บทที่ 18 สายฝนเทกระหน่ำ

เดิมที ทุกคนอยากเร่งไปให้ถึงภูเขาเซียนอวิ๋น (ภูเขาเมฆาเซียน)ซึ่งเป็นป้ายที่สองโดยไม่หยุดพักกลางคืน ทว่ายามราตรีมีลมกระโชกแรง เป็นลางว่าฝนจะเทกระหน่ำ ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้การแล่นเรือยามวิกาลอันตรายเกินไป ทุกคนจึงจำต้องค้างแรมในเมืองผิงเจียงหนึ่งคืน
เสี่ยวเตากินปูมากไป บวกกับดื่มเหล้าเกินกว่าสองจอก คืนนั้นรู้สึกศีรษะพองโต กระเพาะอืดเฟ้อ ได้แต่นอนคว่ำบนเตียงใช้ผ้าห่มคลุมศีรษะ กลิ้งไปกลิ้งมา
เสี่ยวเยว่ก็บอกว่ากินปูมากไปทำให้อึดอัดในกระเพาะเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พอตกดึกสองสาวจึงห่มผ้านั่งยองๆ อยู่ในห้องครัว ติดไฟต้มชาขิงใส่น้ำตาลแดงดื่ม ทำเอาลูกค้าทั้งโรงเตี๊ยมต้องดมกลิ่นขิงแก่ไปทั้งคืน
เช้าวันถัดมา เซวียเป่ยฝานตื่นนอน เดินไปทุบประตูห้องของพวกนางด้วยความคึกคัก
ทุบได้สองที เสี่ยวเยว่เปิดประตู ยื่นหน้าออกมาทำเสียง ‘ชู่’
“แม่สาวน้อยตัวแสบเล่า?” เซวียเป่ยฝานถามกลั้วหัวเราะ “วันนี้ว่าง จะพานางไปเดินซื้อของ”
เสี่ยวเยว่มองเข้าด้านใน ได้ยินเสี่ยวเตางึมงำ “อย่าให้เขาเข้ามา ไล่ออกไป”
เซวียเป่ยฝานฟังแล้วนึกขัน จึงยืดคอเข้าไปมองข้างใน พอเห็นแทบพ่นพรืดออกมา เสี่ยวเตานั่งอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้าแหงนเงย บนดวงตามีแตงกวาฝานเป็นแว่นวางอยู่สองแผ่น ในมือถือผ้าร้อนผืนหนึ่งกำลังประคบใบหน้า
“เด็กคนนี้พิลึกขึ้นทุกวัน” เซวียเป่ยฝานทอดถอนใจ
ฉงหัวกับห่าวจินเฟิงออกมาจากห้องติดกัน
“วันนี้ลมแรง คาดว่าอีกเดี๋ยวฝนคงตกแน่ พรุ่งนี้ออกเดินทางน่าจะดีกว่า” ฉงหัวเสนอ สายตาอยู่ที่เสี่ยวเยว่ ท่าทางละล้าละลัง
ท่าทีเช่นนั้นถูกเสี่ยวเยว่สังเกตเห็นจนได้
เสี่ยวเยว่จึงถามเขา “คุณชายฉงมีเรื่องใดให้ข้าทำหรือ”
ฉงหัวหน้าสลด “เสี่ยวเยว่ เจ้าเรียกข้าฉงหัวเลยก็ได้ บอกตั้งกี่ครั้งแล้ว”
เสี่ยวเยว่เม้มปาก ก็ชินแล้วนี่นา
เซวียเป่ยฝานรีบกระเซ้า “จริงด้วย ฟังแล้วเหมือนเรียกแมลง*เลย” เสี่ยวเยว่โดนล้อจนยิ้มร่า เสี่ยวเตาในห้องก็พลอยหัวร่อชอบใจไปด้วย พอเคลื่อนไหวแผ่นแตงกวาก็หล่นลงมา รีบรับไว้แทบไม่ทัน
[*คำว่าคุณชายฉง ในภาษาจีนออกเสียงว่าฉงกงจื่อ ซึ่งมีเสียงใกล้เคียงกับคำว่าว่า ฉงจื่อ ที่แปลว่าแมลง]
เซวียเป่ยฝานเสาะหาช่องว่างรีบมุดเข้าห้อง “เป็นไรไป เมื่อวานหลับไม่ดี?” พูดพลางยื่นมือไปหยิบแผ่นแตงกวาของนาง
“อย่าเล่น!” เสี่ยวเตายื่นขาจะเตะเขา
เซวียเป่ยฝานรีบหลบ “ตาบวมหรือ? ไหนข้าดูหน่อย”
“ไปๆๆ” เสี่ยวเตาไล่ “เรื่องของเด็กผู้หญิง ท่านไม่ต้องยุ่ง” พลางชี้ไปที่ถ้วยชาที่เย็นชืดบนโต๊ะ “ใบชานั่นเย็นหรือยัง เอามาให้ข้าที”
เซวียเป่ยฝานยื่นมือไปหยิบถ้วยชาให้นาง
เสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่หน้าประตูตั้งท่าจะเข้าห้อง ฉงหัวรีบโพล่ง “เสี่ยวเยว่ วันนี้มีธุระหรือไม่”
เสี่ยวเยว่ถามเสี่ยวเตา
เสี่ยวเตากำลังแทะแผ่นแตงกวาเสียงดังกุบๆ ส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่มี วันนี้ว่าง”
เสี่ยวเยว่จึงหันมามองฉงหัว
ฉงหัวปลุกปลอบความกล้า ถามเสี่ยวเยว่อีกครั้ง “ออกไปข้างนอกด้วยกันเถอะ?”
เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจ “ออกไปทำธุระหรือ?”
“เอ่อ…” ฉงหัวยิ้มแห้ง “ก็ไม่ใช่ธุระอะไรหรอก”
เสี่ยวเยว่งุนงง ก่อนโพล่งขึ้นมา “หรือว่า... เป็นเรื่องที่ไม่อาจให้ผู้คนล่วงรู้”
แม้แต่ห่าวจินเฟิงซึ่งเป็นคนทึ่มยังกระจ่างแจ้ง กลั้นหัวร่อเดินเข้าห้องมา
“เสี่ยวเยว่เอ๋ย” เสี่ยวเตาเอ่ยแทรก “ฉงหัวคงอยากซื้อของแต่เลือกไม่ถูก จึงอยากให้เจ้าไปช่วย พอดีเลย เจ้าก็ไปซื้อของพร้อมเขา เด็กผู้หญิงต้องรู้จักใช้เงินบ้าง”
“เป็นเช่นนี้จริงหรือ?” เสี่ยวเยว่ถามฉงหัว
“อืม” ฉงหัวพยักหน้าเงอะงะ
เสี่ยวเยว่คลี่ยิ้ม “ดีจริง นั่นไม่ใช่งานลำบาก ซ้ำยังได้เที่ยวเล่น”
“ใช่ๆ” ฉงหัวรีบผงกศีรษะรัวๆ เหมือนไก่จิกเม็ดข้าว “บนเขามีงานวัด เดี๋ยวเราถือโอกาสแวะไปดูด้วย ฟังว่าสนุกครึกครื้นมาก”
“ตกลง” เสี่ยวเยว่ตกปากรับคำทันใด ก่อนกลับเข้าห้องด้วยสีหน้าระรื่น
ฉงหัววิ่งออกไปกำหมัดนอกห้อง...ในที่สุดก็นัดสำเร็จแล้ว!
.....................
เสี่ยวเตานั่งเท้าคาง มือหนึ่งควักใบชาในถ้วย พลางพึมพำกับเซวียเป่ยฝานที่อยู่ข้างๆ “ฉงหัวเทียบกับท่านและเสิ่นซิงไห่ ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว! ข้าวร้อยพันธุ์สร้างคนร้อยแบบ คำพูดนี้นับว่าไม่ผิดจริงๆ ข้างกายคนตาถั่วก็มีคนตาดีเหมือนกัน”
เซวียเป่ยฝานชินกับการเหน็บแนมของนาง จึงไม่ตอบโต้ กลับเอ่ยถามห่าวจินเฟิง “พี่ห่าววันนี้ฆ่าเวลาอย่างไรบ้าง”
ห่าวจินเฟิงนั่งตัวตรงสีหน้าเคร่งขรึม “วันนี้ที่ศาลาว่าการของเมืองผิงเจียงมีการไต่สวนหลายคดี ข้าจะไปฟังสักหน่อย”
“เป็นความคิดที่ดี” เซวียเป่ยฝานถูมือไปมา ถามเสี่ยวเตา “เช่นนั้นก็เหลือแค่เราสองคน ทำอะไรดี”
เสี่ยวเตาเหล่เขาแวบหนึ่ง เอากากใบชาเทใส่กระปุก หยิบช้อนเงินมาบดให้แหลก 
“เราสองคนก็ออกไปเดินเล่นด้วยดีไหม เจ้าได้เงินมาตั้งเยอะ สมควรเอาออกไปจับจ่ายใช้สอยบ้าง”
เสี่ยวเตาบดใบชาจนเละ ควักออกมาทาหน้า สายตามองนอกหน้าต่าง “ฟ้าครึ้มนี่”
“ฝนไม่ตกหรอก” เซวียเป่ยฝานยักไหล่ “เมืองผิงเจียงมีของดีเต็มไปหมด ตรอกเล็กซอยน้อยล้วนมีอดีตหลายร้อยปี ไม่ไปเดินดูเสียดายแย่”
“แน่นอนว่าต้องไป แต่ไม่ไปกับท่าน” เสี่ยวเตาพูดพลางหยิบร่มแดงออกมาวางไว้ข้างมือด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง
เซวียเป่ยฝานเบะปาก “ถือร่มนี้อีกแล้ว เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าร่มคันนี้จะกวักเนื้อคู่มาให้?”
เสี่ยวเตาถูใบชาวนไปวนมาบนหน้า ถือโอกาสมองค้อนเซวียเป่ยฝานไปพร้อมกัน “เกี่ยวอะไรกับท่าน”
เซวียเป่ยฝานถอนใจ สีหน้าหมดอารมณ์ “ช่างเถอะ ข้าไปหาเหล้าดื่มคนเดียวก็ได้”
ห่าวจินเฟิงกลับสนใจร่มแดงคันนั้นขึ้นมา “ร่มคันนี้สามารถกวักเนื้อคู่ได้?”
“อืม” เซวียเป่ยฝานตบๆ ร่ม “ร่มแดงคันนี้ ว่ากันว่าเป็นร่มบุพเพสันนิวาส แน่นอน เป็นเพียงคำเล่าลือเท่านั้น ไม่แน่ว่าจะศักดิ์สิทธิ์ ก็แค่ร่มคันหนึ่ง”
……………
กินข้าวเช้าเสร็จ เสี่ยวเยว่และฉงหัวออกไปพร้อมกัน ฉงหัวหยิบร่มกระดาษเคลือบน้ำมันติดไปด้วย ส่วนเสี่ยวเยว่หิ้วตะกร้าใบเล็ก เตรียมไว้สำหรับซื้อของ
ทั้งสองเพิ่งพ้นประตู ห่าวจินเฟิงก็วิ่งไปศาลาว่าการแล้ว
เสี่ยวเตาล้างกากใบชาบนหน้า โปะแป้งหอมเล็กน้อย เซวียเป่ยฝานจุ๊ๆ อย่างอัศจรรย์ใจ “กากใบชานี่ใช้ได้ผลดีทีเดียว ผิวหน้าขาวผ่องกลายเป็นอมชมพูแล้ว”
เสี่ยวเตาแต่งหน้าบางๆ หยิบร่มแดงเดินแช่มชื่นออกประตูไป
เซวียเป่ยฝานก็ออกจากโรงเตี๊ยมเช่นกัน เห็นเสี่ยวเตาในชุดกระโปรงขาว ช่วงบนสวมทับด้วยเสื้อตัวสั้นสีเหลืองนวล ข้างเอวห้อยพู่ประดับด้ามพัดที่สลักคำ ‘หกเหลี่ยง’ เส้นนั้น
จวบจนเสี่ยวเตาไกลลับแล้ว เซวียเป่ยฝานค่อยส่ายหน้าอ่อนใจ รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่เสมอพลันหายวับ ก่อนหมุนตัวเดินไปยังทิศตรงข้ามด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึก
เดินผ่านสะพานหินโค้งสูงๆ ก่อนขึ้นเหลาสุราแห่งหนึ่งที่สูงที่สุดในเมืองผิงเจียง
หาโต๊ะติดหน้าต่างแล้วนั่งลง เซวียเป่ยฝานสั่งเด็กในร้านยกเหล้าหลีฮวาชั้นดีมาไหหนึ่ง จากนั้นเกาะขอบหน้าต่างรินเองดื่มเอง...สองตาทอดมองออกไป ลิบๆ ตรงนั้นเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลเชี่ยวหน้าเมืองผิงเจียง ด้านหลังคือบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายสองฟากฝั่งน้ำ
ท้องฟ้ายังคงปกคลุมด้วยเมฆดำ ชวนให้รู้สึกอึดอัด เพียงหวังให้ฝนห่าใหญ่รีบตกลงมา จะได้ชะล้างฝุ่นละอองนานาชนิดที่เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มีออกไป ให้จิตใจผู้คนใสสะอาดและสงบลง
…………...
ฉงหัวและเสี่ยวเยว่เดินเคียงกันบนถนนใหญ่ สองฟากเต็มไปด้วยร้านค้าและแผงลอยที่อึกทึกจอแจ
เสี่ยวเยว่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร ฉงหัวไม่กล้าไปจูงมือนาง ได้แต่จับตะกร้าในมือนางเบาๆ พานางแวะชมร้านนั้นร้านนี้ ครั้นเสี่ยวเยว่ถูกใจอะไรเข้า เขาเป็นต้องแย่งจ่ายเงินทุกที
เสี่ยวเยว่อดฉงนใจมิได้ “คุณชายฉง…”
ฉงหัวเลิกคิ้ว
“ฉงหัว…” เสี่ยวเยว่รีบเปลี่ยนคำเรียก “ท่านก็ชอบอันนี้?”
“อืม” ในสมองของฉงหัวเต็มไปด้วยคำ ‘ฉงหัว’ ที่ออกจากปากของเสี่ยวเยว่ พยักหน้าหนักแน่น เมื่อชูปิ่นปักผมอันหนึ่งขึ้นมา “ข้าชอบ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราซื้อสองอัน?” ขณะที่เสี่ยวเยว่ควักเงิน ฉงหัวกลับช้ากว่า เพราะคำว่า ‘พวกเรา’ เขารู้สึกตัวเองกำลังเคลิ้มลอย
……………..
เซวียเป่ยฝานร่ำสุราอยู่ข้างหน้าต่างรับลมบนชั้นสาม ทอดสายตามองไป เห็นเสี่ยวเยว่กับฉงหัว ทั้งสองยิ่งเดินยิ่งชิดใกล้ ยามปราศจากคนนอก ฉงหัวค่อนข้างร่าเริงผ่อนคลาย ไม่เครียดเกร็งเหมือนเคย
เซวียเป่ยฝานหยิบจอกสุรา อดแย้มยิ้มมิได้
จังหวะนั้น รู้สึกข้างกายมีคน พอหันหน้า เรือนร่างอรชรประชิดเข้ามา
เซวียเป่ยฝานดื่มเหล้าต่อ มิได้ไปสนใจดูหน้าตาของผู้มาเยือน
“ผู้คนมักกล่าว เซวียเป่ยฝานแห่งพรรคเป่ยไห่เป็นคนเจ้าสำราญ หาเคยมีช่วงเวลาเงียบเหงาซึมเซาไม่” สตรีนางนั้นขยับริมฝีปากแดงสด น้ำเสียงหยาดเยิ้ม “หากมิใช่มั่นใจว่าเป็นท่าน ข้าคงไม่กล้าขึ้นมาทักทาย...ไฉนสีหน้าชวนให้ผู้คนตกใจเช่นนี้เล่า”
เซวียเป่ยฝานถือจอกสุรา เส้นสายตาตกลงบนจุดสีแดงที่วูบผ่านระหว่างตรอกถนนไกลออกไป มุมปากพลันเหยียดยกขึ้นไม่รู้ตัว
“ยิ้มได้แล้วหรือ” สตรีข้างกายหยิบไหสุรา รินใส่จอกเปล่าในมือเขา “แย้มยิ้มเช่นนี้ถึงสามารถมองออกถึงบุคลิกเจ้าสำราญของคุณชายรองเซวีย”
เซวียเป่ยฝานยังคงไม่ปริปาก
สตรีนั้นโน้มใกล้เข้ามา “หรือเป็นใบ้แล้ว?”
เซวียเป่ยฝานตรึงสายตาอยู่ที่จุดสีแดงในตรอกข้างหน้านั่นตลอดเวลา ระบายยิ้มพลางสั่นหน้า “ฝนก็ไม่ได้ตก ยังจะกางร่มอีก เด็กคนนี้อยากเจอเนื้อคู่จนเสียสติไปแล้วกระมัง”
“หรือดื่มจนเมามายแล้ว?” สตรีหามิได้สะทกสะท้าน วาจายังกล่าวไม่จบ ปรากฏเสียงซ่า ม่านฝนหอบหนึ่งสาดซัด
จอกของเซวียเป่ยฝานยังอยู่ในมือ...ในจอกที่บรรจุสุราจนเต็ม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยน้ำฝน มือเปียกชุ่ม ก็ไม่ทราบเป็นน้ำหรือสุรา เขายืนใจลอยข้างขอบหน้าต่าง มองดูสายฝนที่จู่ๆ กระหน่ำเทลงมา
“โอ อัศจรรย์แล้ว ท่านทราบได้อย่างไรว่าฝนจะตก” สตรีข้างกายยื่นมือมาแตะแขนเซวียเป่ยฝาน “คุณชายเซวีย เข้าไปหลบฝนเถอะ”
เซวียเป่ยฝานมองดูน้ำในจอกเหล้า พลันแย้มยิ้มแปลกๆ
สตรีข้างกายใช้มือหนึ่งเคาะขอบหน้าต่างเนื้อไม้ “คุณชายเซวียวางมาดใหญ่โตนัก ข้ายืนตรงนี้นานสองนานแล้ว ท่านกลับมองฝนไม่มองข้า ทว่า…” นางหักมุม พร้อมรอยยิ้มพราว “สามารถยิ้มแบบนี้ให้ข้ายล กลับเหนือกว่ามธุรสวาจาเป็นพันหมื่น”
เซวียเป่ยฝานพลันหันขวับ ส่งยิ้มให้นาง หากเป็นรอยยิ้มที่ต่างจากครู่ก่อน สตรีเห็นเข้าพลันสะดุ้ง ถ้ารอยยิ้มครู่ก่อนเป็นของจริง ครานี้ก็ปลอมแล้ว…
คนผู้นี้หยักยกมุมปากเช่นเดียวกัน คราแรกเป็นยิ้มที่สดใสเปี่ยมเสน่ห์ คราหลังเป็นยิ้มที่ชวนให้ผู้คนหนาวสะท้านทรวงใน
“ขออภัย มิได้ยิ้มให้ท่านดู” เซวียเป่ยฝานวางจอกบนโต๊ะ กล่าวกับสตรีตรงหน้าที่อยู่ดีๆ ก็ถูกลบหลู่ให้ได้อาย “ข้าไม่นิยมของที่ให้เปล่า”
สตรีนี้ก็คือสาวงามที่มีหน้ามีตาคนหนึ่งในยุทธภพ ไหนเลยประสบถ้อยคำหยามหมิ่นเช่นนี้มาก่อน จึงขยี้เท้าอย่างเกรี้ยวกราด “เซวียเป่ยฝาน ท่านอย่ารังแกผู้อื่นเกินไป”
เซวียเป่ยฝานหัวร่อหึๆ โยนเงินบนโต๊ะแล้วลงจากตึก ทั้งไม่ไว้หน้าทั้งเสียมารยาทอย่างแรงต่อสตรีนางนั้น โบกมือกล่าวว่า “ไปหาพวกที่ไม่เลือกกินเถอะ”
“ท่าน!” สตรีโมโหจนกัดฟันกรอด ฮึ ใครบอกว่าเซวียเป่ยฝานชมชอบอิสตรี เขาไม่เห็นสตรีอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ บุรุษโสโครก เย่อหยิ่งจองหอง ไม่รู้จักกาละเทศะ!
……………
เสี่ยวเตาอยู่ในตรอกที่สองฝั่งขนาบด้วยกำแพงหินกาบ กำลังแหงนมองเด็กน้อยจ้ำม้ำคนหนึ่งบนหน้าต่างชั้นสองของบ้านหลังหนึ่ง 
เด็กน้อยกำลังเล่นตั๊กแตนที่สานจากหญ้ากก พอเห็นนางเข้า เด็กคนนั้นนิ่งมองเล็กน้อย ก่อนเอียงคอร้องเรียกอ้อแอ้ “สาวน้อยคนสวย”
เสี่ยวเตาได้ยินก็ชอบใจ ยกมือข้างหนึ่งเท้าสะเอว เงยหน้าถาม “เจ้าเด็กตุ้ยนุ้ย ใครสอนให้เจ้าเรียกผู้อื่นเช่นนี้”
เด็กน้อยโคลงศีรษะที่โล้นเลี่ยนไปมา “ท่านพ่อบอก ไม่เกล้ามวย หน้าตาสวย เรียกว่าสาวน้อยคนสวย อย่างท่านแม่ข้าเรียกว่าแม่เสือดุ”
“ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าเล่า?” เสี่ยวเตาถามกลั้วหัวร่อ
“ท่านพ่อไปทำการค้า ท่านแม่ทำกับข้าวอยู่ คืนนี้บ้านเรากินเกี๊ยว” เด็กคนนี้คงสนทนากับผู้ใหญ่จนชิน พูดจาฉาดฉาน หน้าตาใสซื่อ ยามยิ้มกว้าง เห็นฟันหลอสองซี่  
เสี่ยวเตายิ่งดูยิ่งชอบใจ
ยามนั้น ลมพัดมาหอบหนึ่ง นางรีบจับร่มไว้แน่น “บอกกับท่านแม่เจ้าด้วย ให้นางไปเก็บเสื้อผ้า”
เด็กอ้วนเงยมองท้องฟ้า เป็นสีเทาหม่น ไม่มีเมฆ...จึงสั่นหน้าทันที “โกหก ฝนไม่ตกหรอก”
เพิ่งขาดคำ ปรากฏเสียงซ่า…
ตั๊กแตนในมือเด็กน้อยเปียกโชกแล้ว ค่อยได้ยินเสียงตะโกนจากข้างใน “พ่างหู่ ช่วยเก็บผ้าให้แม่ด้วย”
เด็กชายอ้าปากกว้าง นานมากกว่าจะตั้งสติได้ เหวี่ยงตั๊กแตนตัวนั้นไปให้เสี่ยวเตา
เสี่ยวเตายื่นมือรับไว้ เด็กชายชูหัวแม่โป้งให้ “สาวน้อยคนสวย สุดยอด!”
จบคำก็ผลุบเข้าด้านหลังไป
เสี่ยวเตากางร่ม มือหนึ่งถือตั๊กแตนตัวนั้น เดินเล่นในตรอกต่อไป มาถึงลำธารสายหนึ่ง เหนือลำธารมีสะพานโค้ง
เสี่ยวเตาเดินกางร่มขึ้นสะพาน ได้ยินเสียงเรียกจากด้านล่าง “แม่นางน้อยที่กางร่มสีแดงบนสะพานคนนั้น”
เสี่ยวเตาเกาะราวสะพานชะโงกลงไป เห็นใต้สะพานมีคนแหงนมอง บนหน้ามีเม็ดฝนเกาะพราว เขาลูบออกเบาๆ...เซวียเป่ยฝานนั่นเอง
เสี่ยวเตาถือร่มสีแดง ก้มมองเขาที่ยืนอยู่ใต้สะพาน
เซวียเป่ยฝานเงยหน้า กอดอกถามว่า “เจอเนื้อคู่แล้วหรือยัง”

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1