กำลังหนุนมาถึง

หยางหลิงหมุนตัวไป เห็นหวงฉียิ่น เจียงปิงและเหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองรีบรุดออกไปคุกเข่าลง กล่าวว่า “ขุนนางเสี้ยนหลิ่งหวงฉียิ่น แม่ทัพปาจ่งเจียงปิงคำนับใต้เท้าทุกท่าน”

แม่ทัพชานเจี้ยงเมืองหย่งหนิงโบกมือกล่าวว่า “ลุกขึ้น อินเสี้ยนหลิงเล่า?”

มันพอเคลื่อนไหว แผ่นเกราะบนร่างก็สั่นไหวเป็นเสียงดัง ใต้เท้าเหอผู้นี้มีอายุห้าสิบเศษ รูปร่างไม่สูงนัก ใบหน้าซูบเซียว สองตาทอแววดุร้าย บวกกับสวมชุดเกราะใหม่เอี่ยม จึงมีอานุภาพน่าเกรงขาม

ที่ข้างกายมันตามติดด้วยทหารหมิงกลุ่มหนึ่ง ที่ด้านซ้ายยืนไว้ด้วยบุคคลสองคน คนทางซ้ายอายุสี่สิบเศษ หน้าขาวไร้หนวดเครา รูปร่างสูงโปร่ง สวมเครื่องแบบขุนนางบุ๋น กำลังสำรวจดูหวงฉียิ่น

หยางหลิงทราบว่าคนผู้นี้เป็นขุนนางบุ๋นชั้นที่ห้า แสดงว่าต้าหมิงใช้ขุนนางบุ๋นคุมอำนาจทางทหาร กลับใช้ขุนนางบุ๋นชั้นที่ห้าควบคุมดูแลแม่ทัพชานเจี้ยงซึ่งเป็นขุนนางบู๊ชั้นที่สาม

ส่วนคนทางขวาเป็นขันที ถือเป็นตัวประหลาดสำหรับหยางหลิง จึงสำรวจดูเป็นพิเศษ พบว่าต่างกับขันทีที่พิกลพิการที่เคยเห็นจากในภาพยนตร์ หากทว่าหลิวกงกงท่านนี้มีอายุห้าสิบเศษ ปลายคางแหลมเสี้ยน แววตาหลักแหลมแต่ว่าอ่อนโยน นอกจากใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาแล้ว ดูไม่ออกว่ามีความแปลกประหลาดอันใด

หวงฉียิ่นกับเจียงปิงและพวกพากันผุดลุกขึ้น หวงฉียิ่นน้อมกายกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า มินเสี้ยนหลิ่งถูกธนูพิษของพวกตาดมองโกลยิงทำร้าย สลบไสลไม่ฟื้น เมื่อครู่สถานการณ์คับขัน จึงให้ขุนนางจู่ปู้หามลงจากกำแพงเมือง ตอนนี้ผู้น้อยกับเจียงปาจ่งรับหน้าที่รักษาเมือง”

ที่เบื้องล่างบังเกิดเสียงกลองศึกดังสะท้าน เสียงโห่ร้องฆ่าฟันก้องหู ทัพหมิงจู่โจมพวกตาดมองโกลโดยไม่ทันตั้งตัว ยังมีกำลังสนับสนุนยกมา ป๋อต๋าเอ่อม่อยังเข้าใจว่าหลงกลของทัพหมิงจึงสั่งให้ซีหลินต๋าต๋ารั้งท้าย เริ่มถอยทัพจากไป

หลิวกงกง (ขันทีแซ่หลิว) เห็นข้าศึกถอยทัพ จึงหัวร่อพลางกล่าวว่า “เหอเจียงจวินองอาจหาญกล้า พอยกทัพใหญ่มาถึง ก็ตีชิงจุดพักม้าจีหมิงกลับคืน ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่นำขึ้นถวายฝ่าบาทได้พอดี” สุ้มเสียงมันกลับไม่แหลมเล็กเท่าใด เพียงแต่น้ำเสียงคล้ายสตรีอยู่บ้าง

เหอชานเจี้ยง (แม่ทัพยศชานเจี้ยงแซ่เหอ) ยิ้มอย่างถ่อมตน กล่าวว่า “หลิวกงกงชมเกินไป พวกเราถ่ายทอดคำสั่งไป ให้เฮ่อสือเจี๋ย หวังเฉิงเสี่ยน เจิ้งอี้เอ้อเฝ้าประตูเมืองตะวันออก ตกใต้ ปี้ชุนกับซุนต้าจงออกสังหารชนเป่าโจร”

ใต้เท้าเยี่ยที่เป็นขุนนางอวี้ซื่อสอดคำขึ้น “ช้าก่อน ทัพเราเพิ่งมาถึง ไม่ล่วงรู้กำลังข้าศึก ไหนเลยไล่กวดตามดดยผลีผลามได้ ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ รู้เขารู้เรา จึงรบร้อยครั้งชนะร้อยครา พวกตาดมองโกลใช้ชีวิตบนหลังม้า ความสามารถในการเคลื่อนไหวสุดที่ทัพเราจะเทียบได้ ควรเฝ้ารักษาเมืองก่อน แล้วค่อยส่งหน่วยสอดแนมออกสืบหยั่งดูข้าศึก จากนั้นจึงคิดอ่านกัน”

เจียงปิงร้อนใจขึ้นมากล่าวว่า “ใต้เท้าข้าศึกเสียขบวนรวนเร หากฉวยโอกาสไล่กวดตามจะเกิดผล อันว่าการทหารพึงฉับไว หากว่ารอจนพวกมันตั้งหลักมั่น ก็ยากจัดการได้แล้ว”

เยี่ยอวี้ซื่อเห็นมันเพียงเป็นผู้ช่วยทหารคนหนึ่ง จึงแค่นหัวร่อกล่าวว่า “น่าหัวร่อ อันว่ายุทธศาสตร์คือเหลี่ยมเล่ห์แต้มคู พึงพินิจพิเคราะห์จงหนัก เมื่อเคลื่อนพลใช้ม้าเทียมรถสี่ จำนวนนับพันคัน พลรบนับสิบหมื่น ส่งเสียงบำรุงเป็นพันลี้ ค่าใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง ทัพใหญ่เราเพิ่งมาถึง ยังไม่ตั้งหลักมั่น เสบียงบำรุงถูกทิ้งอยู่ด้านหลัง ไหนเลยบุ่มบ่ามผลีผลามได้?”

เจียงปิงแม้รู้หลักพิชัยสงครามอยู่บ้าง จะอย่างไรล่วงรู้อย่างจำกัด ถูกมันกล่าวอ้างเป็นพันเป็นหมื่นจนหัวหมุนงุนงง ไม่สามารถโต้ตอบได้

เยี่ยอวี้ซื่อแม้เป็นขุนนางบุ๋นชั้นที่ห้า เหอชานเจี้ยงมิอาจไม่ให้ความสำคัญกับมัน ที่ว่าเจี้ยนจวินเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งการกองทัพ ดังนั้นจึงสอบถามเจียงปิงว่า “ข้าศึกที่ตีเมืองมีมากน้อยเท่าใด?”

เจียงปิงรีบกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า เมื่อคืนมีพวกตาดมองโกลเพียงร้อยกว่าคนมาก่อกวน แต่เช้าวันนี้เพิ่มเป็นเกือบสามพันคนโหมตีเมือง เมื่อครู่ยังระดมกำลังนับพัน ลากปืนใหญ่มาสองกระบอก หากมิใช่ใต้เท้ารุดมาอย่างทันการณ์ เมืองน้อยนี้คงถูกตีหักแล้ว”

เยี่ยอวี้ซื่อพอฟังจึงกล่าว “เป็นไร ข้าศึกส่งกำลังมาไม่ขาดสาย แสดงว่ามีกองหนุนหนุนเนื่องมา ไหนเลยไม่รอบคอบได้?”

เหอชานเจี้ยงจึงหันไปถามว่า “หลิวกงกงเห็นเป็นอย่างไร?”

ขุนนางเจี้ยนจวินทั้งสองนี้เพียงทำหน้าที่เฉพาะหน้า เยี่ยอวี้ซื่อความจริงเดินทางมาตรวจสอบขุนนางท้องถิ่น ส่วนหลิวกงกงได้รับพระบัญชาออกจากเมืองหลวงมาจัดซื้อสิ่งของ ระหว่างที่เดินทางกลับ ถูกม้าเร็วแปดร้อยลี้สกัดไว้ ให้มารับหน้าที่เจี้ยนจวินพร้อมกับเยี่ยอวี้ซื่อ

หลิวกงกงพอฟังจึงกล่าว เหอเจี้ยนจวินองอาจหาญกล้า เยี่ยอวี้ซื่อเจ้าความคิด เรามีสายตาแคบสั้น ไม่สามารถแสดงความเห็นอันใด แต่ว่าทัพใหญ่เราเดินทางไกลมา มีสภาพอ่อนเปลี้ย หากไล่กวดตามข้าศึกโดยผลีผลาม มาตรว่าประมาทพลาดพลั้งกลับไม่ดีไม่งาม”

เหอชานเจี้ยงเห็นขุนนางเจี้ยนจวินทั้งสองล้วนกล่าวเช่นนี้ จึงสั่งกล่าวว่า “ทัพกลางรับฟังคำสั่ง ให้ปี้ชุนกับซุนต้าจงตั้งทัพอยู่หน้าประตูเมือง ช่างแรงานประจำทัพกับช่างท้องถิ่นเร่งซ่อมประตูเมือง ทั้งส่งหน่วยสอดแนมออกสืบดูสถานการณ์ล่าสุดที่จุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้นกับอู่หลี่ผู่”

หยางหลิงชมดูจนลอบสั่นศีรษะครุ่นคิด ‘ไม่เกรงกลัวข้าศึกเสือร้าย กลับกลัวเกรงขุนนางสุกร นี่เป็นโอกาสอันดี แต่แล้วถูกหนึ่งบัณฑิตหนึ่งขันทีว่ากล่าวจนละทิ้งไป ช่างน่าเสียดายนัก’

เหอชานเจี้ยงกล่าวสืบต่อ “หวงเสี้ยนเฮิงกับเจียงปาจ่งออกตรวจตราตัวเมืองพร้อมกับเรา...อืมม์ เจ๋อเฉิงที่นี้อยู่ที่ใด?”

หวงฉียิ่นรีบกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า หม่าเจ๋อเฉิง...เสียชีวิตจากการสู้รบ”

เหอชานเจี้ยงถามอีกว่า “ขุนนางจู่ปี้ของอำเภออยู่ที่ใด?”

หวงฉียิ่นน้อมกายกล่าวว่า “หวังจู่ปู้นำใต้เท้ามินออกจากเมือง คาดว่าถูกทัพใหญ่ขวางเส้นทาง ยังไม่กลับมา หยางซือแหยผู้นี้ทำหน้าที่ดูแลชาวบ้าน ขอใต้เท้าชานเจี้ยงออกคำสั่งได้อย่างเต็มที่”

เหอชานเจี้ยงกวาดมองหยางหลิงแวบหนึ่ง เห็นมันอายุยังเยาว์ ต้องงงงันวูบ หวงฉียิ่นจึงประสานมือกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า หยางซือแหยช่วยเหลือใต้เท้าดูแลจุดพักม้าจีหมิงเป็นระเบียบเรียบร้อย ขอใต้เท้าโปรดวางใจ”

เหอชานเจี้ยงสำรวจดูหยางหลิงเที่ยวหนึ่ง สีหน้าอันเคร่งขรึมค่อยผ่อนคลาย กล่าวกับหยางหลิงว่า “ท่านส่งมอบงานที่ทำการอำเภอแก่หวงเสี้ยนเฉิง เปลี่ยนเป็นรักษาการณ์แทนเจ๋อเฉิงจุดพักม้าจีเฉิงชั่วคราว รับหน้าที่ส่งข่าวทางทหาร และการจัดส่งเสบียงบำรุง ยังมี คืนนี้เรากับใต้เท้าเจี้ยนจวินทั้งสองจะพักที่ทำการเจ๋อเฉิง ท่านจัดการให้เรียบร้อยด้วย”

หยางหลิงรีบน้อมกายกล่าวว่า “ผู้น้อยน้อมรับคำสั่ง”

เหอชานเจี้ยนหันไปกล่าวกับเยี่ยอวี้ซื่อกับหลิวกงกงว่า “ใต้เท้าเจี้ยนจวินทั้งสองเชิญ พวกเราไปตรวจดูมาตรการรักษาเมืองดู”

หวงฉียิ่นสั่งให้หวังปันโถวเป็นเพื่อนหยางหลิงไปรับหน้าที่ทำการเจ๋อเฉิง จากนั้นชักชวนเจียงปิงไปเป็นเพื่อนใต้เท้าทั้งสาม หยางหลิงยืดเอวขึ้น ยามกะทันหันเหม่อลอยอยู่บ้าง หานโย่วเหนียงเห็นเช่นนั้นจึงกล่าว “เซี่ยงกง ท่านเป็นขุนนางเจ๋อเฉิง ถือว่าได้เลื่อนตำแหน่งหรือลดลง?”

หยางหลิงสั่นศีรษะกล่าวว่า “เราหัวหมุนงุนงง”

หานโย่วเหนียงอุทานดังอากล่าวว่า “เมื่อครู่เซี่ยงกงคงถูกสิ่งของล้มทับบาดเจ็บ หรือว่าถูกเจียงปาจ่งโยกคลอนจนกระดูกเคลื่อนไป?”

หยางหลิงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “มิใช่ ข้าพเจ้าไม่เคยรับตำแหน่งขุนนางเจ๋อเฉิง ไม่ทราบควรทำอะไร หวงเหลาก็เป็นเพื่อนทั้งหลายไปตรวจตราตัวเมือง หามีคนชี้แนะไม่”

หานโย่วเหนียงกล่าวว่า “อย่างนั้น...ไปสอบถามหวังจู่ปู้ ตอนนี้เพิ่งเป็นยามเที่ยง ยังมีเวลาจัดเตรียมที่พักให้กับใต้เท้าทั้งหลาย”

หยางหลิงยกมือตบหน้าผากอย่างนึกได้ บอกให้นางกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน จากนั้นชักชวนหวังปันโถวออกเดินทาง

ยามนี้ทัพใหญ่ยกเข้าเมือง จุดพักม้าจีหมิงปรากฏไพร่พลทหารเคลื่อนไหวขวักไขว่ กองทัพต้าหมิงแบ่งเป็นฐานที่มั่นกับค่ายทหารสองชนิด ทหารชายแดนสังกัดค่ายทหาร เหอชานเจี้ยงคุมนายทหารตูซือห้านาย ตูซือแต่ละนายคุมกำลังหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบคน เท่ากับว่าภายในเมืองกำลังทหารห้าพันหกร้อยนาย ไม่ว่าจำนวนคนหรือขวัญกำลังใจล้วนเหนือกว่าพวกตาดมองโกล

เมื่อครู่หากฉวยโอกาสที่ข้าศึกเสียขบวน จัดทัพปักใส่จุดศูนย์กลางของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นใช้กำลังจากสองปีกกลุ้มกระหนาบใส่ คงสร้างความเสียหายแก่พวกตาดมองโกลกว่าครึ่ง ตอนนี้กลับพลาดโอกาสอันดี นับเป็นที่น่าเสียดายนัก

หวังจู่ปู้ความจริงหามร่างมินเสี้ยนหลิ่งนำชาวบ้านหลบหนี กลับเห็นทัพใหญ่ยกเข้ามาทางประตูเมืองทิศเหนือ ย่อมไม่ต้องดำเนินการตามแผน จึงสั่งให้ใต้เท้ามินเข้าสู่ที่ทำการอำเภอก่อน แล้วค่อยรีบรุดกลับมา พอดีสวนทางกับหยางหลิงและหวังปันโถว

หยางหลิงกับหวังปันโถวล้วนขี่ม้า หยางหลิงความจริงไม่เคยขี่ม้า แต่เพื่อแข่งกับเวลา ได้แต่กัดฟันขึ้นม้า ถึงแม้ว่าไม่ได้ควบขับอย่างเร่งร้อน แต่ก็สั่นสะเทือนจนสองขาปวดเมื่อย ช่วงเอวแทบหักไป

หยางหลิงพอพบเห็นหวังจู่ปู้ ก็รีบแจ้งเรื่องที่ตนเองรักษาการตำแหน่งเจ๋อเฉิงให้ทราบ ทั้งขอคำแนะนำจากอีกฝ่าย หลังจากจับใจความได้ก็เดินทางไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง

ที่ทำการเจ๋อเฉิงเป็นตัวตึกห้าช่วงก่ออิฐถือไม้ โดครงสร้างใหญ่โตยิ่ง ช่วงแรกสุดเป็นจุดที่พัก ช่วงที่สองเป็นคลังเสบียง ห้องพนักงาน และห้องเก็บอุปกรณ์ ส่วนที่ทำการของขุนนางเจ๋อเฉิงกับที่พักอาศัยอยู่ในตึกช่วงสุดท้าย

หวังปันโถวถ่ายทอดคำสั่งทหาร หยางหลิงก็กลายเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงโดยปริยาย จุดพักม้าจีหมิงมีขนาดเล็ก จึงไม่มีขุนนางดูแลเสบียง ดังนั้นขุนนางเจ๋อเฉิงยังควบตำแหน่งดูแลเสบียง หม่าเจ๋อเฉิงมีพนักงานชั้นผู้น้อยหกคน สี่คนดูแลกิจการในที่ทำการเจ๋อเฉิง อีกสองคนดูแลคลังเสบียง

เมื่อครู่การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารรักษาเมืองบาดเจ็บล้มตายสาหัส พนักงานผู้น้อยทั้งหกก็ถูกเรียกระดมไป ตอนนี้มีชีวิตเหลืออยู่เพียงสี่คน หนึ่งในจำนวนนั้นยังรับบาดเจ็บสาหัส หยางหลิงสามารถใช้สอยเพียงสามคน

หยางหลิงสั่งพวกมันเก็บกวาดห้องหับที่ดีที่สุดหลายหลังสำหรับใต้เท้าทั้งสาม ทั้งให้พวกมันสะสางคลังเสบียง ตรวจนับเสบียงที่รับมอบ ทำการจดบันทึกไว้

หลังจากสั่งการเสร็จสิ้น เหลียวมองดูรอบข้าง นึกถึงที่นี้เป็นที่ทำงานของหม่าเจ๋อเฉิง อดสะท้อนใจมิได้ มันเพียงมาก่อนตนเองหนึ่งวัน ตนเองเพราะช่วยเป็นพยานให้กับตระกูลหม่า ค่อยได้รู้จักกับมินเสี้ยนหลิ่ง จนสามารถหางานทำ แต่ว่าหม่าเจ๋อเฉิงรับตำแหน่งเดือนเศษก็เสียชีวิต ตนเองซึ่งเตรียมตัวตายกลับมีชีวิตอยู่ เรื่องราวทางโลกช่างยากหยั่งคาดจริงๆ

หยางหลิงครุ่นคิด สมควรไปหาหม่าอังสองซงเม่ย (พี่ชายน้องสาว) หรือไม่ ตอนนี้พวกมันคงทราบข่าวการตายของใต้เท้าหม่า ตนเองสมควรไปปลอบโยนพวกมัน แต่ตอนนี้รถม้าที่บรรทุกเสบียงสัมภาระของค่ายทหารรุดมาไม่ขาดสาย ตนเองกับพนักงานผู้น้อยทั้งหลายวิ่งวุ่นจนหัวหมุน ไม่มีเวลาไปแสดงความเสียใจจริงๆ

ยังมีหม่าเจ๋อเฉิงเพิ่งเสียชีวิต ตนเองก็เข้าแทนที่ หากว่าอยู่เบื้องหน้าสองซงเม่ยตระกูลหม่า เหล่าพนักงานผู้น้อยรุดมาขอคำชี้แนะ คงสร้างความเสียใจแก่หม่าอังสองซงเม่ยกว่าเดิม จึงเลิกล้มความคิดไป

หยางหลิงวุ่นวายกับการรับมอบเสบียงข้าวสาร จากนั้นขี่ม้าคุมหญ้าเสบียงไปตามประตูเมืองต่างๆ ขณะที่ผ่านบ้านอยู่อาศัย จึงกระโดดลงจากหลังม้า คิดเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เนื่องเพราะชุดที่สวมใส่สกปรกมอมแมมยิ่ง

เนื่องเพราะไม่เคยขี่ม้า ดังนั้นขาอ่อนด้านในเสียดสีจนเป็นผื่นแดง ต้องเดินถ่างขา มันกลัวหานโย่วเหนียงชมดูจนเจ็บปวดใจ พอเข้าประตูบ้านก็ชะลอฝีเท้าลง

เห็นหานโย่วเหนียงคาดผ้ากันเปื้อนลายดอกสีคราม นั่งห่อเกี๊ยวอยู่หน้าเตา พอเห็นฟูจวินกลับมา คล้ายนกดุเหว่าอันร่าเริง รีบรุดมารับหน้า ในอากาศก็มีกลิ่นของกับข้าว

หยางหลิงใช้จมูกสูดดม นั่นเป็นความรู้สึกของบ้าน เป็นความรู้สึกอันอบอุ่น เห็นข้างแก้มหานโย่วเหนียงมีคราบแป้งหมี่ติดอยู่ บนหม้อก็เรียงรายด้วยเกี๊ยวสี่แถว เกี๊ยวแต่ละลูกคล้ายง่วนป้อ* ขนาดเล็กก็มิปาน

* เงินตรารูปลิ่ม สองข้างนูนขึ้นมา

หยางหลิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านผู้นี้เรียกให้กลับมาพักผ่อน เพียงหุงข้าวสักหม้อก็พอ ยังห่อเกี๊ยวอันใด?”

หานโย่วเหนียงช่วยมันถอดชุดยาวที่สกปรกออก กล่าวเสียงอ่อนหวานว่า “เซี่ยงกง วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ไหนเลยสุกเอาเผากินได้ นี่...นี่ยังเป็นการเริ่มปีใหม่ของพวกเรา”

หยางหลิงงงงันวูบ หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวันนี้หวาดเสียวอันตราย กลับลืมเลือนว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ทั้งเป็นปีใหม่ของการย้อนเวลากลับมายังราชวงศ์หมิง กลับฟันฝ่าพร้อมกับหานโย่วเหนียง เมื่อมองดูรอยยิ้มอันอ่อนหวานปราศจากแววตัดพ้อของนาง ต้องเกิดความหดหู่ ไม่ทราบตนเองกับนางมีวาสนาผ่านวันขึ้นปีใหม่ปีที่สองหรือไม่

หยางหลิงกลัวหานโย่วเหนียงสังเหตเห็นสีหน้ามัน จึงหันไปหยิบฉวยชุดยาวตัวหนึ่ง ทางหนึ่งสวมใส่กล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลับลืมเลือนไป ขากลับมาค่อยซื้อสุราอาหารมาดื่มฉลองกัน เป็นการชดเชยคืนสิ้นปี”

หานโย่วเหนียงรับคำคราหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าวางชุดใหม่ที่ตัดเย็บให้กับเซี่ยงกงอยู่บนคั่งที่นอน รอท่านกลับมาค่อยผลัดเปลี่ยน”

หยางหลิงรับคำดังอืมม์ รีบรุดออกไป พลิกตัวขึ้นม้า ควบขับกลับตัวเมืองด้านใต้ ที่นอกเมืองด้านใต้ประจำการด้วยทหารสองขบวน ยามนี้กำลังก่อเตาหุงข้าว จนควันไฟคละคลุ้ง

เมื่อขึ้นกำแพงเมืองไปสอบถามดู หวงฉียิ่นกับเจียงปิงเป็นเพื่อนใต้เท้าทั้งหลายไปรับประทานอาหารที่เหลาหงเยียน ช่างแรงงานที่ซ่อมประตูเมืองก็พักงานแล้ว หยางหลิงเห็นไม่มีเรื่องใดกระทำ จึงนำพนักงานผู้น้อยทั้งหลายเดินทางกลับ

นับตั้งแต่เมื่อเช้ารับประทานข้าวชามหนึ่ง จนบัดนี้ไม่มีอาหารตกถึงท้อง ถึงแม้มันเริ่มเรียนรู้เคล็ดลับในการขี่ม้า ยังรู้สึกว่าขี่ม้าทุกข์ทรมานกว่าเดินเหิน ยามขี่บนหลังม้าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ปากคอก็แห้งผาก เห็นที่ข้างทางมีบ่อน้ำ จึงกระโดดลงจากหลังม้า ใช้เครื่องกว้านชักรอกน้ำบ่อขึ้นมาถังหนึ่ง

น้ำบ่อใสเย็น มีแผ่นน้ำแข็งเบาบางลอยอยู่ หยางหลิงกอบน้ำบ่อ ดื่มลงไปหลายอึก พานใช้น้ำบ่อล้างหน้าล้างตา ค่อยยืดกายขึ้นบิดขี้เกียจคราหนึ่ง

ยามนั้นภายในค่ายนอกเมืองปรากฏม้าเร็วสิบกว่าตัวควบขับมา เนื่องเพราะควบม้าอย่างรวดเร็ว พอเห็นผู้คนที่ข้างบ่อสวมเครื่องแบบของที่ทำการเจ๋อเฉิง แม่ทัพที่นำขบวนรีบหยุดม้า แต่ยังล้ำหน้าไปสิบกว่าวา ค่อยวกม้ากลับมา

หยางหลิงเห็นท่ามกลางไพร่พลทหาร ห้อมล้อมแม่ทัพนายหนึ่ง คนผู้นี้มีอายุราวสี่สิบปี รูปร่างผอมสูง ใต้คางไว้เคราหรอมแหรม เมื่อเพ่งตามองดู เห็นมันโหนกแก้มนูนสูง ตาสามเหลี่ยมมีตาขาวมากกว่าตาดำ มันมือยึดสายบังเหียน อีกมือหนึ่งถือแส้มา มองจากเบื้องสูงลงมา ถามว่า “พวกเจ้าเป็นคนของที่ทำการอำเภอ?”

หยางหลิงเป่าลมหายใจใส่มือที่ถูกแช่แข็งจนแดง กล่าวว่า “เจียงจวิน (ท่านแม่ทัพ) เป็นท่านใด มีกิจธุระใด?”

ทหารคนสนิทที่ข้างกายแม่ทัพนั้นตวาดว่า “บังอาจ ยามอยู่เบื้องหน้าปี้ตูซือ* พวกเรา ยังมิรีบตอบคำอีก?”

* ตูซือเป็นยศตำแหน่ง ดูแลกิจการทางทหาร

หยางหลิงพอฟังว่าเป็นแม่ทัพชั้นที่สี่ กลับไม่กล้าล่วงเกิน รีบยืนตัวตรง ประสานมือกล่าวว่า “ผู้น้อยรักษาการณ์ตำแหน่งขุนนางเจ๋อเฉิง ไม่ทราบเจียงจวินมีคำสั่งใด?”

แม่ทัพนั้นตวัดแส้ม้า ปลายแส้ก็พุ่งผ่านข้างหูหยางหลิงไป สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนสะดุ้งเฮือกใหญ่ เรียกเสียงหัวรอจากทหารคนสนิทหลายคน หยางหลิงบันดาลโทสะ ถลึงมองแม่ทัพยศตูซือนั้น แม่ทัพนั้นกล่าวเสียงเย็นชาว่า “ขุนนางเจ๋อเฉิงตัวเล็กๆ ช่างบังอาจนัก เราแม่ทัพรีบรุดมาทั้งยามวิกาล ช่วยชีวิตชาวบ้านจุดพักม้าจีหมิงนับหมื่น กลับปล่อยให้ไพร่พลของเราแม่ทัพอดอยากหิวโหว ไยมิใช่น่าแค้นนัก?”

หยางหลิงความจริงนึกแค้นแม่ทัพตูซือท่านนี้เย่อหยิ่งยโส พอฟังต้องงงันวูบ กล่าวว่า “นี่เป็นไปได้อย่างไร?” พลางชี้มือไปยังควันไฟทิศใต้ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าสั่งให้พนักงานที่ทำการเจ๋อเฉิงแจกจ่ายเสบียงไป ที่นอกเมืองกำลังหุงหาอาหาร ไฉนบอกว่าอดอยากหิวโหย?”

ปี้ตูซือแค่นหัวร่อกล่าวว่า “นั่นเป็นค่ายของซุนต้าจง ไพร่พลของเราปี้ชุนก็เป็นทหารหมิง จนบัดนี้ทั้งไมดได้รับเสบียงเพียงครึ่งหนึ่ง หรือจุดพักม้าจีหมิงจะให้พวกเราหิ้วท้องออกไปสังหารข้าศึก?”

หยางหลิงบังเกิดความคิดประการหนึ่งขึ้น ‘มีการยักยอกเสบียงหรือ?’ มันเพิ่งสำรวจคลังเสบียงในที่ทำการเจ๋อเฉิง เห็นคลังเสบียงทั้งสองกองสุมด้วยเสบียงและหญ้า เพียงพอสำหรับทหารม้าพันนายรับประทานสิบวัน เป็นผู้ใดกล้ายักยอกเสบียงทั้งที่เกิดศึกสงครามเช่นนี้

หยางหลิงหน้าเขียวคล้ำ ประสานมือคารวะต่อปี้ตูซือ กล่าวว่า “ใต้เท้า นี่เป็นความผิดพลาดของผู้น้อย ขอใต้เท้าส่งพ่อครัวไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง ผู้น้อยจะกลับที่ทำการไป แจกจ่ายเสบียงทหารให้ด้วยตัวเอง”

พนักงานผู้น้อยที่ข้างกายมันผู้หนึ่งลอบกระตุกแขนเสื้อมัน คล้ายมีคำพูดจะกล่าว แต่หยางหลิงไม่แยแสสนใจ ยังคงบอกกล่าวจนจบความ

ปี้ตูซือนั้นพอฟัง สีหน้าค่อยผ่อนคลาย ใช้ตาสามเหลี่ยมสำรวจดูหยางหลิงอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าว “ท่านเรียกว่าอะไร?”

หยางหลิงตอบว่า “ผู้น้อยรักษาการณ์ตำแหน่งขุนนางเจ๋อเฉิงจุดพักม้าจีหมิงหยางหลิง”

ปี้ตูซือผงกศีรษะกล่าวว่า “เราจะจำไว้ เจิ้งต้าเผิงเจ้าห้อม้าไล่กวดตามกวนโซ่วอิง สั่งพวกมันอย่าได้แย่งชิงเสบียง บอกว่าหยางเจ๋อเฉิง (ขุนนางเจ๋อเฉิงแซ่หยาง) กำลังจะเปิดคลังเสบียง เราจะกลับค่ายไปรอฟังข่าวของพวกเจ้า...”

หนังสือแนะนำ