เปิดคลังจ่ายเสบียง

ปี้ตูซือพอกล่าวจบ ก็นำทหารคนสนิทควบม้าออกจากเมือง หยางหลิงฟังว่าปี้ตูซือส่งคนไปแย่งชิงเสบียงที่ที่ทการเจ๋อเฉียง ก็ไม่คำนึงถึงอาการปวดขา ขึ้นม้าควบขับไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง

พนักงานผู้น้อยที่กระตุกแขนเสื้อมันเร่งม้าถึงข้างกายหยางหลิง กล่าวว่า “ใต้เท้า ท่านไม่คสรรับปากมอบเสบียงทหารแก่พวกมัน ตอนนี้ทำอย่างไรดี?”

หยางหลิงอดตวาดมิได้ว่า “หรือจะให้เหล่าไพร่พลหิ้งท้องออกไปทำศึก ไม่ว่ายุคสมัยใด ผู้ที่ยักยอกเสบียงต้องถูกตัดศีรษะ”

พนักงานผู้น้อยนั้นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ใต้เท้า พนักงานผู้น้อยเช่นพวกเราไหนเลยกล้ายักยอกเสบียงทหาร เป็นพวกมันพกเสบียงมาไม่เพียงพอ จะโทษว่าผู้ใดได้?”

หยางหลิงกระชากเสียงว่า “เหลวไหล คลังเสบียงทั้งสองแห่งมีหญ้าเสบียง เพียงพอให้รับประทานสิบวัน ท่านกล้าหลอกลวงเราซึ่งหน้า?”

พนักงานผู้น้อยนั้นกล่าวว่า “ผู้ต่ำต้อยมิกล้า เสบียงในคลังเป็นของกำลังหลัก ส่วนพวกมันที่เป็นกำลังป้องกันเพียงนำเสบียงมาเล็กน้อย เกี่ยวข้องใดกับพวกเรา?”

หยางหลิงฉุกใจคิด รีบถามไถ่รายละเอียด พนักงานผู้น้อยนั้นเดินทางพลางบรรยายพลาง บอกกล่าวต่อหยางหลิงอย่างละเอียด

ที่แท้เหอชานเจี้ยงคุมกำลังพลห้าค่ายประจำอยู่หน้าประตูเมืองตะวันออก ตกและใต้ เป็นกำลังหลักของพื้นที่ ส่วนกองกำลังที่บุกออกไปสู้ศึกรอบแรก ค่ายหนึ่งนำโดยซุนต้าจง เรียกว่ากำลังต่างถิ่น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นกองกำลังจากมณฑลเหอหนาน ได้รับการจัดสรรกำลังพล หญ้าเสบียง ตลอดจนม้าพาหนะและดาบทวนจากต้นสังกัด ส่วนกำลังของปี้ชุนเรียกว่ากำลังป้องกัน ดึงมาจากฐานที่มั่นเจ๋อเจียงเว่ย หลังจากเสร็จงานต้องกลับไป

คราครั้งนี้ชนเผ่าตาร์ตาร์ของมองโกลโจมตีจุดที่พักม้าพร้อมกันสิบกว่าแห่ง ไฟสงครามพอถูกส่งถึงนครหลวง แม่ทัพจ่งปิงประจำเขตเซวียนฝู่ จัดส่งแม่ทัพชานเจี้ยงสามนายมาช่วยเหลือเมืองจุนลู่ ไหวไหลและเช่อเสี้ยน ทั้งส่งแม่ทัพยศอิ๋วชีอีกสองนายมาประสานเสริม ดังนั้นทัพใหญ่ล่วงหน้ามาก่อน หน้าที่จัดส่งเสบียงบำรุงเป็นของแม่ทัพหย่งหนิงชานเจี้ยง ส่วนกองกำลังของซุนต้าจงกับปี้ชุนไมได่นำเสบียงมาอย่างเพียงพอ

ซุนต้าจงแม้เป็นกำลังต่างถิ่น แต่สามารถรับเสบียงจากกำลังหลัก หลังจากนั้นเพียงรายงานต่อขุนนางคลังเสบียงประจำเขต หักเงินและเสบียงที่ส่งมาจากเจ๋อเจียงก็พอ แต่กำลังป้องกันเพียงดึงมาชั่วคราว หลังฤดูใบไม้ผลิต้องกลับสู่ที่ตั้ง จะให้ทวงถามหญ้าเสบียงจากผู้ใด?

หยางหลิงพอฟัง รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง กองทัพเป็นหน่วยงานสำคัญ ระบบการจัดส่งกำลังบำรุงกลับแข็งทื่อ ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ทราบเป็นคนปัญญาอ่อนใดกำหนดขึ้น มิน่าเล่าเมื่อครู่เดินไปทั่วเมือง เห็นไพร่พลทหารแต่งเครื่องแบบ พกอาวุธที่ผิดแผกแตกต่าง

ยามนี้หยางหลิงทราบว่าเมื่อครู่ตนเองรับปากเร็วเกินไป แต่หากไพร่พลทหารรับประทานไม่อิ่ม จะมีขวัญและกำลังใจอย่างไร ปี้ชุนไม่ได้นำเสบียงมา ขอเพียงทำหนังสือถึงขุนนางคลังเสบียงประจำเขต คาดว่าคงมีปัญหาไม่มากนัก

อาทิตย์เคลื่อนคล้อยสู่ทิศตะวันตก ที่ทำการเจ๋อเฉิงถูกปกคลุมอยู่ใต้หิมะขาว เส้นทางตามรายทางทุกระยะยี่สิบก้าว จะแขวนโคมสีสันกระเทาะหลุดร่วงดวงหนึ่ง บนเส้นทางจอดไว้ด้วยรถม้าห้าคัน แว่วเสียงผู้คนจอกแจกจอแจ ล้วนเป็นสำเนียงชาวใต้ ทั้งหมดกุมดาบกระชับทวน มีจำนวนสี่สิบกว่าคน ที่หน้าที่ทำการเจ๋อเฉิงมีเจ้าหน้าที่สี่สิบกว่านายถือกระบองไม้พลอง อยู่ภายใต้การนำของพนักงานผู้หนึ่ง ยืนอุดประตูคลังเสบียงไว้ ทำการโต้เถียงกับพวกมัน

หยางหลิงใจเขม็งตึงเครียด รีบรุดไปร้องบอกว่า “ล้วนหยุดมือ มีเรื่องใดให้บอกต่อเรา”

เห็นทหารคนสนิทของปี้ชุนนามเจิ้งต้าเผิงยืนอยู่ข้างกายนายทหารที่พาดดาบสันหน้าประทับห่วงอยู่บนไหล่ คนผู้นี้หน้าดุร้าย คล้ายนักฆ่าสัตว์มากกว่า เจิ้งต้าเผิงเห็นหยางหลิงมาถึง จึงกระซิบบอกต่อทหารนั้นหลายคำ นายทหารนั้นยกมือขึ้น เหล่าไพร่พลทหารก็สงบสุ้มเสียงลง

พนักงานผู้น้อยที่หน้าประตูคลังเสบียงรีบรุดออกมา ร้องว่า “ใต้เท้าเจ๋อเฉิงมาแล้ว ใต้เท้าไพร่พลเหล่านี้คิดแย่งชิงเสบียงไป...”

นายทหารที่ข้างกายเจิ้งต้าเผิงถลันออกมากล่าวว่า “พวกเราเพิ่งเสี่ยงชีวิตมา ไม่อาจรับประทานเสบียงหรือ?”

หยางหลิงกล่าวกับพนักงานที่หน้าประตูเสบียงว่า “เราทราบว่าพวกมันเป็นกำลังป้องกัน และเป็นกำลังต่างถิ่น เสบียงบำรุงของพวกมันยังส่งมาไม่ถึง” พลางกวาดมองไพร่พลทหารเหล่านั้นแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เรายังทราบว่าพวกมันเป็นกองกำลังอันอาจหาญ บุกตะลุยนำหน้า ขับไล่พวกตาดมองโกลเตลิดเปิดหนี ช่วยชีวิตพ่อแม่พี่น้องจุดพักม้าจีหมิงไว้”

มันกล่าวกับไพร่หลทหารเหล่านั้นว่า “หากข้าพเจ้าดูไม่ผิด ขบวนปืนไฟนั้นสังกัดค่ายของพวกท่านกระมัง?”

นายทหารนั้นกล่าวด้วยความถือดีว่า “มิผิด ทัพเหนือได้รับจัดสรรปืนไฟอย่างจำกัด มีแต่ทัพใต้เราที่จัดตั้งขบวนปืนไฟ”

หยางหลิงผงกศีรษะกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าศึกถอยร่น ทุกคนในที่นี้สามารถรับประทานข้าวนอนหลับอย่างวางใจ ที่แท้อาศัยอะไร ล้วนอาศัยไพร่พลที่หาญกล้าเฝ้ารักษาอยู่นอกเมือง จนพวกตาดมองโกลไม่กล้ารุกล้ำเข้ามาอีก”

มันร้องดังๆ ว่า “พวกท่านลองบอกว่าอาศัยอะไรไม่มอบเสบียงให้ หรือจะให้เหล่าทหารหิ้วท้องเฝ้าอยู่นอกเมืองให้กับพวกเรา ผู้หาญกล้าทั้งหลายหลั่งเลือดให้กับพวกเรา พวกเราไม่อาจให้เหล่าผู้หาญกล้าทั้งหลั่งเลือดและหลั่งน้ำตา”

ยุคสมัยนั้นมีผู้ใดสนใจว่าเหล่าไพร่พลทหารคิดอะไร มีผู้ใดให้ความสำคัญพวกมัน เหล่าไพร่พลทหารพอฟัง ต้องลดดาบทวนลง สีหน้าทั้งภาคภูมิทั้งสำนึกตื้นตัน

หยางหลิงกล่าวอีกว่า “ยังมี...พวกมันมาจากเจียงเจ๋อ* เจียงเจ๋อได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ป้อนอาหารให้กับทั้งแผ่นดิน ไหนเลยหยิบยืมเสบียงไม่ชดใช้ได้?”

* ชื่อย่อของมณฑลเจียงซูกับเจ๋อเจียง

นายทหารนั้นถูกหยางหลิงยกยอราวกับเป็นวีรบุรุษประชาชาติ จึงยกมือตบอกกล่าวว่า “มิผิด เราก่วนโซ่วอิงขอใช้ศีรษะเป็นประกันว่า เมื่อเสบียงฝ่ายเรามาถึง จะชดใช้คืนให้กับคลังเสบียงจนหมดสิ้น”

หยางหลิงลอบระบายลมหายใจโล่งอก ปรายตาบอกใบ้ต่อพนักงานที่หน้าประตูคลังเสบียงนั้น ตวาดว่า “ยังไม่เปิดคลังเสบียงอีก?” พลางหันไปกล่าวกับกวนโซ่วอิงว่า “กวนเจียงจวิน (แม่ทัพแซ่กวน) ต้องขออภัยที่ให้พี่น้องทั้งหลายรับประทานช้าไป แต่ว่านี่เป็นคลังเสบียงของทางการ ต้องรอให้คนของเราชั่งน้ำหนัก แล้วค่อยส่งเสบียงให้”

กวนโซ่วอิงถูกเรียกหาจนยิ้มแย้มแจ่มใส ร้องสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสงบเสงี่ยมกว่านี้ จากนั้นตบไหล่หยางหลิง กล่าวว่า “เราเป็นหัวหน้าขบวนทหารคนสนิทของใต้เท้าปี้ ขอคบหาหยางเจ๋อเฉิงเป็นสหายแล้ว”

หัวหน้าขบวนทหารคนสนิทแม้มีตำแหน่งไม่สูงนัก แต่ถือเป็นคนสนิทของปี้ชุน หยางหลิงย่อมยกยอปอปั้น สร้างความอิ่มเอมใจแก่กวนโซ่วอิงยิ่ง

อย่างลำบกยากเย็น ค่อยส่งทหารขบวนนี้จากไป หยางหลิงจึงพกความเหนื่อยล้าจนสายตัวแทบขาดเดินทางกลับบ้าน พอเข้าประตูบ้านก็ล้มตัวลงบนคั่งที่นอน

หานโย่วเหนียงรีบถอดรองเท้าเซวี่ยจื่อให้ ยกเท้าของมันขึ้นมาบนคั่งที่นอน แล้วนั่งลงที่ด้านข้าง ช่วยทุบต้นขาให้ กล่าวว่า “เซี่ยงกงเหน็ดเหนื่อยกระมัง พักผ่อนสักครู่แล้วค่อยรับประทานข้าวเถอะ”

บนคั่งที่นอนอบอุ่น มือของหานโย่วเหนียงก็อ่อนนุ่ม หยางหลิงรับการปรนนิบัติจนคร้านที่จะลืมตาขึ้น พึมพำว่า “โย่วเหนียง ข้าพเจ้าปวดเมื่อยไปทั่วร่าง”

หานโย่วเหนียงจึงเปลี่ยนจากทุบเป็นบีบนวด เม้มปากหัวร่อกล่าวว่า “โย่วเหนียงบีบนวดให้กับเซี่ยงกง หากว่ามีเหล้ายาก็ประเสริฐ รับรองว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาจะไม่ปวดอีก”

หยางหลิงส่งเสียงดังอืมม์ ผ่อนคลายร่างกายรับการบีบนวดจากนาง จากนั้นนึกได้อันใด รีบลืมตาขึ้นกล่าวว่า “ร่างกายเราอ่อนแอ หลังจากนี้ควรฝึกฝนสักครา ใช่แล้ว เพลงไม้พลองเมื่อเช้าวันนี้ของท่านร้ายกาจยิ่ง เรียกว่าเพลงไม้พลองอันใด?”

หานโย่วเหนียงหน้าแดงวูบ กล่าวอย่างกระบิดกระบวนว่า “นั่นเป็นท่าเพลงชนบท เซี่ยงกงถามไถ่ทำอะไร?”

หยางหลิงได้ยินน้ำเสียงของนางกระบิดกระบวนอยู่บ้าง ต้องพิจารณาดูนาง เห็นนางเพิ่งผ่านการสระผม ผมยาวสยายบนหัวไหล่ด้านหลัง เรียบลื่นเป็นประกาย ตากลมโตใต้คิ้วเรียวโค้งไม่สามารถโป้ปดได้ คล้ายหลีกเลี่ยงอันใด ต้องครุ่นคิด ‘หรือว่าเป็นไม้ตายประจำตระกูล ไม่อาจถ่ายทอดออกไป?’

มันแม้ทราบว่าหานโย่วเหนียงมอบจิตมอบใจต่อตนเอง แต่หากว่าเป็นกฎประจำตระกูลอันใดจำต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นกล่าวว่า “นี่เป็นวิชาประจำตระกูลหาน ห้ามมิให้คนนอกร่ำเรียนกระมัง ข้าพเจ้าวู่วามไปแล้ว”

ยุคสมัยสั้นสตรีพอแต่งออก ถือว่าบ้านสามีเป็นบ้านของตัวเอง บ้านมารดากลับกลายเป็นคนนอก หากเอนเอียงไปทางบ้านมารดา ก็เป็นหนึ่งในเจ็ดข้ออ้างที่บุรุษสามารถหย่าขาดจากภรรยา ดังนั้นหานโย่วเหนียงรีบกล่าวว่า “มิใช่ หากเซี่ยงกงคิดร่ำเรียน โย่วเหนียงไหนเลยไม่ถ่ายทอดให้ เพลงไม้พลองนี้เป็นท่านพ่อร่ำเรียนจากวัดเส้าหลินมณฑลเหอหนาน เรียกว่า...เรียกว่าเพลงไม้พลองมารวิปลาส”

สมัยราชวงศ์หมิง ทางการควบคุมการออกบวชอย่างเข้มงวด ผู้ที่อายุต่ำกว่าหกสิบปีคิดออกบวช ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดากับขุนนางท้องถิ่น จากนั้นเดินทางขึ้นนครหลวงรับการทดสอบ หากท่องพระคัมภีร์ได้อย่างแตกฉาน ค่อยออกตู้เตี๋ย* ให้ ดังนั้นวัดวาต่างๆ เห็นว่าไม่มีผู้สืบทอดวิชา ได้แต่รับศิษย์ฆราวาส ดังนั้นมณฑลเหอหนานเหอเป่ยมีศิษย์ฆราวาสวัดเส้าหลินมากมาย บิดาของหานโย่วเหนียงยากจนข้นแค้น จึงดั้นด้นไปยังวัดเส้าหลินขออาหารรับประทาน ค่อยร่ำเรียนวิชาฝีมือได้

* สุทธิบรรณหรือหนังสือรับรองการออกบวช

หยางหลิงพอฟังคำเพลงไม้พลองมารวิปลาส ค่อยนึกถึงสีหน้าอันเอียงอายของหานโย่วเหนียง พลันเข้าใจในบัดดล อดหัวร่อคิกคักมิได้

หานโย่วเหนียงหน้าแดงขึ้นมา กล่าวว่า “โย่วเหนียงความจริงไม่คิดบอก เป็นเซี่ยงกงบีบบังคับผู้อื่นบอกออกมา...พอฟังยังหัวร่อเยาะผู้อื่นอีก?”

กล่าวพลางเชิดปากจนสูงชัน หยางหลิงหัวร่อท้องคัดท้องแข็ง เห็นนางมีสีหน้าคับแค้นเคืองขุ่น ต้องโอบรั้งหานโย่วเหนียงเข้ามาในอ้อมอก กล่าวว่า “ข้าพเจ้าความจริงไม่รู้สึกน่าหัวร่อ เป็นท่านอ่อนไหวไปเอง เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่งามหยดย้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ร่ายรำเพลงไม้พลองมารวิปลาสอันใด ก็อดหัวร่อมิได้”

หานโย่วเหนียงปั้นหน้าเคร่งเครียด แต่ดวงตาปรากฏรอยยิ้มขึ้น สุดท้ายหัวร่อคิกออกมา พลางยกมือตบต้นขาหยางหลิงแดหนึ่ง กล่าวว่า “เซี่ยงกงเลวยิ่ง จงใจหัวร่อเยาะผู้อื่น”

หยางหลิงถูกนางตบจนแยกเขี้ยวยิงฟันออกมา ร้องโอยกล่าวว่า “ลงมือเบากว่านี้ อานม้านั้นแข็งกระด้างไป ข้าพเจ้าขี่ม้าจนต้นขาถูกเสียดสีจนแทบปริแตกแล้ว”

หานโย่วเหนียงใจหายวาบ เปลี่ยนเป็นใช้มือน้อยๆ ลูบไล้ต้นขาหยางหลิง ถามว่า “ตอนนี้ยังปวดหรือไม่ หลังจากรับประทานข้าว ค่อยไปที่ร้านขายยาสมานแผลมา”

หยางหลิงส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า “ไม่ต้อง ข้าพเจ้าขาดหารฝึกฝนเอง...พอแล้ว ไม่ต้องนวดเฟ้นอีก”

ยาโถวนางนี้บางครั้งรู้ความ บางครากลับไม่ล่วงรู้อันใด เมื่อใช้มือน้อยๆ ทั้งคู่ลูบไล้ตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับจุดยุทธศาสตร์ เท่ากับปลุกไฟราคะของมัน คล้ายกับโยนเรือชูชีพที่เหี่ยวแฟบลงในทะเล ต่อจากนั้นพองโตขึ้นมา จนผงาดชี้ฟ้าก็มิปาน

หยางหลิงรีบงอเอวลง ปกปิดท่วงท่าอันทุเรศไว้ ค่อยระบายลมจากปากคำหนึ่ง จากนั้นพบว่าใบหน้าอันงดงามของหานโย่วเหนียงยื่นใหล้เข้ามา จนปอนผมกระทบถูกข้างแก้มของมัน เกิดอาการคันจนคิดจามออกมา

ใบหน้าของหานโย่วเหนียงแฝงกลิ่นหอมเจือจาง ปลุกกระตุ้นให้หยางหลิงไม่ยอมอยู่นิ่ง มือที่วางอยู่บนต้นขาของนางคล้ายร้อนลวกราวอัคคี จนหยางหลิงต้องโอบกอดร่างของหานโย่วเหนียงไว้ หอมแก้มนางฟอดหนึ่ง

หานโย่วเหนียงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ร่างกลายเป็นแข็งทื่อ ใบหน้านางเรียบลื่น แฝงแรงดีดสะท้อนราวหนังที่ถูกแช่แข็ง หยางหลิงอดจูบปากนางคราหนึ่งมิได้ ใบหน้าของหานโย่วเหนียงก็กลายเป็นร้อนผ่าว ร่างไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว แต่ดวงตากลายเป็นหยาดเยิ้มขึ้นมา แฝงความตื่นเต้น ความเอียงอาย ยังมีความยินดีและความรักอันลึกล้ำ ริมฝีปากก็ชุ่มชื้นราวกับผลท้อที่สามารถปลิดลงมารับประทานได้ทุกเมื่อ

หยางหลิงหักห้ามความต้องการอันรุนแรงไว้ กล่าวเสียงแหบพร่าว่า “ข้าพเจ้า...หิวแล้ว รับประทานเกี๊ยวเถอะ”

หานโย่วเหนียงส่งเสียงรับคำจากในจมูกร่างกลับไม่ขยับเคลื่อนไหว ตาเป็นประกายเลื่อมพราย เย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก

หานโย่วเหนียงแสดงท่าทีว่ายินยอมให้ท่านเด็ดดมเชยชม ในสายตาของหยางหลิง มีความรู้สึกว่า ดอกไม้ช่อนี้ตระเตรียมปล่อยให้ย่ำยีตามอำเภอใจ

หากบอกว่าหานโย่วเหนียงคล้ายหญ้าอ่อนต้นหนึ่ง อย่างนั้นบนศีรษะของหยางหลิงตอนนี้คล้ายปรากฏเขาควายที่หยาบใหญ่งอกเงยออกมาคู่หนึ่ง ปรารถนาใคร่กลืนกินหานโย่วเหนียงลงท้องไป จากนั้นค่อยขย้อนออกมา ขบเขี้ยวความหอมจรุงของนางอย่างช้าๆ

รู้สึกมีกลิ่นกายสาวระเหยจากร่างหานโย่วเหนียง ชอนไชเข้าจมูกของหยางหลิง จนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ต้องยื่นมือช้อนรองต้นคอของนาง สัมผัสกับความหอมหวนของนาง

ริมฝีปากทั้งสองคู่ประกบเข้าหากัน หานโย่วเหนียงหอบหายใจ เปิดพื้นที่ปล่อยให้มันรุกล้ำโดยที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน หยางหลิงสัมผัสรสชาติที่หอมสดใสของนาง พร้อมกับใช้นิ้วมือแบะปกเสื้อของนางออก

หานโย่วเหนียงส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา สติสัมปชัญญะเลอะเลือน ร่างอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมอกของมัน กลิ่นกายอันสาวบริสุทธิ์ของนาง ช่วยขจัดความเหน็ดเหนื่อยให้กับหยางหลิง ผ่านไปเนิ่นนาน ค่อยถอนริมฝีปากจากริมฝีปากสีแดงสดของหานโย่วเหนียงมา

หานโย่วเหนียงเปิดเผยเสน่ห์ของอิสตรีออกมา ตาหยาดเยิ้มปานจะหยด ริมฝีปากก็ชุ่มชื้น ฉายแววเกียจคร้านออกมา

คราครั้งนี้หยางหลิงเพียงจุมพิตเบาๆ จากนั้นกล่าวว่า “เหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) ยกอาหารมาให้กับเราผู้เป็นสามีได้แล้วหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงความจริงใช้ดวงตาที่แวววาวมองดูมัน พอฟังค่อยอุทานดังอา คล้ายสะท้านตื่นจากความฝัน จัดแจงปกเสื้ออย่างเอียงอาย รีบกระโดดลงสู่พื้น สาวเท้าเดินออกไป ได้ยินห้องด้านนอกบังเกิดเสียงถ้วยชามกระทบกัน แสดงว่านางมือไม้ปั่นป่วน ยังไม่คืนสู่ความสงบ

หยางหลิงยิ้มเล็กน้อย คีบนิ้วมือตัวเองที่ปลายนิ้วยังติดกลิ่นหอมจากปทุมถันแรกตูมของนาง นึกเสียใจที่กล่าววาจาโป้ปดนั้นออกไป

หากมิใช่กล่าวโป้ปดเช่นนั้น ตอนนี้ตนเองไยมิใช่ได้ครอบครองเรือนร่างอันงดงามนั้นแล้ว วันเวลาเหล่านี้มันทำความเข้าใจกับนิสัยใจคอของนาง ทราบว่าต่อให้นางยังครองตัวบริสุทธิ์ ชีวิตนี้คงไม่แต่งงานใหม่อีก ภายใต้ค่านิยมที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก สุดที่มันจะเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อนึกถึงกำหนดเวลาที่เหลืออยู่สองปี นึกถึงตนเองอาจจากไปได้ทุกเมื่อ มันไม่มีความกล้าครอบครองนาง ไม่สามารถใช้สิทธิ์ของสามีได้ ไม่ว่ายุคสมัยนี้ยากจนข้นแค้นเพียงไหน มันก็ไม่อาจหักใจจากไป เนื่องเพราะที่นี้มีภรรยาที่มันห่วงพะวงอยู่นางหนึ่ง

หยางหลิงครุ่นคิดอย่างเงียบงัน หัวใจปวดแปลบราวถูกเข็มทิ่มแทงใส่...

หนังสือแนะนำ