ตัวเมืองวิกฤติ

หวงฉียิ่นสายตาไม่ดี ไม่อาจเห็นวัตถุทั้งสองสิ่งนั้นชัดตา แต่มันอยู่ที่เมืองน้อยชายแดนนานปี ย่อมทราบว่าปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าเป็นอะไร พอฟังถึงกับหน้าซีดเผือดลง

ปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าสามารถใช้รักษาเมือง ทั้งเหมาะกับการตีเมือง กระสุนปืนใหญ่สามารถถล่มประตูเมือง พังทลายกำแพงเมือง ตอนนี้พวกตาดมองโกลชุมนุมกำลังพลสามพันคน ขอเพียงพวกมันยิงถล่มประตูเมืองพังทลาย ก็ไม่อาจรักษาจุดพักม้าจีหมิงไว้ได้ เพียงไม่ทราบพวกมันจัดหาปืนใหญ่ชนิดนี้จากที่ใด

ที่แท้แม่ทัพชนเผ่าตาร์ตาร์ของมองโกลนามป๋อต๋าเอ่อม่อที่บุกตีด่านเอ้อหลี่ปั้น อู่หลี่ฝู่กับจุดพักม้าจีหมิง นำกำลังเข้าตีจุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้นจนแตก กำลังปล้นสะดมเผาทำลายอยู่ในเมือง พอฟังว่าราชบุตรของป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอนามซวีเลี่ยปอฉีถูกแม่ทัพหมิงฆ่าตาย ก็สั่งให้รองแม่ทัพซีหลินต๋าต๋านำกำลังมายังจุดพักม้าจีหมิง สาบานล้างเมืองเป็นการแก้แค้น

มันก็ทราบว่าจุดพักม้าจีหมิงยากตีหักกว่าด่านเอ้อหลี่ปั้น จึงนำกำลังพลพันกว่าคน ลากปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าที่ยึดมาจากด่านเอ้อหลี่ปั้น มุ่งหน้ามาที่จุดพักม้าจีหมิง ตอนนี้เพิ่งมาถึง ฟังว่ากำลังพลที่เข้าตีเมืองบาดเจ็บล้มตายนับพัน จึงสั่งให้ทั้งหมดล่าถอยเตรียมใช้ปืนใหญ่ถล่มเมือง

เจียงปิงแม้ชำนาญศึก ก็ทราบว่ายากรักษาสถานการณ์ไว้ พานโยนดาบคู่ทิ้ง กล่าวกับหวงฉียิ่นว่า “ใต้เท้าหวง ละทิ้งเมืองเถอะ”

เคราใต้คางของหวงฉียิ่นสั่นพลิ้วขึ้นมา กล่าวว่า “ละทิ้งเมือง? เรา ท่านมีหน้าที่รักษาผืนแผ่นดิน หากละทิ้งเมืองหลบหนี จะกราบทูลฝ่าบาทอย่างไร เราขอเฝ้ารักษาเมืองจนตัวตาย”

เจียงปิงตาทอประกายเกรี้ยวกราด ร้องว่า “ประตูเมืองพอถูกยิงถล่ม ก็ไม่อาจรักษาจุดพักม้าจีหมิงไว้ได้ หรือต้องจบชีวิตสูญเปล่า?” พลางหันขวับไปยังไพร่พล ขู่คำรามว่า “ใต้เท้ามินฟื้นแล้วหรือไม่ เราจะรายงานสถานการณ์ทางทหารต่อใต้เท้ามิน”

พลทหารนั้นกล่าวว่า “พิษไข้ของใต้เท้ามินยังไม่ลดลง ไม่ฟื้นคืนสติมา”

เจียงปิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เดินพล่านราวกับพยัคฆ์ในกรงขัง เหล่าขุนนางหันไปมองหน้ากัน บางคนมีสีหน้าแตกตื่นลนลาน แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ากล่าวคำละทิ้งเมืองออกมา

ในความคาดคิดของหยางหลิง เมื่อรักษาไม่ได้ก็ล่าถอย ไยต้องยึดติดกับตัวเมืองแห่งหนึ่ง หารู้ไม่ว่าคนสมัยโบราณยึดถือศักดิ์ศรียิ่งชีวิต ดังนั้นถึงแม้บางครั้งพวกมันกระทำเรื่องราวที่คนยุคปัจจุบันเห็นว่าโฉดเขลาเบาปัญญา แต่ในตอนนั้นถือเป็นเรื่องปรกติธรรมดา

ยามนั้นหยางหลิงกล่าวกับหวงฉียิ่นว่า “ใต้เท้าหวง เมื่อล่วงรู้จุดจบ ไยไม่ฉวยโอกาสที่พวกตาดมองโกลยังไม่บุกเข้ามืองชิงล่าถอย ทั้งหมดรักษาชีวิตไว้สำคัญกว่า”

หวงฉียิ่นไม่สะดวกกับการตวาดว่ามัน เพียงโบกมือกล่าวว่า “พวกตาดมองโกลล้วนเชี่ยวชาญวิชาขับขี่ ละทิ้งเมืองตอนนี้ก็หนีไม่รอด มิสู้อยู่รักษาเมือง ยังสังหารพวกตาดมองโกลได้สักหลายคน

หยางหลิงกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “อย่างนั้นพวกเราอยู่เฝ้ารักษาถ่วงเวลา ให้ใต้เท้าหลายท่านนำขบวนชาวบ้านหลบหนีออกทางประตูเมืองทิศเหนือ พอออกจากเมืองก็วิ่งหนีขึ้นเขา ต่อให้ทัพม้าของพวกตาดมองโกลร้ายกาจกว่านี้ ก็ไม่สามารถไล่ฆ่าชาวบ้านจนหมดสิ้น อย่าว่าแต่พวกตาดมองโกลเพียงคิดปล้นสะดมชิงทรัพย์ หลังจากเข้าเมืองคงต้องกวาดทรัพย์สินชาวบ้าน สามารถถ่วงเวลาของพวกมันสักระยะหนึ่ง

หวงฉียิ่นตากระจ่างวูบ บอกว่าไม่ทันนึกถึงเรื่องนี้ จากนั้นหันไปกล่าวกับหวังจู่ปู้กับผู้เฒ่าภายในเมืองซึ่งยังไม่จากไปว่า “หวังจู่ปู้ ท่านกับหม่าเจ๋อเฉิง และหลี่จ่างเป่าจ่างทั้งหมดจัดให้ชาวบ้านล่าถอยออกทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ พอออกจากเมืองก็แยกย้ายกันขึ้นเขา”

หวังจู่ปู้ถามว่า “ใต้เท้า ท่านเล่า?”

หวงฉียิ่นขบกรามกล่าวว่า “เราแม้เป็นบัณฑิตนักศึกษา ไม่สามารถถือกระบี่สังหารข้าศึก ก็จะร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารรักษาเมือง”

เจียงปิงทราบว่ามันแม้คิดรักษาเมืองจนตัวตาย ขณะเดียวกันก็คิดควบคุมตนเองสู้ศัตรู จึงหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เราก็ขอทิ้งชีวิตไว้ที่นี้ ฆ่าอักคนถือว่าได้กำไรคนหนึ่ง” พลางหันไปยังไพร่พลทหารที่เหลือไม่ถึงร้อยนาย สั่งให้เข้าประจำที่ ผู้ใดหลบหนีล้วนสังหารฆ่าสิ้น”

หวงฉียิ่นกวาดมองหยางหลิงกล่าวว่า “หลานเรา ท่านนำใต้เท้ามินล่าถอยไปด้วยเถอะ”

หยางหลิงทางหนึ่งเลื่อมใสในธาตุทระนงของหวงเหลา (ผู้เฒ่าแซ่หวง) ทางหนึ่งเห็นว่าต่อให้ตนเองหนีเอาชีวิตรอดได้ ก็มีชีวิตเหลืออยู่ไม่นาน หากว่าตนเองสู้จนตัวตาย มินเสี้ยนหลิ่งกับหวังจู่ปู้ย่อมต้องดูแลหานโย่วเหนียงเอง ดังนั้นยืดอกขึ้นกล่าวว่า “ไม่ ข้าพเจ้าจะรั้งอยู่ที่นี้กับหวงเหลาและเหล่าทหาร ร่วมกันรักษาเมือง”

หวังจู่ปู้ได้รับมอบหมายให้นำชาวบ้านหลบหนีค่อยคลายใจลง พอเห็นพฤติการณ์ของหยางหลิง ต้องเกิดความละอาย จึงกล่าว “เมื่อกินเงินเดือนหลวง ไม่อาจแบ่งเบาความกังวลของเจ้าชีวิต เป็นที่ละอายใจนัก หยางซือแหยนำใต้เท้ามินจากไปเถอะ เราขอรั้งอยู่ด้วย”

หยางหลิงยังหวังให้มันช่วยเหลือหานโย่วเหนียง ไหนเลยปล่อยให้มันตกตายได้ จึงประสานมือกล่าวว่า “หวังจู่ปู้มีหน้าที่ดูแลใต้เท้ามินกับชาวบ้านทั้งหลาย ไหนเลยเสียสละได้ ท่านรีบนำใต้เท้ามินไปเถอะ หากชักช้าจะไม่ทันการณ์ แต่ว่า...ผู้หลานมีเรื่องขอฝากฝัง ขอให้ใต้เท้าช่วยดูแลโย่วเหนียงผู้เป็นภรรยาด้วย”

หวังจู่ปู้ตื้นตันใจจนหลั่งน้ำตาออกมา เห็นมันเรียกตัวเองเป็นผู้หลาน จึงรับปากหยางหลิงเป็นมั่นเหมาะ จากนั้นสั่งคนหามมินเสี้ยนหลิ่งลงจากชั้นบนของหอบนประตูเมือง

หม่าเจ๋อเฉิงเพียงเป็นขุนนางรับส่งข่าวสาร เพิ่งมาถึงที่นี้ ไม่มีความผูกพันกับจุดพักม้าจีหมิง เพียงคิดนำบุตรชายและบุตรีหลบหนีไปโดยเร็ว จึงยืนอยู่หน้าประตูหอบงการผู้เฒ่าทั้งหลายให้รีบไป

หยางหลิงก็ออกจากหอ กล่าวกับหานโย่วเหนียงว่า “โย่วเหนียง ไม่อาจรักษาเมืองได้แล้ว ท่านติดตามหวังจู่ปู้อารักขาใต้เท้ามินออกจากเมืองหลบหนีขึ้นเขาเถอะ”

หานโย่วเหนียงกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “เซี่ยงกงท่านเล่า?”

หยางหลิงกล่าวโป้ปดว่า “ข้าพเจ้า...พวกท่านไปก่อนก้าวหนึ่ง ข้าพเจ้าจะตามหลังไป”

หานโย่วเหนียงกล่าวว่า “ไม่ ข้าพเจ้าจะรอจากไปพร้อมกับท่าน”

หยางหลิงร้อนใจขึ้นมาร้องบอกว่า “ท่านไฉนไม่เชื่อฟังวาจาสามี...ต้องการให้ข้าพเจ้าหย่าขาดจากท่านหรือไม่?”

มันยิ่งเร่งรัด หานโย่วเหนียงยิ่งแน่ใจว่ามันตัดสินใจเฝ้ารักษาเมืองจนตัวตาย เพียงไม่ทราบว่าวีรกรรมของมันเพียงเพื่อส่งเสริมคนที่ตนเองรัก พริบตานั้นไม่คำนึงถึงคำสอนสามคล้อยตามสี่จริยา ร่ำร้องว่า “เชี่ยไม่ได้อยู่ในข่ายชีชู* เซี่ยงกงไหนเลยหย่าขาดจากข้าพเจ้าได้?”

* แปลตรงตัวว่าเจ็ดออกจากบ้าน ในสมัยสังคมศักดินาอนุญาตให้บุรุษยกข้ออ้างอย่างหนึ่งอย่างใดในเจ็ดประการหย่าขาดจากภรรยา

หยางหลิงร้อนใจยิ่ง เงื้อมือหมายตบใส่ หานโย่วเหนียงหลับตาลง หาหลบเลี่ยงไม่ หยางหลิงมองดูใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของนาง ฝ่ามือนี้ไหนเลยตบลงได้

ยามนั้นได้ยินเสียงระเบิดติดต่อกันสองครา เจียงปิงร้องบอกว่า “พวกตาดมองโกลยิงปืนใหญ่แล้ว” หยางหลิงไม่ขบคิดมากความ รีบสวมกอดหานโย่วเหนียงไว้ ผลักไสนางล้มลง ตนเองโถมทับอยู่บนร่างทาง

แว่วเสียงดังเกรียวกราว ผงคลีคละคลุ้งอบอวล มุมหอบนประตูเมืองถูกยิงถล่มใส่สิ่งปลูกสร้างยุบลงมาส่วนหนึ่ง อิฐกระเบื้องร่วงพรู ขุนนางบุ๋นและผู้เฒ่าภายในหอถูกเศษหินกระเซ็นใส่รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนไพร่พลที่รับบาดเจ็บนอนอยู่บนหอถูกฝังอยู่ในซากปรักหักพัง

ซึ่งความจริงไม่เพียงแต่ผู้คนภายในหอยืนตะลึงลาน แม้แต่ไพร่พลทหารที่เบื้องนอกก็ไม่ทราบว่าการนอนคว่ำช่วยให้รอดพ้นจากการถูกระเบิดทำร้าย หานโย่วเหนียงถูกมันผลักล้มลง ทั้งยังทับร่างนางไว้ ยังเข้าใจว่าฟูจวินคิดลงโทษอันใด พอได้ยินเสียงระเบิดค่อยทราบว่ามันกลัวว่าต้องถูกระเบิด จึงรีบมุดออกจากใต้ร่างของหยางหลิง เห็นเศษซากกระเบื้องสุมอยู่บนร่าง ทั้งยังถูกบานหน้าต่างครึ่งบานทับใส่ จึงรีบเคลื่อนย้ายบานหน้าต่างออก ถามว่า “เซี่ยงกง ท่านรับบาดเจ็บหรือไม่?”

หยางหลิงไม่ทันตอบคำ ผู้เฒ่าคนหนึ่งก็ร้องบอกว่า “รีบมาช่วยคน หม่าเจ๋อเฉิงถูกฝังอยู่เบื้องล่าง”

เจียงปิงบนกำแพงเมืองกลับส่งเสียงหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง ชี้มือไปยังเบื้องล่าง ร้องว่า “ท่านย่ามันเถอะ ยิงถล่มได้ประเสริฐ...”

ทั้งหมดกวาดตามองตามนิ้วของมัน เห็นในปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าที่พวกตาดมองโกลเคลื่อนย้ายมาสองกระบอก มีอยู่กระบอกหนึ่งลอยหลุดไปวาเศษ ทับร่างผู้คนจำนวนหนึ่ง อีกกระบอกหนึ่งเหลือแต่ตัวกระบอก จมอยู่ในหลุมลึกแห่งหนึ่ง

ทั้งหมดตื่นเต้นสงสัยยิ่ง ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใด เจียยงปิงแผดเสียงหัวร่อกล่าวว่า “พวกตาดมองโกลไม่สามารถใช้ปืนใหญ่ของพวกเรา ไม่ใช้สลักเหล็กยึดเอาไว้ ปืนใหญ่จึงดีดกระดอนออกไป อีกกระบอกหนึ่งอัดดินระเบิดมากเกินไป จนลำกล้องแตกระเบิดออก ฮาฮา...”

ทั้งหมดพอฟัง ถึงกับทั้งแตกตื่นทั้งยินดี หลังความชุลมุนวุ่นวาย แม่ทัพมองโกลนายหนึ่งค่อยสั่งคนพลิกปืนใหญ่ที่ปลิวกระเด็นไปขึ้นมา หยางหลิงเห็นเช่นนั้นรีบกล่าวว่า “ไม่ต้องชมดูแล้ว หวังจู่ปู้ฉวยโอกาสนำคนออกจากนั้น ยังมีรีบจัดคนช่วยเหลือหม่าเจ๋อเฉิงกับพวกออกจากซากปรักหักพัง”

เจียงปิงค่อยได้คิด หันไปร้องสั่งว่า “พลปืนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ รีบหันปืนใหญ่ของพวกเรายิงถล่มปืนใหญ่พวกตาดมองโกล”

ภายในหอบนประตูเมืองวุ่นวายขึ้นมา ดีที่มินเสี้ยนหลิ่งเพิ่งถูกเคลื่อนย้ายลงจากชั้นบนของหอ ไม่เช่นนั้นคงถูกยิงถล่มเสียชีวิตแล้ว หวังจู่ปู้รีบสั่งคนหามมินเสี้ยนหลิ่ง นำผู้เฒ่าทั้งหลายลงจากกำแพงเมือง ส่วนหยางหลิงกับหลิวซวินเจี่ยนกะเกณฑ์ไพร่พลทหารสิบกว่านายขุดคุ้ยซากปรักหักพัง ใช้เวลาครู่หนึ่งค่อยลากผู้คนห้าหกคนออกจากเศษอิฐกระเบื้อง แต่หม่าเจ๋อเฉิงถูกไม้คายเส้นหนึ่งกระแทกใส่ท้อง ร่างท่อนร่างกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน สิ้นใจตายไปแล้ว

เจียงปิงก็ตามตัวพลปืนใหญ่เป็นการใหญ่ น่าเสียดายพลปืนใหญ่สองนายเสียชีวิตในการต่อสู้ตะลุมบอนเมื่อครู่ คงเหลือพลปืนใหญ่นายหนึ่งถูกก้อนอิฐกระแทกใส่ศีรษะหลั่งเลือดอาบหน้า

พลปืนใหญ่นั้นพกพาอาการบาดเจ็บ ปรับตำแหน่งมุมของปืนใหญ่ ยิงปืนใหญ่ตอบโต้กลับไป กระสุนปืนใหญ่ตกลงยังที่ซึ่งอยู่ห่างจากปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้าสิบกว่าวา ถึงแม้ไม่สร้างความเสียหายแก่ปืนใหญ่ข้าศึก แต่ก็ยิงถล่มพวกตาดมองโกลเสียชีวิตไปสิบกว่าคน

ปืนใหญ่ในตอนนั้นยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องมือเล็งเป้า ล้วนอาศัยประสบการณ์ของพลปืนใหญ่คำนวณด้วยตาเปล่า เมื่อครู่ที่ยิงถล่มรถศึกของพวกตาดมองโกลได้ในคราเดียว เพราะว่าเครื่องมือตีเมืองนั้นเข้าใกล้เกินไป เจียงปิงก็ไม่คาดหวังว่าจะยิงทำลายปืนใหญ่ฝ่ายตรงข้ามได้ จึงสั่งคนบรรจุกระสุนใส่ปืนใหญ่ทั้งสามกระบอก จากนั้นให้คนหอบหิ้วพลปืนใหญ่เล็งเป้า ยิงกระสุนปืนใหญ่ออกไป สุดท้ายกระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่งพลาดเป้า อีกลูกหนึ่งยิงถล่มพวกตาดมองโกลล้มตายลง

หวงฉียิ่น หยางหลิง เจียงปิงกับพวกยืนบนกำแพงเมือง ล้วนร้อนรุ่มใจจนหลั่งเหงื่อชุ่มไปทั้งฝ่ามือ จนใจที่ไม่อาจช่วยเหลือได้

พลันเห็นพวกตาดมองโกลที่ชุมนุมอยู่ข้างปืนใหญ่ที่ยกตั้งขึ้นมาใหม่พากันหมุนตัววิ่งหลบหนี หยางหลิงกับพวกเห็นปากกระบอกปืนใหญ่ปรากฏเปลวไฟพวยพุ่งออกมา ต่อจากนั้นเกิดควันดำคละคลุ้งทั่วบริเวณ ท่ามกลางควันดำอลอวล ปืนใหญ่ดีดกระดอนขึ้น ร่วงหล่นลงอย่างหนักหน่วง

หยางหลิงกับพวกรู้สึกว่าหลังเสียงระเบิดใต้เท้าเกิดการสั่นสะเทือน หลังจากนั้นปราศจากสุ้มเสียง ทั้งหมดต้องหันมามองหน้ากัน ไม่ทราบกระสุนปืนใหญ่ตกลงที่ใด

ทันใดนั้น พวกตาดมองโกลที่เบื้องล่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี เมื่อมองลงไปเห็นนักรบมองโกลนับพันพากันยกชูดาบทวนขึ้น

หยางหลิงพลันสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง สบตากับเจียงปิงแวบหนึ่ง ต่างพบเห็นเค้าความประหวั่นจากดวงตาอีกฝ่าย ส่งเสียงร้องราวกับนัดแนะกันไว้ว่า “ประตูเมือง”

ที่แท้พวกตาดมองโกลยิงกระสุนปืนใหญ่ในแนวราบ ถล่มประตูเมืองที่สร้างจากไม้พังทลาย ในบานประตูชำรุดทั้งสองบานปรากฏควันเขียวลอยกรุ่น ทัพม้ามองโกลนับร้อยนับพันดถมตรงมา จุดพักม้าจีหมิงถูกตีแตกแล้ว

เสียงโห่ร้องฤาฟันที่เบื้องล่างกลบเสียงอุทานของทหารและพลเรือนบนประตูเมือง หยางหลิงเหลียวหน้าไปอย่างเงียบงัน ก็ประสานสบกับดวงตาที่สุกสกาวคู่หนึ่ง

ดวงตาคู่นั้นทอประกายความรักความอาลัยอย่างลึกล้ำ หยางหลิงพลันพบว่าดวงตาคู่นี้คุ้นตายิ่ง คล้ายกับเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว มีดวงตาเช่นนี้จับจ้องมองตนด้วยความรักอันลึกล้ำ อาจบางทีเป็นบุพเพสันนิวาสแต่ปางก่อน อย่างนั้นชาติภพหน้าเล่า ทั้งสองยังจะได้พบกันหรือไม่?

พริบตานั้น หยางหลิงบังเกิดความอาลัยอาวรณ์ต่อชีวิต และความประหวั่นต่ออานาคตที่ไม่อาจล่วงรู้ แต่ในใจมีความรู้สึกเช่นนี้ โดยไม่ทันครุ่นคิดคำนึง ความนึกคิดคล้ายสะดุดหยุดนิ่ง สมองมีแต่ความว่างเปล่า

รู้สึกใบหน้าอันบิดเบี้ยวราวภูตผีใบหนึ่งผ่านเข้าสู่คลองจักษุ บดบังใบหน้าของหานโย่วเหนียงไป ใบหน้านั้นแปดเปื้อนคราบโลหิตเป็นด่างดวง อ้าปากส่งเสียงดังจากลำคอ พลางโยกคลอนหัวไหล่ของหยางหลิง ร้องว่า “มาแล้ว ในที่สุดมาแล้ว ฮาฮาฮา...”

หยางหลิงถูกโยกคลอนจนแทบอาเจียนออกมา มันผลักใบหน้านั้นออกห่าง ค่อยเห็นชัดตาเป็นเจียงปิง เนื่องด้วยลิงโลดเกินไป ใบหน้าเจียงปิงจึงกลับกลายเป็นแดงก่ำ กล้ามเนื้อใบหน้าก็กระตุกบิดเบี้ยวขึ้นมา

เจียงปิงถูกหยางหลิงผลักไสออกห่าง ยังไม่รู้สึกตัว หากกรีดมือวาดเท้า หัวร่ออย่างคลุ้มคลั่งกล่าวว่า “คนดีฟ้าคุ้มครอง หย่งหนิงชานเจี้ยงมาแล้ว”

หยางหลิงงงงันวูบ ค่อยได้ยินเสียงปืนใหญ่อย่างถี่ยิบราวคั่วถั่ว มันสะสางภารกิจแทนมินเสี้ยนหลิ่งระยะเวลาหนึ่ง ย่อมเข้าใจคำพูดของเจียงปิง พื้นที่ชายแดนเขตเซวียนฝู่แต่งตั้งแม่ทัพจ่งปิงนายหนึ่ง ผู้ช่วยแม่ทัพจ่งปิงนายหนึ่ง ปกครองแม่ทัพชานเจี้ยงเจ็ดนาย หย่งหนิงชานเจี้ยงเป็นแม่ทัพผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่หย่งหนิงไหวไหล

หลังความเศร้าโศกใหญ่ยินดีใหญ่ หยางหลิงรู้สึกเบื้องหน้าสายตามืดทะมื่น แทบสิ้นสติไป ไม่ทราบว่าหานโย่วเหนียงมาถึงเบื้องหน้ามันตั้งแต่เมื่อใด หยางหลิงโอบกอดนางเอาไว้ ปีติยินดีจนร่างสั่นระริกขึ้นมา

หานโย่วเหนียงประคองมันหันหากำแพงเมือง เท้าของมันยังสั่นเทิ้ม พวกตาดมองโกลความจริงโถมเข้ามาเป็นระยะทางชั่วธนูแล่น แต่หลังประตูเมืองก็ปรากฏทหารจำนวนมากฮือออกมา ที่แถวหน้าเป็นพลปืนใหญ่ เสียงปืนที่ดังระรัวราวคั่วถั่วพอดัง ชาวตาดมองโกลล้มตายระเนระนาด

ตอนนั้นอานุภาพของปืนไฟยังไม่มากพอ รัศมีการยิงก็ไม่ไกลเท่าลูกธนู หากฝ่ายตรงข้ามสวมชุดเกราะชั้นหนึ่ง ลูกตะกั่วไม่แน่ว่าจะยิงทะลุเข้าไป แต่ตอนนี้พวกตาดมองโกลลิงโลดลืมตน ควบม้าอย่างไม่คิดชีวิต คิดเข้าเมืองไปกวาดทรัพย์สินเงินทอง ข่มขืนย่ำยีสตรีสักหลายนาง จึงตกเป็นเป้ากระสุน บวกกับไพร่พลส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าธรรมดา จึงถูกยิงบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด

ปืนไฟแม้ยิงข้าศึกไม่ตาย แต่ก็สร้างความเจ็บปวดแก่ข้าศึก ไม่ยอมถาโถมออกไปอีก กลับเหยียบย่ำกันเอง มีคนรับบาดเจ็บล้มตายไม่น้อยกว่าผู้ที่ถูกปืนไฟยิงเสียชีวิต

หยางหลิงเห็นพลปืนไฟของทัพหมิงก็อยู่ในสภาพอลหม่าน มันเคยชมภาพยนตร์ต่างประเทศสมัยศตวรรษที่สิบเจ็ด พลปืนไฟที่หยุดอยู่กับที่จะจัดขบวนสามแถว แถวแรกหมอบลง แถวที่สองคุกเข่าข้างหนึ่ง แถวที่สามอยู่ในท่ายืน ยิงปืนไฟตามลำดับ หากอยู่ระหว่างรุกคืบ จะแบ่งออกเป็นสองขบวน ขบวนแรกพอยิงจู่โจมก็ล่าถอย ขบวนที่สองก็เข้าไปยิงจู่โจม เป็นการชดเชยข้อบกพร่องขณะที่บรรจุกระสุนปืนใหม่

แต่ทหารหมิงที่เบื้องหน้ากลับฮืออกไประดมยิงปืนไฟ จากนั้นล่าถอยไปทางด้านหลัง ส่วนทัพม้าซึ่งเพิ่งโถมออกจากเมืองกระจายไปยังสองปีก โอบล้อมใส่พวกตาดมองโกล แต่พลปืนไฟแถวหน้าล่าถอยไม่ทัน ถูกพวกตาดมองโกลยิงธนูล้มตายลงแถบหนึ่ง

หรือว่าทหารหมิงไม่รู้จักตั้งแถว ชดเชยข้อบกพร่องของปืนไฟสมัยโบราณ หยางหลิงเห็นว่าจะหาโอกาสสอบถามเจียงป่าจ่งดู?

ซึ่งความจริงในรัชสมัยหงอู่ฮ่องเต้ แม่ทัพใหญ่มู่อิงก็ใช้วิธีการยิงสามช่วงตอนปราบความวุ่นวาย แต่หลังจากนั้นในกองทัพจัดสรรปืนไฟเพิ่มขึ้น ทัพหมิงไม่เน้นการฝึกแม่ทัพนายกอง จึงใช้วิธียิงพร้อมเพรียง เมื่อข้าศึกโถมถึงเบื้องหน้า ปืนไฟก็กลายเป็นไม้พลองด้ามหนึ่ง

กำลังหลักของทัพหมิงยังฮือออกจากประตูเมือง จู่โจมใส่พวกตาดมองโกล ถึงแม้รูปขบวนไม่รวดเร็วกว่าข้าศึก แต่หนึ่งนั้นพวกตาดมองโกลไม่ทันตระเตรียม สองถูกปืนไฟระลอกแรกสร้างความโกลาหลแก่พวกมัน ดังนั้นทัพหมิงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบกว่า

หยางหลิงชมดูจนเลือดลมพลุ่งพล่าน พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “แม่ทัพหย่งหนิงใต้เท้าเหอ เจี้ยนจวิน* ใต้เท้าเยี่ย ผู้ช่วยเจี้ยนจวินหลิวกงกงมาถึง นายอำเภอจุดพักม้าจีหมิงกับผู้ช่วยทหารอยู่ที่ใด?”

* ขุนนางที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลกองทัพ

หนังสือแนะนำ