ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 10)

 “ทราบแล้ว ทราบแล้ว ท่านวางใจได้ กฎเกณฑ์ของเมืองใหญ่ พวกเราก็เคยได้ยินมาบ้าง!” รองหัวหน้าสมาคมหลายคนคล้ายกับจิ้งจอกวางแผนขโมยไก่ หัวเราะด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

“ฮัดเช้ย!” อากาศร้อนอบอ้าว จางซงหลิงกลับจามออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ หลายวันมานี้ เขามักรู้สึกมีคนแอบจ้องมองตนเอง ซึ่งไม่เข้าใจว่า บนร่างกายตนเองมีปัญหาอะไรกันแน่ มักถูกผู้อื่นรับชมราวกับดอกไม้?

“ไม่ต้องไปสนใจ!” ด้านหนึ่งยกปืนเล็งไปยังเป้ายิงบนลำต้น ด้านหนึ่งสั่นศีรษะ ขับไล่ความสงสัยออกไปจากความคิด เวลาเหลือไม่มากแล้ว เมื่อคาดคะเนจากข่าวคราวล่าสุดที่เอ้อตังเจียนำกลับมา เกรงว่าทางเป่ยผิง หลายวันนี้ก็ต้องเปิดศึกกับกองทัพญี่ปุ่น หากกองทัพที่ยี่สิบเก้ารับมือการบุกโจมตีของโจรญี่ปุ่นไม่ไหว หมู่บ้านหลายแห่งในละแวกนี้ คงยากที่จะหนีรอดเขี้ยวเล็บของโจรญี่ปุ่น

ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะบุกมาถึง จำต้องฝึกฝนการยิงปืนให้ชำนาญ ความกดดันจากสงคราม บีบบังคับให้จางซงหลิงใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถ การฝึกฝนติดต่อกันสิบกว่าวัน ตอนนี้ข้อมือของเขาเริ่มสามารถปรับตัวเข้ากับน้ำหนักของปืนพกเมาเซอร์ แม้ว่ายามลั่นไกปืนยังมีอาการสั่นอยู่บ้าง แต่ผลกระทบที่มีต่อความแม่นยำนับว่าลดน้อยลงไปมากทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ยิงปืนนัดแรกกับนัดสอง กาลก่อนต่อให้ยิงกระสุนนัดแรกโดนเป้าหมาย กระสุนนัดสองก็ต้องพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า หากแต่ในตอนนี้ขอเพียงนัดแรกสามารถยิงโดนเป้า นัดสองก็สามารถยิงโดนบริเวณปลายขอบของเป้า

แต่ว่า สิ่งที่จางซงหลิงต้องสูญเสียไปก็มากมายมหาศาลเช่นกัน ช่วงแขนปวดบวมจนไม่คล้ายเป็นแขนคน ยังมี เพื่อแลกกับกระสุนปืน เขายังนำเงินเดือนสามเดือน เบิกจ่ายล่วงหน้าจนหมดสิ้น ดีที่หมู่นี้เว่ยติงอารมณ์เบิกบาน และมอบหมายให้เซียวเอ้อตังเจียไปแลกกระสุนจากจี้ถวนจ่างในเมืองเป่าติ้งมาจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่อย่างนั้น ต่อให้ซือแหยเฒ่าไม่หาเรื่องเขา ตังเจียหลายคนที่เหลือ ก็ต้องขุ่นเคืองเขาที่ใช้กระสุนปืนพกเมาเซอร์มากเกินไป

หลายวันนี้หน่วยรักษาความปลอดภัยต้องติดตามเซียวเอ้อตังเจียไปปฏิบัติหน้าที่ ช่วงบ่ายจางซงหลิงจึงไม่ต้องไปช่วยงาน เวลาในการฝึกซ้อมยิงปืน ก็เพิ่มขึ้นพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้เขาขุ่นเคืองใจคือ เพิ่งฝึกได้สองวัน ในละแวกลานฝึกซ้อม ก็ปรากฏแม่ลูกที่มาเก็บผักป่าหลายคู่ แม่ลูกพวกนั้นราวกับไม่กลัวถูกกระสุนยิง เดินวนรอบลานฝึกซ้อมยิงปืนไปมา จางซงหลิงกังวลใจจนเหงื่อเย็นไหลพราก ทำได้เพียงเลิกฝึกซ้อม แล้วกลับไปดูแลบัญชีให้ซือแหยเฒ่า

วันรุ่งขึ้นเช้าตรู่ จางซงหลิงเดินทางไปลานฝึกซ้อมอีกครั้ง เพิ่งฝึกซ้อมได้สักครู่หนึ่ง ก็มองเห็นแม่ลูกหลายคู่เดินทางมาเก็บผักป่า แม้ว่าอาจจะไม่ใช่พวกเดียวกับเมื่อวาน เขายังคงยึดถือหลักการที่ว่าตอแยไม่ไหวก็ต้องหลบหนีให้ไกล เก็บเป้ายิง ย้ายไปฝึกซ้อมอยู่ในป่าเขาที่ลึกยิ่งกว่า แต่แล้วเพิ่งสงบได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเด็กสาวชุดลายดอกสีฟ้าอ่อน พลันปรากฏอยู่ในระยะสายตาของเขาอีกครั้ง

คราวนี้ กลับไม่มีมารดาของพวกเธอเดินเป็นเพื่อน แต่เป็นเด็กสาวหลายคนเดินเกาะกลุ่ม ทุกคนหิ้วตะกร้าสานใบน้อย เดินวนไปมากลางป่าเขา ด้านหนึ่งเดิน ด้านหนึ่งร้องเพลงชาวเขาเสียงเบา ‘ภูเขาเหนือใต้ช่างงดงาม หมู่ผึ้งเก็บเกสรดอกไม้ น้ำหวานที่ได้ส่งให้ผู้ใด ย่อมส่งให้สาวน้อยในหมู่บ้าน หญิงสาวยิ้มแย้มเบิกบาน สวยสดงดงามดุจดอกไม้…’

เด็กสาวชาวเหอเป่ยเดิมทีก็รูปร่างสูงใหญ่ สภาพแวดล้อมในละแวกหมู่บ้านเว่ยเจียจวงก็ดีเยี่ยม ใบหน้าอันสดใสของเด็กสาวหลายคนปรากฏอยู่ท่ามกลางป่าเขาเขียวขจี ประหนึ่งนางฟ้าลงมาจุติบนโลกมนุษย์

หากไม่มีคนญี่ปุ่น เสียงเพลงนี้จะวนเวียนอยู่ในป่าเขาสืบไป แต่ตอนนี้ ความสงบและสันติสุข กลับต้องถูกเสียงปืนทำลายจนแหลกละเอียด จางซงหลิงไม่ต้องการให้ภาพเหตุการณ์อันสงบสุขเช่นนี้โดนทำลายภายใต้เสียงปืน ต่อให้ในใจทราบว่า ไฟสงครามช้าเร็วต้องลุกลามถึงหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ไม่ว่าตนเองหลีกหนีอย่างไร ก็เพียงแต่ยืดเวลาให้ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินช้าไปอีกหลายวันเท่านั้น

เก็บปืนพกเมาเซอร์อย่างรวดเร็ว เขาหันหลังเดินลงเขา เดินหนีให้ไกลจากเสียงเพลงอันไพเราะเหล่านั้น มองดูเงาหลังที่เดินจากไปอย่างรวดเร็ว เหล่าเด็กสาวที่กำลังร้องเพลงต่างทยอยปิดปาก ดวงตากลมโตสุกใสเปี่ยมด้วยความสงสัย นี่กลับไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พวกเธอต้องการ หากเป็นเด็กหนุ่มในพื้นที่พบเจอภาพเหตุการณ์ในวันนี้ ต้องไล่ตามเข้ามาราวกับวานร ห้อมล้อมเหล่าเด็กสาว แต่คนนอกหมู่บ้านผู้นั้น ถึงกับไม่ฟังเสียงเพลงของพวกเธอแม้แต่น้อย

“พี่เจวียนจื่อ หรือว่าพวกเราทำให้เขาตื่นกลัวจนวิ่งหนี!” เด็กสาวหน้ากลมผู้หนึ่งกระทืบเท้า เอ่ยปากถามเพื่อนที่ข้างกายตนเอง

“ไม่กระมัง ผู้อื่นเดินทางจากซานตงมาถึงที่นี่คนเดียว จิตใจกล้าหาญไม่น้อย!” เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าเจวียนจื่อโครงหน้าเป็นรูปไข่สะอาดสะอ้าน ร่างกายสูงกว่าเด็กสาวอื่นๆ เล็กน้อย หางตาก็มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวหลายส่วน

“อย่างนั้นควรทำเช่นไร? เขาฟังเพลงของเราไม่เข้าใจ!” เด็กสาวหน้ากลมปริปาก ดวงตาทั้งคู่ฉายแววผิดหวัง

เด็กโง่ เธอถูกใจเขาแล้วหรือ” เจวียนจื่อเม้มปากหัวเราะ ตอบไม่ตรงคำถาม

“เธอต่างหากที่ถูกใจเขาแล้ว? คือแม่ฉัน คือแม่ฉันให้ฉันเดินทางมากับพวกเราด้วย ผู้อื่น ผู้อื่นเพียงแต่ เพียงแต่…” คำพูดกล่าวได้ครึ่งเดียว เด็กสาวหน้ากลมก็ไม่ทราบควรอธิบายอย่างไร ก้มศีรษะลงต่ำ กล่าวเสริมด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “พวกเราเพียงแต่ เพียงแต่มาชมดูคนในเมือง มีอะไรแตกต่างกับคนของหมู่บ้านพวกเรามีอะไรแตกต่างเท่านั้น”

“ใช่ใช่!” เด็กสาวคนอื่นๆ ก็กินปูนร้อนท้อง ใบหน้าแดงก่ำพลางแก้ต่างให้ตนเอง “เพียงแค่เดินมามองดู มองดูว่าเขาหน้าตาดีเหมือนที่ผู้อื่นกล่าวไว้หรือไม่ ปราศจากความคิดอื่นใดแอบแฝง!”

“อย่างนั้นพวกเธอก็มองเห็นแล้วไม่ใช่หรือ?” เจวียนจื่อส่ายหน้า จงใจย้อนถาม

ฟังคำพูดเช่นนี้ สีหน้าของเด็กสาวทั้งหลายแดงก่ำราวกับดอกท้อในฤดูใบไม้ผลิ เดินห่างหลายก้าว ส่งเสียงบ่นพ้อแผ่วเบา “พี่เจวียนจื่อนิสัยไม่ดี!” “ผู้อื่นไม่พูดกับพี่แล้ว!” “เขาเพียงแต่ผิวพรรณขาวไปบ้าง แม่ฉันบอกว่า ผู้ชายที่ยิ่งขาวสะอาดยิ่งพึ่งไม่ได้!”

“เด็กบ้า เธอเพิ่งอายุเท่าไร ก็คิดจะพึ่งผู้ชายแล้ว!” เจวียนจื่อกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

เด็กสาวทั้งหลายถูกกล่าวจนใบหน้าแดงก่ำ ก้มศีรษะด้วยความเขินอาย ต่างหยิบจับชายเสื้อของตนเอง เจวียนจื่อยิ้มพลางใช้นิ้วมือจิ้มจมูกของพวกเธอคนละที จากนั้นถามเสียงเบาว่า “เมื่อสักครู่ยังมีใครมองเห็นไม่ชัดเจน?! หากใครต้องการมองดูอีก ก็เชิญตามฉันมา ฉันจะช่วยพวกเธอคิดหาวิธี!”

เด็กสาวทั้งหลายในใจยินดี เดิมคิดจะก้าวเท้าเดินตามเจวียนจื่อ แต่พอนึกถึงหากกระทำเช่นนี้แล้ว ก็เท่ากับยอมรับต่อพี่เจวียนจื่อว่าตนเองรู้สึกประทับใจต่อหนุ่มอ้วนท้วนสะอาดสะอ้านที่มาจากต่างถิ่นผู้นั้น พวกเธอจึงลังเลใจ

มีเพียงเด็กสาวหน้ากลมที่เอ่ยถามแต่แรกเริ่ม ไม่ยินดีถอนตัวแต่ตอนนี้ ใช้ฟันอันเป็นระเบียบเม้มริมฝีปาก สาวเท้าไล่ตามขึ้นไป “สายตาฉันไม่ดี มองแต่ไกลเห็นไม่ชัด แม่ฉันบอกว่า เดือนหน้าจะจ้างคนไปจับนกอินทรี นำน้ำตาของนกอินทรีย์มาหยอดใส่ตาฉัน ก็สามารถรักษาดวงตาฉันแล้ว พี่เจวียนจื่อ รอฉันด้วย ฉันจะไปกับพี่!”

ข้ออ้างนี้แลดูน่าตลกขบขัน แต่ก็พอกลบเกลื่อนความเขินอายไปได้บ้าง เด็กสาวที่ชื่อเจวียนจื่อหยุดชะงัก หัวเราะพลางหันศีรษะกลับมา จูงมือของเด็กสาวหน้ากลม “ได้ หงเสีย ฉันจะพาเธอไปด้วย แต่ว่าถึงเวลาผู้อื่นจะแยแสพวกเราหรือไม่ ฉันไม่ขอรับประกัน!”

“เขาไม่สนใจพวกเราแล้วอย่างไร หรือพวกยังต้องการให้เขาสนใจ!” เด็กสาวหน้ากลมเชิดหน้า “เพียงแค่ผิวพรรณขาวสะอาด ใครจะไปสนใจเล่า!”

ด้านหนึ่งกล่าวอย่างปากแข็ง ด้านหนึ่งเร่งฝีเท้าไล่ตาม ทอดทิ้งพวกเด็กสาวคนอื่นๆ ไว้ด้านหลังไกล เด็กสาวหลายคนคิดจะไล่ตามขึ้นไป แต่เนื่องด้วยหนังหน้าไม่หนาพอ จึงยืนมองอยู่ในป่าเขาครู่หนึ่ง แยกย้ายกลับไปด้วยความเสียดาย

“แม่ฉันบอกว่า เขาเป็นหลานของเว่ยแหยแหย่ (ท่านปู่แซ่เว่ย)! พี่เจวียนจื่อว่า นี่เป็นความจริงหรือไม่?” เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ไปดูตัวผู้ชาย ในใจของเด็กสาวหน้ากลมสับสนว้าวุ่น เดินไปด้วย พลางหาประเด็นสนทนาเพื่อเพิ่มความกล้าให้กับตนเอง

“อาจเป็นไปได้ ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจ!” เจวียนจื่อกลับหมดอารมณ์สนทนาอย่างกะทันหัน ตอบอย่างขอไปที

“อาของพี่เป็นรองหัวหน้าสมาคมไม่ใช่หรือ? เขาไม่เคยบอกกับพี่หรือ?!” สาวน้อยหน้ากลมไร้เดียงสา ย่อมไม่สังเกตเห็นถึงเรื่องในใจของเจวียนจื่อ ยังคงสืบสาวราวเรื่องต่อไป

“อาฉันไม่ถูกกับพ่อฉัน ดังนั้นจึงไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน ครั้งนี้หากไม่เพราะอาสะใภ้ฉันยุยงส่งเสริม แม่ฉันยังไม่ให้ฉันเดินทางมาเยี่ยมญาติ!”

“อ้อ!” สาวน้อยหน้ากลมพยักหน้า สีหน้าราวกับนึกอะไรบางอย่างออก เธอกับเจวียนจื่อล้วนเป็นคนหมู่บ้านหยางเจียจวง ปกติก็สนิทสนมฉันพี่น้อง นับว่ารู้พื้นเพของกันและกัน

“รีบไปกันเถอะ จะได้ไม่พลาดโอกาส หมู่นี้ลูกพี่ลูกน้องฉันไปช่วยงานเว่ยแหยแหย่ พักอยู่ในลานบ้านเดียวกันคนผู้นั้น”

“ลูกพี่ลูกน้องที่กล่าวถึง ใช่คนที่ชื่อเสี่ยวซวนจื่อหรือไม่ คนหมู่บ้านจ้าวเจียจวง! ตอนฉันเด็กๆ ยังเคยตีเขาร้องไห้!” ในหัวของสาวน้อยหน้ากลมพลันนึกถึงเงาร่างของเด็กชายขี้ขลาดผู้หนึ่ง

“โตเป็นสาวเป็นแส้แล้ว ยังถือการต่อยตีเป็นเรื่องน่าภูมิใจอีก!” เจวียนจื่อใช้นิ้วมือจิ้มหน้าผากของเด็กสาวหน้ากลม ต่อว่าต่อขานด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ผู้อื่นเพียงต้องการบอกว่า ยังจำเขาได้ก็เท่านั้นเอง!” เด็กสาวหน้ากลมกระทีบเท้าด้วยความไร้เดียงสา จากนั้นถามไถ่อย่างเป็นกังวลว่า “อย่างนั้นลูกพี่ลูกน้องของพี่ เสี่ยวซวนจื่อผู้นั้น ทราบเรื่องที่พวกเรามาดูตัวหรือไม่? จะแอบบอกกล่าวต่อเขาหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นคงน่าอับอายแย่แล้ว ช่างเถอะ ฉันยังคงไม่ไปดีกว่า!”

กล่าวจบ เธอใช้มือกุมใบหน้าอันร้อนผ่าว เบิกตากลมโตมองลอดจากร่องนิ้ว

“เช่นนั้นก็ตามใจเธอ!” เจวียนจื่อตอบกลับอย่างไร้ความเกรงใจ เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

“รอฉันด้วย รอฉันด้วย!” สาวน้อยหน้ากลมลดมือลงทันที ก้าวเท้าไล่ตาม “ฉันขอไปกับพี่ด้วย ตกลงกันแล้วว่า ฉันไปเป็นเพื่อนพี่ ไม่ได้ไปเพื่อตัวเอง! ถึงเวลาอย่าล้วนผลักมาที่ตัวฉัน!”

เจวียนจื่อค้อนขวับใส่หงเสียแวบหนึ่ง จูงมือของสาวน้อยอีกครั้ง พวกเธอสองคนเดินทางภูเขาเป็นประจำ จังหวะก้าวเดินไม่ช้าไปกว่าผู้ชาย ไม่นาน ก็มาถึงหน้าศาลเจ้าโบราณที่เป็นศูนย์บัญชาการหลักของสมาคมโลหิตกล้า หันศีรษะมองดูรอบข้าง จากนั้นเลือกเดินเข้าไปจากประตูข้าง

“ใคร?! หยุดเดี๋ยวนี้” เด็กโตผู้หนึ่งรีบคว้าไม้กระบองเดินเข้ามา ตวาดเสียงดังลั่น

เด็กสาวสองคนสะท้านคราหนึ่งเพราะเสียงตวาด หยุดก้าวเดินฉับพลัน เมื่อมองเห็นหน้าตาของเด็กโตชัดเจน คิ้วก็ขมวดแน่น ด่าทอว่า “เสี่ยวซวนจื่อที่สมควรตาย ร้องโวยวายทำอะไร ต้องการทำให้ผู้อื่นหัวใจวายหรือ!”

“พี่เจวียนจื่อ เสี่ยวหงเสีย พวกเธอสองคนมาได้อย่างไร?!” ชายหนุ่มที่ถูกขานเรียกว่าเสี่ยวซวนจื่อรีบเก็บไม้กระบอก ทักทายด้วยสีหน้าประจบประแจงหลายส่วน

“พวกเรามาเยี่ยมแกไม่ได้หรือ?!” ไม่รอให้เจวียนจื่อปริปาก หงเสียชิงตอบ “ที่นี่ก็ไม่ใช่พระราชวังอะไร หรือยังไม่ให้ผู้อื่นเข้ามา?!”

เสี่ยวซวนจื่อถูกต่อว่าต่อขานจนลำบากใจ บีบนวดจมูกแล้วอธิบายเสียงเบาว่า “คือว่า เว่ยแหยแหย่สั่งเอาไว้ ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปภายใน นี่เพียงแค่ลานบ้านส่วนหน้า หากไปลานบ้านส่วนหลัง ยังมีคนถือปืนด้วย!”

เมื่อทราบว่าเป็นคำสั่งของซือแหยเฒ่าเว่ยติง เด็กสาวสองคนจึงไม่กล้าสงสัยแล้ว ภายในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง เว่ยติงที่เกือบสอบติดราชการ การดำรงอยู่ของเขาเฉกเช่นเทพเซียน ขอเพียงชายชราเปล่งวาจาคำเดียว ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน

ขณะกำลังกลัดกลุ้มใจ ทันใดนั้นได้ยินภายในห้องที่อยู่ทางด้านตะวันตก มีเสียงดังมาว่า “ซวนจื่อ คุณสนทนากับใคร เกิดอะไรขึ้นหรือ?!”

“ผมกำลังสนทนากับพี่สาวผม!” ซวนจื่อรีบตอบกลับ ในขณะเดียวกันโบกมือให้เด็กสาวทั้งสอง บ่งบอกให้อีกฝ่ายห้ามส่งเสียงดัง “พี่สาวผมพาลูกพี่ลูกน้องเดินทางมาเยี่ยมญาติ ได้ยินว่าผมมาฝึกหัดกับเว่ยแหยแหย่ จึงแวะมาเยี่ยม!”

“อ้อ!” คนในห้องไม่เอ่ยวาจาอีก ตามมาด้วยเสียงดีดลูกคิดดังอย่างมีจังหวะ

เจวียนจื่อกับเด็กสาวหน้ากลมรับฟังอยู่ครู่หนึ่ง เค้นเสียงลงต่ำ ถามซวนจื่อว่า “ใช่…ใช่รองหัวหน้าจางท่านนั้นหรือไม่? คนที่มาจากเมืองใหญ่ทางแดนใต้?!”

“ไม่ใช่รองหัวหน้าจาง แล้วจะเป็นใครได้!” ซวนจื่อตอบเสียงเบา “เขานับว่ามีฝีมือล้ำเลิศ บัญชีที่เว่ยแหยแหย่ต้องคำนวณครึ่งคืน เขาดีดลูกคิดไปมา ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงก็สามารถคำนวณเสร็จสิ้น วันก่อนลิ่วสู (อาที่หก) เดินทางมารับสิ่งของ เพิ่งแจ้งจำนวนคน เขาก็สามารถบอกจำนวนข้าวสารกับกระสุนปืนออกมาแล้ว แม้แต่ลูกคิดก็ไม่ต้องดีด”

อายุสิบสองสิบสามปี เป็นช่วงที่รักและศรัทธาวีรบุรุษ จางซงหลิงเขียนได้คำนวณเป็น ทั้งยังสามารถยิงปืนได้ทั้งสองมือ สอดคล้องกับมาตรฐานของวีรบุรุษในอุดมคติของเสี่ยวซวนจื่อ ไม่ต้องให้จวนจื่อกับหงเสียสองคนเอ่ยปากถาม เขาก็เริ่มโอ้อวดความสามารถของคนในห้องอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ยกยอจางซงหลิงจนเลิศลอย

หงเสียหน้ากลมรับฟังจนดวงตาแวววาว แทบอยากจะรีบบุกเข้าไปในห้องพัก เพื่อให้จางซงหลิงจดจำหน้าตาของตนเอง จวนจื่อหน้ารูปไข่อายุมากกว่าเล็กน้อย นิสัยก็ค่อนข้างสุขุมหนักแน่น ฟังคำยกยอจากซวนจื่อลูกพี่ลูกน้องของตนเอง ขมวดคิ้วถามไถ่ด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “เช่นนั้นทำไมเว่ยแหยแหย่จึงให้เขาเป็นแค่รองหัวหน้า?! เขามากด้วยความสามารถไม่ใช่หรือ?!”

“เธอจะไปรู้อะไร?!” เมื่อได้ยินมีคนซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับวีรบุรุษในอุดมคติของตนเอง จ้าวซวนจื่อก็คล้ายกับตนเองถูกลบหลู่ ยืดอกหลังตรง แก้ต่างว่า “เว่ยแหยแหย่บอกแล้ว หนทางต้องเดินไปทีละย่างก้าว พวกเธออย่าเห็นว่าตอนนี้เขาเป็นเพียงรองหัวหน้า รอกองกำลังของทางหมู่บ้านจ้าวเจียจวงกับหมู่บ้านสวี่เจียจวงรวมพลเข้ามา เว่ยแหยแหย่จะนำกองกำลังทั้งหมดแบ่งเป็นสองกองกำลังใหญ่ ถึงเวลานั้น พี่จางอย่างน้อยก็เป็นฟู่ต้าตุ้ยจ่าง (รองหัวหน้าใหญ่) ดูแลจงตุ้ยจ่าง (หัวหน้ากำลังพลระดับกลาง) ในสังกัดสี่คน!”

เรื่องที่กองกำลังของอีกสองหมู่บ้านรวมพลกับสมาคมโลหิตกล้า พวกเด็กสาวไม่สนใจรับรู้ แต่ว่าพวกเธอกลับทราบจากในคำพูดของจ้าวเสี่ยวซวน ขอเพียงเว่ยแหยแหย่ยังอยู่ในสมาคมโลหิตกล้า อนาคตของจางซงหลิงก็นับว่าก้าวไกลสุดจะหยั่ง นึกถึงหน้าตาอันสุภาพอ่อนโยนกับรอยยิ้มของอีกฝ่าย หัวใจของเด็กสาวสองคนก็เต้นแรงยิ่งขึ้น สบตากันและกัน รวบรวมความกล้ าเสนอว่า “หรือไม่ พวกเราสองคนแอบเข้าไป มองดูเขา มองดูเขาดีดลูกคิดอย่างไร ดีหรือไม่?!”

“อืม! แม่ฉันบอกว่า วันหน้าคิดจะควบคุมดูแลครอบครัว ก็ต้องหัดดีดลูกคิดไว้แต่แรก!”

หลังรวบรวมความกล้าให้กันและกัน พวกเด็กสาวสลัดจ้าวเสี่ยวซวนทิ้งไป เดินย่องมาทางหน้าต่างของห้องพักทางตะวันตก อาศัยมุมวงกบของหน้าต่าง แอบชำเลืองมองใบหน้าของคนที่อยู่ในห้องพัก ความหล่อเหลา ความสง่างาม บริเวณมุมหน้าผากยังแฝงมาด้วยความมุ่งมั่นเด็ดขาดของบุรุษ เด็กหนุ่มลักษณะเช่นนี้ ภายในรัศมีร้อยลี้นับว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ทว่าทำอย่างไรจึงสามารถทำให้เขาสังเกตเห็นตนเอง? ทำอย่างไรจึงสามารถทำให้ตัวภาระที่อยู่ข้างกายจากไปแต่โดยดี? หากทราบแต่แรก ตนเองควรเดินทางมาเพียงลำพัง ยังไม่ทันรอให้พวกเด็กสาวเรียบเรียงความคิดอ่านอันว้าวุ่น เสียงลูกคิดในห้องพักหยุดลงอย่างกะทันหัน จากนั้นเงยใบหน้าอันสะอาดสะอ้านขึ้น ถามไปทางนอกหน้าต่างว่า “ซวนจื่อ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?! เสบียงในบัญชี ทำไมจู่ๆ จึงเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้?!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1