ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 9)

เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาได้รับส้มหล่นโดยบังเอิญ กลับไม่ทราบควรขอบคุณผู้ใด โบกมือสองข้าง ปฏิเสธติดต่อกัน “แบบนี้ไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้ ธุระของฉันมีมากพอแล้ว เพื่อหาปืนพวกนี้มาให้สมาคม ฉันเดินทางทั้งทีเป็นสิบกว่าวัน งานเพาะปลูกล้วนขาดการดูแลแล้ว!”

“ไม่ต้องให้คุณจับตามองด้วยตนเอง คนงานในบ้านก็ไม่กล้าอู้งาน!” ซือแหยเฒ่าค้อนขวับ ตำหนิเสียงดัง “หากว่าทุกคนไร้ความเห็นอื่นใด เรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้ ปืนพกเมาเซอร์ที่เหลืออยู่กระบอกนั้น ก็แจกจ่ายให้เสี่ยวจาง ผู้อื่นเดิมทีเป็นคนทำการใหญ่ ยอมอยู่กับพวกเรานับว่าลดตัวแล้ว!”

“ได้ เรื่องปืน ท่านจัดการได้เลย!”

“สมควร สมควร เขาสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ สมควรได้รับรางวัลเช่นนี้!” ตังเจียหลายคนหัวเราะพลางตอบกลับ

ปืนพกกระบอกนั้นตกเป็นของผู้ใด พวกเขาล้วนไม่ค่อยสนใจ แม้ว่าในยุคสมัยนั้น การเหน็บปืนกระบอกหนึ่งไว้ที่เอว เป็นการแสดงถึงศักดิ์อำนาจ แต่ปืนเก่ากระบอกนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการใช้งานยาก

“อย่างนั้นก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ!” ซือแหยเฒ่าเว่ยติงจิตใจไม่เบิกบาน สุราอาหารบนโต๊ะจึงสูญเสียอรรถรส ก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอก เดินถึงปากประตู กลับขมวดคิ้วพลางหันหลังกลับ “พวกคุณทั้งหลาย กลับไปแล้วก็ช่วยนึกคิดอย่างละเอียด หากมีลูกสาวของบ้านไหน ดูเหมาะสมกับเสี่ยวจาง ก็ช่วยจัดการให้เขาด้วย เรื่องสินสอดไม่ต้องกังวล ขอเพียงอีกฝ่ายยอมรับปาก ไม่ว่าเขาต้องการเท่าไร ตาเฒ่าล้วนยินดีช่วยออกให้เสี่ยวจาง!”

“ท่านวางใจ พวกเรากลับไปจะรีบจัดการเรื่องนี้!”

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเถอะ!”

เหล่าหัวหน้าสมาคมหลายคนยินดี หัวเราะพลางตอบกลับ

“ดื่มน้อยหน่อย อย่าเมามายจนกลับไม่ไหว!” เว่ยติงกล่าวออกมาประโยคหนึ่ง ในที่สุดใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา เดินกลับบ้านไปประชันฝีปากกับจางซงหลิง

เนื่องด้วยเรื่องที่รับปากจางซงหลิงไม่สามารถทำตามสัญญา ในใจเขารู้สึกละอายใจ ดังนั้นสงครามน้ำลายในคืนนี้จึงตกเป็นรองก่อนสู้ศึก เพิ่งประชันฝีปากได้ไม่นาน ก็ถูกตอบโต้จนหมดหนทางสู้ ไม่เพียงมอบปืนพกเมาเซอร์ที่ช่วงชิงมาให้จางซงหลิงอย่างหมดท่า ยังแถมกระสุนปืนถึงหนึ่งร้อยสามสิบนัด รวมกับก่อนหน้านี้ที่รับปากจางซงหลิงใช้เงินเดือนแลกกระสุน รวมทั้งสิ้นสองร้อยนัด! ราคายังมากกว่าเนื้อหมู่ห้าสิบชั่งเล็กน้อย!

“เธอต้องใช้สอยอย่างประหยัด! ได้ยินหรือไม่? กระสุนของปืนพกเมาเซอร์หาซื้อลำบาก ใช้หมดก็ไม่มีอีกแล้ว!” เห็นจางซงหลิงจับต้องปืนพก ท่าทางราวกับอยากจะออกไปยิงปืนในทันทีทันใด ซือแหยเฒ่าจึงรีบกำชับ

“ทราบแล้ว ทราบแล้ว แต่ละวันอย่างมากฉันยิงไม่เกินยี่สิบนัดก็แล้วกัน!” จางซงหลิงพยักหน้า ตอบอย่างรำคาญใจอยู่บ้าง

“พรุ่งนี้อย่าลืมไปรายงานตัวที่เซียวเอ้อจื่อ สร้างหน่วยรักษาความปลอดภัยขึ้นมา! ฉันได้ตกลงกับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว ภายในหมู่บ้านทั้งสี่แห่ง ชายฉกรรจ์ที่มีฝีมือแล้วแต่คุณเลือก!” ซือแหยเฒ่ามองดูเขาด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู ในน้ำเสียงที่กำชับแฝงมาด้วยความเป็นห่วง

“ทราบแล้ว ทราบแล้ว! ท่านรีบไปนอนพักเถอะ!” สายตาของจางซงหลิงกลับจับจ้องที่ซองกระสุนปืนพก ตอบอย่างไม่แยแสสนใจ

เขาไม่เคยสนใจตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยแม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้ว กิจธุระทุกอย่างของสมาคมโลหิตกล้าล้วนเป็นของเด็กเล่น ต่อให้มีผู้คนห้อมล้อมคารวะ ไม่นานก็มลายหายสิ้น ไม่สามารถยึดถือเป็นเรื่องจริง ยังไม่สู้ปืนพกกระบองหนึ่งที่เป็นของแท้จริง อย่างน้อยในอนาคตสามารถใช้มันแก้แค้นให้เถียนชิงอวี่ หันชิวและพวกโจวเจวีย

“พวกคุณทั้งหลายไม่ต้องร้อนรุ่ม จวนแล้ว วันนั้นใกล้มาถึงแล้ว!”

ยามหลับนอน จางซงหลิงเก็บปืนพกเมาเซอร์ไว้ใต้หมอน มองดูดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรีที่นอกหน้าต่างพลางพึมพำ เขาไม่ทราบว่าพวกเถียนชิงอวี่กลายเป็นดาวดวงไหนบนท้องฟ้า แต่เขาเชื่อมั่นว่า เหล่าสหายจากชมรมเสี่ยฮวา ล้วนเฝ้ามองเขาอยู่บนท้องฟ้า รอคอยดูเขาแก้แค้นให้ตนเองอย่างไร มองดูเขาบรรลุปณิธานอันห้าวหาญที่พวกเขายังทำไม่สำเร็จ

คืนนั้น จางซงหลิงฝันเรื่องหนึ่ง เขาฝันเห็นตนเองกลายเป็นนักแม่นปืน ควบขี่ม้าตัวโต ถือปืนพกเมาเซอร์คู่หนึ่ง ลั่นไกซ้ายขวา ยิงไม่พลาดเป้า โจรขายชาติฉินเต๋อกัง ยังมีคนญี่ปุ่นแปลกหน้านับไม่ถ้วน ล้วนถูกเขาใช้ปืนพกหนึ่งนัดหนึ่งคน ยิงล้มตายระเนระนาด

ฝันนั้นคล้ายจริงแท้ กระทั่งเขาตื่นมา โลหิตยังพลุ่งพล่าน เขาใช้น้ำบ่อที่ตากมาเมื่อคืนล้างหน้าล้างตา คว้าปืนพกเมาเซอร์ เดินทางไปยังป่าหลังเขา

เว่ยติงวางใจไม่ลง ลุกจากเตียง สะกดรอยตามอยู่ด้านหลังจางซงหลิง กระทั่งมองเห็นเ

าร่างของเสี่ยวพ่างจื่อหยุดอยู่ที่บริเวณซ้อมยิงปืนเมื่อวาน ถือปืนเล็งไปยังลำต้นของต้นไม้ใหญ่ กลับเนิ่นนานไม่ยอมยิงกระสุนนัดแรกออกมา จึงโล่งอก ยิ้มน้อยๆ แล้วเดินกลับไปหลับนอน

ปืนพกเมาเซอร์นับว่ายากแก่การควบคุม โดยเฉพาะเป็นปืนที่โรงงานในเซี่ยงไฮ้สร้างเลียนแบบ ไม่รอให้ลั่นไก ปากกระบอกปืนก็สั่นเทารุนแรง ยากจะเล็งศูนย์ปืนกับเป้าหมายเชื่อมเป็นเส้นตรง แต่ว่าอุปสรรคเพียงเล็กน้อยนี้ ไม่อาจทำลายความกระตือรือร้นในการซ้อมยิงปืนของจางซงหลิง ตอนนี้เขาไม่เพียงแบกรับหน้าที่ของตนเอง นับตั้งแต่หนีออกมาจากสถานีรถไฟหูลู่อวี้ในตอนนั้น ความปรารถนาของสมาชิกชมรมเสี่ยวฮวาทั้งหมด ก็ถูกเขาแบกไว้บนบ่า ดังนั้น หากสามารถฝึกยิงปืนให้ชำนาญโดยเร็ว ก็สามารถเข้าสู่สนามรบได้เร็วยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้น ต่อให้กองทัพที่ยี่สิบเก้าอ่อนด้อยเช่นเฉกที่เผิงเสวียเหวินกล่าวอ้าง ต่อให้รัฐบาลจงยางอ่อนแอเช่นเฉกที่ฟางกั๋วเฉียงกล่าวถึง เขายังคงสามารถต่อกรกับคนญี่ปุ่นเพียงลำพังจนกว่าตนเองจะล้มลงเฉกเช่นเหล่ารุ่นพี่ของชมรมเสี่ยฮวา หรือว่าจนกว่าจะขับไล่คนญี่ปุ่นออกจากประเทศจีนได้

ตอนเรียนหนังสืออยู่ในเมืองใหญ่ โรงเรียนเคยจัดทัศนศึกษาไปค่ายทหาร เยี่ยมชมการซ้อมยิงปืนของทหารในสังกัดหันจู่สี นักรบกล้าตายพวกนั้นที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ก็มีปืนพกเมาเซอร์คนละกระบอก เพื่อรับรองความแม่นยำในตอนลั่นไก ฤดูร้อนอันอบอ้าว พวกเขาถอดเสื้อยืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์ ถือปืนขนานพื้นด้วยมือเดียว ถือทีก็คือสองชั่วโมง บางคนยอมทนความลำบากเพื่อความก้าวหน้า ถึงกับห้อยกระสอบทรายไว้บนลำกล้องปืน ถือปืนขนานพื้น

จางซงหลิงไม่เชื่อ เรื่องที่ทหารของหันฟู่จวี้ทำได้ ตนเองจะทำไม่ได้! ต่างเป็นลูกผู้ชายเหมือนกัน ตนเองมีอาหารการกินดีพร้อมตั้งแต่เล็ก ร่างกายตนเองจึงแข็งแรงกว่าทหารพวกนั้น ยิ่งไม่สมควรถูกอุปสรรคอันน้อยนิดนี้ ก็ปล่อยวางความใฝ่ฝันที่จะใช้ปืนพกเมาเซอร์ยิงศีรษะคนญี่ปุ่น

ด้านหนึ่งให้กำลังใจตนเอง ด้านหนึ่งพยายามถือปืนขนานพื้น ไม่เร่งรีบลั่นไก เพียงต้องการลดระดับการสั่นของกระบอกปืน ซึ่งคล้ายกับการฝึกเขียนอักษรตัวใหญ่ในวัยเด็ก ต้องอดทนอดกลั้น แตกต่างกันเพียงในวัยเด็กมีครูถือไม้เรียว คอยควบคุมดูแลเข้มงวดอยู่ด้านหลัง ส่วนตอนนี้ ผู้ที่ควบคุมดูแลเขา กลับเป็นดวงตาที่ไม่อาจหลับลงของพวกพ้องชาวชมรมเสี่ยฮวา

ตั้งแต่ทางตะวันออกแรกแย้มแสงอรุณ กระทั่งแสงแดดเจิดจ้าเต็มท้องฟ้า จากแสงแดดเจิดจ้า ฝึกจนถึงตะวันลอยเหนือศีรษะ หลายชั่วโมงติดต่อกัน จางซงหลิงล้วนพยายามยืนหยัดด้วยท่าทางการถือปืนขนานพื้น เพียงแต่ยามที่ฝืนทนไม่ไหว จึงใช้มือซ้ายสลับกับมือขวา เมื่อมือซ้ายอ่อนกำลัง ก็ใช้มือขวาที่ปวดชารับปืนกลับคืน พยายามฝึกถือปืนขนานพื้นต่อไป

ระหว่างฝึกนั้นเอ้อตังเจียแอบวิ่งมาแล้วครั้งหนึ่ง คาดว่าคงต้องการหารือกับจางซงหลิงถึงการจัดตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัย พอเห็นใบหน้าอันมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของจางซงหลิง ก็ลังเลใจเล็กน้อย ค่อยเดินจากไป พอเวลาใกล้เที่ยง ค้นพบว่าจางซงหลิงยังไม่กลับมารับประทานอาหาร ซือแหยเฒ่าเว่ยติงอดรนทนไม่ไหว พาชายฉกรรจ์หลายคนเดินขึ้นเขา ใช้กำลังพาเขากลับหมู่บ้าน

“เธอไม่ต้องการแขนแล้วหรือ! หากเกิดอะไรขึ้นมา ก็เท่ากับเสียหายไปทั้งชีวิต!” มองเห็นท่อนแขนที่เริ่มเขียวคล้ำของเสี่ยวพ่างจื่อ ซือแหยเฒ่าต่อว่าต่อขานด้วยความเป็นห่วง “เร่งรัดไปย่อมไม่ได้วิชา! หากรู้ว่าเธอใจร้อนแบบนี้ ก็ไม่ควรมอบปืนให้เธอตั้งแต่แรก!”

“ฉันแค่คิดว่าไม่ต้องการทำให้คุณขายหน้าเท่านั้นเอง”จางซงหลิงทราบว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด ด้านหนึ่งขยับข้อมือ ด้านหนึ่งประจบประแจงซือแหยเฒ่า ชายชราพอฟัง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันปลาบปลื้มใจ “จะขายหน้าได้อย่างไร เธอเก่งกว่าพวกเขามากนัก ต่อให้ยิงปืนไม่เป็น ลำพังเพียงสิ่งนี้…” เขาชี้ไปที่ศีรษะ “ก็เหนือกว่าพวกเขาอย่างไม่เห็นฝุ่น! วันหลังค่อยๆ ฝึกซ้อม อย่าหักโหมเกินไป! สมาคมโลหิตกล้าของเรามีคนตั้งมาก หากถึงคราวเธอเข้าสนามรบ คาดว่าตอนนั้นพวกเราคงตายหมดสิ้นแล้ว!”

“อืม! ฉันจะค่อยๆ ฝึกซ้อม ไม่หักโหม!” ทราบดีว่าชายชราหวังดีต่อตนเอง จางซงหลิงจึงรับปากแต่โดยดี

“ตอนบ่ายไปเดินดูที่หน่วยรักษาความปลอดภัย เซียวเอ้อจื่อคัดเลือกกำลังพลเรียบร้อยแล้ว ถึงอย่างไรเธอก็เป็นรองหัวหน้า สมควรเดินไปให้ผู้อื่นเห็นหน้า!” ซือแหยเฒ่าครุ่นคิดแล้วกล่าวเตือนสติจางซงหลิง

เขาตั้งใจปลุกปั้นจางซงหลิงให้เป็นบุคคลประเภทกุนซือ ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายไปเป็นขุนพลกล้าที่ฝ่าทะลวงทัพ

การเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพ คุณสมบัติที่สำคัญคือเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คน ไม่ใช่เก่งด้านยิงปืน หากต้องการผู้มีฝีมือด้านการยิงปืน เหล่ามือปืนที่อยู่ในค่ายโจรท้องถิ่น ลองเลือกออกมาสักคน ล้วนเหนือล้ำกว่าจางซงหลิงหลายเท่า แต่มือปืนก็คือมือปืน ต้าตังเจียของค่ายโจร ย่อมไม่มีทางปล่อยให้มือปืนมาดำรงตำแหน่ง ตรงกันข้าม พวกที่มีฝีมือยิงปืนทั่วไป ยามปกติเพียงรู้จักดื่มสุรากินเนื้อร่วมกับพวกพี่น้อง ไม่มีทางก้าวหน้าเป็นผู้นำ

“ได้ ช่วงบ่ายฉันจะไปช่วยงานเอ้อตังเจีย!” เมื่อรับกระสุนจากชายชรามาสองร้อยนัด จางซงหลิงก็พยายามทำตัวไม่ให้ชายชราผิดหวัง ซึ่งในใจเขาทราบดี ชั่วชีวิตของชายชรามีความสามารถกลับไม่มีโอกาสสำแดงออกมา ความใฝ่ฝันทั้งหมดในชีวิตบั้นปลายก็คือสามารถช่วยเหลือผู้มีความสามารถ สร้างคุณงามความดีในยุควุ่นวาย ตนเองแม้ไม่อาจเป็นเล่าปี่ที่ชายชราใฝ่ฝัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำลายความใฝ่ฝันของชายชรา

เซียวเอ้อตังเจียคล้ายกับก็มีสภาพจิตใจเฉกเช่นจางซงหลิง แม้ทราบดีว่าเรื่องบางอย่างพ่อตาตนเองทำเกินไปบ้าง กลับไม่เคยโต้แย้ง แต่ยังคงตั้งใจช่วยสานฝันให้ชายชรา ภายใต้ความพยายามของเขา หน่วยรักษาความปลอดภัยเพียงใช้เวลาหนึ่งวัน ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ผ่านไปอีกสองวัน ก็สามารถเดินเป็นรูปขบวน พอมีเค้าโครงของกองทัพทางการอยู่หลายส่วน

ซึ่งจางซงหลิงก็ช่วยออกแรงเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้ว นับว่าเข้าร่วมไม่มากนัก เวลาส่วนใหญ่ในตอนกลางวันเขาล้วนจมอยู่กับการทำความคุ้นเคยกับอาวุธปืน ส่วนกลางคืน ก็ไม่อาจทนเห็นซือแหยเฒ่าอายุปูนนั้นแล้ว ยังต้องอดหลับอดนอนดูแลบัญชี จำต้องหยิบจับลูกคิดขึ้นมา ช่วยชายชราแบ่งเบาภาระ

วันเวลาผ่านไปเช่นนี้อย่างรวดเร็ว ปลายเดือนกรกฎคม เซียวเอ้อตังเจียนั่งรถม้าเดินทางไปเป่าติ้งอีกครั้ง ใช้ข้าวสารห้าพันชั่งกับหมูสิบตัว จากในมือจี้ถวนจ่างที่เขารู้จักก่อนหน้านี้ แลกมาซึ่งปืนฮั่นหยางหนึ่งร้อยกว่ากระบอกที่โละจากกองทัพ ในขณะเดียวกัน ก็นำพาข่าวคราวอันน่าสลดใจกลับมาด้วย

กองทัพที่ยี่สิบเก้าดำเนินการเจรจาครั้งที่สามกับคนญี่ปุ่น แต่ก็เป็นเช่นการเจรจาในสองครั้งก่อน คล้อยตามการเรียกร้องของทหารญี่ปุ่นและประกาศแตกหักกับคนของตนเอง ซึ่งในช่วงที่สองฝ่ายกำลังเจรจา ก็มีทหารญี่ปุ่นหลายหมื่น เดินทางเข้ามาจากนอกด่าน หันปากกระบอกปืนใหญ่เล็งไปยังเมืองเป่ยผิง

“นี่อาจเป็นปืนชุดสุดท้ายแล้ว!” เซียวเอ้อตังเจียครั้งนี้ชำนาญเส้นทาง ดังนั้นจึงกลับมาค่อนข้างเร็ว ด้านหนึ่งส่งอาวุธปืนและกระสุนให้จางซงหลิงกัยซือแหยเฒ่าเว่ยติงตรวจนับเก็บเข้าโกดัง ด้านหนึ่งถอนใจพลางรายงานต่อพวกพ้อง “จี้ถวนจ่างพวกเขากำลังจะออกเดินทางแล้ว ส่วนจะไปที่ไหนนั้น กองทัพมีกฎของกองทัพ ฉันไม่กล้าสอบถามละเอียด แต่ศึกนี้ เกรงว่าอีกไม่นานต้องปะทุสู้รบกันที่ต้าหลี่”

“อย่างนั้นพวกเราก็ต้องรีบเตรียมความพร้อมแล้ว!” เว่ยจานขุยพอฟังก็ร้อนรุ่มทันที ขยับปืนพกเมาเซอร์ “หลายวันก่อน ฉันกับกองกำลังของหมู่บ้านจ้าวเจียจวงและหมู่บ้านสวี่เจียจวง หารือกันเรื่องผนึกกองกำลัง พวกมันยั

 

ผลัดวันประกันพรุ่ง พรุ่งนี้ฉันจะพากองกำลังเดินทางไป ถือปืนสองร้อยกว่ากระบอกข่มขวัญพวกมัน ดูว่าพวกมันยังกล้าปฏิเสธฉันหรือไม่?!”

ก่อนที่ทหารญี่ปุ่นจะบุกมาถึง การไขว่คว้าโอกาสทุกอย่างเพื่อขยายกองกำลัง เป็นความเห็นขั้นพื้นฐานของซือแหยเฒ่ากับตังเจียหลายคนของสมาคม ดังนั้นเขาจึงไม่คัดค้านวิธีการกระทำของเว่ยจานขุยต่อหน้าผู้คน เพียงแต่กล่าวด้วยความละเอียดรอบคอบ “ให้เอ้อตังเจียนำหน่วยรักษาความปลอดภัย ติดตามไปกับคุณด้วย!”

“อืม!” เว่ยจานขุยแม้ไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เลือกที่จะยอมรับตามความเคยชิน ด้านชื่อเสียง ความสัมพันธ์ กำลังทรัพย์ ล้วนไม่อาจเทียบซือแหยเฒ่าเว่ยติง จึงไม่กล้าปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่าย

“เช่นนั้นฉันก็ไม่ไปแล้ว ฉันไม่เข้าใจสถานการณ์ทางนั้น ไปแล้วก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้!” ก่อนที่สายตาของซือแหยเฒ่าจะจ้องมองมาที่ตนเอง จางซงหลิงชิงเอ่ยปาก “ฉันยังคงช่วงเช้าซ้อมยิงปืน ช่วงบ่ายกับกลางคืนช่วยคุณดูแลบัญชี คืนนี้คุณจะได้ไม่ต้องอดหลับอดนอนอีก!”

การฮุบกองกำลังของผู้อื่น ระหว่างการดำเนินการอดไม่ได้ที่จะเกิดเรื่องไม่คาดคิด แม้กระทั่งอาจมีการหลั่งโลหิต เพื่อไม่ต้องการให้เด็กหนุ่มพบเห็นด้านมืดของสมาคมโลหิตกล้า ซือแหยเฒ่าพยักหน้า ยอมรับคำขอของจางซงหลิง

เมื่อเห็นคนอื่นไม่คัดค้านจางซงหลิงลอบดีใจกระโดดโลดเต้น ไม่รอให้ตรวจนับจัดเก็บอาวุธปืนและกระสุนเข้าโกดังเสร็จสิ้น ก็หาข้ออ้าง มุ่งหน้าไปยังสนามซ้อมยิงปืนที่หลังเขา ก่อนไป ยังหยิบกระสุนปืนเมาเซอร์หนึ่งกล่องที่ซือแหยเฒ่ามอบหมายให้เซียวกั๋วเทาแลกกลับมาโดยเฉพาะในครั้งนี้ ทิ้งเพียงคำพูดประโยคเดียวว่า “หักจากเงินเดือนฉันในเดือนต่อๆ ไป!” วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้าเด็กคนนี้!” มองดูเงาหลังของจางซงหลิง เซียวกั๋วเทาสั่นศีรษะ หากไม่คำนึงถึงว่าอีกฝ่ายอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งฐานะตนเองในสมาคมโลหิตกล้า ไม่ว่าเป็นเขา หรือว่าเว่ยจานขุยกับหลู่ฟางและหยางต้าซุ่นสามคน ล้วนชมชอบเสี่ยวพ่างจื่อที่มีนิสัยร่าเริงแจ่มใส

“เพียงสิบกว่าวัน เขาก็เริ่มทำให้กระสุนกระทบบนเป้ายิงได้แล้ว!” ซือแหยเฒ่าก็มองดูเงาหลังที่กระโดดโลดเต้นของจางซงหลิง ฝืนยิ้มส่ายหน้า ตอนนี้ เขาเองเริ่มสงสัย การรั้งตัวจางซงหลิงเพื่อปลุกปั้นในตอนแรกเริ่มนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ เมื่อมองจากสถานการณ์ในตอนนี้ อนาคตของเสี่ยวพ่างจื่อ เกรงว่ายิ่งมายิ่งพัฒนาไปทางเตียวฮุยที่ดีใจกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ใช่เล่าปี่ที่สุขุมหนักแน่น

“ครอบครัวหลู่จื๋อในหมู่บ้านเรามีลูกสาวคนหนึ่ง อายุไล่เลี่ยกับรองหัวหน้าจาง ภรรยาฉันนำคำพูดของท่านไปบอกกล่าวกับภรรยาของเขาแล้ว ภรรยาเขารับปาก หลายวันนี้จะพาลูกสาวมาดูตัว!” หลู่ฟางยังไม่ลืมภารกิจที่ซือแหยเฒ่ามอบให้ ก้มศีรษะกล่าวเสียงเบา

“ภรรยาฉันก็สอบถามในหมู่บ้านหยางเจียจวงมาหลายครอบครัว พอได้ยินว่ารองหัวหน้าจางเคยเรียนหนังสือจากในเมืองใหญ่ ล้วนยินดีพาลูกสาวมาดูตัว!” หยางต้าซุ่นรองหัวหน้าสมาคมอีกคนก็ขยับเข้ามา รายงานด้วยเสียงแผ่วเบา

“แอบดูตัวห่างๆ อย่าให้เขารู้ตัว เมื่อเห็นว่าใช้ได้ ก็ให้ลูกสาวไปโผล่หน้าให้เขาเห็น คนในเมืองใหญ่ พวกเขาล้วนนิยมแบบนี้ เมื่อสองฝ่ายชอบพอกัน ฉันค่อยออกหน้า รับรองว่าเขาต้องร่ำร้องให้ตาเฒ่าฉันเดินทางไปสู่ขออย่างแน่นอน!” ซือแหยเฒ่าเว่ยติงชำเลืองมองเงาหลังของจางซงหลิงซึ่งค่อยๆ หายลับเข้าไปในป่า กำชับหนักแน่น

หนังสือแนะนำ