บทที่เจ็ด ฉู่หวัง

เดินมาถึงหน้าหอจางหัว หวังโฮ่วคุกเข่าขอขมาหน้าตำหนัก แต่ฉู่หวังซางไม่สนใจไยดี กระทั่งล่วงเข้าพลบค่ำ เฟิ่งฟางถึงออกมาถ่ายทอดคำสั่ง กักบริเวณสำนึกผิดหวังโฮ่ว ทว่ากลับมิได้บอกระยะเวลาการลงทัณฑ์ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

หวังโฮ่วจนใจ ได้แต่กลับไปทำตามคำสั่ง
ด้านไท่จื่อไหวหลังประสบเรื่องนี้ ก็สงบเสงี่ยมกว่าเดิมไม่น้อย ระมัดระวังวาจาและการกระทำ พยายามวางตัวสุขุม ไม่กล้าทำตัวเหลวไหล
ทว่าสุขภาพของฉู่หวังซางกลับย่ำแย่ลงทุกวัน สุดท้ายแม้แต่ตำหนักอื่นก็คร้านจะไป ยามว่างก็เพียงแต่พักผ่อนอยู่ในหออวิ๋นเมิ่งของจวี่จี เล่นกับกงจู่เยวี่ยและกงจื่อหรงเพื่อคลายเหงา
ขณะที่จวี่จีลอบใช้เงินจำนวนมากเพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนทั้งนอกและในวัง กอปรกับฉู่หวังซางอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวขึ้นทุกวัน นางคอยเอ่ยเกลี้ยกล่อม จึงมีคนจำนวนไม่น้อยเป็นหนี้บุญคุณนาง
หนึ่งปีผ่านไปอย่างเงียบเชียบ หลังงานเลี้ยงสังสรรค์คราหนึ่งฉู่หวังซางก็ล้มป่วยลง นอนซมลุกไม่ขึ้น จวี่จีนำบุตรธิดามาเฝ้าอาการทุกวัน กระนั้นก็มิอาจทำอันใดได้
ส่วนไท่จื่อไหวกับไท่จื่อฟู่ (เชิงอรรถ – ตำแหน่งภรรยาเอกของไท่จื่อ) สกุลหนานก็แวะมาปรนนิบัติดูแลอย่างขยันขันแข็ง เพียงแต่ไท่จื่อเห็นว่าเรื่องต่างๆ ล้วนอยู่ในความดูแลของจวี่จี ให้รู้สึกไม่สบายใจ จึงหารือกับหญิงสกุลหนานเป็นการส่วนตัวว่าจะทูลขอฉู่หวังซางให้ปล่อยตัวหวังโฮ่วออกมาดูแลสถานการณ์ดีหรือไม่ 
หญิงสกุลหนานตกใจ เอ่ยหว่านล้อม “ไท่จื่อน่าจะทราบดีว่าเสด็จแม่มีนิสัยเถรตรง บัดนี้เสด็จพ่อประชวรหนัก มิอาจพิโรธ หากเสด็จแม่กับเสด็จพ่อมีปากเสียงกัน เกิดปัญหาอันใดขึ้น เช่นนั้นไท่จื่อจะทำเช่นไร ช่วงนี้เป็นช่วงตัดสินชะตาชีวิตของไท่จื่อ มิอาจปล่อยให้เกิดปัญหาอันใดขึ้นอีกเป็นอันขาด”
ไท่จื่อตื่นตระหนก ในใจลอบเสียใจ ไม่กล้าเอ่ยถึงอีก หากแต่ใจคนช่างแปลกประหลาด แม้เขาจะรู้ดีว่าความเห็นของหญิงสกุลหนานมีเหตุผลยิ่ง แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่พอใจที่หญิงสกุลหนานแล้งน้ำใจ 
เขามีนิสัยเจ้าชู้เสเพล โลเลไม่เฉียบขาด ปกติจะกระทำการใดหากมิใช่หวังโฮ่วตัดสินใจ ก็ต้องให้หญิงสกุลหนานคอยกระตุ้น หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมานี้ หวังโฮ่วถูกกักบริเวณ มีหลายเรื่องที่หญิงสกุลหนานมิอาจไม่เป็นผู้ตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้เดิมไม่เป็นอันใด หากแต่ไท่จื่อมีนิสัยเรื่อยเปื่อยเฉื่อยชา หวังโฮ่วสูญเสียอำนาจ ซ้ำพี่น้องคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่มีท่าทีไม่น่าไว้ใจ ทำให้หญิงสกุลหนานทั้งร้อนใจทั้งหวาดกลัว บางเรื่องจึงอาจกระทำการเร่งร้อนและวางอำนาจบาตรใหญ่ไปบ้าง ไท่จื่อไหวแม้จะล้วนเชื่อฟังนาง กระนั้นก็อดรู้สึกไม่พอใจมิได้
พอดีตอนนี้เขามีอนุภรรยาคนใหม่ชื่อเจิ้งซิ่ว เจิ้งซิ่วผู้นั้นมีรูปโฉมงดงามพริ้มเพรา แบบบางน่าทะนุถนอม ทั้งยังช่างสังเกตและช่างประจบเอาใจ ด้วยเหตุนี้ หญิงสกุลหนานจึงรู้แต่เพียงว่าไท่จื่อจำต้องเชื่อฟังและพึ่งพาตน แต่หารู้ไม่ว่าไท่จื่อไหวเริ่มมีใจเอนเอียงไปทางเจิ้งซิ่ว
หวังโฮ่วกำลังอยู่ในวัยสิ้นระดู ทั้งยังถูกกักบริเวณสำนึกผิด อารมณ์จึงยิ่งหงุดหงิดฉุนเฉียว ยังดีที่มีกงจู่ซูอยู่เคียงข้างคอยคลายเหงาคลายเศร้า ตอนนางยังเยาว์ได้รับความโปรดปรานยิ่งจากฉู่หวังซาง กอปรกับมีนิสัยชอบเอาชนะ มีหน้าที่ปกครองดูแลฝ่ายใน ดังนั้นไม่ว่าไหวบุตรชายคนโตหรือบุตรสาวคนรองที่กำลังจะออกเรือน จึงล้วนให้แม่นมดูแล ถึงกงจู่ซูนางก็เริ่มสูญเสียความโปรดปราน จึงมีเวลาดูแลบุตรสาวอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้จึงผูกพันกับบุตรสาวคนเล็กมากกว่าบุตรธิดาคนอื่น
อาการป่วยของฉู่หวังซางทรุดหนักลงทุกวัน เดิมเขาหมายมาดจะให้ชวีหยวนส่งเสริมการปฏิรูป ทว่าบัดนี้กลับมีใจแต่ไร้แรง ทำได้เพียงเรียกไท่จื่อไหวมาฝากฝังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ภายหน้าหลังขึ้นครองราชย์ อย่าลืมสร้างแสนยานุภาพแห่งรัฐ ดำเนินการปฏิรูประบบกฎหมาย ด้านการทำสงครามสามารถมอบหมายให้เจาหยาง ด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสามารถพึ่งพาชวีหยวน
ไท่จื่อไหวตอบรับอย่างนบนอบก่อนจะถอยออกมา
ครั้นมาถึงระเบียงทางเดินก็บังเอิญพบสตรีในชุดเขียวผู้หนึ่ง สตรีผู้นั้นรีบก้าวถอยเปิดทาง ก้มหน้าหลุบตาทำความเคารพ เอ่ยเสียงเบาหวิว “ไท่จื่อ!”
สตรีผู้นี้มีท่าทางสุภาพเรียบร้อย อ่อนโยนนุ่มนวลราวสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับลักษณะสตรีที่ไท่จื่อไหวชมชอบ เขาเห็นดังนั้นจึงอดหวั่นไหวมิได้ หากแต่ดูจากการแต่งกายของสตรีผู้นี้ เหมือนจะเป็นอนุภรรยาขั้นต่ำ จึงมิกล้าเอ่ยอันใด และมิกล้าคิดเกินเลย ได้แต่พยายามสงบใจที่กำลังสั่นไหว พยักหน้าเล็กน้อย ร้อง “อืม” เป็นเชิงตอบรับก่อนจะเดินผ่านไป 
คืนนั้นตอนตระกองกอดเจิ้งจี จู่ๆ ก็พลันนึกถึงสตรีในชุดเขียวผู้นั้น บังเกิดความปรารถนา แสดงบทรักอย่างเร่าร้อน ทำให้เจิ้งจีร้องครางอย่างสุขสม ส่งเสียงกระเง้ากระงอดไม่หยุด
นับจากนั้น ไท่จื่อไหวเริ่มออกว่าราชการอย่างเป็นทางการ คอยเฝ้าอาการและดูแลราชการงานแผ่นดิน
อาการป่วยของฉู่หวังซางทรุดหนักลงเรื่อยๆ  จึงไม่พำนักที่หออวิ๋นเมิ่ง ย้ายกลับไปพำนักในตำหนักหลังของหอจางหัว หวังโฮ่วรับผิดชอบดูแล จวี่จีกับอนุภรรยาคนอื่นสลับกันปรนนิบัติรับใช้
ก่อนฉู่หวังซางสิ้นใจ เรียกเจาหยางกับขุนนางคนสำคัญเข้ามารับคำสั่งต่อหน้าหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ด้านราชการงานแผ่นดินยังคงให้เจาหยางดำรงตำแหน่งลิ่งอิ่น ด้านราชสำนักยังคงให้เหล่าขุนนางทั้งตระกูลชวี ตระกูลเจา และตระกูลจิ่งซึ่งสืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ดูแลรับผิดชอบ สนมนางในในตำหนักในหากบุตรชายได้รับที่ดินศักดินาให้ย้ายตามบุตรชาย ส่วนกงจื่อที่ยังมิได้รับที่ดินศักดินาให้ศึกษา ณ สถานศึกษาพ่านกง รออายุครบสิบห้าปีค่อยแบ่งที่ดินศักดินา มารดาของบรรดากงจื่อยังคงให้พำนักในตำหนักใน ไม่อนุญาตให้ฝังผู้ใดพร้อมพระศพ
329 ปีก่อนคริสตกาล ฉู่หวังซางสิ้นพระชนม์ สมัญญานาม “เวย” ตอนฉู่เวยหวังครองราชย์ รัฐฉู่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด อาณาเขตกว้างขวาง เศรษฐกิจเฟื่องฟู การทหารเข้มแข็ง 


หลังฉู่เวยหวังสิ้นพระชนม์ ไท่จื่อไหวสืบทอดตำแหน่งหวังต่อจากผู้เป็นบิดา
ทั้งรัฐจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ โจวเทียนจื่อและผู้ครองรัฐใกล้ไกลต่างส่งทูตมาร่วมไว้อาลัย ขณะที่รัฐต่างๆ รอบด้านเริ่มมีท่าทีรุกราน
ไว้ทุกข์สามเดือน กระทั่งเคลื่อนพระศพฉู่เวยหวังเข้าโถงสุสาน รอบด้านล้วนปกคลุมไปด้วยสีขาวขุ่น ราวกับผืนฟ้าและผืนดินต่างร่วมแสดงความไว้อาลัย
เวลาสามเดือนนี้ สำหรับเสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ยแล้ว ช่างยาวนานจนน่าสะพรึงกลัว นับแต่ฉู่เวยหวังป่วยหนักเมื่อครึ่งปีก่อน บรรยากาศในวังก็แปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดชวนให้พรั่นพรึง ในหออวิ๋นเมิ่งนับแต่จวี่จีลงมา สายตาทุกคนล้วนอัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัวต่ออนาคตที่มิอาจคาดการณ์ 
หลังฉู่เวยหวังย้ายกลับไปพำนักในหอจางหัว จวี่จีต้องไปปรนนิบัติดูแลที่หอจางหัวทุกวัน บางครั้งเมื่อกลับมาก็จะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าประหนึ่งสูญสิ้นเรี่ยวแรง เนื้อตัวค่อยๆ ซูบเซียวผ่ายผอม ผิวพรรณซีดเซียวหมองหม่น แม้แต่นัยน์ตางามกระจ่างก็ปราศจากชีวิตชีวาอย่างเคย นางกับหรงน้องชายต้องอยู่ในความดูแลของหญิงสกุลเซี่ยงกับหนี่ว์ขุย บรรยากาศเช่นนี้แม้แต่เด็กเล็กยังมิกล้าหายใจแรงๆ 
หลายเดือนต่อมา อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่ ต่อให้เด็กเล็กทั้งสองก็ซูบเซียวผ่ายผอมลงไม่น้อย
วันนี้ หมี่เยวี่ยกับหมี่หรงน้องชายถูกจับแต่งตัวตั้งแต่เช้า ยืนรออยู่ในห้องข้างของตำหนักปีกพร้อมกงจื่อและกงจู่คนอื่นๆ เมื่อด้านในส่งเสียงรายงาน ทั้งกลุ่มก็ถูกพาเข้าไปในตำหนักด้านใน ในนั้นเต็มไปด้วยผู้คนกำลังคุกเข่าเรียงราย เหล่าแม่นมพาพวกเขาเข้าไปนั่งคุกเข่าตรงที่ว่างหน้าเตียงต้าหวัง เสียงเฟิ่งฟางหัวหน้าขันทียามอ่านรับสั่งของต้าหวังดังขึ้น จากนั้นคนไม่รู้จักกลุ่มหนึ่งก็สนทนาในสิ่งที่พวกเขาฟังไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงได้ยินเฟิ่งฟางเอ่ย “ต้าหวังสิ้นพระชนม์...”
ความเงียบงันราวความตายพลันคลี่ตัวแผ่ปกคลุม
เนิ่นนานผ่านไป หวังโฮ่วครวญสะอื้นเป็นคนแรก “ต้าหวัง...”
ทุกคนเริ่มครวญรำพันเสียงโหยหวน
เด็กทั้งกลุ่มไม่ว่าจะฟังเข้าใจหรือไม่ ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ต่างพากันร้องไห้สะอึกสะอื้น
คืนนั้น ในความทรงจำของหมี่เยวี่ย มีเพียงเสียงร่ำไห้อันไร้จุดสิ้นสุด ท่ามกลางความมืดมิด มีแสงไฟกระจายตัวอยู่ทั่วไป ทว่าประหนึ่งอยู่ไกลแสนไกล รังแต่จะทำให้หัวใจทวีความหวาดหวั่นเคว้งคว้าง
นางเอาแต่ร่ำไห้ ร่ำไห้ไม่หยุด ไม่เพียงเพราะโศกศัลย์ ที่มากกว่านั้นคือเพราะหวาดกลัว
เนิ่นนานหลังจากนั้น หมี่เยวี่ยถึงเข้าใจว่า คืนนั้น สิ่งที่นางสูญเสียไป มิใช่เพียงแค่บิดา
นางร้องไห้จนปวดร้าวไปทั้งศีรษะ กว่าจะถูกแม่นมกับหนี่ว์ขุยพาออกมาก็เป็นเวลาฟ้าสาง ด้านนอกปกคลุมไปด้วยสีขาวขุ่น ผู้คนต่างสวมชุดสีขาว แม้แต่ต้นไม้ทุกต้นก็มีผ้าขาวผูกไว้
หมี่เยวี่ยเอ่ยถามอย่างงุนงง “ฟู่หมู่ ตอนนี้ถึงฤดูหนาวแล้วหรือ เหตุใดรอบด้านจึงกลายเป็นสีขาว”
หนี่ว์ขุยกอดหมี่เยวี่ยแน่น น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย
ครั้นก้าวเดิน ไม่ว่าเดินไปที่ใด ล้วนเห็นเพียงสีขาว ไม่ว่าเดินไปที่ใด ล้วนได้ยินเพียงเสียงร่ำไห้
ช่วงเวลานั้น จวี่จีอยู่เฝ้าพระศพทั้งวันทั้งคืน นางรู้ดีว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย จึงอาศัยทั้งวิธีการและสายสัมพันธ์ทั้งนอกและในวัง ร่วมมือกับอนุภรรยาคนอื่นของฉู่เวยหวังเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งจากหวังโฮ่ว
บัดนี้เนื่องจากเจ้านครรัฐคนใหม่สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา หวังโฮ่วของเซียนหวังจึงกลายเป็นมารดาของฉู่หวังคนใหม่ ในวังจึงใช้สมัญญานาม “เวย” ของเซียนหวังเรียกขานนางว่าเวยโฮ่ว ซึ่งวิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดที่เวยโฮ่วจะใช้จัดการพวกนางก็คือ อาศัยข้ออ้าง “ขอฝังรวม” กำจัดเหล่าสนมคนโปรดของเซียนหวัง
แม้ก่อนเซียนหวังสิ้นใจจะสั่งเสียไว้ว่าไม่อนุญาตให้ฝังผู้ใดพร้อมพระศพ หากแต่อาศัยข้ออ้างที่ว่า “สำนึกในพระกรุณาของเซียนหวัง เต็มใจฝังรวมพร้อมพระศพ” กำจัดสตรีสองสามคนอย่างเงียบๆ  เช่นนั้นแล้วจะมีผู้ใดออกหน้าแทนพวกนาง จะมีผู้ใดสนใจความเป็นความตายของพวกนาง
ด้วยเหตุนี้ จวี่จีไม่เพียงแต่ต้องปรากฏตัวที่ห้องเก็บพระศพทุกวัน ทั้งยังต้องจูงหมี่เยวี่ยกับหมี่หรง ยืนเฝ้าพระศพด้วยท่าทางอ่อนแอไร้ที่พึ่งพิง แสดงให้ผู้คนทั้งในวังและนอกวังเห็นว่า นางยังมีบุตรธิดาต้องดูแล มิอาจทอดทิ้งบุตรธิดาคู่นี้เพื่อ “ขอฝังรวม” ด้านหนึ่งก็ฝากฝังลิ่งอิ่นเจาหยาง รวมทั้งอนุภรรยาที่นางส่งไปอยู่ข้างกายฉู่หวังคนใหม่ ให้ช่วยหว่านล้อมฉู่หวังคนใหม่ให้เห็นแก่เซียนหวัง มิอาจปล่อยให้มารดากระทำเรื่องไร้คุณธรรม
หากทว่าทันทีที่เซียนหวังจากไป หวังโฮ่วกลายเป็นมารดาของฉู่หวังคนใหม่ สถานการณ์ในตำหนักในพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง ขันทีที่เดิมเคยเรียกใช้ล้วนถูกเปลี่ยนใหม่จนสิ้น ต่อให้เป็นจวี่จี เรื่องมากมายก็มิอาจกระทำได้สะดวกเช่นแต่ก่อน แต่ครั้นได้ยินข่าวว่า ลิ่งอิ่นเจาหยางไปพบเวยโฮ่ว ฉู่หวังคนใหม่ไปพบมารดา ล้วนแต่ปิดประตูสนทนาอย่างลับๆ  หลังการพบกันสองครั้งนี้ จวี่จีก็สังเกตเห็นว่าเหล่าองครักษ์ที่เวยโฮ่วส่งมาเฝ้าหออวิ๋นเมิ่งถูกยกเลิกไปไม่น้อย ในใจจึงลอบถอนหายใจโล่งอก
ตามธรรมเนียมการจัดพิธีศพ เทียนจื่อจะได้รับการฝังพระศพหลังครบเจ็ดเดือน ผู้ครองรัฐจะได้รับการฝังศพหลังครบห้าเดือน ห้าเดือนหลังจากนั้น ในที่สุดก็ได้เวลาเคลื่อนพระศพเวยหวังเข้าสุสาน
คืนนั้นไม่มีผู้ใดเข้านอน ทุกคนตื่นตอนยามสาม ชำระล้างร่างกาย สวมชุดไว้ทุกข์สีขาว ยืนเรียงแถวตามลำดับทั้งสองฝั่ง เสนาบดีก้าวเข้าไปคารวะหน้าโลงศพ เจ้านครรัฐคนใหม่กับมารดาเจ้านครรัฐเทสุราสามจอกลงบนพื้น จากนั้นแบกโลงศพขึ้นเสลี่ยง เหล่าขุนนางยืนเรียงแถว คุกเข่าแสดงความไว้อาลัย

 

หนังสือแนะนำ