บทที่ 16 ฝีปากคม

เหยียนเสี่ยวเตาเดินแผนซ้อนแผน เปลี่ยนจากรับเป็นรุก ครานี้หวังปี้โปกลายเป็นฝ่ายขอร้องนางเปิดกลไก ส่วนพวกเสี่ยวเตาต้องคิดวิธีเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกรแล้ว

จัดการหวังปี้โปเสร็จ เสี่ยวเตากลับเรือนพัก อวี๋หลันจือยังรั้งอยู่ที่นั่น กำลังสนทนากับห่าวจินเฟิงซึ่งเพิ่งกลับมาจากศาลาว่าการ

“พี่ใหญ่” เสี่ยวเตาวิ่งไปหา

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวทราบเรื่องที่เสี่ยวเตาเรียกห่าวจินเฟิงเป็นพี่ใหญ่ รู้สึกเช่นนี้ก็ไม่เลว

“เสี่ยวเตา” ห่าวจินเฟิงบอกเสี่ยวเตา “ให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของชุ่ยเอ๋อร์แล้ว เจ้าลองทายว่าผลเป็นอย่างไร”

“สืบหาเบาะแสอะไรได้บ้าง”

“ในมือชุ่ยเอ๋อร์มีผงยาพิษที่อยู่ในจานของเจ้า คนที่วางยาเจ้าก็คงเป็นนาง และบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตคือรอยมีดที่ลำคอ ตายเพราะเสียเลือดมาก”

“เมื่อวานนี้มีเลือดอยู่บนพื้นจำนวนมากใช่ไหม” เสี่ยวเตารับฟังสาเหตุการตายจบ พลันโพล่งถามเซวียเป่ยฝาน

“ค่อนข้างมาก” เซวียเป่ยฝานผงกศีรษะ

“แต่บนผนังกับบนดอกไม้ใบหญ้ากลับไม่มี” เสี่ยวเตามุ่นคิ้ว “เลือดไหลออกมาแล้วซึมลงพื้น”

ทุกคนงงงันเล็กน้อย

เสี่ยวเตายื่นมือทำท่าปาดคอเซวียเป่ยฝาน ทำเอาอีกฝ่ายตกใจรีบยกมือป้อง

“มีดเดียวปลิดชีพแบบนี้ ฆาตกรต้องลงมือจากข้างหลังแน่ และเลือดต้องพุ่งออกทางด้านหน้า สมควรกระเซ็นโดนผนังถึงจะถูก เมื่อวานเห็นผนังก็สะอาดดี” เสี่ยวเตาพึมพำ

ห่าวจินเฟิงผงกศีรษะ “ถูกต้อง ข้าคิดว่าศพชุ่ยเอ๋อร์อาจจะถูกนำมาทิ้ง หรือไม่ก็ฆาตกรไม่ได้มีคนเดียว นี่กำลังจะไปตรวจดูที่สวนดอกไม้พอดี”

ขณะสนทนา หวังปี้โปเดินเข้ามาจากข้างนอก ท่าทางประดักประเดิดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอหน้าเสี่ยวเตาอีกครั้ง กระแอมคำหนึ่ง “ข้ามีวิธีหาตัวฆาตกร”

ทุกคนล้วนอัศจรรย์ใจ

“พี่ชาย ท่านทราบว่าใครคือฆาตกร” อวี๋หลันจือวิ่งมาถึงข้างกายหวังปี้โป ทั้งจงใจมองไปทางเสี่ยวเตาแวบหนึ่ง ท่าทางยังคงระแวงเสี่ยวเตาไม่หาย

หวังปี้โปกระดกนิ้วต่อทุกคน เป็นเชิง...ตามข้ามา 

..................

ขณะมุ่งหน้าไปทางสวนดอกไม้ อวี๋หลันจือเดินมาที่ข้างตัวเสี่ยวเตา “เจ้าหายไปทำอะไรมา”

เหยียนเสี่ยวเตาล้วงมือหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อส่งให้นาง

“นี่อะไร” อวี๋หลันจือไม่เข้าใจ

เสี่ยวเตาตบไหล่นางเบาๆ “เจ้าเก็บรักษาให้ดี ต่อไปอย่ามาวุ่นวายกับข้าอีก”

อวี๋หลันจือเปิดดู ในนั้นคือคำมั่นสัญญาของหวังปี้โปที่ทำขึ้นเมื่อครู่ มองดูอยู่นาน นางค่อยเอ่ยถามเสี่ยวเตาอย่างไม่แน่ใจ “พี่ชายรับปากแต่งกับข้า?”

เสี่ยวเตายิ้มให้นาง “ใช่แล้ว ยินดีด้วย”

อวี๋หลันจือเก็บสัญญาฉบับนั้น วิ่งขึ้นหน้าไปอย่างแช่มชื่น

เสี่ยวเยว่มองดูอยู่ข้างๆ ถามเสี่ยวเตาด้วยความสงสัย “อวี๋หลันจือยินดีแต่งให้ญาติผู้พี่ของนางหรือไม่?”

เสี่ยวเตาแย้มยิ้ม “ยินดีจนตัวสั่น”

“เขาหลอกใช้นาง ไม่แน่ว่าจะรักนางจริง...เช่นนี้จะดีหรือ”

เสี่ยวเตาไม่ตอบกลับย้อนถาม “แล้วเจ้าเล่า? ถ้าเสิ่นซิงไห่ยินดีแต่งกับเจ้า สถานการณ์เดียวกัน เจ้าจะแต่งหรือไม่”

เสี่ยวเยว่กลับใคร่ครวญอย่างจริงจัง จากนั้นสั่นหน้า

เสี่ยวเตาคลี่ยิ้ม สอดมือคล้องแขนนาง “ดังนั้นข้าถึงเป็นสหายกับเจ้า ส่วนนางข้าขออยู่ห่างๆ อย่างนอบน้อม”

เสี่ยวเยว่พยักหน้า “อืม...แม้นางน่าสงสาร และตัดสินใจเช่นนี้ก็พอเข้าใจได้ แต่ข้าไม่ชอบนาง”

“พูดได้ดี” เสี่ยวเตายิ้มร่า

เซวียเป่ยฝานทางด้านหลังมองหน้าฉงหัว พลางถาม “เจ้าว่าแม่สาวน้อยคนนี้ คมในฝักหรือว่าโง่จริงกันแน่? บ่อมังกรเก้ามุกมีกลไกสลับซับซ้อน หนำซ้ำตอนนี้ยังพังหมด ไฉนนางถึงได้มั่นอกมั่นใจปานนั้น”

ฉงหัวมองเสี่ยวเตาที่กระโดดโลดเต้นและเสี่ยวเยว่ที่สงบเรียบร้อยทางด้านหน้า พลางยิ้มกล่าว “เหยียนหรูอวี้ลักขโมยตั้งแต่คลังสมบัติวังหลวงถึงสุสานโบราณนอกด่าน พึ่งลำแข้งตนเองมาตลอด เจ้าเคยเห็นมีครั้งไหนที่นางพลาดท่าบ้าง คนผู้นี้ภูมิหลังไม่ชัดเจน พรสวรรค์ไม่ซ้ำใคร เหยียนเสี่ยวเตาอยู่กับนางตั้งแต่เล็ก พี่ใหญ่เจ้าเลือกนางมาช่วย ถึงขนาดวางเดิมพันทั้งหมดไว้ที่ตัวนาง อย่างไรต้องมีเหตุผลแน่”

เซวียเป่ยฝานใคร่รู้ยิ่งนัก ต้องหาเวลาลงมือทดสอบนางสักครา ดูว่าเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ ที่แท้เก่งกาจปานใด

..............................

ทุกคนมาถึงกลางสวนดอกไม้ เห็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งกำลังกวาดพื้น บ่าวคนนี้เสี่ยวเตาไม่เคยเห็นมาก่อน อายุราวสิบแปดสิบเก้า รูปร่างผอมแห้ง

“หวังเฉิง” หวังกุ้ยติดตามอยู่ข้างกายหวังปี้โป ร้องเรียกบุรุษที่กำลังจดจ่อกับการกวาดพื้น

หวังเฉิงหันมาเห็นทุกคน จึงก้มศีรษะทำความเคารพ มิได้พูดจา

เสี่ยวเตาแปลกใจอยู่บ้าง บ่าวไพร่ในหมู่ตึกปี้โปแต่ละคนทั้งปากหวานทั้งกระตือรือร้น ที่แท้ยังมีที่แตกต่างออกไปด้วย

“เขาเป็นใบ้” หวังกุ้ยช่วยตอบแทน “ชำนาญการจัดสวน”

“แปลว่าดอกไม้พวกนี้ เขาเป็นคนปลูก?” เสี่ยวเตารู้สึกเลื่อมใสหวังเฉิงขึ้นมาทันที

“ไหนเลยแค่ดอกไม้” อวี๋หลันจือช่วยตอบแทน “การออกแบบเรือนพัก การจัดแต่งภูเขาจำลอง หญ้าทุกต้นล้วนเป็นฝีมือของหวังเฉิงทั้งสิ้น จริงไหม?”

หวังเฉิงก้มหน้าต่ำด้วยความขัดเขิน

“หวังเฉิง เมื่อวานเจ้าเห็นชุ่ยเอ๋อร์หรือไม่” หวังกุ้ยถามเขา

หวังเฉิงส่ายหน้า

“เมื่อวานตอนค่ำเจ้าไม่ได้กวาดใบไม้หรือ?” หวังกุ้ยซักไซ้ “เห็นชุ่ยเอ๋อร์นอนอยู่ในพงหญ้าหรือไม่”

หวังเฉิงส่ายหน้ารัว

อวี๋หลันจือทนฟังไม่ได้ “หวังกุ้ย เจ้าหมายความว่ากระไร หรือสงสัยหวังเฉิงเป็นคนฆ่าชุ่ยเอ๋อร์?”

หวังกุ้ยเหลือบมองหวังปี้โป ไม่กล้าตอบคำ เพียงถอยไปทางหนึ่ง

เสี่ยวเตารู้สึกว่า บ่าวรับใช้ในหมู่ตึกปี้โปนี้ล้วนแต่ก้มหน้าก้มตารับคำ เจ้านายมีอำนาจแต่ผู้เดียว ไม่เห็นเข้าท่าสักนิด บรรยากาศอึดอัดกดดัน รอยยิ้มก็เสแสร้ง

ความเคลื่อนไหวทางด้านนี้ดึงดูดให้บ่าวจำนวนหนึ่งมามุงดู โดยมากเป็นสาวใช้ มีบ่าวชายไม่กี่คน

หวังเฉิงทำมือทำไม้ คล้ายกำลังแก้ต่างให้ตัวเอง แต่หวังกุ้ยกลับจะพาเขาไปส่งทางการ

เซวียเป่ยฝานถามขัดจังหวะประโยคหนึ่ง “ผู้ตายมีเลือดออกมากขนาดนั้น ไม่กระเด็นถูกกำแพงหรือตามพุ่มไม้ใบหญ้า ก็ต้องกระเด็นใส่ร่างคนแน่ เสื้อผ้าของบ่าวรับใช้ในบ้านท่านล้วนเหมือนกัน มิสู้นำออกมาตรวจสอบดู ถึงตอนนั้นครบครันทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยาน ย่อมไม่อาจบิดพลิ้วแล้ว”

เพิ่งขาดคำ พลันเห็นบ่าวชายคนหนึ่งแอบเลี่ยงไปทางด้านหลังกลุ่มคน คล้ายต้องการหนี...เสี่ยวเตาตาไว ชี้มือทันควัน “จับเขาไว้”

อาจเพราะร้อนตัว บ่าวคนนั้นรีบชักเท้าออกวิ่ง พอหนีก็เท่ากับสารภาพผิดโดยไม่ต้องไต่สวนแล้ว โดนห่าวจินเฟิงจับกุมตัวทันที

ตรวจค้นที่พักของเขา พบเสื้อเปื้อนเลือดซุกอยู่ใต้เตียง บ่าวคนนั้นชี้ไปที่บ่าวชายอีกคน บอกว่าเขาก็มีส่วนร่วม! ดังนั้นสุนัขกัดสุนัข ทั้งสองล้วนโดนกระชากตัวออกมา

ห่าวจินเฟิงพาคนไปสอบสวนที่ศาลาว่าการ ที่แท้วันนั้นชุ่ยเอ๋อร์หลังจากถูกอวี๋หลันจือตำหนิก็อาฆาตแค้นในใจ หายาพิษมาโรยในอาหารของเสี่ยวเตา หมายยิงหนึ่งก้อนหินได้สองสกุณา มิคาดกลับถูกบ่าวชายสองคนนี้พบเห็นเข้า ทั้งสองจึงข่มขู่นาง แต่ชุ่ยเอ๋อร์ไม่เชื่อฟัง ซ้ำยังขัดขืน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเพราะหวังปี้โปเป็นเหตุ หมู่ตึกปี้โปให้ความสำคัญกับสตรีมากกว่าบุรุษ ข้อห้ามร้ายแรงที่สุดของบ่าวชายก็คือข่มเหงรังแกสาวใช้ สองคนนั้นเป็นเพราะร้อนใจจึงพลั้งมือสังหารชุ่ยเอ๋อร์จนตาย

เสี่ยวเยว่ฟังห่าวจินเฟิงเล่าจนจบ อดถามเสี่ยวเตามิได้ “สาวใช้คนนั้นไฉนใจคออำมหิตปานนี้ นางเกลียดแค้นอวี๋หลันจือ วางยาพิษเอาชีวิตนางก็สิ้นเรื่อง ไยต้องทำร้ายเจ้า”

เสี่ยวเตากอดอกแหงนหน้า ครุ่นคิดกลับไปกลับมาถึงเหตุการณ์ที่ริมสระบัววันนั้น ชุ่ยเอ๋อร์พูดเรื่องเป็นอนุของหวังปี้โปด้วยใบหน้าเอียงอาย ตอนนั้นยังดีๆ อยู่เลย...น่าเศร้าใจจริงๆ

ชุ่ยเอ๋อร์อาจแค่อยากรั้งอยู่ข้างกายหวังปี้โป หามิได้มักใหญ่ใฝ่สูงเกินควร แต่แค่นี้อวี๋หลันจือก็ยังรับไม่ได้ ดังคำ กระต่ายโมโหขึ้นมาก็กัดคนเช่นกัน ส่วนที่ว่าทำไมต้องฆ่าตน เสี่ยวเตาก็ขบไม่แตก และไม่อยากไปขบคิดอีก จบแค่นี้แล้วกัน

..........................

ตกค่ำ จู่ๆ อวี๋หลันจือมาหาเสี่ยวเตา

เสียงดัง ‘แปะ’ หนังสือสัญญาที่เสี่ยวเตาให้นางเมื่อเช้า ถูกวางลงบนโต๊ะ

เสี่ยวเตาชายตามองสีหน้าอวี๋หลันจือ ทอดถอนในใจคำหนึ่ง เดาว่าหวังปี้โปคงกรอกยาเสน่ห์ให้เด็กโง่คนนี้เรียบร้อยแล้ว ถึงได้วิ่งแจ้นมาออกหน้าแทนญาติผู้พี่

“เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าฉวยโอกาสข่มขู่พี่ชายในขณะที่เขากำลังเดือดร้อนได้อย่างไร” อวี๋หลันจือมาถึงก็โวยวายใหญ่ “เจ้าอย่าคิดว่าช่วยข้าสมหวังแล้วข้าจะเข้าข้างเจ้า”

เสี่ยวเยว่กำลังตากผ้าห่ม ได้ยินเข้าก็ฉุนกึกขึ้นมา คำว่าไม่รู้จักชั่วดี วันนี้นางนับว่าได้เห็นกับตาแล้ว ขณะจะช่วยเถียงแทนเสี่ยวเตา กลับเห็นมือของเสี่ยวเตาปัดป่ายไปมาข้างหลัง คล้ายห้ามไม่ให้นางพูด

เสี่ยวเยว่ได้แต่ยืนดูอยู่ด้านข้าง

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวก็อยู่แถวนั้น ต่างถือจอกร่ำสุราไม่พูดจา เรื่องของสตรี บุรุษพึงแส่ให้น้อย

ห่าวจินเฟิงหยิบหนังสือสัญญาขึ้นมาดู นานสองนาน “โอ! ที่แท้หวังปี้โปอยู่ดีๆ เกิดมีน้ำใจขึ้นมา เพราะอยากให้เสี่ยวเตาเสี่ยงตายไปเปิดกลไกกับดักแทนเขานี่เอง”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวสบตากันยิ้มๆ...บอกว่าเขาทึ่ม ความจริงก็ไม่ทึ่มเท่าไร

อวี๋หลันจือเม้มปาก

ห่าวจินเฟิงถามเสียงฉงน “คุณหนูอวี๋ ในเมื่อเจ้าบ้านหวังไม่มีใจให้เสี่ยวเตา เจ้ายังโกรธเคืองอันใด”

“ข้าไม่ได้โกรธนางเรื่องนี้ พี่ชายย่อมไม่มีใจให้นางแน่อยู่แล้ว” อวี๋หลันจือนั่งลงตรงข้ามเสี่ยวเตา “แต่หนังสือสัญญาแบบนี้มันไม่ถูกต้อง มีสิทธิ์อะไรถ้าพี่ชายไม่แต่งกับข้า แล้วต้องแบ่งสมบัติให้นางกึ่งหนึ่ง”

ห่าวจินเฟิงเอียงคออ่านหนังสือสัญญา พึมพำว่า “นั่นมิใช่ดีต่อเจ้าหรอกหรือ”

อวี๋หลันจือหน้าง้ำ “นั่นไม่ได้ พี่ชายบอกแล้ว เขาแต่งกับข้าด้วยความเต็มใจ…” พูดพลางหน้าแดงซ่าน

“อืม เช่นนั้นก็ดี” เสี่ยวเตายกถ้วยจิบชา ก่อนกล่าวกับห่าวจินเฟิง “ฉีกทิ้งไปเถอะ”

ทุกคนหันมองนางเป็นตาเดียว ไม่เข้าใจความคิดของนาง

เสี่ยวเตายื่นมือหยิบหนังสือสัญญาแผ่นนั้น ฉีกแควกๆ สองทีก่อนกล่าวกับอวี๋หลันจือ “กลับไปบอกหวังปี้โป เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เจ้าไม่เห็นด้วย ดังนั้นหนังสือสัญญาข้าฉีกทิ้งหมดแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปจากที่นี่ ให้เขาเชิญผู้เก่งกล้าท่านอื่นแทน”

………….

อวี๋หลันจือตะลึงตาค้าง “เจ้า...เจ้าไฉนไร้เหตุผลเช่นนี้”

“ใครไร้เหตุผล” เสี่ยวเตาใคร่หัวร่อ “หรือข้าสมควรถวายชีวิตให้ญาติผู้พี่ของเจ้า? ข้าติดค้างอะไรเขา! เจ้าเห็นเขาเป็นยอดมณี ข้าเห็นเขาเป็นหนอนโสโครก ไม่ว่าเป็นเพราะเขาตะล่อมให้เจ้ามาวอแววุ่นวาย หรือเพราะเจ้ามาออกหน้าแทนพี่ชายของเจ้าเอง แต่ข้าฉีกสัญญาแต่งงานทิ้งไปแล้ว ถ้าเขาไม่ยอม พวกเราสามารถไปถกกันที่ศาล ขอเพียงเขาไม่กลัวป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้ ว่าหมู่ตึกปี้โปเหลือแต่เปลือก ข้าก็อยากรู้ หวังปี้โปจะรักษาตำแหน่งมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งแห่งเจียงหนานไว้ได้อย่างไร คงได้โดนผู้คนหัวเราะฟันร่วง ส่วนเจ้าก็หมดโอกาสสุขสบายยืนชี้นิ้วเป็นนายหญิง ไม่ต้องเป็นคุณหนูแล้ว ลองไปเป็นสาวใช้ยกน้ำล้างเท้าเถอะ”

อวี๋หลันจือเริ่มหวั่นใจแล้ว “เจ้า… หรือนอกจากเจ้าแล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครทำลายกลไกได้!”

เสี่ยวเตายิ้มอย่างชวนมอง “เจ้าไปถามพี่ชายเจ้าเถอะ มาถามข้าทำไม อย่าลืมว่า ถ้าพรุ่งนี้พี่ชายเจ้าชื่อเสียงย่อยยับ หมู่ตึกปี้โปล้มละลาย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเจ้าคนเดียว”

“ข้า…”

อวี๋หลันจือไหนเลยแบกรับสิ่งนี้ได้ พลันน้อยใจร่ำไห้ออกมา “ข้าก็แค่เห็นเจ้าข่มขู่พี่ชาย…”

“ข้าข่มขู่เขา? ข้าแค่ข่มขู่เอาเงินนิดหน่อยเท่านั้น แต่ที่เขาข่มขู่ข้าคือชีวิตข้าและเรื่องแต่งงาน ข้ายังไม่เห็นโศกาอาดูรเลย เจ้ามาร้องไห้หามารดาอะไร” เสี่ยวเตาเลิกคิ้ว คนอื่นๆ ตะลึงลาน นึกในใจ...เด็กคนนี้ไฉนดุนัก นับเป็นครั้งแรกที่เห็น แต่อวี๋หลันจือก็หาเรื่องเองจริงๆ

อวี๋หลันจือเช็ดน้ำตา “แล้ว...แล้วจะทำอย่างไร เสี่ยวเตาเจ้าก็เปิดกลไกเถอะ หนังสือสัญญาของพี่ชายก็ให้ยึดถือตามนั้น ดีหรือไม่”

“เจ้าห่วงตัวเองดีกว่า” เสี่ยวเตาเท้าคาง “อุตส่าห์ทำให้เขาตัดสินใจแต่งกับเจ้า ตัวเจ้ากลับไม่เอาเอง ตอนนี้หนังสือสัญญาก็ฉีกทิ้งไปแล้ว เจ้าจงรอดูเขามีสามเมียสี่อนุแล้วกัน… จริงสิ เจ้าจะได้เป็นเมียเอกหรือเปล่าก็ยังไม่แน่เลย”

อวี๋หลันจือพอฟัง พลันปิดหน้าปล่อยโฮ เสียใจอย่างกับอะไรดี ท่าทีเย่อหยิ่งเอาแต่ใจเมื่อครู่ก่อนหายวับไปนานแล้ว

ร่ำไห้อยู่ดีๆ พลันได้ยินเสียงดัง ‘แปะ’ หนังสือสัญญาแผ่นหนึ่งวางลงบนโต๊ะหินตรงหน้า

“เอ๊ะ?” อวี๋หลันจือเช็ดน้ำตาพลางหยิบขึ้นมาดู ก็คือหนังสือสัญญาฉบับเมื่อครู่นี้...เสี่ยวเตาฉีกทิ้งแล้วชัดๆ ไฉนกลับสู่สภาพเดิมได้

อวี๋หลันจือลืมเรื่องร้องไห้ทันที สะอึกสะอื้นมองเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาเท้าสะเอว “ไม่เคยดูการแสดงกลหรือ? ถ้าเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ พี่ชายเจ้าคงไม่ลงทุนลงแรงมาขอร้องให้ข้าช่วยเช่นนี้หรอก”

อวี๋หลันจือเช็ดน้ำตา เสี่ยวเตาชำเลืองนางแวบหนึ่ง น้ำเสียงฉุนเฉียว “ต่อไปหัดรู้จักเก็บอารมณ์บ้าง ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะรังแกได้ง่ายๆ อย่างเช่นชุ่ยเอ๋อร์ ถ้าวันนั้นวางยาพิษในจานเจ้า เจ้าคงได้ไปเจอพญายมนานแล้ว คราวนี้ถือว่าข้ามอบป้ายทองเว้นชีวิตให้เจ้า อีกอย่าง เจ้าต้องรับผิดชอบการตายของนาง ผู้อื่นแค่เห็นว่าพี่ชายเจ้าเป็นคนดี จึงรู้สึกเทิดทูน แค่คำชมประโยคเดียว เจ้าก็ขับไล่ไสส่งนาง เจ้าเป็นประมุขแผ่นดินหรือ? ขนาดองค์หญิงยังไม่ร้ายเท่าเจ้าเลย ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ไปจับพี่ชายเจ้ามาตอน รับรองไม่มีสตรีนางไหนมาชอบเขาหรือมาแย่งชิงกับเจ้าอีกแน่”

เสียงพรืด เซวียเป่ยฝานสำลักเหล้าคำหนึ่ง ลูบอกไอโขลกๆ

อวี๋หลันจือโดนเสี่ยวเตาตำหนิยกหนึ่ง ก้มหน้าไม่พูดจา

เสี่ยวเตาโบกมือ “ไม่อยากจะด่าพวกเจ้าสองพี่น้อง อาศัยว่าตัวเองเป็นนาย ไม่เคยเห็นบ่าวไพร่เป็นคน ยังไม่ไปอีก? กลับไปสำนึกผิดให้ดี ยืนทื่อมะลื่ออยู่แถวนี้ เกะกะลูกตา!”

อวี๋หลันจือปากมุ่ย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกผู้อื่นบริภาษขนาดนี้ เดินถึงหน้าประตูยังหันกลับมามองเสี่ยวเตาแวบหนึ่ง

เสี่ยวเตาถลึงตาใส่ “จะไปจะมาไม่รู้จักบอกกล่าวหรือ? มารดาเจ้าสอนสั่งประสาอะไร”

อวี๋หลันจือกระตุกมุมปากอีกครั้ง สุดท้ายค่อยเอ่ย “ข้าขอตัวก่อน…เดี่ยวมื้อค่ำจะเพิ่มกับข้าวให้เจ้า” จบคำก็วิ่งปรูดออกไป

“เด็กร้ายกาจแบบนี้ ไม่ด่าไม่สำนึก” เสี่ยวเตาเบะปาก พอหันมาก็เห็นบุรุษสามคนกำลังมองนางด้วยสีหน้าหลากอารมณ์

“มองอะไร!” เสี่ยวเตาถลึงตากลับไป “พวกท่านสามคนก็ทำตัวให้ดีเถอะ”

ทั้งสามผงกศีรษะแทบไม่ทัน นึกในใจ...คนนี้ก็ร้ายกาจใช่ย่อย

หลังจากนั้น เสี่ยวเตากลับสู่อารมณ์แจ่มใส นัดแนะเสี่ยวเยว่ที่อารมณ์เบิกบานเช่นกันออกไปเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าในเมือง

หนังสือแนะนำ