การศึกยามรุ่งสาง

หวงฉียิ่นชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว* อยู่รอบหนึ่ง หยางหลิงกลับไม่เห็นด้วย ขุนนางบุ๋นขวัญอ่อนเช่นนี้เอง หรือจะปล่อยให้พวกตาดมองโกลมาก่อกวน ฝ่ายตนเอาแต่ปิดประตูรักษาเมืองไว้ อย่างนั้นชาวต่างชาติมิใช่เหิมเกริมกว่าเดิม?

* เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง ตรงกับคำตีวัวกระทบคราด

หยางหลิงกวาดตาผ่านหน้าหัวหน้าหน่วยที่หน้าประตูหลายนาย พลันพบเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยยืนชิดติดกับกำแพงเมือง ตากลมโตดำขลับจับจ้องมองมาโดยไม่กะพริบ

หยางหลิงร้อนใจขึ้นมา เมืองน้อยนี้อาจเกิดศึกสงคราม เมื่อถึงเวลาปรากฏลูกธนูปลิวเวียนว่อน นางเป็นหญิงสาวอายุสิบกว่าปี หากรับบาดเจ็บจะทำอย่างไร จึงถลึงตาใส่นาง บุ้ยปากไปที่นอกประตู

หานโย่วเหนียงขบริมฝีปาก หลบสายตาของมัน หยางหลิงพานจับจ้องมองนางไม่ปล่อย หานโย่วเหนียงค่อยมีสีหน้าผิดปรกติ สุดท้ายสบสายตากับหยางหลิง หยางหลิงเลิกคิ้วขึ้น กวาดตาผ่านหน้านาง จากนั้นทิ้งลงมายังด้านล่าง แฝงความหมายข่มขู่อย่างชัดแจ้ง

หานโย่วเหนียงหน้าแดงขึ้นมา นับตั้งแต่วันนั้นหยางหลิงตบตะโพกนางฉาดหนึ่ง คล้ายเกิดความย่ามใจ หลังจากนั้นขอเพียงนางไม่เชื่อฟังวาจา จะลงโทษโดยการตีก้นทุกครา

หวงฉียิ่นด่าจนน้ำลายกระเซ็นซ่าน พลันเห็นหยางหลิงส่งสายตาวุ่นวาย ต้องงงงันวูบจึงกล่าว “หยางซือแหย ท่านมีคำพูดใดจะกล่าว?”

หยางหลิงสะดุ้งเฮือก รีบกล่าวว่า “ไม่มีใด หวงเหลากล่าวถูกต้อง ผู้เยาว์น้อมรับคำสั่งสอน”

หวงฉียิ่นค่อยพบว่าตนเองด่ากราดอยู่ครึ่งค่อนวัน ยังไม่มีความคิดในเชิงสร้างสรรค์อันใด จึงกล่าว “ท่านทั้งหลาย ระหว่างนี้ราชบุตรชนเผ่าตาร์ตาร์รบกวนชายแดนเราไม่หยุดหย่อน แต่ไม่เคยส่งกำลังทหารโจมตีด่านรักษาการณ์ของเรา ครั้งนี้ด่านรักษาการณ์ก่อไฟแจ้งข่าวการศึก คาดว่าป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคออาจจกำลังมารุกราน คืนนี้ต้องเพิ่มการระวังป้องกัน รอจนฟ้าสางสว่าง หลังจากทำความเข้าใจกับข้าศึกค่อยคิดอ่านวางแผนกัน”

จากนั้นส่งเสียงดังกว่าเดิมว่า “ตอนนี้เพิ่งปรากฏร่องรอยข้าศึก ชาวบ้านภายในเมืองก็ปั่นป่วนวุ่นวาย ฟ่งซวินเจี่ยน ท่านนำกำลังออกตรวจตรา ห้ามชาวบ้านออกมาชุมนุมกลางถนน หากมีคนฉวยโอกาสปล้นชิงทรัพย์ หรือปล่อยข่าวลือสร้างตวามระส่ำระสาย ให้ตัดศีรษะฆ่าสิ้น”

ฟ่งซวินเจี่ยนใจหายวาบกล่าวว่า “นี่...ยังไม่ทำการไต่สวน ฝ่าบาทไม่ลงนาม ไหนเลยฆ่าคนวุ่นวายได้?”

หวงฉียิ่นแค่นหัวร่อกล่าวว่า “เมื่อเกิดศึกสงคราม ขุนนางท้องถิ่นมีสิทธิ์ตัดสินใจ ไม่ต้องแจ้งต่อกรมราชทัณฑ์ กระทั่งข้อนี้ท่านยังไม่ทราบหรือ?”

ฟ่งซวินเจี่ยนหน้าแดงวูบ ประสานมือน้อมรับคำสั่ง นำผู้ใต้บังคับบัญชารีบรุดจากไป

หวงฉียิ่นกล่าวอีกว่า “หงปันโถว ท่านนำกำลังรีบรุดไปที่คลังที่ทำการเจ๋อเฉิง ให้พวกมันจัดส่งก้อนหินไม้ซุง น้ำมันหินปูนไปยังกำแพงทั้งสี่”

หงปันโถวรับคำคราหนึ่ง หวงฉียิ่นกล่าวกับหลิวเตียนซื่อว่า “ใต้เท้าหลิว รบกวนท่านไปยังคุกใหญ่ ดึงตัวผู้คุมคุกมาส่วนตัว จากนั้นแจ้งให้เป่าจ่างกับหลี่จ่าง* ทุกสาย คัดเลือกชายฉกรรจ์ขุดหลุมดักม้าที่หลังประตูเมืองตะวันออก ตกและใต้ ทั้งจัดตั้งเครื่องกีดขวางม้าไว้ หากการศึกคับขัน ก็ให้เหล่าชายฉกรรจ์ขึ้นกำแพงไปช่วยเหลือ

* กำนันผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน

จากนั้นกล่าวกับหวังจู่ปู้ว่า “ใต้เท้าหวัง ท่านประจำการที่ที่ทำการอำเภอ คอยแจ้งข่าวการทหาร และรับผิดชอบอาหารการกินของไพร่พล”

หยางหลิงพอฟังมาตรการของหวงเสี้ยนเฉิงค่อยยอมรับนับถือ เมื่อครู่มันเห็นมินเสี้ยนหลิ่งองอาจหาญกล้า พลอยถูกกระตุ้นเลือดลมอุ่นระอุ คิดสู้รบกับพวกตาดมองโกลสักรอบ ยามนี้สงบเยือกเย็นลง ค่อยได้คิดว่าไม่ว่ารุกหรือรับ ต้องมีแนวหลังอันมั่นคง หากปล่อยให้ชาวบ้านในเมืองซ่อมสุมชุมนุม เล่าลือต่างๆ นานาน ก็ไม่สามารถสะกดระงับได้ ยังมีภายในเมืองตอนนี้มีทหารประจำการสองร้อยกว่าคน หากไม่เตรียมการตั้งแต่แรก รอจนเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ไม่อาจสั่งการได้

เห็นขุนนางบุ๋นจากไปแทบหมดสิ้น เจียงปิงมองดูกำลังทหารในมือแล้วกล่าว “ใต้เท้าหวง พวกตาดมองโกลยังก่อความวุ่นวายที่เชิงกำแพง เราจะนำกำลังไปตรวจตราบนกำแพง ขออำลาแล้ว”

หวงฉียิ่นประสานมือ ใช้สายตาส่งพวกมันจากไป แล้วทอดถอนใจยาว นั่งลงที่ข้างโต๊ะ กล่าวกับหยางหลิงว่า “หลานแซ่หยาง ท่านใช่เห็นว่าเราสั่งเตรียมพร้อม ใช่ขยาดสงครามหรือไม่?”

หยางหลิงรีบรินน้ำชาให้กับมันถ้วยหนึ่ง กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “หวงเหลา ผู้เยาว์อายุเยาว์เลือดลมร้อนแรง เห็นใต้เท้ามินห้าวหาญเกินคน จิงคิดติดตามออกไป พอนึกดูเห็นว่ามาตรการของหวงเหลาปลอดภัยกว่า ใต้เท้ามินเป็นผู้ปกครองอำเภอหนึ่ง สมควรคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม ผู้เยาว์ไม่ทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมห้ามปราม นึกดูละอายใจยิ่ง”

หวงฉียิ่นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “อย่าได้เห็นว่าที่นอกเมืองมีพวกตาดมองโกลไม่มากนัก ครั้งนี้พวกมันเข้าตีจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร คงมีความต้องการสูง ลูกผู้ชายคิดสร้างผลงาน เฝ้ารักษาผืนแผ่นดินไว้ นี่เป็นโอกาสอันประเสริฐ ท่านอายุยังเยาว์ ควรฝึกฝนให้มากไว้”

หยางหลิงเห็นหานโย่วเหนียงย่องฝีเท้าหลบหนีออกจากหอบนประตูเมือง จึงรีบกล่าวว่า “ถูกแล้ว นี่ถือเป็นหน้าที่ของผู้เยาว์ หวงเหลาพักผ่อนสักครู่ ผู้เยาว์จะออกไปชมดูมาตรการข้างนอก”

หวงฉียิ่นยกมือลูบเครา ผงกศีรษะชมเชย หยางหลิงรีบรุดออกไป เห็นเงาร่างอ้อนแอ้นสายหนึ่งเร้นหายกับเงามืดมุมหอ ต้องหัวร่อออกมา

ยามนี้หิมะยังไม่หยุดตก ที่นี้เป็นส่วนสูงที่สุดของตัวเมือง ลมภูเขาโชยพัดจากหว่างกลางยอดเขาเบื้องหน้าสองลูก ลมรุนแรงหิมะแน่นหนา หยางหลิงเดินเตร่ถึงมุมหอ สูดลมหายใจลึกๆ หยีตาแหงนมองท้องฟ้า ปล่อยให้ลมหนาวหอบเกล็ดหิมะมาปะทะใบหน้า ชั่วครู่ยังไม่เคลื่อนไหว

พวกตาดมองโกลที่เบื้องล่างหยุดการก่อกวน หากก่อกองไฟขนาดใหญ่อยู่ที่ห่างไปห้ากอง หยางหลิงต้องฉุกใจคิด อาศัยไพร่พลร้อยกว่าคนไม่สามารถตีหักจุดพักม้าจีหมิง พวกมันฝ่าลมหิมะรออยู่ที่เบื้องล่าง หรือหลังจากนี้จะปรากฏทัพใหญ่บุกโจมตี?

ในเงามืดที่มุมหอมีดวงตาอันแวววาวคู่หนึ่งมองดูหยางหลิง สุดท้ายหานโย่วเหนียงอดเดินออกมามิได้ ฉุดดึงแขนเสื้อของมัน กล่าวราวกับเด็กหญิงที่กระทำผิดว่า “เซี่ยงกง...”

หยางหลิงทอดถอนใจ ก้มศีรษะลงจ้องมองดวงตาของหานโย่วเหนียง ประคองใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของนางไว้ กล่าวด้วยความรักเวทนาว่า “โย่วเหนียง ท่านมีฝีมือติดตัว คนเดียวเอาตัวรอดได้ หากว่าเมืองแตกจริงๆ ท่านก็อาศัยความชุลมุนหลบหนีออกไป กลับไปยังบ้านตระกูลหยาง...ไม่หลบหนีกลับบ้านมารดาเถอะ”

หานโย่วเหนียงร้องโพล่งว่า “เซี่ยงกง ท่านกล่าวอันใด ไม่ว่าเกิดเรื่องใด ข้าพเจ้าย่อมต้องอยู่ร่วมกับท่าน ข้าพเจ้าไหนเลยทอดทิ้งฟูจวินหนีเอาชีวิตรอดไปเพียงลำพัง?”

หยางหลิงก็เกิดความสะท้อนใจไม่อาจตัดรอนอยู่บ้าง ยามนี้มันค่อยพบว่า ถึงแม้ไม่มีความรักอันระบือลือลั่น ไม่มีการคลอเคลียเคล้าคลึงอันดูดดื่ม แต่หญิงสาวนางนี้ได้ยึดครองจิตใจของมันแล้ว

มันชมชอบหญิงสาวนางนี้ แต่ไม่กล้ารับรักจากนาง บางครั้งอดสนิทสนมกับนางมิได้ บางคราจงใจยืดระยะห่างจากนาง ความคิดที่ขัดแย้งนี้สืบเนื่องจากมันทราบว่าตนเองมีชีวิตที่กระชั้นสั้น ได้แต่รักษาสภาพเช่นนี้เอาไว้

การยืมศพคืนวิญญาณ ผืนฟ้าเปลี่ยนโชคชะตา ความจริงไม่ง่ายดายอยู่แล้ว เพลิงครามยามค่ำคืนก่อนสิ้นปี บ่งบอกว่าคราเคราะห์ของการกลับชาติเกิดใหม่ของมันเริ่มขึ้นแล้ว

หยางหลิงโอบกอดหานโย่วเหนียงแนบแน่นพึมพำว่า “นี่เป็นโชควาสนาใด ข้าพเจ้าจึงได้พบรักกับท่าน...เอาเถอะ หากว่าข้าพเจ้าต้องถูกเคี่ยวกรำเป็นเวลาสองปี คงเจ็บปวดใจกว่านี้ โย่วเหนียง รับปากข้าพเจ้า หากรักษาเมืองไม่ได้ ท่านต้องหลบหนีออกไป เสาะหาคนดีตบแต่งให้กับมัน อย่าให้ข้าพเจ้าในปรภพต้องห่วงใยในตัวท่าน”

มันเข้าใจผิดคิดว่าวาระสุดท้ายใกล้มาถึง หานโย่วเหนียงกำลังคาดคิดว่าฟูจวินตัดสินใจตกตายร่วมกับชาวเมือง ดังนั้นยึดถือชายคนรักเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จึงซุกศีรษะกับอ้อมอกมัน กล่าวว่า “เซี่ยงกง ท่านช่วยเหลือใต้เท้ามินรักษาเมืองเถอะ โย่วเหนียงเป็นสตรีของท่าน ไม่ว่าท่านอยู่ที่ใด โย่วเหนียงจะขอติดตามท่าน หากว่าเซี่ยงกงไม่มีชีวิตอยู่...โย่วเหนียงจะขอติดตามท่านลงสู่ปรภพ”

หยางหลิงร้อนใจขึ้นมา ต้องผลักไสนางออกห่าง กล่าวว่า “ท่านเข้าใจอันใด ตกตายร่วมกับข้าพเจ้ามีประโยชน์ใด ข้าพเจ้าเพียงต้องการให้ท่านมีชีวิตอยู่...”

โคมที่มุมหอส่องต้องคราบน้ำตาบนใบหน้าหานโย่วเหนียง สร้างความเจ็บปวดใจแก่หยางหลิง ไม่สามารถกล่าวสืบต่อ

หานโย่วเหนียงกล่าวอย่างจริงจังว่า “โย่วเหนียงเข้าใจ โย่วเหนียงทราบว่าฟูจวินรักข้าพเจ้า เวทนาข้าพเจ้า แต่ฟูจวินทราบหรือไม่ ชีวิตของโย่วเหนียงหลอมรวมเข้ากับฟูจวินแล้ว หากว่าฟูจวินไม่มีชีวิตอยู่ โย่วเหนียงยังมีความสุขอันใด?”

หยางหลิงใจสั่นสะท้าน ใต้แสงโคมสีแดงระเรื่อ มันพบว่าหญิงสาวที่บริสุทธิ์นางนี้กลับฉายเสน่ห์ความงามออกมาจากคิ้วขนงวงพักตร์ ต้องโอบกอดนางไว้ใหม่ หน้าผากกระทบถูกปอยผมบนใบหน้านาง ครุ่นคิดขึ้น ‘โลกนี้คงไม่มีสตรีที่สามารถสร้างความหวั่นไหวใจแก่เราเช่นนางอีก’

หานโย่วเหนียงก็สวมกอดบุรุษที่รักนางเอาไว้ คิดอ่านในใจ ‘สวรรค์ประทานฟูจวินที่ดีที่สุดแก่เราคนหนึ่ง’

อย่างรวดเร็ว หิมะเหินห่อหุ้มสีเงินยวงให้กับคู่รักที่สวมกอดกันชั้นหนึ่ง

............

เสียงเป่าหลอดเขาปลุกหยางหลิงสะท้านตื่นขึ้นมา กระโดดปราดลุกขึ้น เนื่องเพราะหานโย่วเหนียงอยู่ข้างกาย ไม่สะดวกกับการอยู่ในหอบนประตูเมืองด้านทิศใต้ร่วมกับหวงฉียิ่นกับพวก จึงนอนยู่ในหอระหว่างประตูเมืองตะวันออกกับประตูเมืองด้านทิศเหนือ

หานโย่วเหนียงยกมือขยี้ตา ตื่นขึ้นมาเช่นกัน หยางหลิงทางหนึ่งวิ่ง ทางหนึ่งร้องบอกว่า “พวกตาดมองโกลบุกตีเมืองแล้ว ท่านรออยู่ที่นี้ ข้าพเจ้าจะไปชมดู”

ทุกที่ทางเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เหล่าทหารวิ่งไปมาบนกำแพงเมือง ตวัดดาบฟันเชือกขอเกี่ยวที่ซัดขว้างขึ้นจากเบื้องล่าง ทั้งยิงธนูตอบโต้กลับไป กำแพงเมืองด้านในทุกระยะสิบก้าวมีเครื่องกว้านตัวหนึ่ง ผูกโซ่เหล็กเอาไว้ ตรงกลางมีไม้กลมเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเชียะ ยาวราวหนึ่งวาท่อนหนึ่ง บนไม้กลวงติดเต็มไปด้วยตะปูยาวห้านิ้ว ดูไปคล้ายกระบองเขี้ยวสุนัขป่าขนาดใหญ่ด้ามหนึ่ง

ทหารสองนายซ่อนอยู่ใต้ปีกกาบนกำแพง ยกไม้กระบองโยนลงไป จะได้ยินเสียงแผดร้องดังระงม จากนั้นหมุนเครื่องกว้านบังคับ “กระบองเขี้ยวสุนัขป่า” ด้ามนั้นกลับขึ้นมา

เครื่องมือรักษาเมืองชนิดนี้แม้เทอะทะทั้งยังเสียเวลา แต่ทั้งสองด้านยังมีมือธนูหลายนายคอยยิงสนับสนุน กลับมีอำนาจในการทำลายล้างไม่น้อย

หยางหลิงวิ่งถึงหน้าปีกกา เพิ่งยึดเกาะปีกกาไว้ ก็ปรากฏลูกธนูดอกหนึ่งยิงเฉียดผ่านข้างแก้ม ปักฉึกกับขอบประตูบนหอ สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา

เห็นที่เบื้องล่างมีแต่ไพร่พลมองโกลกำแพงเมืองสูงหลายวา พวกมันโยนเชือกขอเกี่ยวกับบันไดเชือกขึ้นบนกำแพงเมือง ปีนป่ายขึ้นมาโดยไม่กลัวตาย ที่ด้านหลังยังมีมือธนูจำนวนมากควบม้าไปมา ยิงธนูขึ้นมา คุ้มกันการบุกตีเมืองของพวกมัน มือธนูบนกำแพงก็ยิงตอบโต้ แต่ว่าข้าศึกมีพวกมากฝ่ายตนน้อยกว่า ถึงแม้ได้เปรียบทางชัยภูมิพื้นที่ ยังถูกสะกดจนโงหัวไม่ขึ้น

หยางหลิงย่อเอวลงวิ่งไปทางประตูเมืองด้านทิศใต้ เพิ่งโถมเข้าหอบนประตูเมืองได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง พื้นผิวดินสั่นสะเทือน กลิ่นดินปืนคละคลุ้ง หยางหลิงตื่นตระหนกยิ่ง มองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นบนพื้นถูกยิงถล่มเป็นหลุมใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้คนสิบกว่าคนล้มตายลง ยังมีม้าศึกตัวหนึ่งถูกระเบิดขาขาดนอนจมกองเลือด ส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมา

หยางหลิงแลบลิ้นด้วยความตระหนก ดูไม่ออกว่าปืนใหญ่ในยุคสมัยนั้นร้ายกาจถึงเพียงนี้ ราชวงศ์หมิงมีระเบิดหรือ มันยังเข้าใจว่ากระสุนปืนใหญ่เป็นลูกเหล็กไส้ตันเสียอีก

แต่ว่ากระสุนปืนใหญ่พอยิงออกมา ก่อเกิดควันดำคละคลุ้ง หยางหลิงเพิ่งวิ่งเข้ามา จึงสูดดินระเบิดเข้าไป จนส่งเสียงไอออกมา รอจนควันปืนจางหาย หวงฉียิ่นที่ซ่อนตัวในหอบนประตูเมืองรีบกวักมือเรียกหาว่า “หลานเรา รีบมา ระวังอย่าได้ถูกลูกธนูยิงทำร้าย”

หยางหลิงก้มเอววิ่งเข้าไป เห็นหน้าหอบนประตูเมืองติดตั้งปืนใหญ่สามกระบอก เล็งมาที่กำแพงเมือง พลปืนใหญ่หลายคนกำลังบรรจุกระสุน กระทุ้งดินปืน ปืนใหญ่ทางซ้ายกระบอกหนึ่งทำการจุดสายชนวน พลปืนใหญ่หลายคนพากันยกมืออุดหู ได้ยินเสียงบึมใหญ่ ตำแหน่งที่ติดตั้งปืนใหญ่ปรากฏควันปืนคละคลุ้ง ไม่อาจเห็นเงาร่างชัดตา

หยางหลิงถูกควันรมจนตาแดงก่ำ รอจนควันจางหาย เห็นปืนใหญ่กระบอกนั้นกระดอนไปไกลหนึ่งวา พลปืนใหญ่หลายคนกำลังผลักดันปืนใหญ่กลับมาที่เดิม

เนื่องด้วยพวกตาดมองโกลหลีกเลี่ยงจากด้านหน้า เพียงกระจายไปรอบข้าง กระสุนปืนใหญ่ลูกนี้แม้สั่นคลอนขุนเขา แต่เพียงยิงถล่มคนตายคนหนึ่ง มีผู้คนรับบาดเจ็บหลายคน

หยางหลิงร้องถามว่า “ใต้เท้าหวง พวกตาดมองโกลไฉนยกมามายมายถึงเพียงนี้ เจียวปาจ่งเล่า?”

หวงฉียิ่นชี้มือไปด้านข้าง ร้องบอกว่า “จุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้นถูกตีแตกแล้ว พวกตาดมองโกลจึงเพิ่มกำลังมา เจียงปาจ่งกำลังบัญชาการศึกที่เบื้องหน้า บนกำแพงมีทหารเพียงร้อยกว่าคน ดูแลไม่ทั่วถึง ท่านรีบไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง ให้คนที่ทำการมารักษาเมือง”

หยางหลิงรับคำคราหนึ่ง หมุนตัววิ่งลงจากกำแพงเมือง ยามนั้นหลิวเตี้ยนซื่อนำชายฉกรรจ์สองร้อยกว่าคนขึ้นมาบนกำแพง หัวหน้าหน่วยนายหนึ่งจึงส่งให้กระจายไปตามจุดต่างๆ บนกำแพง ชายฉกรรจ์เหล่านี้เพียงเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้ผ่านการฝึกทางทหารมาก่อน พอฟังคำอธิบายของทหาร ก็ไม่สนใจว่าที่เบื้องล่างมีก้อนหินหรือไม่ ยกก้อนหินไม้ซุงทุ่มลงไป ทั้งไม่รู้จักป้องกันตัว ชายฉกรรจ์คนหนึ่งโผล่ศีรษะออกไป ก็ถูกลูกธนูยิงใส่หน้าอก หานโย่วเหนียงพอดีผ่านไป จึงหิ้วปีกมันไว้ หลังจากนั้นไม่มีคนกล้าโผล่ศีรษะออกไปอีก

ยามนี้บนถนนว่างเปล่า ชาวบ้านทั้งหลายได้ยินคำสั่งห้ามของเจ้าหน้าที่กรมเมือง ไม่กล้าวิ่งเพ่นพ่านวุ่นวาย หยางหลิงเพิ่งถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง เห็นหม่าเจ๋อเฉิงนำพนักงานสิบกว่าคนขับรถม้าสามคันสวนมา จึงหยุดร่างไว้ ร้องบอกว่า “ใต้เท้าหม่า พวกตาดมองโกลแยกย้ายกันตีเมือง กำลังทหารไม่เพียงพอ หวงเสี้ยนเฉิงขอให้ท่านสั่งคนทั้งหมดขึ้นกำแพงเมืองไปช่วยเฝ้ารักษา”

หม่าเจ๋อเฉิงกระโดดลงจากหลังม้า กล่าวว่า “ไหนเลยมีกำลังหลงเหลือ ที่ประตูตะวันออกและตกก็ปรากฏพวกตาดมองโกลเข้าตี อาวุธตีเมืองของพวกมันไม่เพียงพอ จึงแยกย้ายกันปันกำแพงขึ้นมา คนของเราล้วนส่งออกไปจนหมดสิ้น คงเหลือสิ่งเหล่านี้ กำลังจะส่งระเบิดไปให้กับเจียเท้าเจียง”

หยางหลิงเข้าใจว่าเป็นปืนใหญ่ จึงกล่าว “ตอนนี้พวกตาดมองโกลเข้าตีทั้งสี่ด้าน ทหารรักษาเมืองรับมือไม่ไหว เกรงว่าปืนใหญ่มีส่วนช่วยไม่มากนัก”

หม่าเจ๋อเฉิงสั่งให้รถม้าสองคันแล่นไปทางประตูเมืองตะวันออกและตก ตนเองนำรถม้าอีกคันหนึ่งมุ่งหน้าต่อไป พลางกล่าวว่า “หลานเราผิดแล้ว นี่มิใช่ปืนใหญ่ท่านแม่ทัพ หากเป็นระเบิดทับทิมขับไล่โจร ระเบิดก้อนหินเกรียงไกรกับระเบิดลิ้นจี่ต้านศัตรู เหมาะกับการรักษาเมือง”

หยางหลิงรับฟังจนงุนงงสงสัย หม่าเจ๋อเฉิงเห็นมันไม่เข้าใจ จึงเดินทางพลางอธิบายพลาง ระเบิดทับทิมขับไล่โจร ลักษณะคล้ายระเบิดมือยุคปัจจุบัน หล่อจากเหล็กดิบ ลักษณะคล้ายผลทับทิม ส่วนระเบิดก้อนหินเกรียงไกรสกัดจากก้อนหิน ภายในบรรจุดินระเบิด ในหินกระสุนแต่ละลูกยังผสมหินเล็กๆ นับร้อยลูก พอเกิดการระเบิด จะมีอำนายทำลายล้างสูง สำหรับระเบิดลิ้นจี่ต้านศัตรูมีขนาดใหญ่ที่สุด ในกระปุกเคลือบบรรจุดินระเบิด ยังมีเศษหินเศษเหล็ก และโคกกระสุนเหล็ก พอระเบิดออกเศษชิ้นส่วนจะกระเด็นไปไกลหลายร้อยก้าว

หยางหลิงพอฟังยินดียิ่ง จำได้ว่าตอนชมภาพยนตร์เรื่องซูสีไทเฮา ทัพแมนจูสู้รบกับพันธมิตรแปดประเทศ เพียงใช้ดาบใหญ่ หอกยาวสู้กับอาวุธปืนของปีศาจต่างชาติ คิดไม่ถึงอาวุธเพลิงสมัยราชวงศ์หมิงเจริญรุดหน้าถึงเพียงนี้ เมื่อมีวัตถุเหล่านี้ ต่อให้ตนเองเป็นนักศึกษา ยังเฝ้ารักษาเมืองได้

ระเบิดเหล่านี้พอลำเลียงมาถึง ก็บังเกิดผลอย่างมาก ทัพม้ามองโกลที่ใช้อาวุธเย็นแม้ไม่กลัวตาย แต่ไม่สามารถต้านทานวัตถุระเบิดได้ พร้อมกับเสียงระเบิดติดต่อตามกัน ที่เชิงกำแพงเมืองมีคนบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด การบุกตีเมืองหยุดชะงักลงชั่วคราว

ทหารหมิงบนกำแพงเมืองบาดเจ็บล้มตายสี่สิบกว่าคน บวกกับชาวบ้านที่ไม่รู้จักป้องกันตัว จึงสูญเสียเกือบร้อยคน หมอทหารกับหมอรักษาที่กะเกณฑ์จากชาวบ้านแยกย้ายรักษาผู้บาดเจ็บเป็นการใหญ่

เจียงปิงสังหารทหารมองโกลหลายนาย เข่นฆ่าจนย่ามใจ ถือดาบที่เปื้อนเลือดทั้งคู่ ด่าทอชาวบ้านโง่เขลาเบาปัญญา สั่งไพร่พลทหารสอนพวกมันสู้รบอย่างไร ส่วนหวงฉียิ่นกับหลิวเตี้ยนซื่อไปตรวจตรากำแพงเมืองตะวันออกและตก สำรวจดูสภาพบาดเจ็บล้มตาย

หยางหลิงขึ้นบนกำแพงเมือง เห็นพวกตาดมองโกลถอยห่างไปในระยะธนูแล่นสามดอก เตรียมการยิงโจมตีระลอกต่อไป นักรบมองโกลที่นอกกำแพงเมืองตะวันออกและตกก็รวมตัวอยู่ที่นั้น มีจำนวนสามพันกว่าคน หานโย่วเหนียงร้องขอไม้พลองจากเจ้าหน้าที่กรมเมืองที่คุ้นเคย ยืนอารักขาอยู่ข้างกายมัน คนแม้อ้อนแอ้นแช่มช้อย กลับองอาจไม่น้อย

หยางหลิงเห็นที่นอกเมืองยังมีข้าศึกไม่น้อย ไม่ทราบว่าทหารรักษาเมืองสามารถต้านทานการจู่โจมระลอกสองได้หรือไม่ อย่าว่าแต่ระเบิดที่ใช้โจมตีข้าศึกเหลือไม่ถึงยี่สิบลูก อดวิตกกังวลมิได้

แต่ว่าทัพหมิงสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่มัน นึกไม่ถึงว่าวิทยาการทางทหารสมัยราชวงศ์หมิงจะรุดหน้าถึงเพียงนี้ ในความทรงจำของมัน ราชวงศ์หมิงมีสภาพอ่อนแอ ฮ่องเต้ไม่เอาการเอางาน ปล่อยให้ขันทีก่อเหตุเภทภัย อื่นๆ หาทราบไม่ หากมิใช่ทราบว่าไทจือองค์ปัจจุบันเรียกว่าจูโฮ่วเจ้า ทั้งประจวบกับเคยดูภาพยนตร์เรื่องมังกรหยอกเย้าหงส์ ยังไม่ทราบว่าถัดจากหงจื้อฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เป็นฮ่องเต้องค์ใดขึ้นครองราชย์

เนื่องจากประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงเป็นคนสมัยราชวงศ์แมนจูจัดทำขึ้น จึงมีการปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนไว้ ซึ่งความจริงราชวงศ์หมิงเข้าสู่ลัทธิทุนนิยม ผลผลิตของแร่เหล็กเท่ากับโอวโจว* ทั้งหมด เนื่องจากติดต่อค้าขายกัน ปรากฏแร่เงินไหลเข้าสู่ประเทศจีนเศษหนึ่งส่วนสาม ผลผลิตทางอุจสาหกรรมเท่ากับหกส่วนของโลก ส่วนยุคทองของแมนจูในรัชสมัยเฉียนจงฮ่องเต้ มีผลผลิตเพียงร้อยละหกของโลก

* ยุโรป

มิน่าเล่าบาทหลวงที่แผยแพร่ศาสนาในราชวงศ์หมิงนามหลี่หม่าโต้ว* จึงบันทึกถึงประเทศจีนว่า “ที่นี้มีปัจจัยวัตถุอุดมสมบูรณ์ เพียบพร้อมทุกสิ่ง น้ำตาลขาวกว่าโอวโจว เนื้อผ้างดงามกว่าโอวโจว...ผู้คนแต่งกายภูมิฐาน บุคลิกภาพเฉิดฉัน ชาวบ้านมีสัมมาคารวะ เจรจาสุภาพเรียบร้อย” ส่วนทูตวิเศษของอิงกว๋อ* นามหม่าเจียเออหนี่ ซึ่งมาเยือนในรัชสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้บรรยายว่า “ทุกที่ทางมีแต่คนยากจน...ผู้คนจำนวนมากไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่...กองทัพใส่เสื้อเก่าขาดราวขอทาน”

* มัตเตโอ ริชชี

** อังกฤษ

ประเทศจีนสมัยราชวงศ์หมิง คล้ายประเทศญี่ปุ่นในภายหลัง ตัวเองคิดค้นได้ก็คิดค้น คิดค้นไม่ได้ก็สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาเลียนแบบ ตอนนั้นค่ายเสินจีในนครหลวงแต่ละค่ายมีกำลังพลหกพันคนครอบครองปืนใหญ่อสนีบาตสามพันหกร้อยกระบอก ปืนใหญ่ลูกโซ่สองร้อยกระบอก ปืนพกสี่ร้อยกระบอก นับเป็นยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยถึงเพียงไหน

แต่ว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรมไม่สมดุลกับความฟอนเฟะด้านการปกครองและการทหาร ปล่อยให้ศิลปวัฒนธรรมที่ล้าหลังเข้าแทนที่ กาลเวลาคล้ายเดินย้อนกลับไป นักวิทยาศาสตร์หายสาบสูญ อาวุธเพลิงที่นำสมัยก็ถูกฝังกลบไป อาวุธปืนไฟถูกกล่าวหาว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายถูกยกเลิก ในการศึกที่หยาเค่อซา* ทัพแมนจูยึดได้ปืนคาบศิลา คังซีฮ่องเต้เพียงเก็บไว้สองกระบอก สั่งห้ามมิให้ใช้ปืนไฟแบบใหม่นี้ อ้างว่าไม่ควรยุติการใช้หอกธนูที่ตกทอดมาแต่บรรพชน พอถึงสงครามฝิ่น ทหารแมนจูถือดาบใหญ่หอกยาวเผชิญกับอาวุธปืน กลับยึดถืออาวุธปืนเป็นสิ่งชั่วร้าย เข้าใจว่าใช้เลือดสุนัขดำก็ทำลายได้

* สงครามระหว่างแมนจูกับรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1685-1687

หยางหลิงย่อมไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ พอพบเห็นอาวุธของทัพหมิง จึงรู้สึกเหนือความคดาหมาย

ยามนั้นหวังจู่ปู้กับผู้เฒ่าภายในเมืองนำคนส่งอาหารขึ้นมาบนกำแพง เถ้าแก่หอหงเยียนยังล้มสุกรตัวหนึ่งมาให้รางวัลแก่แม่ทัพนายกอง หานโย่วเหนียงเข้าไปตักข้าวสองชาม เนื้อสุกรผักต้มชามหนึ่งมา เรียกหาว่า “เซี่ยงกง รับประทานข้าวเถอะ”

หยางหลิงค่อยสะท้านตื่นจากห้วงความคิด รับชามข้าวมา ทั้งสองยื่นมือรับประทานบนกำแพงเมืองที่ปกคลุมด้วยหิมะ หยางหลิงหิวโหยยิ่ง จึงพุ้ยข้าวลงไปครึ่งชาม ค่อยพบว่าหานโย่วเหนียงรับประทานคำเล็กๆ มองดูตนเองอย่างยิ้มแย้มจึงถามว่า “มองดูข้าพเจ้าทำอะไร?”

หานโย่วเหนียงเม้มปากหัวร่อ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นเซี่ยงกงรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย สร้างความเบิกบานใจยิ่ง”

หยางหลิงขอบตาเปียกชุ่มอยู่บ้าง จึงคีบเนื้อสุกรสองชิ้นวางลงในชามของนางกล่าวว่า “รีบรับประทานเนื้อ เซี่ยงกงไม่ชมชอบรับประทานเนื้อ เซี่ยงกงไม่ชมชอบรับประทานเนื้อสุกรที่ติดมัน ทราบหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงรับคำอย่างอ่อนหวาน ใช้ตะเกียบตัดเนื้อสุกรที่ไม่ติดมันให้กับหยางหลิง ตัวเองเอาแต่พุ้ยข้าว หยางหลิงก็อับจนปัญญา

หลังจากรับประทานอาหาร หานโย่วเหนียงเห็บชามกลับไป หยางหลิงเห็นมุมปากนางติดข้าวสวยเม็ดหนึ่ง จึงยื่นมือปาดใส่มุมปากนาง หานโย่วเหนียงงงงันวูบ เห็นนิ้วมือมันคีบข้าวสวยเม็ดหนึ่ง สร้างความกระดากอยู่บ้าง หยางหลิงไม่ดีดเม็ดข้าวทิ้ง กลับส่งเข้าปากไป ต้องหน้าแดงวูบหนึ่ง

นางรีบเหลียวซ้ายแลขวา พบว่าไม่มีผู้ใดพบเห็นฟูจวินสัพยอกหยอกล้อตัวเอง ค่อยคลายใจลง เห็นหยางหลิงยังมองดูตัวเองอย่างยิ้มแย้ม ต้องค้อนมันวงหนึ่ง เก็บชามหมุนตัวจากไป

หยางหลิงเห็นนางแม้สวมใส่เสื้อผ้าบุรุษช่วงเอวยังคงแบบบาง ยามบิดไหวเป็นเสน่ห์อันประทับใจ อดวาบหวามใจมิได้ หวนนึกถึงสักวันหนึ่งนางอาจอยู่ร่วมกับบุรุษอีกคนหนึ่ง สร้างความหึงหวงขึ้นมา ครุ่นคิดขึ้น ‘ตอนนี้ผู้คนถือประเพณีอย่างเคร่งครัด โย่วเหนียงคงไม่แต่งงานใหม่ อย่างนั้นเราสามารถ...’

มันพลันกอบหิมะกำหนึ่งเช็ดถูใบหน้า ร่ำร้องในใจ ‘คนเลวทราม เจ้าความจริงนึกคิดอย่างไร หากถล้ำลึกเกินไป ไยมิใช่สร้างความเจ็บช้ำรันทดแก่นางยิ่งกว่า?’

พริบตานั้น จานตาชั่งระหว่างความเห็นแก่ตัวกับความเสียสละส่ายไหวไปมา หิมะบนใบหน้าก็ละลาย ราวกับเป็นคราบน้ำตา

แต่แล้วยามนั้นเสียงเป่าหลอดเขาพลันดัง หยางหลิงจึงปาดเช็ดน้ำหิมะบนใบหน้า ก้มกายลงยกก้อนหินหนักยี่สิบกว่าชั่งก้อนหนึ่งขึ้น

หนังสือแนะนำ