ผู้กล้าตัดข้อมือ

ไพร่พลทั้งหลายพอได้ยินเสียงเป่าหลอดเขา พากันกลับขึ้นบนกำแพงมองลงไป เห็นทัพม้ามองโกลไม่แยกย้ายตีเมืองเช่นเมื่อครู่อีก หากแต่ขบวนทัพอย่างแน่นหนา ปรากฏบันไดที่จัดสร้างอย่างลวกๆ สิบกว่าบันได คาดว่าตัดโค่นต้นไม้บนเขาเร่งจัดทำขึ้น

กำแพงของจุดพักม้าจี๋หลงไม่สูงนัก หากพาดบันได พร้อมกับยิงธนูคุ้มกัน ขอเพียงแนวป้องกันใดถูกเจาะทำลาย สถานการณ์ก็ยากกอบกู้แก้ไขได้

เจียงปิงร้องสั่งว่า “ยกปืนใหญ่มา ถล่มบันไดของพวกมัน” ปรากฏพลทหารและชาวบ้านหลายคนไปช่วยเหลือพลปืนใหญ่ประบตำแหน่งของปืนใหญ่

ยามนั้นที่ห่างไปปรากฏวัตถุประหลาดหลังหนึ่งขึ้น ใช้ไม้ค้ำอยู่ทั้งสี่ด้าน มีความสูงราวห้าวา ด้านบนสุดเป็นแท่นที่ราบ ข้างล่างมีแท่นที่ราบขนาดใหญ่กว่า ด้านข้างเผยเห็นเครื่องกว้านที่ทำจากไม้สองแถว ข้างหน้าคลุมด้วยหนังวัวทั้งผืน ไม่อาจเห็นสภาพภายใน วัตถุประหลาดนี้เคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ คาดว่านักรบมองโกลซ่อนอยู่หลังผืนหนังวัว ที่ด้านหลังตามติดด้วยพวกตาดมองโกลแน่นขนัด

ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น สะท้อนประกายอาวุธแวววัวจับตา เจียงปิงยกดาบชี้ไปยังโครงไม้นั้น ร้องว่า “ยิงถล่มรถศึกตีเมืองคันนั้นให้กับเรา”

เห็นพวกตาดมองโกลยิ่งมายิ่งเคลื่อนใกล้ พลธนูที่หมอบอยู่ด้านหน้าพลันร้องว่า “ใต้เท้า ด้านหน้าเป็นชาวบ้าน...พวกตาดมองโกลจับตัวชาวบ้านให้อยู่แถวหน้า”

เจียงปิงรีบโถมออกไป ยื่นมือกดปีกกามองลงไป ยามนี้พวกตาดมองโกลเข้าใกล้กว่าเดิม เห็นแถวหน้าประกอบด้วยบุรุษสตรีชราฉกรรจ์ยี่สิบสามสิบคน ล้วนแต่งกายเช่นชาวจงหยวน (ภาคกลางของประเทศ) ต้องแตกตื่นตะลึงลานกับที่

จู่โจมหรือ นั่นล้วนเป็นชาวต้าหมิง ผู้ใดกล้ารับความผิดทำร้ายคนบ้านเดียวกัน ไม่จู่โจมหรือ หากปล่อยให้พวกตาดมองโกลรุกคืบเข้ามา ทั้งหมดก็ไม่มีชีวิตรอด จุดพักม้าจีหมิงต้องถูกตีแตก

เจียงปิงกลอกตาตลบหนึ่งร้องว่า “จู่โจมให้กับเรา นี่เป็นแผนการของพวกตาดมองโกล เป็นพวกตาดมองโกลปลอมแปลงขึ้น”

ปากกระบอกปืนใหญ่หันหารถศึกตีเมืองคันนั้นแล้ว พลปืนใหญ่ก็จ่อคบไฟเข้าใกล้สายชนวน พลันปรากฏชาวบ้านผู้หนึ่งร้องว่า “ยิงไม่ได้ นั่นเป็นคนบ้านเดียวกับพวกเรา เราจำได้ว่าคนทางซ้ายเป็นเหล่าจิ่ว (พี่ชายมารดา) ของเรา ล้วนเป็นผู้คนบนเขาปาลาหลิ่ง”

ได้ยินเสียงลุกไหม้ดังซี่ซี่ หลิวซวินเจี่ยนพลันชักดาบฟันสายชนวนดับไป เจียงปิงถึงกับกระโดดโลดเต้น กล่าวว่า “ใต้เท้าทั้งหลาย หากปล่อยให้รถศึกประชิดกำแพง อาศัยพวกเราไม่อาจเฝ้ารักษาเมืองได้ ตอนนี้ไม่อาจมีเมตตาจิตเช่นสตรีไป”

หวงฉียิ่นกล่าวว่า “ไม่ได้ พวกเราเป็นขุนนางท้องถิ่น ไหนเลยทำร้ายชาวบ้านตัวเองได้ ให้คัดเลือกมือธนูฝีมือดียิงสะวกตาดมองโกล ยับยั้งมิให้พวกมันเข้าใกล้”

ขุนนางบุ๋นที่ด้านข้างพากันผงกศีรษะ เหล่ามือธนูจึงน้าวคันธนูยิงลูกศร ปรากฏลูกธนูปลิวเวียนว่อน แต่รถศึกคลุมหนังวัวไว้ หนังวัวที่ไม่ผ่านการย้อมทั้งเหนียวทั้งแข็งกระด้าง ลูกธนูไม่อาจยิงทะลุเข้าไป พวกตาดมองโกลต่างซ่อนตัวอยู่หลังรถศึก เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ

เจียงปิงร้อนใจขึ้นมาตวาดว่า “ที่นี้อยู่ในการบัญชาการของเรา พลปืนใหญ่ยิงถล่มรถศึกให้กับเรา”

หวงฉียิ่นสวนคำว่า “ทหารหมิงสังหารชาวหมิงไหนเลยมีเรื่องเช่นนี้ เราเป็นเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอ) ของอำเภอนี้ ใต้เท้ามินไม่อยู่ ขุนนางใหญ่น้อยรวมทั้งทหารประจำการล้วนอยู่ภายใต้การสั่งการของเรา ผู้ใดกล้าขัดคำสั่ง?”

พลปืนใหญ่หันไปมองหน้ากัน ไม่ทราบฟังคำสั่งผู้ใดดี

ลูกธนูหลายดอกยิงใส่หนังวัว ผืนหนังวัวเพียงสั่นสะเทือน ปรากฏลูกธนูดอกสองดอกเกี่ยวอยู่บนหนังวัว หาทะลุเข้าไปไม่ ทหารมองโกลนายหนึ่งพลันถือทวนกระโดดถึงหน้ารถศึก ร้องบอกเป็นภาษาฮั่นว่า “ที่เบื้องหน้าล้วนเป็นชาวต้าหมิง ผู้ใดกล้ายิงธนู พวกเจ้าชมดูให้ดี”

พลางหันหัวม้ากลับไป ก้มเอวลงแย่งชิงห่อผ้าใบหนึ่งจากมือสตรีนางหนึ่ง จากนั้นควบม้ากลับมา สตรีนางนั้นร่ำไห้พลางไล่กวดตาม พลันปรากฏลูกธนูดอกหนึ่งแหวกฝ่าอากาศมาปักใส่กลางหลังนาง

บนกำแพงเมืองเงียบสงัดงัน เบิ่งตาดูสตรีนางนั้นล้มคว่ำกับพื้นโดยไม่อาจช่วยเหลือได้ ทหารม้ามองโกลนั้นถือทวนมาถึงหน้ากำแพงเมือง ซัดขว้างห่อผ้าในมือขึ้นกลางอากาศ ใช้ทวนในมือขวาแทงทะลุห่อผ้า ยกชูอยู่กลางอากาศ ร้องบอกว่า “พวกเราทราบว่าภายในเมืองมีทหารเฝ้ารักษาไม่มาก รีบเปิดประตูเมืองยอมจำนน จะได้รับการละเว้น ไม่เช่นนั้นจะฆ่าล้างเมืองแม้เด็กทารกก็ไม่ละเว้น”

ผู้คนบนกำแพงเมืองค่อยทราบว่าห่อผ้าในมือมันห่อหุ้มทารกแบเบาะไว้ ทุกคนเบิ่งตาแทบฉีกขาด ปรากฏมือธนูหลายคนมือสั่นระริก ไม่ทราบตื่นตระหนกหรือแค้นเคือง ไม่สามารถน้าวคันธนูได้

เห็นโลหิตไหลหลั่งมาตามคันทวน หยดหยาดลงบนพื้นหิมะ หานโย่วเหนียงต้องยกมือปิดปาก อีกมือหนึ่งคว้าแขนหยางหลิงไว้ ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา

เจียงปิงพลันขู่คำรามว่า “ยิงปืนใหญ่ให้กับเรา พวกท่านเหล่าหนอนตำราจะปล่อยให้พวกตาดมองโกลบุกขึ้นมาเข่นฆ่าพวกเราจนสิ้นซากจึงยอมเลิกราหรือ?”

หวงฉียิ่นขยับเขยื้อนริมฝีปาก กล่าวคำ “ไม่...ไม่...” แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมา หยางหลิงก็นึกไม่ถึงว่าพวกตาดมองโกลโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ค่อยทราบว่าชนต่างชาติคือชนต่างชาติ ล้วนเป็นเดรัจฉานที่ไร้มนุษยธรรม เห็นทารกแบเบาะผู้หนึ่งถูกคนเถื่อนที่กระหายเลือดทิ่มแทงสังหารในคราเดียว พลันดิ้นรนจากน้ำมือหานโย่วเหนียง โถมถึงหน้าปืนใหญ่ แย่งชิงคบไฟจากมือพลปืนใหญ่ จ่อใส่สายชนวน ขู่คำรามว่า “ถล่มมารดามัน ฆ่า”

ปืนใหญ่ส่งเสียงคำราม กระสุนปืนใหญ่ถล่มใส่รถศึกคันนั้นอย่างแม่นยำ จนฐานล่างแหลกกระจุย ชาวบ้านด้านหน้ากับนักรบมองโกลที่ผลักดันรถศึกหลายคนกลับกลายเป็นเลือดเนื้อกระเซ็นซ่าน โครงรถพังครืนลง ชาวฮั่นที่ไม่ถูกระเบิดเสียชีวิตหลายคนแตกฮือหลบหนี ถูกลูกธนูขนนกหลายดอกยิงสังหารล้มตายลง

ทหารม้านั้นตื่นตระหนกยิ่ง หันหัวม้าคิดควบขับกลับไป เพิ่งหันหัวม้าไป ปรากฏลูกธนูดอกหนึ่งยิงใส่ต้นคอมัน ทะลุออกทางลำคอ ทหารม้าพลิกร่วงลงจากหลังม้า ขาข้างหนึ่งยังสอดอยู่ในบังโกลนม้า ซากศพถูกม้าศึกลากกลับเข้าขบวน

บนกำแพงเมือง หานโย่วเหนียงตาแดงก่ำมือถือคันธนูสงครามที่แย่งชิงจากพลทหารที่ด้านข้าง พาดลูกธนูอีกดอกหนึ่งกับสายธนู คันธนูสงครามนี้คล้ายกับคันธนูยาวที่ใช้ล่าสัตว์ นางอายุสิบสองปีก็ใช้คันธนูยาวยิงถูกแมวป่าที่วิ่งอยู่ในดงไม้ คิดสังหารทหารม้ามองโกลที่ปราศจากการคุ้มกันผู้หนึ่งย่อมไม่ลำบากกินแรง

พวกตาดมองโกลเห็นมนุษย์โล่ใช้การไม่ได้ จึงแบกบันไดสิบกว่าบันได แบ่งเป็นหลายขบวนโถมใส่กำแพงเมือง

ปืนใหญ่กระดอนจากที่เดิม เมื่อควันปืนจางหาย หยางหลิงยกชูคบไฟ ใบหน้าถูกควันรมจนดำ มันเบิ่งตาแดงฉานไปทางหวงฉียิ่นกับพวก กล่าวเสียงแหบพร่าว่า “งูพิษกัดข้อมือ ผู้กล้าตัดข้อมือทิ้ง คำนึง...คำนึงถึงสถานการณ์ใหญ่สำคัญกว่า”

หวงฉียิ่นก็ส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ยกก้อนหินทุ่มลงไป หวังจู่ปู้ หม่าเจ๋อเฉิงกับพวกก็โถมออกไปราวเสียสติ เจียงปิงยังไม่ล้าปล่อยให้คนเหล่านี้เสียชีวิตในที่นี้ จึงสั่งคนทุ้งอุ้มทั้งแบกยกบัณฑิตผู้คงแก่เรียนเหล่านั้นเข้าหอบนประตูเมือง

มันยังตบไหล่หยางหลิงโดยแรง ร้องว่า “ประเสริฐ ไม่ว่าผู้อื่นมองอย่างไร ชาวบ้านจุดพักม้าจีหมิงหากรักษาชีวิตไว้ได้ ล้วนได้รับการประทานจากท่าน” กล่าวจบร้องสั่งให้ยิงปืนใหญ่ถล่มบันไดไม้ของพวกตาดมองโกล”

แต่พวกตาดมองโกลที่เบื้องล่างหลีกเลี่ยงหอหลักบนประตูเมือง แยกย้ายไปสองปีก พาดบันไดบุกขึ้นมา อานุภาพของปืนใหญ่จึงลดลง หยางหลิงล่าถอยมาด้านข้าง ไม่ว่าเสียงม้าศึกร้องก้อง เสียงลูกธนูแหวกฝ่าอากาศ เสียงโห่ร้องฆ่าฟัน คล้ายเป็นเสียงจากอีกโลกหนึ่ง มีคนพาดบันไดไม้สองบันไดบุกขึ้นบนกำแพง เจียงปิงก็นำกำลังเข้าสะกดไว้ หยางหลิงยังยืนซึมเซาราวไร้วิญญาณ ถึงแม้ทราบว่าวิธีที่ชาญฉลาดที่สุดคือยิงปืนใหญ่ถล่มใส่ ไม่เช่นนั้นต้องมีชีวิตสูญสิ้นมากกว่านี้ แต่เห็นชาวบ้านเหล่านั้นตายใต้เงื้อมมือตนเอง ยังมีความรู้สึกว่ากระทำบาปอย่างร้ายแรง

ระเบิดที่มีอยู่ใช้ออกหมดสิ้น ชาวบ้านที่ขยาดสงครามคล้ายถูกกระตุ้นความคิดสู้รบขึ้นมา ทั้งใช้ทั้งก้อนหินไม้ซุงและหินปูน ยังมีคนเก็บดาบทวนของพลทหารที่เสียชีวิตโถมออกไป พวกตาดมองโกลก็ใช้ชีวิตผู้คนปูลาดเป็นทาง สาบานต้องตีหักจุดพักม้าจีหมิงให้จงได้

บันไดไม้ที่ห่างไปบันไดหนึ่งหนุนส่งนักรบมองโกลสี่คนบุกขึ้นมา ที่ด้านหลังยังมีคนปีนป่ายตามหลัง เจียงปิงเห็นผิดท่า จึงร่ายรำดาบคู่ที่เปื้อนเลือดโถมเข้าไป

หยางหลิงถูกเสียงแผดร้องที่ข้างหูปลุกตื่นขึ้นมา เห็นบนกำแพงขาดกำลังคน ไม่มีกำลังที่สดชื่นอุดรอยแตก จึงหยิบฉวยทวนยาวเล่มหนึ่งวิ่งตะบึงไป

หานโย่วเหนียงใช้ไม้พลองร่วมกับพลปืนใหญ่ที่ละทิ้งปืนใหญ่จับดาบต้านทานข้าศึกบนกำแพงเมือง ทั้งจับตาดูหยางหลิง พอเห็นเช่นนั้นจึงแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ฟูจวินเป็นนักศึก ยังสู้ชายฉกรรจ์ธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้ไหนเลยเป็นคู่มือของนักรบมองโกลที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา จึงกวาดไม้พลองใส่หัวไหล่นักรบมองโกลที่เพิ่งกระโดดขึ้นบนกำแพงผู้หนึ่ง กวดามันร่วงหล่นลงไป จากนั้นวิ่งไล่กวดตามไป

การสู้รบในสมรภูมิไมมีลวดลายอันใด ใช้ท่าจ้วงแทงฟาดฟันที่รวบง่ายตรงๆ แต่พอประมือกัน หยางหลิงค่อยทราบว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ เรี่ยวแรงและความรวดเร็วของมันไม่อาจเทียบเปรียบกับนักรบที่กรำศึก นักรบมองโกลที่ใช้ดาบผู้หนึ่งเพิ่งปาดดาบเชือดคอพลทหารนายหนึ่ง พอตวัดดาบขึ้น ก็เขี่ยทวนในมือหยางหลิงหลุดลอยไป

แว่วเสียงตวาดก้อง ดาบใหญ่ฟันลงยังศีรษะ หยางหลิงต้องร่ำร้องในใจ ‘เราต้องตายอีกแล้ว โย่วเหนียงอยู่ที่ใด?’ มันทั้งหลบไม่พ้น และไม่คิดหลบหลีก ก่อนตายเพียงต้องการเห็นหานโย่วเหนียงอีกครั้ง

มันเหลียวหน้าถึงกลางคัน ก็เห็นหานโย่วเหนียงกระโดดปราดมาราวกับแม่เสือดาวปกป้องลูกน้อย ผ้าโพกศีรษะร่วงหลุดไป ผมเปียพัดพลิ้วตามลม จี้ไม้พลองไปยังเบื้องบนศีรษะของหยางหลิง

เสียงเช้งคราหนึ่ง ไม้พลองของหานโย่วเหนียงจี้เฉียงๆ ใส่ตัวดาบที่ฟันถึงเบื้องบนศีรษะของหยางหลิง กระแทกดาบใหญ่พ้นห่าง กรีดใส่พื้นกำแพงเป็นรอยลึกเส้นหนึ่ง

หานโย่วเหนียงมาถึงแล้ว ไหล่ซ้ายกระทบพื้นก่อน กลิ้วตัวตามสภาวะ จากนั้นดีดตัวขึ้น จิ้มไม้พลองใส่หน้าอกนักรบมองโกลนั้น นักรบมองโกลนั้นต้องเซตึงตึงถอยไปหลายก้าว ไม่ทันทรงกายมั่น หานโย่วเหนียงก็สืบเท้าออกไป ใช้กระบองปานจักรผัน หวดใส่ลำคอซ้าย ก้านคอขวา หน้าผาก ท่อนล่างของมัน ฟาดหวดจนนักรบมองโกลนั้นไม่ทันส่งเสียงแผดร้องออกมา

หยางหลิงชมดูจนตะลึงลาน เห็นหานโย่วเหนียงหมุนตัวตามไม้พลอง ยืดจับตรงกลางของไม้พลอง ปลายไม้พุ่งเฉียดผ่านหน้าอกหยางหลิงไปพร้อมกับกระแสลมหอบหนึ่ง พอหมุนตัวไป ก็เลื่อนมือมาที่ส่วนหัวของไม้พลอง ไม้พลองคล้ายหางเสือดาวที่ตวัดขึ้น หวดใส่ลำคอนักรบมองโกลนั้น หยางหลิงได้ยินเสียงลูกกระเดือกแตกดังขึ้น ไม้พลองนี้กลับหวดจนร่างสูงใหญ่นั้นลอยหวืดขึ้นไป ข้ามปีกกาบนกำแพง ร่วงลิ่วลงยังเบื้องล่าง

กระบวนท่าของนางเหล่านี้เกรี้ยวกราดดุร้าย ไม้พลองทั้งรวดเร็วทั้งดุดัน ฝีเท้ายิ่งเข้มแข็งเปี่ยมพลัง เห็นบนกำแพงปรากฏศีรษะอีกหัวหนึ่งโผล่พ้นขึ้นมา นางจึงเสือกส่งปลายไม้พลองออก จี้ถูกหว่างคิ้วของข้าศึก คนผู้นั้นกระทั่งศัตรูยังไม่ทันเห็นชัดตา ก็หงายร่วงหล่นลงไป

หานโย่วเหนียงรั้งไม้พลองกลับ ล่าถอยถึงข้างกายหยางหลิง รู้สึกเข่าอ่อนระทวยแทบคุกลง จึงรีบใช้ไม้พลองยันกายไว้ ใบหน้าน้อยๆ กลับกลายเป็นเผือดขาว หน้าผากปรากฏหยาดเหงื่อผุดพราย สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนรีบประคองนางไว้ ถามว่า “โย่วเหนียง ท่านเป็นไรแล้ว รับบาดเจ็บที่ใด?”

หานโย่วเหนียงกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เซี่ยงกง โย่วเหนียงไม่เป็นไร แต่ว่า...แต่ว่าดาบนั้นขู่ขวัญข้าพเจ้าแทบตายแล้ว ฮือฮือ...” ผู้ประสบเหตุไม่เป็นไร นางกลับตื่นตระหนกจนร้องไห้ออกมา

ยามนั้นเจียงปิงค่อยพบว่าผู้เยาว์ที่มีฝีมือเลอเลิศนี้เป็นหญิงสาวนางหนึ่ง ยังเข้าใจว่านางเพิ่งฆ่าคนบังเกิดความหวาดกลัว จึงตวัดดาบฟันนักรบมองโกลล้มลงหลายคน หัวร่อฮาฮากล่าวว่า “กลัวอันใด บิดาเข้าสมรภูมิครั้งแรกถึงกับเป็นตะคริวที่เท้า เป็นหัวหน้าหน่วยบีบคอเราบังคับให้โถมออกไป หลังจากฆ่าอีกหลายคนก็ไม่กลัวแล้ว”

มันเข่นฆ่าจนย่ามใจ กลับกระโดดขึ้นบนกำแพง เตะศัตรูที่เพิ่งปีนป่ายขึ้นมาผู้หนึ่งร่วงหล่นลง จากนั้นเงื้อดาบฟันติดต่อกัน ฟันเส้นเชือกที่ผูกมัดสะพานไม้ขาดกระจุย นักรบมองโกลที่ปีนบันไดถึงกลางคันหลายคนแผดร้องพลางพลิกร่วงลงไป

ปรากฏลูกธนูระดมยิงจากเบื้องล่าง ระดมยิงใส่เจียงปิง เจียงปิงยืนอยู่บนกำแพง ร่ายรำดาบคู่จนลมฝนไม่อาจกระเซ็นเข้ามา ปัดป่ายลูกธนูไปจนหมดสิ้น เหล่าทหารเห็นนายทหารปาจ่งอาจหาญถึงเพียงนี้ ต่างบังเกิดขวัญและกำลังใจ สะกดสภาวะจู่โจมของพวกตาดมองโกลลง

หานโย่วเหนียงประคองหยางหลิงไว้ กล่าวว่า “เซี่ยงกง รีบไปยังหอบนประตูเมือง”

หยางหลิงกระทืบเท้าอย่างขุ่นเคือง ตนเองใช้การไม่ได้จริงๆ นอกจากโยนก้อนหินลงไปแล้ว กระทั่งคันธนูยังไม่เคยจับต้องมาก่อน มันยังมีความสำนึกตัว หลบเลี่ยงไปยังหอบนประตูเมือง ก่อนจากกันกล่าวถามว่า “คิดไม่ถึงท่านมีฝีมือกล้าแข็งถึงเพียงนี้ นี่เป็นเพลงไม้พลองอันใด?”

หานโย่วเหนียงหน้าแดงวูบ กล่าวอย่างกระบิดกระบวนว่า “เป็นท่านพ่อสอนให้ โย่วเหนียงเองก็ไม่ทราบ” เห็นมันเดินเข้าหอบนประตูเมือง นางค่อยถือไม้พลองรุดไปสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจียงปิง เห็นที่ใดเกิดรูโหว่ พวกมันหนึ่งดาบหนึ่งไม้พลองจะรุดไป สะกดพวกตาดมองโกลไว้

หยางหลิงทราบแล้วว่าเจียงปิงเหี้ยมหาญ แต่นึกไม่ถึงว่าหานโย่วเหนียงก็มีฝีมือเข้มแข็งถึงเพียงนี้ ไม้พลองทั้งทิ่มสกัด กวาดฟาดตวัดเขี่ย เงาไม้พลองคล้ายมังกรอาละวาดสมุทร หญิงสาวที่ยามปรกติขลาดเขลาอ่อนแอ ยามนี้กลับคล้ายราชสีห์ที่แยกเขี้ยวกางเล็บตัวหนึ่ง

หยางหลิงชมดูจนกำหมัดกัดฟัน ตั้งใจว่าหากวันนี้ไม่ตาย ต้องร่ำเรียนเพลงไม้พลองชุดนี้จากนาง ขณะที่ชมดูจนเลือดลมพลุ่งพล่าน มีคนตบไหล่มันคราหนึ่ง พอเหลียวหน้าไปเห็นเป็นหวังจู่ปู้เอง

หวังจู่ปู้ยื่นหน้าเข้ามา คล้ายชมดูการต่อสู้บนกำแพง ปากกลับกระซิบบอกว่า “หยางซือแหย ท่านตัดสินใจไม่ผิด เพื่อนร่วมงานจะไม่วิพากษ์วิจารณ์วุ่นวาย เพียงแต่...ท่านต้องระวังหม่าเจ๋อเฉิง”

หยางหลิงงงงันวูบ ถามเบาๆ ว่า “ไยต้องระวังมัน?”

หวังจู่ปู้ยิ้มอย่างลึกลับ กล่าวว่า “เจ๋อเฉิงเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย ท่านคาดว่ามันอาศัยอะไรนั่งคู่กับใต้เท้านายอำเภอ?”

มันส่งเสียงกระแอมแล้วกล่าว “ขุนนางเจ๋อเฉิง* ของต้าหมิงเรา ล้วนเป็นหน่วยสอดแนมของกรมความมั่นคงแผ่นดิน”

* เจ้าหน้าที่รับส่งข่าวสาร

หยางหลิงทวนคำกรมความมั่นคงแผ่นดิน มันเข้าใจว่ากรมความมั่นคงแผ่นดินเป็นหน่วยงานข้างพระวรกายฮ่องเต้เจ้าชีวิต คิดไม่ถึงหัวหน้ารับส่งข่าวสารและดูแลเสบียงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมความมั่นคงแผ่นดิน ข้อมูลข่าวสารในราชวงศ์หมิงกลับเจริญรุดหน้านัก

เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับหม่าเจ๋อเฉิง ค่อยคลายใจลง แต่ยังกล่าวอย่างคับข้องใจว่า “ชาวบ้านที่เบื้องล่างแสดงว่าไม่อาจมีชีวิตสืบไป ต่อให้สามารถมีชีวิต เมื่อชั่งน้ำหนักดู ระหว่างหลายหมื่นชีวิตกับหลายสิบหมื่นชีวิต ยังไม่สามารถจำแนกว่าส่วนใดสำคัญกว่าหรือ?”

หวังจู่ปู้ฝืนหัวร่อกล่าวว่า “นอกจากฉุดลากขุนนางอวี้ซื่อในนครหลวงมาถึงกำแพงเมืองแห่งนี้ ไม่เช่นนั้นพวกมันคงไม่คาดคิดเช่นนี้” กล่าวพลางขยับตัวออกไป

หยางหลิงเหลียวหน้ามอง เห็นหวงฉียิ่นยืนสนทนากับหม่าเจ๋อเฉิง พอสบสายตากับตนเองเห็นดวงตามันทอแววกังวลสนใจ แสดงว่ามันจงใจพัวพันหม่าเจ๋อเฉิงไว้ ให้หวังจู่ปู้มาถ่ายทอดวาจาต่อตนเอง

หยางหลิงคิดอ่านในใจ ‘เราเคยช่วยชีวิตบุตรชายมัน หรือว่าคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินกลับไร้น้ำใจถึงเพียงนี้ หวงเสี้ยนเฉิง (ผู้ช่วยนายอำเภอแซ่หวง) เมื่อกำชับเช่นนี้ แสดงว่าให้เราหาโอกาสแสดงไมตรีต่อมัน จะอย่างไรเราไม่มีชีวิตยืนยาว เราจะไม่ควักเงินให้ ไม่เช่นนั้นโย่วเหนียงจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?’

นึกถึงตอนนี้ ต้องเงยหน้าขึ้นกวาดตามอง พอดีเห็นเงาหลังของหานโย่วเหนียง ผมเปียทั้งสองเส้นกวัดแกว่งอยู่ไปมา

ยามนั้นหลิวซวินเจี่ยนส่งเสียงร้องบอกว่า “พวกตาดมองโกลล่าถอยแล้ว” หวงฉียิ่นกับหม่าเจ๋อเฉิงพอฟังพากันรุดออกไป เห็นพวกตาดมองโกลล่าถอยกลับไป ล่าถอยพลางยิงธนูขึ้นมาบนกำแพงพลาง คุ้มกันนักรบที่กำลังปีนบันไดเข้าตีเมืองล่าถอยไป

หยางหลิงเห็นพวกมันล่าถอยอย่างเป็นระเบียบ มันแม้ไม่เข้าใจการจัดขบวนทัพ แต่ดูออกว่าพวกตาดมองโกลรวมตัวกัน รักษารูปขบวนจู่โจมไว้ ต้องร้องโพล่งว่า “พวกตาดมองโกลทำอะไร ขอเพียงโหมตีอีกครั้ง ก็จะขึ้นมาบนกำแพง เหตุใดจึงล่าถอยไป?”

หวังปันโถว (เจ้าหน้าที่กรมเมืองแซ่หวัง) หัวร่อพลางกล่าวว่า “หยางซือแหย ท่านเข้าใจว่าพวกตาดมองโกลไม่กลัวตายหรือ ชาติสุนัขเหล่านี้ถูกพวกเราเข่นฆ่าจนเจ็บปวดใจแล้ว”

หยางหลิงมีความรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่ไม่อาจบอกกล่าวได้ เปรียบกับเหล่าขุนนางบุ๋นที่กระหยิ่มยินดี มันความความคิดแจ่มใสกว่า พอขบคิดพลันร้องโพล่งว่า “แย่แล้ว พวกมันใช้คิดตีประตูเมืองตะวันออกและตกหรือไม่ พวกเราเพิ่งถอนกำลังส่วนหนึ่งมาจากประตูเมืองด้านนั้น จึงมีกำลังเปราะบางกว่า”

ยามนั้นเจียงปิงวิ่งกลับมา ถึงแม้อากาศเหน็บหนาว มันยังถอดชุดเกราะออก เปลือยแขนทั้งสองข้าง ดาบฟูฟันจนหงิกงอ พอฟังจึงกล่าว “ไม่หรอก ประตูเมืองตะวันออกและตกช่องทางคับแคบ ปรกติพวกเราจะไม่เปิดประตูเมือง”

หานโย่วเหนียงก็วิ่งกลับมา ภายในหอบนประตูเมืองชุมนุมด้วยใต้เท้าทั้งหลาย นางไม่สะดวกกับการเข้ามา จึงหยุดยืนอยู่ข้างประตูมองดูหยางหลิง นางสู้รบจนสองแก้มแดงซ่าน ปอยผมเปียกชุ่มปรกหน้าผาก เดินออกไปสองก้าว ยกมือป้องหน้าปากมองไปยังเบื้องล่าง

เห็นนักรบมองโกลบนพื้นหิมะแยกออกเป็นช่อง ปรากฏม้าสี่ตัวลากวัตถุสีดำทะมื่นสองสิ่งมาที่ประตูเมืองตะวันออกและตก หยางหลิงไม่ทันบอกออกไป เจียงปิงก็กระโดดปราดขึ้นมา ร่ำร้องว่า “มารดามันเถอะ เป็นปืนใหญ่อสนีบาตถล่มฟ้า”

หนังสือแนะนำ