โอ ข้าเพียงแต่ไม่เข้าใจ หากเวยโฮ่วจะลงมือ ก็น่าจะพุ่งเป้ามาที่สนมคนโปรดเช่นข้า ผู้ที่ไม่มีความสำคัญอันใดเช่นน้องหญิงเซี่ยง เหตุใดนางจึงต้องพุ่งเป้าไปที่นาง”
หนี่ว์ขุยคิดใคร่ครวญ พลันเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ “ฟูเหริน เกรงว่าเวยโฮ่วคงคิดจัดการฟูเหริน เพียงแต่ฟูเหรินรอบคอบระมัดระวัง จึงไม่มีโอกาสลงมือ ตามความเห็นของหม่อมฉัน หากพวกนางคิดใส่ร้ายป้ายสี อาจอาศัยที่นางมีนิสัยขลาดกลัว ข่มขู่สามสี่ประโยค ให้นางใส่ความฟูเหริน”
จวี่จีตะลึงอึงงัน ยืดตัวนั่งหลังตรง “ใช่แล้ว หากมีเรื่องเช่นนี้จริง มิอาจไม่ป้องกัน”
หนี่ว์ขุยว่า “เช่นนั้นฟูเหรินต้องวางแผนรับมือให้ดี”
จวี่จีก้มหน้าครุ่นคิด เอ่ย “น้องหญิงเซี่ยงแม้มีนิสัยอ่อนแอขลาดกลัว แต่นางมิใช่คนโง่เขลา มีข้าอยู่ ถึงสามารถคุ้มครองเยวี่ยกับหรงลูกสองคนของนาง หากไม่มีข้า ลำพังเพียงนางไม่สามารถปกป้องเด็กสองคนนี้ได้ เกรงว่านางจะ...” นางพลันคิดอะไรได้บางอย่าง รีบเอ่ย “หนี่ว์ขุย เจ้ารีบไปตำหนักไท่จื่อ ไปหาเจิ้งจี” เอ่ยจบก็กระซิบข้างหูหนี่ว์ขุยสามสี่ประโยค หนี่ว์ขุยรีบรับคำออกไป
เห็นหนี่ว์ขุยเดินห่างออกไป จวี่จีค่อยๆ จมอยู่ในห้วงความคิดของตน เดิมนางก็เข้าใจสภาพการณ์ของตนเองดี รู้ว่าที่ตนเองหวังพึ่งหมี่หรงบุตรชาย ก็เพื่อภายหน้าเมื่อได้รับพระราชทานที่ดินศักดินา จะสามารถย้ายตามบุตรชาย กลายเป็นมารดาขุนนางผู้ปกครองที่ดิน 
เวยโฮ่วโหดเหี้ยมอำมหิต จิตใจคับแคบ หากวันใดเวยหวังจากไป นางจำต้องหาทางออกให้ตนเอง ไท่จื่อไหวลุ่มหลงในหญิงงาม นางจึงคอยสังเกตว่าไท่จื่อชื่นชอบสตรีลักษณะใด จากนั้นลอบผูกมิตรกับหญิงงามเหล่านั้น ใช้เงินทองและอาภรณ์ช่วยให้พวกนางผ่านช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดมาได้ สอนพวกนางว่าทำอย่างไรถึงจะได้รับความโปรดปราน หนึ่งในสตรีเหล่านั้นก็คือเจิ้งซิ่ว ซึ่งบัดนี้กลายเป็นอนุภรรยาที่เจ้านครรัฐคนใหม่โปรดปรานที่สุด เมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้ในตอนนั้น บัดนี้ย่อมผลิดอกออกผลตอบแทนคุณนางแล้ว

 

ขณะเดียวกันที่หอเจี้ยน ฉู่เวยโฮ่วเอนตัวพิงโต๊ะเครื่องแป้ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
ไต้เม่านวดไหล่ให้นางอย่างระมัดระวังเอ่ย “เวยโฮ่ว ท่านต้องดูแลร่างกายให้ดี!”
ฉู่เวยโฮ่วถอนใจยาว เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เวยโฮ่ว เวยโฮ่ว ในที่สุดข้าก็มิใช่เสี่ยวจวินอีกต่อไป แต่กลายเป็นมารดาของจวินหวังแล้วหรือ” นางหันไปส่องกระจก ไล้มือไปตามเงาสะท้อนของตัวเองอย่างแผ่วเบา เอ่ยด้วยท่าทางทอดถอนใจ “สตรีผู้หนึ่ง ในที่สุดก็อดทนพ้นผ่านจนสามารถเติมสมัญญานามของสามีไว้หน้าคำเรียกขานของตัวเอง ชีวิตนี้นับว่าไม่มีผู้ใดอยู่เหนือข้าอีกแล้ว ทว่ารูปโฉมของข้ากลับโรยราลับเลือน ชีวิตนี้นับว่าเดินมาจนสุดทางแล้ว” พลันยกมือปัดกระจกสำริดร่วงตกพื้น เอ่ยอย่างคับแค้น “รูปโฉมของข้าโรยราลับเลือน ทว่าคนสามานย์ผู้นั้น คนสามานย์ผู้นั้นกลับยังสามารถ ยังสามารถ...” นางโมโหจนพูดต่อไม่ออก
ไต้เม่ารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธจัด จึงไม่กล้าต่อความ ได้แต่เอ่ยปลอบประโลม สุดท้ายฉู่เวยโฮ่วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย “ไปลากตัวคนสามานย์ผู้นั้นมาให้ข้า!”
ไต้เม่าตอบรับคำหนึ่ง ก่อนจะสั่งให้ซื่อเหรินพีนำตัวหญิงสกุลเซี่ยงเข้ามา
หญิงสกุลเซี่ยงใบหน้าเผือดซีด รูปร่างแบบบางราวปุยดอกไม้ ทันทีที่ก้าวเข้ามาก็ทรุดตัวลงบนพื้น ไม่กล้าเงยหน้า
“เงยหน้าขึ้น!”ฉู่เวยโฮ่วตวาด 
หญิงสกุลเซี่ยงเงยหน้าขึ้นอย่างขลาดกลัว หยาดน้ำใสไหลรินรดแก้ม ประหนึ่งหยดน้ำค้างบนยอดหญ้าที่กำลังจะร่วงหยด ยิ่งขับให้นางดูน่าสงสารจับใจ เนื่องเพราะนางมีตำแหน่งต่ำ มิอาจสวมชุดผ้าดิบเช่นฉู่เวยโฮ่ว และมิอาจสวมชุดขาวล้วนเช่นจวี่จี จึงสวมเพียงอาภรณ์นางในธรรมดาสีเขียวอ่อนที่มีผ้าสีขาวรัดเอว ยิ่งขับให้รูปร่างดูอรชรอ้อนแอ้น ศีรษะปราศจากเครื่องประดับ ยิ่งขับให้เรือนผมดูเงางามราวปุยเมฆสีนิล การแต่งกายเช่นนี้ ยิ่งขับให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอม ไม่เหมือนสตรีที่เคยให้กำเนิดบุตรธิดามาแล้วสองครั้งแม้แต่น้อย
ฉู่เวยโฮ่วเห็นดังนั้น ความเกลียดชังในใจยิ่งเพิ่มพูน “หญิงร่านราคะเช่นเจ้า ทำท่าทำทางเช่นนี้ คิดจะยั่วยวนผู้ใดอีกหรือ ตอนเซียนหวังยังมีชีวิตทรงเมตตาเจ้าเพียงใด! บัดนี้เพิ่งฝังพระศพไปไม่ทันไร เจ้าก็คิดนอกใจ ซ้ำยังกล้าหว่านเสน่ห์ใส่ต้าหวังขณะกำลังไว้ทุกข์ บังอาจทำลายชื่อเสียงของต้าหวังเพื่อความปรารถนาส่วนตน ข้าย่อมมิอาจปล่อยเจ้าไว้!” 
หญิงสกุลเซี่ยงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ หมอบลงกับพื้น สะอื้นไห้เอ่ย “เวยโฮ่วโปรดวินิจฉัย หม่อมฉันไฉนเลยจะกล้าทำเช่นนั้น หม่อมฉันถูกปรักปรำ!”
ฉู่เวยโฮ่วมองนาง ยิ่งคิดยิ่งแค้น นางปกครองดูแลฝ่ายใน สิ่งที่รู้ดีที่สุดคือแยกแยะหนักเบา แยกแยะบุญคุณความแค้น ปกติแล้วไม่เห็นหญิงงามในตำหนักในอยู่ในสายตา หวังโฮ่วคือเสี่ยวจวิน บรรดาอนุภรรยาจะได้รับความโปรดปรานเพียงใด ก็มิอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจบารมีของนาง เพียงแต่ชีวิตของสตรีในตำหนักในล้วนผูกติดกับบุตรธิดา ครานั้นโจวโยวหวังโปรดปรานเปาซื่อจนส่งผลให้รัฐสิ้นสลาย ทว่าบรรดาผู้ครองรัฐกลับไม่มีผู้ใดจดจำบทเรียนอันลึกซึ้งนี้ได้ หลายร้อยปีที่ผ่านมา บุตรชายของอนุภรรยาคนโปรดช่วงชิงตำแหน่งจากบุตรชายในภรรยาเอก เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน นางไม่กลัวอนุภรรยาเป็นที่โปรดปราน แต่กลัวจวินหวังจะรักบุตรชายของอนุภรรยาคนโปรด จนส่งผลกระทบต่อตำแหน่งของไท่จื่อไหว
เซียนหวังฉลาดปราดเปรื่องเหนือผู้ใด ทนเห็นเลือดเนื้อเชื้อไขโง่เขลามิได้ ไท่จื่อไหวในสายตาของนางแม้จะเฉลียวฉลาดเชื่อฟัง ทว่ากลับไม่ประเสริฐเท่าที่เซียนหวังหวังไว้ โชคยังดีที่ภายใต้การจัดการอย่างเต็มความสามารถของนาง ในสายตาคนนอกยังคงมองว่าไท่จื่อไหวดูแลจัดการราชการงานแผ่นดินได้เหมาะสม เปี่ยมความสามารถเปี่ยมคุณธรรม และเพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีงามนี้ไว้ เพื่อช่วยให้ตำแหน่งของไท่จื่อมั่นคงไม่สั่นคลอน นางหาได้สนใจไม่ว่ามือของตนจะต้องเปื้อนเลือดของคนเช่นหญิงงามเยวี่ยอีกสักกี่ชีวิต
ส่วนหญิงสกุลเซี่ยงผู้อยู่เบื้องหน้านางนี้ ตอนตั้งครรภ์คราวนั้นก็มีข่าวลือเรื่อง “กำเนิดจักรพรรดิ” ทำให้นางกลัดกลุ้มกังวลอยู่นานเกือบปี ถึงขั้นบังเกิดความคิดสังหาร กระนั้นก็นับว่าหญิงสกุลเซี่ยงผู้นี้โชคดียิ่งที่ให้กำเนิดบุตรสาว ทำให้นางเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะดึงดูดความสนใจของเซียนหวัง ฉะนั้นจึงได้แต่รามือชั่วคราว 
ทว่าบัดนี้...บัดนี้นางไม่คิดจะปล่อยหญิงสกุลเซี่ยงไปอีกแล้ว! สตรีผู้นี้มีชีวิตไร้ค่าราวมดตัวหนึ่ง ทว่านางรู้ดี ผู้ที่มีสถานะต่ำต้อยเช่นนี้ ล้วนมิอาจชะล่าใจ หาไม่แล้ว จะทำให้สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปด้วยดีเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่
หญิงสกุลเซี่ยงหมอบอยู่บนพื้น ตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก การสิ้นพระชนม์ของเซียนหวัง สำหรับนางแล้วประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลาย ส่วนหายนะที่มาเยือนอย่างกะทันหันในวันนี้ เฉกเช่นผืนดินปริแยกแตกร้าว บังเกิดเป็นห้วงลึกมืดอันไร้จุดสิ้นสุด
หลังจากฝังพระศพเซียนหวัง สนมนางในในตำหนักในต้องย้ายไปพำนัก ณ ตำหนักรองซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ จวี่จีเนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการติดตามขบวนพระศพ จึงนอนซมลุกไม่ขึ้น หญิงสกุลเซี่ยงแม้จะมีนิสัยขลาดกลัว แต่เวลานี้ก็จำต้องลุกขึ้นมาจัดการเรื่องราวแทน เนื่องเพราะเซียนหวังสั่งเสียไว้ว่าให้พระราชทานเครื่องใช้ประจำวันบางอย่างแก่จวี่จีและบุตรธิดาทั้งสอง นางจึงพาสาวใช้สองคนไปรับของเหล่านั้นที่หอจางหัว
นางสั่งให้สาวใช้ตามซื่อเหรินประจำหอเข้าไปหยิบเครื่องใช้ เนื่องจากด้านในมีสิ่งของระเกะระกะมากมาย นางจึงยืนรออยู่ด้านนอก
วันนี้แดดแรงยิ่ง นางเห็นรอบด้านปลอดคน จึงยืนรออยู่ตรงมุมร่มรื่นที่เชื่อมต่อระหว่างลานด้านในกับลานด้านนอก เห็นลานด้านนอกมีผู้คนสัญจรไปมา ลานด้านในเงียบสงบอย่างยิ่ง จึงค่อยๆ ถอยเข้าไปในลานด้านใน นางคิดถึงวันที่ตนกับเซียนหวังเดินเล่นด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้ ใจลอยไปชั่วขณะ ก้าวช้าๆ ไปตามระเบียงทางเดินอย่างไม่รู้ตัว พลางทอดสายตามองไปยังลานด้วยท่าทางเหม่อลอย
บังเอิญฉู่หวังไหวเจ้านครรัฐคนใหม่ที่เพิ่งสืบทอดตำแหน่งเพิ่งตื่นนอนกลางวัน กำลังเดินเล่นเพียงลำพังเลาะมาตามระเบียงทางเดิน เห็นสตรีในชุดเขียวผู้หนึ่งกำลังยืนพิงเสาระเบียงด้วยท่าทางเหม่อลอย เป็นหญิงงามลักษณะเรียบร้อยบอบบางแบบที่เขาชมชอบ นิสัยของเขาเดิมก็ค่อนข้าง “พ่ายแพ้แก่หญิงงาม” นับแต่เซียนหวังป่วยหนักก็ต้องอยู่เฝ้าอาการทุกวัน หลังเซียนหวังจากไปก็ต้องเฝ้าพระศพเป็นเวลาห้าเดือน ห่างหายจากหญิงงามไปนาน เวลานี้ฝังพระศพเซียนหวังเสร็จสิ้น จึงไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด กอปรกับเพิ่งขึ้นครองราชย์ ผู้คนรอบข้างล้วนประจบเอาใจราวกับเขาเป็นเทพเจ้าก็ไม่ปาน บัดนี้ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมบงการเขาอีกต่อไป นึกถึงกาลก่อนเวลาจะกระทำอันใด เป็นต้องยำเกรงเสด็จพ่อผู้เฉียบขาดและเสด็จแม่ผู้เข้มงวด เวลานี้ศิลาหนักอึ้งทั้งสองในใจของเขานั้นถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว จะไม่ปีติยินดีได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ หลายวันมานี้จึงเรียกนางกำนัลข้างกายมาเสพสุขจนอิ่มหนำ กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ  ครานี้เพิ่งออกจากห้องนอนไม่นาน ก็พบหญิงงามผู้หนึ่งยืนรออยู่ข้างเสาระเบียง ดวงหน้าอ่อนหวานเปี่ยมความรู้สึก เขาไม่ทันตรึกตรอง คิดว่าต้องเป็นผู้ที่ซื่อเหรินไหลขันทีคนสนิทเตรียมไว้ให้เขาแน่นอน เวลานี้อยู่ในตำหนักส่วนตัวของตน ไฉนเลยจะหวั่นเกรงสิ่งใด พลันโถมตัวเข้าใส่ ร้องเรียก “ยอดรักของข้า...”
หญิงสกุลเซี่ยงเพียงแต่ใจลอยไปชั่วขณะ ก็ถูกบุรุษผู้หนึ่งโถมตัวเข้าใส่ ทั้งยังกอดจูบตามอำเภอใจ ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พยายามผลักอีกฝ่ายออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี หากแต่เรี่ยวแรงของนางไฉนเลยจะเทียบกับบุรุษผู้ฝึกวิชาต่อสู้เป็นประจำเช่นฉู่หวังไหวได้ ซ้ำยังทำให้เขาเข้าใจผิดคิดว่านางจงใจแสร้งทำเป็นผลักไส พลันเกิดอารมณ์โกรธ หอบหายใจเอ่ย “หญิงงามอย่าขัดขืน หากทำให้ผู้ด้อยโมโห มิต้องรอกลับถึงตำหนัก ผู้ด้อยจะเผด็จศึกเจ้าริมระเบียงเสีย!”
หญิงสกุลเซี่ยงตกใจร้องไห้ “ต้าหวังโปรดปล่อยเถิด หม่อมฉันมิใช่...หม่อมฉันมิใช่...”
ตอนนั้นเองที่เสียงตวาดกร้าวของใครคนหนึ่งพลันดังขึ้น “ต้าหวัง เจ้ากำลังทำอะไร”
เสียงนี้ทำให้หญิงสกุลเซี่ยงตกใจจนไร้เรี่ยวแรง ฉู่หวังไหวอาศัยจังหวะนั้นคว้าตัวนางมากอดแนบอก แต่แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้น กลับเห็นเสด็จแม่ของเขามีสีหน้าโกรธขึ้ง ด้านหลังมีข้ารับใช้หลายคนติดตาม เดินมาจากอีกฝั่งหนึ่งของระเบียง
ฉู่หวังไหวปล่อยมือทันที คลี่ยิ้มเอ่ย “ที่แท้ก็เสด็จแม่เองหรือ เสด็จแม่มาทำอะไรที่หอจางหัว”
ฉู่เวยโฮ่วโกรธจนหน้าแดง “เพิ่งฝังพระศพเสด็จพ่อของเจ้าไปไม่ทันไร ไยเจ้าถึงไยเจ้าถึง...” นางมิอาจตำหนิบุตรชายของตนที่เพิ่งครองตำแหน่งหวัง จึงหันไปตะคอกถามหญิงสกุลเซี่ยง “เจ้าเป็นใคร ไยจึงกล้ายั่วยวนต้าหวังขณะกำลังไว้ทุกข์”
หญิงสกุลเซี่ยงสะบัดมือฉู่หวังไหว ทรุดตัวคุกเข่า เอ่ยเสียงสะอื้น “หม่อมฉันมิกล้า หม่อมฉันสกุลเซี่ยงรับคำสั่งจากจวี่ฟูเหริน มารับสมบัติของเซียนหวัง เผลอเข้ามาที่นี่โดยไม่ตั้งใจ ไม่นึกว่าจะ...”
ฉู่เวยโฮ่วเดิมนึกว่านางเป็นเพียงนางกำนัลธรรมดา ไม่นึกว่าที่แท้แล้วคือคนข้างกายจวี่จี คำว่าสกุลเซี่ยงนี้ช่างคุ้นหูนัก อดเอ่ยถามอย่างลังเลมิได้ “เจ้าคือ...”
ไต้เม่าสาวใช้ข้างกายนางก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว กระซิบข้างหูนางเสียงเบา “หญิงสกุลเซี่ยงผู้นี้คือมารดาผู้ให้กำเนิดกงจู่เยวี่ยกับกงจื่อหรงเพคะ!”
ฉู่เวยโฮ่วตกตะลึง ฉู่หวังคนใหม่เพิ่งจะพ้นช่วงไว้ทุกข์ ก็คิดจะเสพสุขกับสตรีตอนกลางวันแสกๆ  หากเป็นนางกำนัลธรรมดานั้นช่างเถิด แต่นี่เป็นถึงมารดาของกงจื่อ เจ้านครรัฐคนใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์ อำนาจบารมียังไม่มั่นคง ทุกการกระทำล้วนเป็นที่จับตามองของรัฐต่างๆ  การปลุกปล้ำมารดารองเช่นนี้ หากตระกูลเชื้อพระวงศ์รู้เข้า ย่อมถูกมองว่าไร้คุณธรรม หากรัฐอื่นรู้เข้า ย่อมถูกหัวเราะเยาะเป็นแน่ 
นึกถึงตรงนี้จิตใจก็ร้อนรุ่มกระวนกระวาย เดือดดาลยากระงับ พลันตวาดเสียงกร้าว “เจ้ารู้หรือไม่...” เอ่ยเพียงครึ่งประโยคก็พลันนึกขึ้นได้ หันไปเอ่ยเสียงเย็นกับฉู่หวังไหว “ต้าหวัง เจ้าออกไปก่อน หญิงร่านราคะผู้นี้ปล่อยให้แม่จัดการ”
ฉู่หวังไหวเดิมก็หวาดกลัวท่าทางเกรี้ยวกราดของนาง เมื่อถูกนางตวาดไล่เช่นนี้ ประหนึ่งได้รับการปลดปล่อยก็ไม่ปาน รีบสาวเท้าก้าวจากไปทันที 
หญิงสกุลเซี่ยงนึกว่าผ่านพ้นภัยพิบัติ ถอนหายใจโล่งอก เอ่ยพลางน้อมคำนับฉู่เวยโฮ่ว “ขอบพระทัยเวยโฮ่ว...”
แต่ฉู่เวยโฮ่วกลับมองนางด้วยสีหน้าโกรธขึ้ง ไม่มีแก่จิตแก่ใจคำนึงถึงความเหมาะสม พลันยกเท้าถีบหญิงสกุลเซี่ยงเต็มแรง เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด่าทอ “หญิงร่านราคะสมควรตาย!”
หญิงสกุลเซี่ยงทำท่าจะเอ่ยวาจา เหลือบไปเห็นไต้เม่าส่งสายตา ขันทีข้างกายฉู่เวยโฮ่วพลันกรูกันเข้ามา จับตัวนางปิดปากลากออกไป สาวใช้กับขันทีสองสามคนที่ยังอยู่ในตำหนักก็ล้วนถูกคุมตัวไปเช่นกัน
กลับถึงหอเจี้ยน ไฟโทสะของฉู่เวยโฮ่วยังคงลุกโชน ทำท่าจะออกคำสั่งนำตัวหญิงสกุลเซี่ยงไปโบยจนตาย ไต้เม่าพยายามเอ่ยหว่านล้อม “เซียนหวังเดิมมีรับสั่งสั่งเสีย ไม่อนุญาตให้ฝังผู้ใดพร้อมพระศพ อีกทั้งบัดนี้เสร็จสิ้นพิธีฝังพระศพเซียนหวังแล้ว หากเวลานี้มีมารดาของกงจื่อสิ้นใจอย่างกะทันหัน จะไม่ทำให้ผู้อื่นเคลือบแคลงสงสัยหรือ ผู้ที่ไม่รู้เรื่องคงกล่าวว่าเวยโฮ่วไร้เมตตา แต่หากผู้ใดระแวงสงสัย เกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของต้าหวังเสียหาย”
ฉู่เวยโฮ่วเหยียดยิ้มเย็นชา “หรือข้าต้องปล่อยหญิงร่านราคะผู้นี้ไปหรือ”
ไต้เม่าว่า “ย่อมมิใช่เช่นนั้น แต่หญิงสกุลเซี่ยงเฉกเช่นแผ่นกระเบื้อง ส่วนเวยโฮ่วกับต้าหวังเฉกเช่นมุกราตรี จะปล่อยให้มุกราตรีต้องอับแสงแปดเปื้อนเพราะแผ่นกระเบื้องได้อย่างไร”
ฉู่เวยโฮ่วตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “นี่ก็มิได้ นั่นก็มิได้ เช่นนั้นเจ้าก็จงหาวิธีมาให้ข้า”
เวลานี้เหล่านางกำนัลกับขันทีล้วนถูกไล่ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงไต้เม่ากับฉู่เวยโฮ่ว
ไต้เม่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง เอ่ยยิ้มๆ “หม่อมฉันมีความคิดหนึ่ง มิทราบเวยโฮ่วเห็นเป็นเช่นไร”
ฉู่เวยโฮ่วเอ่ยเสียงเยียบเย็น “หญิงสกุลเซี่ยงผู้นี้ล่วงเกินข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ลากตัวนางไปโบยจนตาย ยากจะทำให้ความโกรธในใจข้าคลายลงได้”
ไต้เม่าคลี่ยิ้มเอ่ย “เวยโฮ่วอย่าพิโรธ บางครั้งการสังหารคนผู้หนึ่งกลับนับเป็นกำไรคนผู้นั้น ให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทรมานเสียยิ่งกว่าตายถึงจะนับเป็นการลงทัณฑ์ที่สาสมที่สุด”
เวยโฮ่วมองค้อนนาง “เจ้าเลิกอมพะนำเสียทีรีบว่ามา”
ไต้เม่ายกน้ำอ้อยยื่นส่งให้นางด้วยมือทั้งสองข้าง เห็นเวยโฮ่วจิบน้ำรสชาติหอมหวานอารมณ์เย็นลง ค่อยเอ่ยขึ้นช้าๆ “หม่อมฉันได้ยินมาว่า ที่ผ่านมาหากเจ้านครรัฐคนใหม่ขึ้นครองราชย์ ในวังจำต้องม

หนังสือแนะนำ