ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 11)

 “เช้านี้ตอนคุณไม่อยู่ รองหัวหน้าสมาคมหลู่พาคนนำเสบียงมาเข้าโกดัง” เนื่องจากต้องการอวดฝีมือต่อหน้าญาติตนเอง จ้าวเสี่ยวซวนวิ่งมาริมหน้าต่าง รายงานต่อจางซงหลิงเสียงดัง “คนของหมู่บ้านเซวียเจียจวงกับหมู่บ้านรกร้างด้านตะวันตกต้องการเข้าร่วมสมาคม วันก่อนเว่ยแหยแหย่รับปากพวกเขาแล้ว ดังนั้นเช้านี้ พวกเขาจึงปฏิบัติตามกฎของพวกเรา ส่งเสบียงในส่วนที่ต้องบริจาคให้ทางสมาคมมาแล้ว!”

“อ้อ! เป็นเช่นนี้นี่เอง!” จางซงหลิงผงกศีรษะ เนื่องเพราะทางสมาคมมีอาวุธปืนในครอบครองมากถึงสองร้อยกว่ากระบอก สมาคมโลหิตกล้ากลายเป็นมหาอำนาจในละแวกหมู่บ้าน แม้แต่หน่วยรักษาความปลอดภัยของหูลู่อวี้ หากคำนวณเพียงจำนวนคนกับอาวุธปืน ก็ถือว่าตกเป็นรองสมาคมโลหิตกล้า ดังนั้นหมู่บ้านจำนวนหนึ่งในละแวกใกล้เคียง จึงบังเกิดความคิดที่จะขอความช่วยเหลือจากหมู่บ้านที่แข็งแกร่ง หวังว่ายามหมู่บ้านตนเองถูกโจรท้องถิ่นหรือโจรญี่ปุ่นคุกคาม ต้นไม้ใหญ่อย่างสมาคมโลหิตกล้าจะสามารถให้ความช่วยเหลือ

“คนนี้เป็นพี่สาวผม คนนี้เป็นน้องสาวผม พวกเธอสองคนล้วนเดินทางมาเยี่ยมผมโดยเฉพาะ!” ฉวยโอกาสที่จางซงหลิงเงยหน้าสนทนา จ้าวเสี่ยวซวนรีบแนะนำเด็กสาวสองคนให้อีกฝ่ายรู้จัก

เด็กสาวหน้ากลมก้มหน้าทันที ใช้มือบิดชายเสื้อตนเอง เด็กสาวหน้ารูปไข่กลับไม่ค่อยเขินอาย พยักหน้าให้จางซงหลิง ถามเสียงเบาว่า “พวกเราไม่รบกวนคุณกระมัง เมื่อสักครู่เห็นคุณดีดลูกคิดรวดเร็ว รู้สึกประหลาดใจ จึงยืนมองอยู่ตรงนี้มาครู่หนึ่งแล้ว! หากว่าคุณไม่เคยชินที่มีคนมาจ้องมอง พวกเราจะจากไปเดี๋ยวนี้”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร! พวกเธออุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงที่นี่ ก็อยู่พูดคุยกับซวนจื่ออีกสักครู่เถอะ ไม่ต้องสนใจฉัน ฉันทำงานของตนเองต่อไป!” จางซงหลิงไหนทราบว่าเด็กสาวสองคนนี้มาเพื่อดูตัวเองโดยเฉพาะ ฟังอีกฝ่ายพูดจามีมารยาท จึงตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

จากนั้น เขาหันมองไปทางจ้าวเสี่ยวซวน กล่าวว่า “รีบไปหาน้ำมาให้ญาติของคุณดื่ม อากาศร้อนอบอ้าว อย่าปล่อยให้พวกเธอสองคนกระหายน้ำ!”

“อืม!” จ้าวเสี่ยวซวนรับคำ วิ่งออกไปหากระติกน้ำร้อน

มองดูเงาหลังของจ้าวเสี่ยวซวนพลางส่ายหน้า จากนั้นจางซงหลิงก้มหน้ามองสมุดบัญชีอีกครั้ง แวบเดียวหนึ่งแถว สองมือดีดลูกคิดดังสดใส

วิธีการดีดลูกคิดสองมือ เป็นทักษะเฉพาะที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของตระกูลจาง ตอนเรียนมัธยม ทุกครั้งที่เขาเผยสุดยอดทักษะนี้ออกมา ล้วนมีเพื่อนนักเรียนล้อมดูไม่น้อย เขาซึ่งเคยชินต่อเหตุการณ์เช่นนี้มานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าผู้ชมที่อยู่ริมหน้าต่างเป็นผู้ใด ยิ่งไม่ถือสาว่าอีกฝ่ายเป็นชายหรือเป็นหญิง

เด็กสาวหน้ารูปไข่กับเด็กสาวหน้ากลม กลับนึกไม่ถึงว่าจางซิงหลิงเย่อหยิ่งเพียงนี้ ใบหน้าที่เดิมทียิ้มแย้มด้วยความเขินอาย แปรเปลี่ยนขุ่นเคืองฉับพลัน ขณะเตรียมหันหลังเดินจากไป ก็ได้ยินเด็กหนุ่มในห้องตะโกนเสียงดังว่า “เสี่ยวซวน บัญชีในส่วนนี้มันคืออะไร? ซือแหยเฒ่าคล้ายกับไม่เคยเอ่ยกับฉันมาก่อน!”

“อันไหน อันไหน!” จ้าวเสี่ยวซวนหิ้วกระติกน้ำร้อน วิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจรินน้ำให้พี่สาวตนเอง ก็โร่เข้าไปในห้อง ยื่นมือไปหยิบสมุดบัญชี “ท่านหมายถึงเงินเดือนกับเสบียงในส่วนนี้หรือ? ผมรู้ ผมรู้ วันนี้ก่อนที่เว่ยแหยแหย่จะออกเดินทาง ได้จ่ายให้พวกช่างก่อสร้างในแต่ละหมู่บ้าน หลายวันก่อนพวกเขาได้สร้างปล่องควันในที่สูงของทุกหมู่บ้าน วันนี้จึงเข้ามาส่งมอบ!”

ปล่องควันที่กล่าวถึง เป็นชื่อเรียกหอเตือนภัยของคนในท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือหมู่บ้านในละแวกใกล้เคียง ซือแหยเฒ่าเว่ยติงเสนอให้เบิกงบประมาณจากสมาคมโลหิตกล้า สร้างหอเตือนภัยหนึ่งแห่งให้กับหมู่บ้านที่เข้าร่วม และนัดแนะกับหมู่บ้านทุกแห่งไว้เรียบร้อย ไม่ว่าหมู่บ้านใครส่งสัญญาณควันขึ้นก่อน หมู่บ้านที่เหลือล้วนต้องรีบนำกำลังพลไปสมทบช่วยเหลือทันที หากมองเห็นศูนย์บัญชาการหลักของสมาคมโลหิตกล้าในหมู่บ้านเว่ยเจียจวงส่งสัญญาณควัน บ่งบอกว่ากำลังจะเกิดสงคราม เหล่าชายฉกรรจ์ของหมู่บ้านทั้งหมด ต้องรีบไปรวมตัวกันที่หน้าศาลเจ้าโบราณในหมู่บ้านเว่ยเจียจวง หยิบถืออาวุธ เตรียมพร้อมรับศึก

สำหรับหมู่บ้านหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตเนินเขาและเดินทางสัญจรไม่สะดวก การสร้างหอเตือนภัยย่อมเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม อย่างน้อยสามารถแจ้งเตือนการบุกรุกจากภายนอกไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว

ด้วยความนับถือเลื่อมใสในตัวซือแหยเฒ่า จางซงหลิงจัดการบัญชีต่อไป ยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกว่าชั่วชีวิตนี้ซือแหยเฒ่าไม่ไปช่วยเหลือเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่างกับรองผู้บัญชาการจาง นับว่าน่าเสียดาย ลำพังหยิบยกเรื่องของสมาคมโลหิตกล้า ตอนที่จางซงหลิงมองดูสมุดบัญชีครั้งแรก มีเพียงปืนเถื่อนหกสิบกว่ากระบอกกับกำลังพลสองสามร้อยคน บัดนี้เพิ่งผ่านไปเดือนกว่า ก็ขยายกำลังพลไปถึงพันกว่าคน อาวุธปืนรวมเกือบสี่ร้อยกระบอก หากว่าเพิ่มการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด วันใดพบเจอกองกำลังญี่ปุ่นขนาดเล็ก ใช่ว่าจะต้องเกรงกลัวพวกมัน!

จิตใจนึกคิดเพียงเร่งทำงานของวันนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เขาไม่ทันสังเกตว่าเด็กสาวสองคนที่ริมหน้าต่าง เดินจากไปตั้งแต่เมื่อใด

พอวางมือจากสมุดบัญชี ยืดเส้นยืดสาย ซือแหยเฒ่าที่ออกไปธุระแต่เช้าตรู่ก็เดินทางกลับมาแล้ว มองดูจางซงหลิง จากนั้นมองดูชามเปล่าสองใบที่วางอยู่บนริมหน้าต่าง ก้มหน้าลงต่ำ ถามอย่างลึกลับว่า “เมื่อสักครู่มีแขกมาหรือ?! เป็นอย่างไรบ้าง พวกเธอสนทนากันไปถึงไหนแล้ว?”

“เป็นแขกของเสี่ยวซวนจื่อ ฉันมัวแต่ทำงาน ไม่ได้สนทนากับพวกเธอ!”จางซงหลิงพยายามนึก ยังพอค้นพบเงาเลือนรางสองคนจากในความทรงจำ

“โอ!” ซือแหยเฒ่าท่าทางคล้ายกับต้องการทุบตีคน แต่สุดท้าย กลับยื่นมือลูบศีรษะของจางซงหลิงอย่างอ่อนโยน “อย่ามัวแต่ทำงาน สมควรออกไปเดินเล่น ก็ออกไปเดินเล่นบ้าง หมู่บ้านเว่ยเจียจวงของเรา วิวทิวทัศน์ก็นับว่างดงามและเงียบสงบ”

“นับว่าไม่เลว! เพียงแต่หมู่นี้บนภูเขามีผู้คนค่อนข้างมาก ฉันคิดจะหาสถานที่ใกล้เคียงเพื่อฝึกซ้อมยิงปืน ล้วนไม่ง่ายดายแล้ว!” จางซงหลิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ไม่รู้สึกว่าในคำพูดของซือแหยเฒ่ามีนัยแฝงแม้แต่น้อย

พบเจอเด็กหนุ่มที่โง่งมและสัตย์ซื่อเช่นนี้ ซือแหยเฒ่าก็จนปัญญา ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “อย่างนั้นคุณก็เดินไปไกลหน่อย อย่าลืมกลับมารับประทานอาหารให้ตรงเวลาก็พอ”

พูดไม่ทันจบ เขาก็รีบกล่าวเสริมว่า “แต่ว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องไปไกลนัก พรุ่งนี้เช้า ฉันต้องติดตามจานขุยกับเซียวเอ้อจื่อพวกเขาหลายคนไปหมู่บ้านเป้ยเล่อจวงทางตะวันออก ทางพวกเขาก็มีสมาคมหมู่บ้าน จำนวนคนใกล้เคียงกับพวกเรา เพียงแต่อาวุธปืนน้อยกว่า หากสามารถชักชวนพวกเขาเข้าร่วมด้วย ในสมาคมของพวกเราก็จะมีกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็นสองพันคนแล้ว!”

“เช่นนั้นไม่เท่ากับคุณต้องยุ่งวุ่นวายยิ่งขึ้นหรือ?!” จางซงหลิงหัวเราะ

“ตาเฒ่าฉันยุ่งวุ่นวาย เด็กหนุ่มอย่างเธอก็ไม่ว่างงาน! ถึงเวลา ฉันจะแบ่งกำลังพลเป็นห้ากองกำลังใหญ่ เลือกกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ว่าอย่างไร อยู่กับฉันที่นี่ ไม่ถือว่าขาดทุนกระมัง?!” ซือแหยเฒ่าหัวเราะฮาๆ สีหน้าภาคภูมิใจ “หากว่าไปอยู่กับซ่งเจ๋อหยวน สามารถดำรงตำแหน่งไผจ่าง(เชิงอรรถ-*ไผจ่าง เป็นตำแหน่งหัวหน้าของระบบกองทัพในช่วงสาธารณรัฐจีน ดูแลทหารในสังกัดประมาณ 30 คน) ก็ถือว่าบุญหล่นทับแล้ว! ทั้งยังต้องคอยดูสีหน้าผู้อื่น ไหนจะสู้อยู่กับพวกเรา เรื่องอะไรล้วนสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง!”

*ไผจ่าง เป็นตำแหน่งหัวหน้าของระบบกองทัพในช่วงสาธารณรัฐจีน ดูแลทหารในสังกัดประมาณ 30 คน

“กลัวแต่ต้าตังเจียพวกเขาจะหวงก้าง!” ตอนนี้จางซงหลิงก็รู้สึกว่าอนาคตของสมาคมโลหิตกล้าสดใสงดงาม หัวเราะพลางกล่าวเย้ยหยัน

“ไม่เป็นไร มีตาเฒ่าฉันอยู่ทั้งคน คราวนี้ ฉันจะคอยดูว่าใครกล้าคัดค้านอีก!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมรับประกันเสียงดัง

ทั้งสองคนสนทนากัน บอกเล่าถึงทิศทางการพัฒนาของสมาคมโลหิตกล้าในอนาคตจนครบถ้วนสมบูรณ์ วันรุ่งขึ้นไก่ขาน ซือแหยเฒ่าเว่ยติงลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้า พร้อมด้วยเว่ยจานขุย เซียวกั๋วเทาและหลู่ฟาง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเป้ยเล่อจวงที่ห่างจากหมู่บ้านตนเองประมาณสี่สิบลี้ หารือเกี่ยวกับการรวมกำลังพลของทั้งสองสมาคม พวกเขาเจาะจงนำกองกำลังหน่วยรักษาความปลอดภัยกับกำลังพลของจ้าวเอ้อจื่อร่วมเดินทางไปด้วย เพียบพร้อมทั้งอาวุธและกระสุนปืน หมายมั่นปั้นมือที่จะบรรลุข้อตกลงในการเจรจา

หยางต้าซุ่นตังเจียคนสุดท้ายคอยอยู่คุมเชิงในสมาคม เพื่อรับมือเหตุเปลี่ยนแปลง คนผู้นี้เป็นพวกนิ่งเงียบไร้เสียง ไม่กล้ามอบหมายงานให้ผู้อื่นโดยง่าย ดังนั้นจางซงหลิงจึงว่างงานทั้งวัน สามารถออกนอกหมู่บ้านเพื่อฝึกซ้อมยิงปืน ซึ่งคราวนี้ ปราศจากการรบกวนจากเหล่าเด็กสาวที่มาเก็บผักป่าอีกแล้ว เขาจิตใจจดจ่อต่อการฝึกซ้อมเต็มที่ กระทั่งกระสุนทั้งยี่สิบนัดยิงจนหมดสิ้น จึงเก็บปืนพกเมาเซอร์ ก้าวเท้าเดินลงจากภูเขา

เวลาใกล้เที่ยง ภายในหมู่บ้านเงียบสงบ ต้นเกาเหลียงกับข้าวโพดในที่นาสูงเท่าครึ่งคน ทอดตามองไป คล้ายกับทะเลมรกตผืนหนึ่ง ท่ามกลางคลื่นน้ำสลับซับซ้อน พอมองเห็นเรือเล็กรำไรหลายลำ นั่นเป็นกระท่อมที่ชาวนาสร้างขึ้นเพื่อไว้สำหรับขับไล่สัตว์ป่า กลางคืนถือปืนล่าสัตว์เข้าไป ด้านหนึ่งมองดูหมู่ดาวบนท้องฟ้า ด้านหนึ่งรับฟังเสียงกบเสียงนก

จางซงหลิงเติบโตจากในเมือง พบเห็นภาพธรรมชาติอันงดงามเช่นนี้ ก็รู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย บิดลำตัวเบาๆ ก้าวเท้ากลับไปยังลานบ้านด้านข้างของศาลเจ้าโบราณ ตากน้ำเย็นล้างหน้าล้างตา เช็ดหน้าสะอาดสะอ้าน หยิบอุปกรณ์ถ้วยชามกำลังจะไปตากอาหารที่ห้องครัว กลับมองเห็นจ้าวเสี่ยวซวนเด็กที่ซือแหยเฒ่าเว่ยติงเพิ่งรับมาทำงานได้ไม่กี่วันวิ่งซวนเซเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนก

“ซวนจื่อ เกิดอะไรขึ้น? ใครเหยียบหางของแกแล้ว!” สำหรับเด็กชายที่อายุน้อยกว่าตนเองหลายปีผู้นี้ จางซงหลิงรักใคร่เอ็นดู ยื่นศีรษะออกมาจากหน้าต่าง หัวเราะพลางกล่าวหยอกล้อ

“อา!” จ้าวเสี่ยวซวนตื่นตะลึง เกือบซวนเซล้มลงกับพื้น เมื่อมองเห็นผู้กล่าววาจาคือจางซงหลิง รีบวิ่งเข้ามาพลางตะโกนเสียงดังว่า “รีบซ่อนตัวเร็วเข้า พี่จาง คุณรีบหาที่ซ่อนตัว ซานอี๋ฟู(น้าเขยที่สาม)ผม ซานอี๋ฟูผมพาคนมาจับคุณแล้ว!”

“จับฉัน? ซานอี๋ฟูแกมาจับฉันทำอะไร?” จางซงหลิงตื่นตะลึง หันหลังเดินเข้าห้อง หยิบปืนพกเมาเซอร์ลงจากกำแพง กำไว้ในมือ

ซานอี๋ฟูของเสี่ยวซวนจื่อก็คือหยางต้าซุ่นรองหัวหน้าสมาคม จางซงหลิงทราบดีว่าไร้ความบาดหมางต่อเขา ทำไมเขาต้องพาคนมาจับตนเอง? ขณะกำลังสับสนมึนงง ก็ได้ยินเสี่ยวซวนจื่อตะโกนทั้งน้ำตาว่า “คุณรีบซ่อนตัวเร็ว รีบหนีไปซ่อนตัวในป่าไม้หลังเขา ซานอี๋ฟูผม…”

คำพูดยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากนอกประตู หยางต้าซุ่นรองหัวหน้าสมาคม นำพาชายฉกรรจ์สิบกว่าคนจากหมู่บ้านหยางเจียจวง มือถือปืนฮั่นหยาง บุกเข้ามาอย่างเร่งร้อน

คราวนี้ จางซงหลิงไม่ลังเลใจอีก นิ้วโป้งดันลงไปบนตัวปืนพก ก็ปลดตัวห้ามไกปืนอย่างง่ายดาย จากนั้นเขาถือปืนมือเดียว ชี้ไปที่ศีรษะของหยางต้าซุ่น ลำตัวครึ่งหนึ่งกลับซ่อนอยู่หลังหน้าต่าง ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นมีโอกาสตอบโต้ “หยางตังเจีย คุณทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร!”

หยางต้าซุ่นไม่ทันระวัง พลาดท่าเสียทีก่อนแล้ว อดไม่ได้ที่จะอับอายจนโกรธแค้น ฉุดดึงจ้าวเสี่ยวซวนเข้ามา ตบฟาดลงไปที่ใบหน้าหลายครั้ง “เจ้าเด็กเนรคุณ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา…”

“หยุดมือ ไม่อย่างนั้นฉันจะยิงปืนแล้ว” มองเห็นจ้าวเสี่ยวซวนมีโลหิตไหลออกมาทางจมูกและมุมปาก จางซงหลิงงอนิ้วมือ เตรียมพร้อมลั่นไกปืน หยางต้าซุ่นไม่กล้าเอาชีวิตมาเสี่ยง เดินถอยหลังหลายก้าว ยกเท้าถีบจ้าวเสี่ยวซวนผู้เป็นหลานตนเองออกไป กล่าวเสียงดังว่า “พวกเราหลายคนไม่ได้มาหาเรื่องคุณ คนนอกหมู่บ้านอย่างคุณ ก็อย่ามายุ่งเรื่องของพวกเรา มอบกุญแจโกดังออกมา พวกเราต่างคนต่างเดิน ใครก็ไม่ล้ำเส้นใคร!”

“มอบกุญแจโกดังออกมา มอบกุญแจโกดังออกมา!” ชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านหยา

เจียจวงหลายคน ยกปืนฮั่นหยาง กล่าวข่มขวัญเสียงดังลั่น

“กุญแจโกดัง? ท่านเอากุญแจโกดังทำอะไร?” จางซงหลิงรู้สึกมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังฝืนบังคับตนเองให้รับมืออย่างสุขุมเยือกเย็น ซือแหยเฒ่าเว่ยติงพวกเขาเดินทางไปหมู่บ้านเป้ยเล่อจวง ห่างจากหมู่บ้านเว่ยเจียจวงเพียงมีระยะทางสี่สิบลี้ หากมีคนพบว่าหมู่บ้านเว่ยเจียจวงมีเหตุการณ์ผิดปกติ แอบควบม้าไปแจ้งข่าว ไม่เกินสองชั่วโมง ซือแหยเฒ่ากับตังเจียที่เหลือ ก็จะนำพากำลังพลเร่งเดินทางมาปราบกบฏ

หยางต้าซุ่นไม่อยากเสียเวลากับจางซงหลิง ตวาดเสียงแข็งกร้าวว่า “ทำอะไรหรือ ก็ต้องการหยิบสิ่งของที่หมู่บ้านหยางเจียจวงสมควรได้รับกลับไป ตาเฒ่าเว่ยกับลูกเขยของเขาขูดรีดจากพวกเราไปมากมาย พวกมันสองคนรับประทานเนื้อสัตว์ ย่อมต้องแบ่งปันให้คนของหมู่บ้านหยางเจียจวงมีน้ำแกงดื่มบ้าง!”

“ถูกต้อง เอาสิ่งของที่พวกเราสมควรได้กลับคืนมา”

“แบ่งสมบัติแยกทางกัน แบ่งสมบัติแยกทางกัน!”

ชายฉกรรจ์ที่มาจากหมู่บ้านหยางเจียจวง ส่งเสียงดังโวยวาย

“นั่นเป็นเงินเสบียงที่ใช้ต่อต้านญี่ปุ่น!” จางซงหลิงโกรธแค้นเดือดดาล เอ่ยวาจาตอบโต้ว่า “ซือแหยเฒ่าท่านไม่เคยแตะต้องแม้แต่เฟินเดียว ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ล้วนลงบันทึกไว้ในสมุดบัญชี!”

“ต่อต้านญี่ปุ่นอะไรกัน!” คนซื่ออย่างหยางต้าซุ่นพลันเดือดดาลขึ้นมา “แม้แต่กองทัพที่ยี่สิบเก้ายังถูกคนญี่ปุ่นเข่นฆ่าสังหาร ลำพังปืนกระจอกเพียงไม่กี่กระบอกของเรา จะทำอะไรได้?! ใครยินดีเอาชีวิตไปทิ้งก็ตามใจ แต่คนของหมู่บ้านหยางเจียจวง ย่อมไม่ทำเรื่องโง่เง่าเช่นนั้น!”

“ถูกต้อง คนของหมู่บ้านหยางเจียจวง จะไม่ยอมเป็นโล่กันกระสุนให้คนของหมู่บ้านเว่ยเจียจวง!”

“พวกเราไม่ใช่คนโง่!”

จางซงหลิงคล้ายตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง เมื่อวาน เขายังอ่านหนังสือเก่าที่ส่งมาจากภายนอก บอกว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้ากับกองทัพจงยางกำลังร่วมมือกันรับศึกญี่ปุ่น ไม่ทราบผลแพ้ชนะ ผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน ถึงกับได้ยินข่าวคราวกองทัพที่ยี่สิบเก้าแตกพ่าย ทว่าต่อให้จิตใจหดหู่เพียงใด เขาก็ไม่สามารถทนเห็นกลุ่มคนของหยางต้าซุ่น แบ่งเงินทองและเสบียงที่เว่ยติงใช้ทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมมาได้ต่อหน้าต่อตาตนเอง ขบฟันกล่าวเสียงแข็งกร้าวว่า “คิดจะแบ่งสมบัติ ไม่มีปัญหา รอต้าตังเจียกับซือแหยพวกเขากลับมา คุณไปบอกต่อพวกเขาเอาเอง อย่าขยับเข้ามาใกล้อีก อย่าบีบให้ฉันลั่นไก ในปืนฉันมีกระสุนกี่นัด พวกคุณคงทราบดี!”

ปืนพกเมาเซอร์แม้ยากต่อการยิงโดนเป้าหมายก็จริง แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับระยะแค่นี้ มิหนำซ้ำหลายวันมานี้ การฝึกซ้อมยิงปืนอย่างเอาเป็นเอาตายของจางซงหลิง ทุกคนล้วนมองเห็นกับตา ทราบว่าสิ่งที่เขากล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ชั่วขณะนั้น นับว่าไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงชีวิตกับเขา ทำได้เพียงด้านหนึ่งถือปืนฮั่นหยางข่มขู่ ด้านหนึ่งกล่าววาจาข่มขวัญ “แกอย่าเสียเวลาอีกเลย! เว่ยจานขุยพวกเขาหลายคนกลับมาไม่ได้แล้ว! รีบมอบกุญแจออกมา พวกเราก็แบ่งให้คุณหนึ่งส่วน จะได้มีค่าเดินทางกลับบ้าน!”

“แกมีปืนกระบอกเดียว พวกเรามีสิบกว่ากระบอก แน่จริงก็ลั่นไก ดูว่าพวกเราใครตายก่อนกัน!”

“แน่จริงก็ลั่นไก!”

“เปรี้ยง!” จางซงหลิงเลือกยิงใส่ศีรษะของชายฉกรรจ์ที่ตะโกนส่งเสียงมากที่สุด ยิงจนเส้นผมของอีกฝ่ายปลิวกระจาย “อย่าบีบบังคับฉันอีก! ไม่อย่างนั้น พวกเราตายด้วยกัน!”

นึกไม่ถึงว่าเด็กเมื่อวานซืนที่มาจากต่างถิ่นจะกล้าลงมือลั่นไก ชายฉกรรจ์ผู้นั้นส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก กุมศีรษะย่อตัวลงพื้น ชายฉกรรจ์อีกหลายคนก็รีบกระจายออกไป วิ่งหาสิ่งของกำบังกันว้าวุ่น หยางต้าซุ่นรู้สึกอับอายต่อท่าทีของลูกน้องตนเอง ดึงปืนพกเมาเซอร์ออกมา ยิงขึ้นฟ้าสองนัด ตะโกนด้วยความโกรธเคืองว่า “ลุกขึ้นมาให้หมด ล้วนลุกขึ้นมา ถือปืนให้มั่น เล็งไปที่หน้าต่าง ใครกล้าหลบซ่อนอีก ฉันจะยิงมันด้วยมือของฉันเอง”

เหล่าชายฉกรรจ์ไม่กล้าขัดขืน ถือปืนฮั่นหยางด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ประจันหน้ากับจางซงหลิงต่อไป หยางต้าซุ่นเก็บปืนพก โบกมือเบาๆ ให้จางซงหลิง “น้องชายเป็นคนมีความสามารถ ฉันนับถือเลื่อมใส แต่ถึงอย่างไรคุณก็มีปืนกระบอกเดียว ไม่อาจจัดการพวกเราทั้งหมด คำพูดของพวกพี่น้องเมื่อสักครู่ คุณก็ได้ยินแล้ว ซิ่วไฉเฒ่ากับเสี่ยวเหมาเถา (ลูกท้อน้อย)พวกเขา ย่อมไม่มีวันกลับมาแล้ว หากว่าฉลาด คุณมอบกุญแจโกดังออกมา เงินทองกับกระสุนปืนที่อยู่ภายในโกดัง เชิญคุณหยิบได้ตามสบาย หากว่าจำต้องบีบให้ฉันแลกด้วยชีวิต เช่นนั้นก็ลองดู ดูว่าคุณยิงคนของเราตายหมดก่อน หรือว่าพวกเรายิงคุณจนร่างพรุน!”

“โกหก ซือแหยพวกเขาทำไมจะกลับมาไม่ได้!” จางซงหลิงด้านหนึ่งคิดหาวิธีรับมือ ด้านหนึ่งใช้วาจาถ่วงเวลา

หากว่าปืนพกในมือเขาสามารถยิงแม่นเหมือนจับวาง เขายิ

หนึ่งคนหนึ่งนัด จัดการพวกเนรคุณที่อยู่ข้างนอกจนหมดสิ้นแล้ว แต่ข้อบกพร่องของตนเอง เขาย่อมทราบดี หากมีเวลาในการเล็งเป้าหมายเพียงพอ เฉลี่ยกระสุนสองนัดยิงตายหนึ่งคน ก็ถือว่าจางซงหลิงโชคดีมากแล้ว แต่ในยามนี้เกรงว่ายิงจนกระสุนหมดเกลี้ยง ก็ใช่ว่าจะสามารถสังหารศัตรูได้ถึงครึ่ง

เมื่อถึงเวลานั้น เขาคงได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายเชือดเฉือนตามอำเภอใจ เงินทอง กระสุนปืนและเสบียงที่อยู่ในโกดัง คาดว่าก็ต้องถูกคนทรยศจากหมู่บ้านหยางเจียจวงปล้นชิงจนสิ้น

ขณะกำลังคิดหาวิธีด้วยความร้อนรน ก็ได้ยินหยางต้าซุ่นหัวเราะเยาะกล่าวว่า “ฉันโกหกหรือ ตาเฒ่าหนังเหนียวผู้นั้นเป็นใคร ลองไตร่ตรองดู หากพวกเขาหลายคนไม่เกิดเรื่อง ฉันกล้าแตะต้องสิ่งของในโกดังหรือ? คุณอย่าจงใจถ่วงเวลา ต่อให้ถ่วงถึงกลางคืน ก็ไม่มีคนกลับมาช่วยคุณ!”

ด้วยชื่อเสียงกับฐานะของซือแหยเฒ่าเว่ยติง คนเหล่านี้ยังกล้าเคลื่อนไหวหรือ! หรือว่า… คำพูดของหยางต้าซุ่น คาดว่าคงไม่ได้กุขึ้นมา! ความสิ้นหวังระลอกหนึ่งหลั่งไหลกระแทกหัวใจ หากแต่ปืนในมือของจางซงหลิงกลับยิ่งมั่นคง เตรียมพร้อมแลกชีวิตกับผู้คน

ทันใดนั้น ที่ไกลออกไป บังเกิดเสียงดังสนั่นระลอกหนึ่ง

“ตูม!”

“ตูม ตูม!”

ตามมาด้วยควันดำหลายกลุ่มลอยขึ้นจากทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ลอยสูงเสียดฟ้า

“คนญี่ปุ่นบุกมาถึงแล้ว!”

“ทหารญี่ปุ่นบุกมาถึงแล้ว รีบหนี รีบหนีเข้าไปในภูเขา!” มีคนส่งเสียงตะโกนอยู่นอกศาลเจ้าโบราณ ราวกับวันสิ้นโลกมาถึงแล้ว

“เจ้าเด็กเมื่อวานซืน!” หยางต้าซุ่นไม่สนใจเอากุญแจจากจางซงหลิงอีก ล้วงปืนพกออกมา สั่งการลูกน้องตนเอง “ตามฉันไปพังประตู เมื่อได้เงินทองแล้วพวกเราก็ถอย! เจ้าเด็กน้อย แน่จริงก็ไล่ตามมา!”

“สักวันคุณต้องเสียใจกับการกระทำในวันนี้!” จางซงหลิงตอบกลับอย่างไม่สนใจ พลิกตัวออกจากหน้าต่าง วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับพวกหยางต้าซุ่น มาถึงหน้าศาลเจ้าโบราณ

บนลานกว้างหน้าศาลเจ้า ผู้คนหนาแน่น บางคนแบกหีบ บางคนหิ้วตะกร้า ยังมีบางคนโอบกอดปืนฮั่นหยางในมือไว้แน่น จางซงหลิงคิดหาคนสอบถามสถานการณ์ ยื่นมือฉุดดึงหลายครั้ง ล้วนไม่มีใครให้ความร่วมมือ จากนั้นวิ่งสวนกระแสคนไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน พบเห็นจงตุ้ยจ่างจ้าวเอ้อจื่อมือถือปืนฮั่นหยาง โลหิตชโลมเต็มศีรษะ กำลังวิ่งมาทางหมู่บ้านพอดี

“หัวหน้าจ้าว หยุดก่อน หยุดเดี๋ยวนี้ ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้น!” คราวนี้จางซงหลิงไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ยื่นมือฉุดดึงกระบอกปืนในมือจ้าวเอ้อจื่อ ตวาดถามเสียงกร้าว

“คนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมาแล้ว!” จ้าวเอ้อจื่อน้ำเสียงสะอึกสะอื้น มือคว้าอาวุธปืน ออกแรงฉุดดึงแย่งชิง

“จำนวนคนเท่าไร มาจากทิศทางไหน? ซือแหยเฒ่ากับต้าตังเจียของพวกเราเล่า” จางซงหลิงคว้าอาวุธปืนของอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย

“ไม่รู้ ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น คุณอย่าถามฉัน คุณอย่าถามฉัน!” จ้าวเอ้อจื่อที่ปกติวางก้ามโอ้อวดต่อหน้าผู้คน คลายมือออกจากปืนฮั่นหยาง ย่อตัวลงร่ำไห้ คล้ายกับเด็กน้อยที่ถูกรังแก

จางซงหลิงจนปัญญา ทำได้เพียงย่อตัวลงตาม ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดสอบถามว่า “พี่เอ้อจื่อ พี่เอ้อจื่อ คุณอย่าร้องไห้ ร้องไห้ไปมีประโยชน์อะไร?! ตกลงคนญี่ปุ่นอยู่ที่ไหน? ซือแหยกับต้าตังเจียเล่า พวกเขาเดินทางไปหมู่บ้านเป้ยเล่อจวงพร้อมคุณไม่ใช่หรือ?”

“หลุมพราง มันเป็นหลุมพราง คนของหมู่บ้านเป้ยเล่อจวง สมคบคิดกับคนญี่ปุ่นแต่แรกแล้ว พวกเรายังไปไม่ถึงที่หมาย ก็ถูกพวกมันซุ่มโจมตี” จ้าวเอ้อจื่อด้านหนึ่งร้องไห้ ด้านหนึ่งบอกเล่าอย่างตะกุกตะกุก “ซานตังเจียโดนยิงสองนัด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ต้าตังเจียกับเอ้อตังเจียคุ้มกันซือแหยถอยหนี ระหว่างทางพบเจอทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง จากนั้น จากนั้นฉันก็ไม่รู้อะไรอีกแล้ว!”

จ้าวเอ้อจื่อมือกุมศีรษะด้วยความละอายใจและหวาดกลัว ส่งเสียงร่ำไห้ จางซงหลิงยื่นมือตบไหล่ ถอนใจพลางหันหลังเดินไปหน้าหมู่บ้าน ตลอดทางที่เดินผ่าน ยังมีพี่น้องจำนวนหนึ่งมือถือปืนฮั่นหยาง วิ่งหนีกลับมาด้วยสีหน้าขวัญผวา เขาไม่คิดรั้งตัวผู้ใด และไร้อารมณ์จะฉุดรั้ง

“ยามปกติพี่น้องของเราอยู่ดีกินดี ยามที่สมควรเสี่ยงชีวิต ใครก็ห้ามถอยหนี!” เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนรับประทานหมูอบวุ้นเส้น ต้าตังเจียเว่ยจานขุยถือจอกสุรา กล่าวต่อพี่น้องที่อยู่ในเหตุการณ์

ตอนนั้น เสียงตอบรับของผู้คนดังกึกก้อง

“ห้ามถอยหนี! สละชีพเพื่อคุณธรรม ไม่หวั่นเกรงความตาย!”

“สละชีพเพื่อคุณธรรม ไม่หวั่นเกรงความตาย!”

ภาพเหตุการณ์นั้นคล้ายอยู่ในฝัน เคยมีช่วงเวลาหนึ่ง จางซงหลิงหลงคิดว่า ภายใต้การช่วยเหลือของซือแหยเฒ่า ตนเองสามารถนำสมาคมโลหิตกล้าทำการใหญ่สักครั้ง แต่กลับไม่เคยคาดคิดว่า คนเหล่านี้ที่เคยชูธงตะโกนต่อต้านญี่ปุ่น อย่างแข็งขัน สุดท้ายยามเมื่อภัยมา กลับกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาว!

สำหรับสมาคมโลหิตกล้า และสำหรับชนชาติแห่งนี้!เขารู้สึกอัปยศอดสูจนสุดใจ

เขาถือปืนพกเมาเซอร์ วิ่งสวนกับผู้ที่หนีเอาชีวิตรอด 

หนังสือแนะนำ