ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 8)

 “มีปืนแล้ว มีปืนแล้ว!” พวกจ้าวเอ้อจื่อก็หยิบขึ้นมาคนละกระบอก กระโดดโห่ร้องอยู่บนรถม้า

ชาวบ้านที่มุงล้อมอยู่ข้างรถม้ามีท่าทีตื่นเต้น ทยอยเดินขึ้นหน้า ยื่นมือไปคว้าปืนเล็กยาวบนรถ เว่ยจานขุยพอเห็นเช่นนั้น ก็รีบลดกระบอกปืนลง เล็งไปมาอยู่ที่เบื้องหน้า “ทุกคนอย่าขยับ อย่าขยับ! ระวังปืนลั่น ตอนนี้ยังแจกจ่ายให้พวกคุณไม่ได้ ต้องเก็บไว้ในโกดังก่อน รอพวกเราตังเจียหลายคนกับซือแหยหารือร่างกฎระเบียบออกมาค่อยแบ่ง ห้ามแย่ง ห้ามแย่ง หากแย่งอีกฉันจะลั่นไกแล้ว!”

“หยุดก่อน ทุกคนหยุดก่อน” เซียวกั๋วเทาก็อ้าแขนทั้งสอง ปกป้องรถม้ากับพวกเว่ยจานขุยที่อยู่บนรถม้า กล่าวเกลี้ยกล่อมชาวบ้านอย่าได้แตะต้องอาวุธส่งเดช “ปืนนั้นไม่ใช่ของใหม่ ข้างในอาจมีกระสุนหลงเหลืออยู่ หากปืนลั่นขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!”

เมื่อเอ้อตังเจียกล่าวเตือน พวกชาวบ้านค่อยพบว่า ปืนฮั่นหยางในมือเว่ยจานขุย บริเวณปากกระบอกปืนมีรอยสึก บ่งบอกว่าปืนเหล่านั้นโละออกมาจากในกองทัพ เป็นไปได้ว่ายังไม่ถอดกระสุนก็ถูกเก็บไว้ในหีบ เมื่อสักครู่หากนิ้วมือของต้าตังเจียลั่นไกขึ้นมา…

นึกถึงตนเองเกือบถูกกระสุนยิง พวกชาวบ้านรีบถอยหลัง เบียดกันล้มระเนระนาด เมื่อได้ยินว่าในปืนอาจมีกระสุนค้างอยู่ ต้าตังเจียเว่ยจานขุยก็ตื่นตกใจเช่นกัน โยนปืนฮั่นหยางในมือกลับไปบนรถม้า กล่าวเสียงสั่นว่า “เหล่าเอ้อ ทำแบบนี้ไม่ใช่จงใจให้ร้ายฉันหรือ? หากเมื่อสักครู่ฉันลั่นไกลงไป…”

“ปืนกระบอกนั้นในมือท่าน มีระบบห้ามไกล็อคอยู่ ยิงกระสุนไม่ออก!” เซียวกั๋วเทาหัวเราะพลางเก็บปืนเล็กยาวที่เว่ยจานขุยทิ้งไปขึ้นมา อธิบายต่อหน้าผู้คน “ก็คือสิ่งนี้ เมื่อดันไปข้างหน้า ก็คือห้ามไกปืน ดันไปด้านหลัง ก็คือปลดล็อคการห้ามไกปืน”

เว่ยจานขุยค่อยสังเกตเห็นว่า ระบบห้ามไกปืนเมื่อสักครู่ยังไม่ปลดล็อค รีบยื่นมือไปแย่งปืนฮั่นหยางกลับคืน โวยวายว่า "ฉันย่อมรู้ว่าตรงนี้มีระบบห้ามไก! คล้ายกับปืนฮั่นหยางแบบเก่าไม่ใช่หรือ?! เมื่อครู่ฉันดีใจเกินไป จึงไม่ทันสังเกต นี่ พวกแก วางปืนไว้กลับที่เดิม ห้ามแตะต้องส่งเดช หากปืนลั่นยิงคนตายขึ้นมา ฉันจะลงโทษพวกแกสถานหนัก!"

ประโยคในส่วนหลัง เป็นการกล่าวต่อพวกจ้าวเอ้อจื่อ ข่มขวัญจนพวกจ้าวเอ้อจื่อรีบวางปืนฮั่นหยางในมือกลับคืนไป

“เหล่าเอ้อ ทำไมปืนที่นำกลับมาล้วนผ่านการใช้งานแล้ว ไม่มีของใหม่หรือ?” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คน เว่ยจานขุยชี้ไปยังรอยสึกหรอบนปากกระบอกปืน

“ปืนแม้เป็นของเก่า แต่ล้วนสามารถใช้การได้ ไม่อย่างนั้น ผู้อื่นจะมอบให้พวกเรามากขนาดนี้หรือ?” เซียวเอ้อตังเจียพยักหน้า ยอมรับตามสภาพความเป็นจริง

“ใช่ เก่าส่วนเก่า แต่ยังใหม่กว่าปืนฮั่นหยางที่ซื้อมาครั้งก่อน!” ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็คล้อยตาม ก่อนหน้านี้ อาวุธปืนของสมาคมโลหิตกล้า รวมทั้งปืนหน้าไม้ที่ใช้ล่าสัตว์ มีเพียงหกสิบกว่ากระบอก ทุกคนอย่าว่าแต่ไร้ปืนฮั่นหยางให้ใช้งาน ต่อให้เป็นปืนแบบเก่า ก็ต้องมีตำแหน่งอยู่บ้างจึงมีโอกาสได้สัมผัส

เมื่อได้รับบทเรียนมาแล้วครั้งหนึ่ง เว่ยจานขุยจึงไม่กล้าวุ่นวายกับเรื่องความเก่าใหม่ของอาวุธปืนมากเกินไป มือลูบลำกล้องปืนฮั่นหยาง ปากกล่าวว่า “เมื่อมีอาวุธปืนนี้แล้ว สมรรถนะการรบของพวกเราต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว วันหน้าพบเจอคนของหูลู่อวี้ ก็ไม่จำเป็นต้องประจบประแจง ต่อให้ฉินเต๋อฉุนกับเยวี่ยจิ้งสงสองคนนำกำลังมาด้วยตนเอง ฉันก็กล้างัดข้อกับพวกมัน!”

“จริงด้วย จริงด้วย! คราวนี้พวกเรานับว่ามีอาวุธของจริงแล้ว!” พวกชาวบ้านล่วงรู้ว่าปืนบนรถม้าล้วนห้ามไกปืน จึงเบียดกลับเข้ามาเหมือนเดิม

“ทำอะไร ทำอะไรกัน? ล้วนไปให้ไกลจากรถฉัน!” เว่ยจานขุยดันปุ่มห้ามไกของปืนฮั่นหยางไปด้านหลัง ปากกระบอกปืนชี้ไปยังผู้คน “ฉันบอกว่าแจกจ่ายไม่ได้ ก็คือแจกจ่ายไม่ได้!”

พวกชาวบ้านหวั่นเกรงปืนลั่น รีบถอยห่างหลายก้าว ใบหน้าของแต่ละคนอาลัยอาวรณ์ต่อรถม้า “อย่างนั้น อย่างนั้นต้าตังเจียลองยิงปืนหลายนัด ให้พวกเราได้ยินเสียง คงไม่เกินไปกระมัง กระสุนปืนตั้งสี่หมื่นกว่านัด…”

“ใช่ พวกเรารอคอยมากว่าครึ่งเดือนแล้ว แม้แต่ปืนล้วนไม่ให้แตะต้อง…”

ฟังผู้คนพูดจาร้องขออย่างน่าเห็นใจ เว่ยจานขุยอดไม่ได้ที่จะใจอ่อนอยู่บ้าง สายตาแอบชำเลืองไปทางซือแหยเฒ่าเว่ยติงที่ยืนอยู่นอกฝูงชน เห็นสีหน้าของชายชราไร้ท่าทีคัดค้าน จึงยิ้มแย้มขึ้นมาทันที ชูปืนฮั่นหยางในมือขึ้นฟ้า ตะโกนเสียงดังว่า “ดี วันนี้ฉันจะยิงให้พวกแกได้เห็นกับตา ก่อนอื่น พวกเรามาขนของลงจากรถม้า ส่งมอบปืนกับกระสุนให้ซือแหยเก็บเข้าโกดัง จากนั้นพวกเราก็ไปยิงเป้าฝึกที่หลังเขา! หมุนเวียนกัน แต่ละคนสามารถยิงได้สองนัด! เอ้อจื่อ เสี่ยวอู่ พวกแกสองคนไม่ต้องช่วยขนของ พกพาพลั่วเหล็ก รีบไปจัดวางเป้ายิงที่หลังเขา!”

“ครับ” “รับทราบ!” จ้าวเอ้อจื่อกับหยางเสี่ยวอู่สองคนที่ถูกขานเรียก รับปากดังลั่นพลางเดินทางไปหลังเขาจัดเตรียมเป้ายิง พวกชาวบ้านที่เหลือทยอยเดินเข้ามาช่วยกัน ขนของลงจากรถม้า ใช้เวลาไม่นาน ก็นำอาวุธปืนกับกระสุนไปเก็บไว้ในโกดังที่ลานบ้านด้านหลังของศาลเจ้าโบราณ

ฉวยโอกาสที่ผู้คนไม่สังเกต เว่ยจ้านขุยเดินนิ่งเงียบมาถึงด้านหน้าของซือแหยเฒ่า กล่าวเสียงเบาขอให้ชายชราอนุญาตให้ตนเองได้ทำตามที่กล่าวไว้เมื่อสักครู่ ซือแหยเฒ่าเว่ยติงวันนี้อารมณ์เบิกบาน ไม่อยากให้พวกชาวบ้านดีใจเก้อ จึงพยักหน้าและกำชับเสียงเบาว่า “พกปืนไปอีกหลายกระบอก อย่ามัวยิงอยู่กระบอกเดียว ระวังลำกล้องปืนมันร้อนเกิน!”

“ไป! ไปซ้อมยิงปืนกัน! เอ้อตังเจีย เหล่าซาน เหล่าซื่อ จางฟู่กวน พวกคุณก็แบกไปคนละกระบอก ทุกคนล้วนเล็งให้แม่นยำค่อยยิง ใครกล้ายิงทิ้งยิงขว้าง ฉันจะลงโทษคนผู้นั้น!” หลังจากขออนุญาตจากซือแหยเฒ่า เว่ยจานขุยก็วางท่าเช่นผู้ยิ่งใหญ่ ชูปืนฮั่นหยางขึ้นสูง กล่าววาจาเสียงดังลั่น

“ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ!” ชาวบ้านตอบรับอย่างครึกครื้น ห้อมล้อมเอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทา ซานตังเจียหลู่ฟาง ซื่อตังเจียหยางต้าซุ่น รวมถึงจางซงหลิงที่เพิ่งดำรงตำแหน่งฟู่กวนไม่นาน มุ่งหน้าไปยังหลังเขาอย่างตื่นเต้นดีใจ

จางซงหลิงนึกไม่ถึงว่าตนเองมีส่วนกับเขาด้วย มีอาการตื่นเต้นดีใจ มือถือปืนฮั่นหยางที่เซียวเอ้อตังเจียส่งมาให้ ด้านหนึ่งเดินไปทางหลังเขาภายใต้การห้อมล้อมของผู้คน ด้านหนึ่งชื่นชมลักษณะของปืนอย่างละเอียด

เพียงเห็นปืนกระบอกนี้ยาวประมาณสี่เชียะ ขัดถูจนสะอาดไร้ฝุ่นละออง ส่วนหน้าเป็นลำกล้องปืนที่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี เผยสีดำแวววาวภายใต้แสงอาทิตย์ เย็นเยียบน่าสะพรึงกลัว ส่วนท้ายทำจากไม้เนื้อแข็งชั้นดี ทาด้วยสีเหลืองส้ม เชื่อมต่อกับโครงไม้ที่ยื่นไปข้างหน้า รองรับลำกล้องปืน ด้านล่างของตัวปืน มีห่วงเหล็กครึ่งวงรีหนึ่งอัน ล้อมไกปืนไว้ข้างใน ด้านหน้าของห่วงเหล็ก เป็นกล่องเหล็กทรงสามเหลี่ยมหนึ่งอัน ฝีมือค่อนข้างหยาบเถื่อน คาดว่าน่าจะเป็นซองกระสุน

นอกจากชิ้นส่วนเหล่านี้ที่ไม่ควรขาดหายแล้ว ด้านล่างของไม้รองรับลำกล้องปืน ยังติดมาด้วยมีดปลายปืนเล่มหนึ่ง สภาพเก่ามากแล้ว บริเวณคมมีดเผยคราบสนิม บริเวณหลังพานท้าย ยังมีฝาเหล็กวงกลมอันหนึ่ง ไม่ทราบสามารถเปิดออกหรือไม่ และไม่ทราบหลังเปิดออกสามารถล้วงสิ่งของอะไรจากข้างในพานท้าย

ยามคนเราตื่นเต้นดีใจ มักจะขยันขันแข็งเป็นพิเศษ พริบตาเดียว เดินมาถึงหลังเขาแล้ว จ้าวเอ้อจื่อกับหยางเสี่ยวอู่ตั้งเป้ายิงที่ทำจากแผ่นไม้อยู่นอกระยะประมาณห้าสิบเก้า ใช้ถ่านไม้ระบายจุดดำหลายจุดไว้ที่กลางแผ่นไม้ จากนั้นวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว เรียนเชิญต้าตังเจียยิงปืนนัดแรกอย่างเคารพนบนอบ

“ก่อนยิงปืน ต้องปรับตัวบอกระยะ ซึ่งก็คือแผ่นโลหะบนกระบอกปืนชิ้นนี้ ตัวเลขตะวันตกที่อยู่ข้างบน บ่งบอกถึงระยะของศัตรู!” เว่ยจานขุยขาข้างหนึ่งก้าวไปข้างหน้า อีกข้างหนึ่งกึ่งคุกเข่าลงพื้น “หลังจากปรับระยะเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเล็งให้แม่น ต้องให้สายตากับศูนย์เล็งและเป้ายิงตรงกัน จากนั้นสูดลมหายใจ ลั่นไกปืน…”

“เปรี้ยง!” เขายิงไปหนึ่งนัด จากนั้นดึงคันรั้ง ยิงออกไปอีกหนึ่งนัด

“เยี่ยม!” ภายในรัศมีสี่ลี้ เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง เว่ยจานขุยหัวเราะพลางยื่นปืนให้จ้าวเอ้อจื่อที่ใคร่ลองยิง ลุกขึ้นมาประสานมือให้ผู้คนโดยรอบ “เพียงเท่านี้ ล้วนเข้าใจแล้วหรือไม่? เข้าใจ…”

ทันใดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหยุดชะงัก สายตาจ้องมองไปยังเป้ายิงที่อยู่นอกห้าสิบก้าว สีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยาก

“เอ๊ะ ฉันลืมบอกท่าน ปืนนี้เป็นปืนเก่า ยามลั่นไก มีแรงถีบรุนแรง กระสุนจึงพลาดเป้าได้ง่าย!” แม้ว่าไม่ค่อยพึงพอใจต่อเว่ยจานขุย แต่เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทายังคงยื่นมือช่วยเหลืออีกฝ่าย “ผิดที่ฉันเอง ผิดที่ฉันเอง! ต้าตังเจียลองยิงใหม่อีกครั้ง รับประกันว่าทุกนัดล้วนสามารถยิงโดนกลางเป้า!”

“ฉันว่าแล้ว ทำไมเล็งเป้าอย่างดี แต่กลับยิงไม่โดน พวกคุณต้องระวังด้วย! ประเดี๋ยวล้วนตั้งใจยิงให้ดี อย่ายิงทิ้งยิงขว้างคล้ายกับฉัน!” เว่ยจานขุยปฏิกิริยารวดเร็ว คล้อยตามเอ้อตังเจีย

“รับทราบ! ต้าตังเจีย!” ทุกคนฝืนระงับอาการหัวเราะ เปล่งเสียงขานรับพร้อมกัน

“เหล่าเอ้อ สอนการเล็งปืนกับพวกเขาด้วย!” เว่ยจานขุยผลักจ้าวเอ้อจื่อที่กำลังเล็งปืนออกไป เปิดทางให้เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาสาธิตการยิงปืน

เซียวกั๋วเทาถือปืนด้วยท่าทียิ้มแย้มผ่อนคลาย เลียนแบบท่าทางเมื่อสักครู่ของเว่ยจานขุย “ปืนนี้ ฉันก็เพิ่งสัมผัสเป็นครั้งแรก ไร้ความมั่นใจอยู่บ้าง!”

“เปรี้ยง!” กระสุนนัดแรกพุ่งออกจากปากกระบอกปืน บริเวณเป้ายิงปรากฏหลุมดำขนาดเล็กหนึ่งจุด

“บังเอิญ บังเอิญ!” เซียวกั๋วเทาส่ายศีรษะ ยิ้มแย้มถ่อมตน จากนั้นดึงคันรั้งอีกครั้ง เล็งเป้าแล้วลั่นไก

“เปรี้ยง!” ประกายเพลิงวูบออกจากปากกระบอกปืน เป้ายิงที่แดนไกลกลับไร้ความเคลื่อนไหว มีฝุ่นละอองกลุ่มหนึ่งลอยขึ้นจากพื้นดินที่อยู่ทางซ้ายของเป้ายิง

“โอ!” เซียวเอ้อตังเจียวางปืนฮั่นหยาง ตบหน้าขาตนเองด้วยความเจ็บใจ “ฉันตั้งใจเล็งไปที่เป้ายิงแท้ๆ คาดไม่ถึงว่าพอลั่นไกปืน กระสุนก็พุ่งออกข้างไปแล้ว!”

“ฉันก็บอกแล้ว? ปืนพวกนี้ต้องฝึกฝนให้ชำนาญจึงใช้การได้!” เมื่อเห็นกระสุนนัดที่สองของเซียวกั๋วเทายิงพลาดเป้า สีหน้าของต้าตังเจียเว่ยจานขุยค่อยดีขึ้นมาบ้าง กดมือลงต่ำ กล่าวสรุปอย่างจริงจัง “พวกเราล้วนไม่ต้องล้อมอยู่ตรงนี้! มีปืนตั้งห้ากระบอก พวกเราไปจับกลุ่มกันเอง หมุนเวียนกันยิงปืน จงตั้งใจศึกษาว่าปืนพวกนี้ต้องใช้อย่างไร!”

“รับทราบ!” พวกชาวบ้านเปล่งเสียงขานรับพร้อมกัน จับกลุ่มกันฝึกซ้อมยิงปืน ชั่วขณะนั้น เสียงปืนอันสดใสก็ดังขึ้นมากลางป่าเขาประดุจราวประทัด ทำให้บรรยากาศของหมู่บ้านคึกคักครึกครื้นราวกับฉลองปีใหม่ตรุษจีน

 

คืนนั้น ต้าตังเจียเว่ยจานขุยจัดงานเลี้ยงฉลองในศาลเจ้าโบราณที่ใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราว เชิญรองหัวหน้าสมาคมอีกสองท่านกับซือแหยเฒ่าเว่ยติง ร่วมกันฉลองให้กับเอ้อตังเจีย หลังจากรับประทานกันอิ่มหนำ เรื่องที่ว่าจะแจกจ่ายอาวุธปืนกันอย่างไร พวกเขาก็หารือได้ข้อสรุปโดยสังเขป จงตุ้ยจ่างทั้งหกคนแบ่งปืนฮั่นหยางไปกลุ่มละยี่สิบกระบอก ใครก็ห้ามแบ่งเกิน สามสิบกระบอกที่เหลือเก็บไว้ในศูนย์บัญชาการสมาคมโลหิตกล้า เพื่อรองรับหน่วยรักษาความปลอดภัยที่จะก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่สำหรับตัวเลือกของผู้เป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย พวกบุคคลระดับหัวแถวหลายคนของสมาคมโลหิตกล้ากลับเกิดความขัดแย้ง มองตามเจตนารมณ์ของซือแหยเฒ่าหลังค่อม ในเมื่อจางซงหลิงเป็นผู้เขียนจดหมายถึงผู้บัญชาการซ่ง และตลอดเวลาเดือนกว่าจางฟู่กวนก็สร้างความดีความชอบให้กับสมาคมไว้ไม่น้อย เช่นนั้นตำแหน่งของหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ก็สมควรมอบให้เขาอย่างไร้ข้อกังขา แต่เว่ยจานขุยกับหลู่ฟางและหยางต้าซุ่นสามคนกลับคัดค้านต่อข้อเสนอดังกล่าว

เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เว่ยจานขุย หลู่ฟางและหยางต้าซุ่นสามคนที่เดิมทีไร้ฝีมือไร้ความสามารถอะไร ถึงกับไม่แตกคอกันเอง และมีความเห็นตรงกันว่า จางฟู่กวนแม้มีความดีความชอบ แต่อายุยังน้อย ชื่อเสียงไม่เป็นที่ยอมรับ การเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย นับว่าเลื่อนขั้นเร็วเกินไปบ้าง! มิหนำซ้ำเขายังเป็นคนนอก ไม่มีใครทราบหัวนอนปลายเท้าของเขา หากนำกองกำลังสำคัญอย่างหน่วยรักษาความปลอดภัยไปให้คนนอกดูแล นอกจากยากที่จะรับประกันความปลอดภัยของพวกพ้องแล้ว พวกพี่น้องที่อยู่ในสมาคม ก็ไม่มีทางยอมรับจากใจจริง

เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาแม้เป็นบุตรเขยของซือแหยเฒ่าเว่ยติง แต่ในประเด็นนี้ กลับไม่ยินดีฝืนใจสนับสนุนพ่อตาตนเอง แต่ก็กลัวบรรยากาศการสนทนาแข็งกร้าวเกินไป ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศอันปรองดองบนโต๊ะสุรา เขาลุกขึ้นยืน เทสุราขาวให้พวกพ้องหลายคนที่นั่งอยู่ จากนั้นหัวเราะกล่าวว่า “จางฟู่กวนนับว่าเป็นคนมีความสามารถ ซึ่งจุดนี้พวกเราล้วนปฏิเสธไม่ได้ สมาคมโลหิตกล้าของเรา โครงสร้างยิ่งมายิ่งใหญ่โต สมควรมีหน่วยรักษาความปลอดภัยมาคุ้มครองศูนย์บัญชาการหลักของพวกเรา เรื่องอื่นพวกเราไม่พูดถึง ลำพังกระสุนปืนสี่หมื่นกว่านัดนั้น นำไปจำหน่ายข้างนอก สามารถแลกเงินได้มากถึงกว่าสองพันกว่าเหรียญต้าหยาง เมื่อนึกว่ามีสองพันกว่าเหรียญต้าหยางตั้งวางอยู่ในโกดัง ฉันก็นอนหลับไม่สนิท! อืม! จริงหรือไม่ คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า ไม่กลัวโจรขโมย กลัวแต่โจรหมายปอง!”

เขาดื่มสุราเมามายอย่างเห็นได้ชัด เรอออกมาเสียงดัง พูดต่อไปว่า “แต่ตัวเลือกของผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย มีความสามารถหรือไม่ยังไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญนั้น เขาต้องทำให้ทุกคนไว้วางใจ ถูกต้องหรือไม่ แต่ว่าไปว่ามา ศาลเจ้าแคบเล็กของเรา หากไม่มีสิ่งใดยั่วยวนใจ คิดจะรั้งตัวจางฟู่กวน เกรงว่ายากยิ่ง…”

เขาสนทนาวกไปวนมาครึ่งวัน สุดท้ายเท่ากับไม่ได้กล่าวอะไรที่มีสาระ ซือแหยเฒ่าเว่ยติงโกรธจนควันออกหู ยกมือตบโต๊ะ กล่าวด้วยความขุ่นเคืองว่า “ไร้สาระ หากไม่เพราะเห็นเขาเป็นบุคคลมีความสามารถที่ยากพบพาน ตาเฒ่าจะเสียแรงรั้งเขาไว้เพื่ออะไร? พูดเถอะ ตกลงพวกคุณหลายคนต้องการอะไร?! คิดว่าใครเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยได้ดีกว่าจางฟู่กวน ก็จงเสนอออกมา!”

“คือว่า คือว่า…” เว่ยจานขุยตื่นกลัวจนหน้าซีดขาว อธิบายเสียงสั่นว่า “ท่านอย่าเพิ่งโมโห? พวกเราเพียงแต่บอกว่าจางฟู่กวนไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ได้บอกว่าต้องการเสนอผู้อื่น? หากว่าจางฟู่กวนเป็นคนของหมู่บ้านเว่ยเจียจวงก็คงดี ฉันย่อมยกมือสองข้างเห็นด้วยอย่างแน่นอน!”

“พวกเราสองคน ก็ไม่มีเจตนาอื่นใด!” หลู่ฟางกับหยางต้าซุ่นมองดูสีหน้าของเว่ยติง ก้มหน้าแก้ต่างว่า “อย่าว่าแต่เป็นคนของหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ต่อให้เขาเป็นคนของสี่หมู่บ้านเรา หรือว่าหมู่บ้านที่ใกล้เคียง พวกเราทราบพื้นเพของเขา ก็คงไม่ยุ่งยากวุ่นวายเช่นนี้…”

“หรือไม่ พวกเราก็ช่วยหาภรรยาให้เขา!” เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาบังเกิดความคิดพิสดาร เบิกตากลมโตเสนอความคิดเห็น

คำพูดนี้ได้รับการตอบรับจากหัวหน้าและรองหัวหน้าทั้งสามคน “จริงด้วย จริงด้วย ให้เขาแต่งเข้าหมู่บ้าน หลังจากแต่งเข้าหมู่บ้าน ก็ไม่ถือเป็นคนนอกแล้ว พวกเราเบิกเงินจากสมาคม สร้างห้องพักให้เขาสามหลัง จากนั้นแบ่งที่ดินเพาะปลูกให้เขาอีกสี่สิบโหม่ว…”

“ใช่ ทางที่ดีให้เขาเข้าห้องหอแต่คืนนี้ พรุ่งนี้ก็ครรภ์ มะรืนก็คลอดเด็กออกมา!” ซือแหยเฒ่าโกรธจนตบโต๊ะ สะเทือนจนตะเกียบกับจอกสุราลอยเหนือพื้นโต๊ะ “พวกคุณคิดว่ามันง่ายดายปานนั้นหรือ คลอดเด็กแล้วก็สามารถรั้งคนไว้ได้?!”

แม้ไม่พอใจ แต่ชายชราเองก็ล่วงรู้ว่า เรื่องที่ตนเองคิดเสนอจางซงหลิงเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย เกรงว่าเป็นการรีบเร่งเกินไป เพื่อให้ทุกคนยอมรับเป็นเอกฉันท์ ซือแหยเฒ่าสามารถถอนตัวเพื่อรอคอยโอกาสครั้งต่อไป “ในเมื่อพวกคุณหลายคนก็ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า เช่นนั้นตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ก็ให้เซียวเอ้อตังเจียพ่วงตำแหน่งไปก่อน จางซงหลิงเป็นรองหัวหน้าให้เขา หน้าที่เดิมทีเป็นฟู่กวนให้จานขุย ก็ยกเลิกไปก่อน ถึงอย่างไรจานขุยก็ไม่จำเป็นต้องมีฟู่กวน!”

“ถูกต้องที่สุด ฉันมันคนหยาบ ไหนยังต้องการฟู่กวนอะไร!” เว่ยจานขุยไม่กล้าเปล่งวาจาคัดค้าน จึงกล่าวคล้อยตามคำพูดของซือแหยเฒ่า

หลู่ฟางกับหยางต้าซุ่นในใจยังคงรู้สึกไม่เหมาะสม แต่เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาเป็นคนจิตใจกว้างขวาง ให้เขาพ่วงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ย่อมดีกว่าคนนอกอย่างจางซงหลิง 

หนังสือแนะนำ