บทที่ 17 หัวใจหกตำลึง

สองวันให้หลัง เซวียเป่ยฝานเดิมทีเข้าใจว่าเสี่ยวเตาจะเตรียมตัวเข้าบ่อมังกรเก้ามุก แต่เหนือความคาดหมายของทุกคน เสี่ยวเตาเพียงหมดเวลาสองวันไปกับการเที่ยวเล่น

นางกับเสี่ยวเยว่หาซื้อเสื้อผ้า กินขนม เดินเตร่ตลาดกลางคืน ยังไปลอยโคมดอกไม้ที่ริมแม่น้ำอีกด้วย ตกกลางคืนก็ประคองถ้วยผลไม้เย็นฉ่ำนั่งคุยเล่นกันบนหลังคา 

จวบจนเช้าวันที่สาม เซวียเป่ยฝานยืนหน้าประตูเรือน ขวางทางเสี่ยวเตาที่ถือเบ็ดตกปลาเตรียมวิ่งออกข้างนอก “นี่ ข้าว่าเหยียนเสี่ยวเตา เจ้าก็เที่ยวเล่นมามากพอแล้ว ได้เวลาทำเรื่องจริงจังหรือยัง”

เสี่ยวเตาเหล่มอง เถียงเสียงแข็ง “ใครว่าการเที่ยวเล่นไม่ใช่เรื่องจริงจัง”

เซวียเป่ยฝานตบแผงอกให้ตัวเองใจเย็นไว้ ค่อยตกลงกับนาง “เจ้าทำงานเสร็จ พวกเราค่อยเที่ยวเล่น ได้หรือไม่”

เสี่ยวเตาเงยหน้ามองสีท้องฟ้า “อืม ถ้าอย่างนั้นวันนี้เลยแล้วกัน หลังข้าวเที่ยง” พูดจบก็วิ่งออกข้างนอก

เซวียเป่ยฝานตะลึงค้างกับที่ รอจนกระจ่างค่อยไล่กวดหลังไป “วันนี้? ต้องเตรียมอะไรบ้าง”

เสี่ยวเตาวิ่งไปงึมงำไป “วิเศษ! ตอนเที่ยงอยากกินเกี๊ยวผัด”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อมิได้ร่ำไห้มิออก หันกลับไป เห็นฉงหัวยืนอยู่ปากประตู ทำหน้างุนงง

…………………..

ตอนเที่ยง เสี่ยวเตาหิ้วปลาหลี่อวี๋กลับมาสองตัว นำเข้าครัวทำปลาสามรส กลิ่นหอมหวานๆ เปรี้ยวๆ ลอยฟุ้ง ยั่วน้ำลายจนผู้คนชะเง้อคอมองห้องครัว

เสี่ยวเตาค่อนข้างยุติธรรม ปลาสองตัว นางกับเสี่ยวเยว่หนึ่งตัว ห่าวจินเฟิงคนเดียวหนึ่งตัว ไม่มีส่วนแบ่งให้เซวียเป่ยฝาน ฉงหัวและหวังปี้โป

ฉงหัวยืนกอดอกบ่นว่าเซวียเป่ยฝานกับหวังปี้โป “ข้าเลยโดนหางเลขไปด้วย ท่านสองคนชั่วช้า ข้าไม่ได้ชั่วช้าสักหน่อย มีสิทธิอะไรไม่ให้ข้ากิน”

เสร็จจากมื้อเที่ยง เสี่ยวเตาเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมสีขาวทั้งตัว 

เซวียเป่ยฝานเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมเช่นกัน ถามนางว่า “เข้าทางไหน”

หวังปี้โปก็จะไปด้วยกัน

เสี่ยวเตามองพวกเขาขึ้นๆ ลงๆ “ทั้งสองท่านทำอะไร”

เซวียเป่ยฝานสบตาหวังปี้โป “ก็ไปเป็นเพื่อนเจ้า”

เสี่ยวเตาหยักมุมปาก เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ประเสริฐยิ่ง ทั้งสองท่านเข้าไปล้วนมีโอกาสทิ้งชีวิตสิบส่วนสิบ  นับเป็นการขจัดภัยพาลเพื่อมวลชน”

หวังปี้โปกับเซวียเป่ยฝานโดนนางพูดจนสะท้านใจ “อันตรายปานนั้น?”

เสี่ยวเยว่หยิบมีดสั้น “เสี่ยวเตา ข้าไปกับเจ้า”

“อย่าเชียว นอกจากข้า คนอื่นล้วนเข้าสิบตายสิบ ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปทิ้ง” เสี่ยวเตาหยิบภาพแผนที่บ่อมังกรเก้ามุกครึ่งแผ่นที่หวังปี้โปให้นางขึ้นมาดู

“เจ้าจะไปคนเดียว?” เซวียเป่ยฝานยังไม่วางใจ

เสี่ยวเตาพับเก็บแผนที่เหน็บไว้ข้างเอว เงยหน้ายิ้มให้เซวียเป่ยฝาน “ท่านเป็นห่วงข้า หรือเป็นห่วงอย่างอื่น”

เซวียเป่ยฝานถูกนางค่อนแคะประโยคหนึ่ง จึงถอนใจ “แน่นอนว่าเป็นห่วงเจ้า ชั่วดีอย่างไรก็เป็นสหาย”

เสี่ยวเตาเลิกคิ้ว “ห่าวจินเฟิงเป็นพี่ใหญ่ข้า เสี่ยวเยว่เป็นสหายข้า คนอื่นข้ากลับไม่เคยพูด ท่านเองก็ไม่จำเป็นต้องห่วงข้า เป็นห่วงสิ่งที่ท่านเป็นห่วงจริงๆ ก็พอแล้ว” จบคำ เข้าสู่พื้นที่ของบ่อมังกรเก้ามุกอย่างปราดเปรียว ทะยานวูบขึ้นสู่ยอดไม้

หวังปี้โปขมวดคิ้วเล็กน้อย เสี่ยวเตาเหยียบถูกกิ่งไม้ซึ่งเป็นที่ตั้งกลไก แต่กลไกกลับไม่ทำงาน

“สุดยอดวิชาตัวเบา!” ฉงหัวอุทานชื่นชม “ยามวิวาทอาจมีไม่กี่กระบวนท่า แต่วิชาตัวเบานับว่าเลิศล้ำจริงๆ”

เซวียเป่ยฝานยืนกอดอกมองดูอยู่ตรงนั้น มิได้เอ่ยคำ...ไหนเลยเลิศล้ำแค่วิชาตัวเบา ฝีมือยั่วโทสะผู้อื่นยิ่งเลิศเลอ! เหยียนเสี่ยวเตาสตรีนางนี้เย่อหยิ่งถือดี นิสัยแข็งกระด้าง นางเพียงต้องการความจริงใจ หาไม่ก็อย่ามอบความเสแสร้งให้นาง เพราะนางจะโยนลงพื้นแล้วกระทืบซ้ำ ไม่ยั้งไมตรีแม้แต่น้อย

เซวียเป่ยฝานอดมองไปทางห่าวจินเฟิงมิได้...ปีนั้นห่าวจิ่วหลงทำเช่นไรจึงมัดใจเหยียนหรูอวี้ได้สำเร็จ และทำร้ายจิตใจนางได้อย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจก็คือ เหยียนหรูอวี้เสียใจขึ้นมา พอจากไปก็นานถึงยี่สิบปี ท่าทางเด็ดเดี่ยวไม่มีวันหวนกลับ บันดาลให้ผู้คนสะทกสะท้านใจ

ทุกคนรอคอยอยู่ด้านนอก มีเสียงแปลกๆ ดังจากด้านในบ่อมังกรเก้ามุกเป็นระยะ บางครั้งเป็นเสียงฝูงนกแตกตื่นกระพือปีก บางครั้งเป็นเสียงเคลื่อนที่ของกงล้อ...แต่ล้วนแผ่วเบามาก ไม่ถึงกับทำให้ตกใจ

จวบจนดวงอาทิตย์คล้อยสู่ตะวันตก ทุกคนล้วนนั่งไม่ติดแล้ว พลันปรากฏเงาร่างสีขาววูบขึ้น...เสี่ยวเตาเหินทะยานออกมา ในมือมีมีดสั้นที่แกะสลักจากงาช้างอันวิจิตรประณีตเล่มหนึ่ง และห่อผ้าขนาดย่อมอีกหนึ่ง

ลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล เสี่ยวเตาชี้ไปที่ปากทางเข้าบ่อมังกร บอกกับหวังปี้โป “ทั้งหมดเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดด่าน ข้าไม่ได้หยิบมาทั้งหมด เพราะถือไม่ไหว เพียงเอาสมบัติล้ำค่าของท่านออกมาแปดชิ้น และท่านยังติดค้างเงินค่าแรงข้าอีกหนึ่งหมื่นตำลึง อื่นๆ นั้นเราสองต่างหักล้างหมดสิ้น”

หวังปี้โปจ้องมองเสี่ยวเตาอย่างอัศจรรย์ใจ “เจ้า...ปลดแก้กลไกทั้งหมดแล้ว?”

เสี่ยวเตาถูมือไปมา “ข้านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว หมู่ตึกปี้โปมีสมบัติล้ำค่ามหาศาลสมคำร่ำลือ สิ่งของที่นำออกมาเหล่านี้ อย่าว่าแต่อันดับหนึ่งในเจียงหนานเลย ต่อให้ท่านออกไปป่าวประกาศว่าตัวเองคืออภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งในใต้หล้า ก็หามีใครกล้าพูดคำ ‘ไม่’”

หวังปี้โปตื่นเต้นลิงโลด ชักนำขบวนคนเข้าสู่บ่อมังกรเก้ามุก

อวี๋หลันจือก็ตามเข้าไปด้วย ขณะเดินผ่านเสี่ยวเตา รีรอเล็กน้อย ก่อนกัดฟันถาม “เจ้าจะไปเมื่อไร”

เสี่ยวเตายิ้มอย่างรู้ทัน “เจ้าคงมิใช่อยากรั้งข้าไว้กระมัง?”

อวี๋หลันจือเม้มปาก หันไปกล่าวกับผู้ดูแลห้องบัญชีว่า “มอบตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงให้แม่นางเหยียน เร็วๆ ด้วย”

ผู้ดูแลห้องบัญชีรีบผงกศีรษะ

อวี๋หลันจือค่อยไล่ตามเข้าไป ในใจอดวิตกลึกๆ มิได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังปี้โปเมื่อครู่นี้ นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตื้นตัน ยินดี หวั่นไหว?

เหยียนเสี่ยวเตาอยู่ต่อไปก็รังแต่เป็นตัวอันตราย อวี๋หลันจือตระหนักดี เหยียนเสี่ยวเตาต้องไป! จะหาว่าตนเนรคุณก็ดี ไม่รู้จักชั่วดีก็ช่าง นางไม่ปรารถนาให้หวังปี้โปเห็นเหยียนเสี่ยวเตาอีก จะอย่างไรแม่นางดีๆ เช่นนั้นย่อมมีคนชื่นชอบ นางเพียงอยากเฝ้าดูญาติผู้พี่ของนางคนนี้ให้แน่นหนา ไม่อาจให้ใครแย่งชิงไป

เสี่ยวเตาเอามีดสั้นงาช้างส่งให้เสี่ยวเยว่ แล้วควานหาในห่อผ้า หยิบกำไลหยกสีขาวที่สวยมากคู่หนึ่งออกมายื่นให้ห่าวจินเฟิง “พี่ใหญ่ นี่ให้พี่สะใภ้ในอนาคตของข้า” จากนั้นหยิบกุญแจหรูอี้ที่ทำจากหยกเขียวล้อมเงินคู่หนึ่งออกมา “นี่ให้หลานชายหลานสาวในอนาคต”

ห่าวจินเฟิงซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก รับเด็กคนนี้เป็นน้องสาวนับว่าไม่ผิดจริงๆ

เสี่ยวเตาเก็บห่อผ้า ความหมายก็คือของล้ำค่าที่เหลือล้วนเป็นของตนเองแล้ว คนอื่นไม่มีส่วนแบ่ง เซวียเป่ยฝานเกาศีรษะแกรกๆ ฉงหัวยังค้อนเขาอีกวงหนึ่ง...เห็นหรือยัง? โดนหางเลข!

เซวียเป่ยฝานหน้าละห้อย กวักมือเรียกเสี่ยวเตา คล้ายอยากถาม...ลายแทงห้ากระดูกมังกรเล่า?

เสี่ยวเตาชูมือเขวี้ยง…

กล่องไม้สีดำสนิทใบหนึ่งลอยหวือมาทางเซวียเป่ยฝาน

ยื่นมือรับไว้ เซวียเป่ยฝานเปิดกล่องดู เพียงเห็นกระดูกสีขาวรูปร่างเหมือนกระดองเต่าชิ้นหนึ่งอยู่ในนั้น ด้านบนแกะลายแผนที่ ด้านหลังคือคำว่า ‘ลายแทงห้ากระดูกมังกร’ ของแท้ราคายุติธรรม

เก็บของเรียบร้อย เซวียเป่ยฝานยิ้มให้เสี่ยวเตา พร้อมกล่าวขอบคุณ

เสี่ยวเตากลับมองฟ้า แสร้งเป็นไม่เห็น พาลจะให้เขาติดค้างน้ำใจคราหนึ่ง เซวียเป่ยฝานขึ้นหน้าประจบ “ลำบากเจ้าแล้ว หิวหรือไม่? เดี๋ยวข้าเลี้ยงอาหารอร่อยๆ เจ้าเอง”

เสี่ยวเตาหัวร่อคิก “ท่านแม่ข้าบอกไว้ อย่ากินอาหารอร่อยที่คนแปลกหน้ายื่นให้”

เซวียเป่ยฝานนวดหว่างคิ้ว มองดูเสี่ยวเตาฉุดเสี่ยวเยว่กับห่าวจินเฟิงออกข้างนอกอย่างเริงร่า หารือเรื่องคืนนี้จะเหมาโต๊ะที่ไหนดี

ฉงหัวโน้มหน้ามาใกล้ นานพักใหญ่ค่อยถามขึ้น “เจ้าว่า ถ้าข้าเลิกคบกับเจ้า เสี่ยวเตาจะยอมเป็นสหายสนิทกับข้าไหม?”

เซวียเป่ยฝานมองค้อนทีหนึ่ง ยื่นมือชี้ไปที่เงาหลังของเสี่ยวเตา “เจียมตัวเถอะเจ้า สตรีนางนี้ไม่ต้องตาต้องใจบุรุษหน้าไหนทั้งนั้น ทั่วปฐพีนี้บุรุษที่ไม่ถูกนางจงเกลียดจงชัง เกรงว่าคงมีแต่พี่ใหญ่ของนางแล้ว” 

พูดอยู่ดีๆ หวังปี้โปพลันวิ่งหน้าตาตื่นออกมา “เสี่ยวเตาเล่า?”

เซวียเป่ยฝานหันหน้ากลับไป “มีอะไร หรือกลไกไม่ได้เปิด”

“เอ่อ ไม่ใช่” หวังปี้โปยิ้มเจื่อน “ข้าอยากเลี้ยงอาหารค่ำพวกท่านสักมื้อ เสี่ยวเตามีพระคุณต่อหมู่ตึกปี้โปของข้า ข้าอยากขอบคุณนาง”

เซวียเป่ยฝานยักไหล่ “ไม่ต้องแล้ว สาวน้อยคนนั้นบอกว่าให้ท่านทำตามสัญญาก็พอ พวกเราจะจากไปคืนนี้”

“รีบร้อนปานนั้น?” หวังปี้โปขมวดคิ้ว เห็นชัดว่าขัดใจ

เซวียเป่ยฝานตบไหล่เขา “ยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ”

เซวียเป่ยฝานรีบจัดเก็บข้าวของ รวมทั้งเอาสัมภาระของเสี่ยวเตาติดมาด้วย จากนั้นออกจากหมู่ตึกปี้โปพร้อมกับฉงหัว

ฉงหัวเดินตามด้านหลัง หัวร่อเยาะเขา “จะรีบไปไหน กลัวคนแย่งหรือไร”

เซวียเป่ยฝานไม่หันมา แสร้งเป็นปลอดโปร่ง “ไม่รีบได้หรือ ยังมีอีกหลายที่ต้องไป”

“เจ้าแน่ใจ?” ฉงหัวส่ายหน้า จิ้มกระดูกสันหลังเขา “ที่เจ้าร้อนใจจริงๆ คืออะไร มีเพียงส่วนลึกในใจเท่านั้นที่รู้…

………..

ยามสนธยา เซวียเป่ยฝานและฉงหัวเจอพวกเสี่ยวเตากำลังกินปูอยู่ในห้องสุดหรูของเหลาสุราที่ใหญ่สุดในเมืองผิงเจียง จึงเข้ามาร่วมวงกินข้าวที่ตัวเองไม่ต้องจ่ายเงินหน้าตาเฉย

อย่าเห็นเสี่ยวเตาเป็นคนคล่องแคล่ว แกะปูกลับมือไม้งุ่มง่าม นิ้วมือทั้งสิบ มีสามนิ้วพันด้วยผ้า แต่ยังแข็งขันกับการแกะก้ามปู

ห่าวจินเฟิงรังเกียจความยุ่งยากในการกินปู จึงไม่กินเสียเลย

เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตาไม่ต่างกันมาก คือแกะไม่ได้ทั้งคู่

เซวียเป่ยฝานมองดูภาพตรงหน้า รื่นรมย์แทบแย่ ก่อนนั่งลงข้างเสี่ยวเตา “ข้าเอง ข้าเอง”

เสี่ยวเตาคาบตะเกียบไว้ “ปูพวกนี้ก็เหลือเกิน กินยากกินเย็น”

“ของดีมักมีเปลือกแข็ง ซ้ำยังพกหนามอีกด้วย” เซวียเป่ยฝานยื่นมือมาหยิบปูที่โดนนางทึ้งจนเละก็ยังเอาเนื้อออกมาไม่ได้ แค่สองสามที เนื้อปูก็ถูกคีบออกมาจากเปลือก คลุกเคล้ากับน้ำส้มสายชูและต้นหอม วางลงตรงหน้าเสี่ยวเตา “กินได้”

เสี่ยวเตาหยิบช้อนเงินมาตักกิน เนื้อปูที่หอมหวานหลังจากจุ่มน้ำส้มสายชู อร่อยล้ำจนเสี่ยวเตาหยักมุมปากด้วยความพึงใจ เหมือนลูกแมวคาบปลาไว้ในปากไม่มีผิด

เซวียเป่ยฝานเร่งมือแกะตัวที่สองให้ทันที ฉงหัวทางด้านข้างก็อยากแกะให้เสี่ยวเยว่ตัวหนึ่ง จนใจฝีมือสู้เซวียเป่ยฝานไม่ได้ ทั่วตัวกระเซ็นเปรอะไปด้วยน้ำแกง

เสี่ยวเตากินอย่างอิ่มเอมยิ่ง เห็นมือเซวียเป่ยฝานไม่เลอะน้ำมันสักเท่าไร กระดองปูหลังจากแกะเนื้อออกมายังคงสภาพเดิม จึงอดพิศวงมิได้ “โจรราคะเยี่ยงท่านถึงกับชำนาญแกะปูด้วย”

เซวียเป่ยฝานรีบประจบตามน้ำ “แน่นอน การแกะเนื้อปูเป็นหนึ่งในสามสุดยอดเคล็ดวิชาของโจรราคะนี่นา”

เสี่ยวเตาได้ยินเป็นครั้งแรกว่าโจรราคะก็มีเคล็ดวิชากับเขาด้วย “แล้วอีกสองอย่างคืออะไร”

“แกะเนื้อปู ทุบขา ไล่ยุง” เซวียเป่ยฝานยิ้มตอบ ชะโงกหน้ามาถามเสี่ยวเตา “อยากทดลองหรือไม่ ข้าฝีมือใช้ได้ทีเดียว”

เสี่ยวเตาถือจอกเหล้าค้อนเขาทีหนึ่ง พลางแค่นเสียงเชอะเบาๆ 

เซวียเป่ยฝานสั่งเด็กในร้านยกปูมาอีกสองจาน แกะเนื้อให้เสี่ยวเตากินจนหนำใจ พลางสอบถาม “เจ้าก็มีช่วงที่มือไม้เงอะงะด้วยหรือ? ไม่มีเหตุผลที่เปิดกลไกได้แต่แกะปูไม่ได้นี่นา”

“ท่านแม่ข้าก็แกะปูไม่เป็น” เสี่ยวเตากินไปตอบไป “ท่านแม่บอกว่า สตรีไม่อาจทำเป็นหมดทุกอย่าง ทำเรื่องใหญ่เป็นก็อย่าทำเรื่องเล็กเป็น ทำเรื่องเล็กเป็นก็อย่าทำเรื่องใหญ่เป็น เด็กผู้หญิงที่อะไรก็ทำเป็นหมดจะไม่มีคนเอ็นดู เด็กผู้หญิงที่อะไรก็ทำไม่เป็นจะโดนคนอื่นหลอก”

เซวียเป่ยฝานได้แต่ยิ้มส่ายหน้า

“เสี่ยวเตา” ห่าวจินเฟิงที่กำลังแทะน่องไก่ ถามเสี่ยวเตา “ท่านแม่เจ้ามีความเป็นมาอย่างไร”

ฉงหัวและเซวียเป่ยฝานพากันหันมองเสี่ยวเตาเป็นตาเดียว

เสี่ยวเยว่จึงเอ่ยแทรกเมื่อเห็นเสี่ยวเตากระอักกระอ่วน “ท่านแม่ของเสี่ยวเตาร้ายกาจมากทีเดียว วาทะที่สอนสั่งล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น”

“อืม…” ห่าวจินเฟิงกลับคล้ายมีความเห็นแตกต่าง “ความจริงเด็กผู้หญิงที่เก่งกล้าก็มีคนเอ็นดูเช่นกัน เด็กผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ก็ไม่แน่ว่าจะถูกคนอื่นหลอก”

“จริงด้วย” เซวียเป่ยฝานชูหัวแม่โป้งให้ห่าวจินเฟิง “ต้องดูเป็นคนๆ ไป แต่ละคนมีความต่าง”

“ใช่” เสี่ยวเตายกจอกกรอกดื่มจนแห้ง “แต่ละคนมีความต่าง อยากรักไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้ อยากไม่รักมักหาข้ออ้างเสมอ”

เซวียเป่ยฝานอ่อนใจ “เจ้าคงแต่งไม่ออกแน่แล้ว ในสายตาเจ้า ทั่วทั้งใต้หล้าไม่มีบุรุษดีที่จริงใจ!”

เสี่ยวเตาย่นจมูกเบะปาก ไม่ตอบคำ ดื่มกินอิ่มหนำก็วิ่งไปนั่งพิงบนตั่งยาวริมหน้าต่าง จิบเหล้าเคล้าสายลมโชยแผ่ว

เซวียเป่ยฝานเช็ดมือเสร็จ รินเหล้าให้ตนเองจอกหนึ่ง เห็นฉงหัวกับเสี่ยวเยว่กำลังร่วมแรงจัดการปูตัวหนึ่ง เสี่ยวเยว่ท่าทางเอาเป็นเอาตายกับการแกะปู ฉงหัวกลับหน้าแดง เพียงใคร่จะใกล้ชิดกับโหลวเสี่ยวเยว่ที่อยู่ตรงหน้า

เซวียเป่ยฝานยิ้มส่ายหน้าไปมา ฉงหัวสติปัญญาหลักแหลมปานใด ก็มีช่วงเวลาที่ทึ่มทื่อเช่นกัน จากนั้นถือจอกเดินถึงข้างหน้าต่าง นั่งลงบนตั่งข้างๆ เสี่ยวเตา

ยามนั้น ในมือเสี่ยวเตาถือพู่ห้อยด้ามพัดทำจากหินหม่าหน่าว*ที่พบเห็นทั่วไปเส้นหนึ่ง กำลังแกว่งไปดูไป

[*หินโมรา]

“หยิบมาจากบ่อมังกรเก้ามุกหรือ?” เซวียเป่ยฝานเอียงหน้าถาม อาศัยแสงจันทร์มองไป เพียงเห็นในดวงตาของเสี่ยวเตาทอประกายสุกสกาว

“อืม”

“สิ่งของล้ำค่ามากมายไม่หยิบ กลับหยิบอันนี้มาทำไม”

เสี่ยวเตาหยักมุมปาก ยิ้มกริ่ม “นี่คือสิ่งของที่มีค่ามากที่สุดในแผ่นดิน”

เซวียเป่ยฝานสงสัย ยื่นมือไปหยิบพู่เส้นนั้นมาดู หินหม่าหน่าวเจียระไนเป็นรูปหยดน้ำ ภายนอกนวลเนียนไร้ลวดลาย ใต้สีครามบริสุทธิ์มีริ้วสีเขียวอยู่รำไร นับเป็นของธรรมดาทั่วไป มุมบนซ้ายมีอักขระสองคำ ลายอักษรประณีตงดงาม แลดูเก่าแก่นานปี หนำซ้ำทำขึ้นจากฝีมือของสตรี คำที่สลักไว้คือ…หก เหลี่ยง

“หกเหลี่ยง?” เซวียเป่ยฝานลองเดาะพู่เส้นนั้นบนมือ อย่างมากก็หนักสองเหลี่ยง(สองตำลึง) แล้วหกเหลี่ยงมาจากไหน หรือเป็นชื่อคนว่าหกเหลี่ยง?

ดังนั้น มองเสี่ยวเตาอย่างงุนงง

เสี่ยวเตายื่นมือไปรับมา กุมไว้ในอุ้งมืออย่างแผ่วเบา “ทราบหรือไม่สิ่งใดหนักหกเหลี่ยง” 

เซวียเป่ยฝานยิ่งมึนหนัก ได้แต่สั่นหน้าไปมา

เสี่ยวเตาหรี่ตานิดหนึ่ง “หัวใจของเด็กสาวคนหนึ่งมีน้ำหนักหกเหลี่ยง ควักให้ไปสักคนสองคนก็ตายแล้ว นับประสาอะไรกับมอบออกไปทั้งหกเหลี่ยง จะไม่ล้ำค่าได้อย่างไร”

ลมราตรีโชยเอื่อย เคล้าเสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวเตาที่มึนเมาเล็กน้อย เซวียเป่ยฝานถามนางด้วยสีหน้าสงบเย็น “นั่นเป็นของประเสริฐยิ่ง ให้ข้าแล้วกัน”

เสี่ยวเตาแย้มยิ้ม เก็บพู่ประดับด้ามพัดแล้วพลิกตัวคราหนึ่ง “เรื่องอะไรจะให้”

หนังสือแนะนำ

Special Deal