บทที่ 3 วาสนาในคราเคราะห์

รุ่งขึ้น เย่เฟิงลืมตาตื่นก็พบว่าเวลาไม่เช้าแล้ว แต่แสงตะวันยังไม่ส่องเข้ามาในห้อง เมื่อเปิดโทรศัพท์มือถือดู เห็นเป็นเวลาเก้าโมงเช้า ตอนนี้จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าห้องนี้หันไปทางทิศตะวันตก

เขาบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นนั่ง นึกอะไรอยู่ครู่ใหญ่ก่อนกระโดดลงจากเตียง ใช่แล้ว ตอนนี้ต้องหางานตำแหน่งยามที่หมายตาไว้ต่อไป

เมื่อวานเห็นสายตาสวี่ซูถิง ในความสงบแฝงความเย็นชา ต่างจากความระอุอุ่นแฝงความนัยของฟางจูหยุนโดยสิ้นเชิง เย่เฟิงรู้ดีว่า หากฟางจูหยุนเป็นคนรับสมัคร ตนเองคงมีสิทธิ์ได้รับเลือก แต่ถ้าเป็นสวี่ซูถิง เขาควรหาแผนอื่นไว้สำรองแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า อย่าว่าแต่เขาเองก็ไม่พิสมัยตำแหน่งพนักงานขายที่ต้องคุยโทรศัพท์ทั้งวัน แค่ NPC สารพัดประโยชน์เครื่องเดียวก็เพ้อเจ้อราวกับพระถังซำจั๋ง ก่อกวนเขามากพอแล้ว จะให้เขาไปหาถังซำจั๋งมาเพิ่มอีกทำไม

ชายหนุ่มผลักประตูเปิดอย่างเบามือ เกรงจะรบกวนความฝันแสนหวานของสองสาว ต่อเมื่อออกมาแล้ว เย่เฟิงจึงพบว่าตัวเองคิดมากไป นอกจากเขาที่เร่ร่อนเตะฝุ่น คนอื่นล้วนมีการมีงานทำ ตอนนี้เก้าโมง ย่อมต้องออกไปทำงานกันแล้ว

บนโต๊ะทิ้งกระดาษขาวไว้แผ่นหนึ่ง ซาลาเปาสองลูก น้ำเต้าหู้หนึ่งถ้วย ในกระดาษเขียนว่า ‘เย่เฟิง อย่าลืมกินข้าวเช้า อาหารเช้าบนโต๊ะสำหรับนาย ออกจากห้องอย่าลืมพกกุญแจไปด้วย เมื่อคืนฉันออนไลน์ช่วยนายหาบริษัทสมัครงานให้หลายแห่ง นายลองโทรศัพท์ไปถามดูแล้วกัน’

ด้านล่างของกระดาษมีรายการเขียนไว้ละเอียดยิบ บอกตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร คุณสมบัติที่ต้องการอย่างละเอียด เย่เฟิงเพิ่งเข้าใจ เมื่อคืนตอนที่เขานอนไม่หลับลุกขึ้นมา เห็นในห้องฟางจูหยุนยังมีแสงไฟ หญิงสาวนั่งใจจดใจจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ที่แท้เพื่อหากตำแหน่งงานให้เขา ก็อดซาบซึ้งไม่ได้

แต่เขายังคงกินซาลาเปา ดื่มน้ำเต้าหู้จนหมดก่อน ค่อยเตรียมตัวโทรศัพท์ไปตามหมายเลขที่ฟางจูหยุนหาให้ ท่าทีเขานั้นหากคนอื่นเห็นเข้า ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นฝ่ายรับสมัครงาน ไม่ใช่ไปของานทำแน่ๆ

อันที่จริงชายหนุ่มไม่ร้อนใจอะไรเลย เงินเดือนแปดพันหายาก แต่เงินเดือนแปดร้อยมีให้เลือกมากมาย และแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยคิดว่าตำแหน่งที่ได้เงินแปดพันจะดีกว่าแปดร้อยสักเท่าไหร่อยู่แล้ว

นี่อาจเป็นความเฉื่อยแฉะที่ฟางจูหยุนพูดถึงก็ได้ แต่เพิ่งยกโทรศัพท์ขึ้น เสียงเรียกเข้าก็ดัง เย่เฟิงเห็นเป็นหมายเลขแปลกหน้า ซึ่งความจริงไม่ว่าหมายเลขไหน สำหรับเขาก็เป็นหมายเลขแปลกหน้าทั้งนั้น สภาพเช่นนี้ดำเนินมานานแล้ว หนึ่งปี หรืออาจจะสองปีกันนะ... เย่เฟิงขมวดคิ้ว ก่อนสะบัดศีรษะ ไม่ต้องไปคิดมันแล้ว!

“สวัสดีค่ะ ขอสายคุณเย่เฟิง” เสียงปลายสายอ่อนหวาน นุ่มนวลเรียบร้อย ฟังดูก็รู้ว่าเป็นประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่สาวนั่งดริงค์

“ผมเอง ไม่ทราบคุณคือ...” เย่เฟิงสับสนเล็กน้อย อย่าบอกนะว่าเป็นบริษัทประกันเมื่อวาน?

“จากบริษัทไคทว่อเจ่อเตี้ยนจื่อจำกัดค่ะ” สาวประชาสัมพันธ์ตอบเสียงอ่อนโยน แต่สำหรับเย่เฟิงกลับคล้ายระเบิดดังข้างหู อดคิดไม่ได้ว่า หรือช่วงนี้ระดับเขาจะตกเอาๆ มีแต่งานเงินเดือนห้าร้อยมาสนใจ

“เมื่อวานคุณยื่นใบสมัครให้บริษัทเรา ทางเราพิจารณาแล้ว ตัดสินใจนัดสัมภาษณ์คุณค่ะ ไม่ทราบคุณมีเวลาหรือเปล่า” ปลายสายเอ่ยเรียบๆ

“ที่ไหนครับ” ชายหนุ่มระบายลมใจ รอจนอีกฝ่ายแจ้งที่อยู่เสร็จ เย่เฟิงก็วางสาย ใช้เวลาตัดสินใจกับแค่ว่าจะไปหรือไม่ไปดีเข้าไปอีกครึ่งชั่วโมง แต่พอคิดได้ว่างานที่เงินน้อย ย่อมเป็นงานสบาย จิตใจเขาก็ผ่อนคลายลง จัดแจงแต่งเนื้อแต่งตัว เมื่ออารมณ์ดี มือไม้ก็แคล่วคล่อง ถึงกับยอมปัดฝุ่นรองเท้าที่ไม่ได้ขัดมาหนึ่งเดือน ก่อนออกจากห้องไปอย่างพออกพอใจ แต่พอเสียงประตูปิดดังโครม เขาก็นึกได้ว่าลืมโทรศัพท์มือถือ!

เย่เฟิงถอนหายใจเฮือก ช่วงนี้เขาขี้เกียจขึ้นเรื่อยๆ ไม่คิดอะไรมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้โรคคนรวยชื่อพาร์กินสันอะไรสักอย่างที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็น มาเล่นงานเขาเข้าหรือเปล่า แต่ฝ่ายนั้นเป็นประธานาธิบดี ส่วนเขาแค่มีข้าวกินก็โชคดี โรคภัยไข้เจ็บนี้ดันยุติธรรมยิ่งนัก ไม่แบ่งแยกชนชั้นเอาเลย

ชายหนุ่มตัดพ้อชะตาตัวเองพลางหยิบบัตรเติมเงินโทรศัพท์ขึ้นมาใบหนึ่ง บัตรนี้เขาเพิ่งซื้อเมื่อวาน พอรูดบัตรวืดลงไป ประตูห้องก็เปิดออกอย่างง่ายดาย

การกระทำนี้หมดจดเป็นธรรมชาติ ดูไปไม่กินแรงแม้แต่น้อย หากช่างสะเดาะกลอนมืออาชีพมาเห็นเข้าจะต้องปากอ้าตาค้าง ยอมรับว่าสู้ไม่ได้แน่นอน!

ในความทรงจำของเย่เฟิง เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองมีทักษะด้านนี้ เหมือนแตกฉานได้เองโดยไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ เมื่อไหร่เจอปัญหายากเข็ญ เขามักแก้ไขได้อย่างง่ายดายเสมอ ไม่รู้นี่เรียกว่าอัจฉริยะหรือเปล่า... เย่เฟิงลอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ

ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไป หยิบโทรศัพท์มือถือแล้วเห็นว่ากุญแจก็อยู่บนโต๊ะ จึงคว้ามาด้วยกัน จากนั้นออกจากห้อง ล็อกประตูเรียบร้อย นับว่าเขายังใจดี เห็นว่าข้าวของตัวเองหายไปไม่เป็นไร แต่หากทำคอมพิวเตอร์ของฟางจูหยุนถูกขโมยไปด้วย คงรู้สึกผิด ทั้งที่ความจริงเขาก็รู้ดี ว่ากลอนประเภทนี้กันได้แต่คนดี กันขโมยไม่ได้ ขนาดเขาเองยังสะเดาะได้ถึงเจ็ดอันในหนึ่งนาทีเลย!

กว่าเขาจะหาบริษัทไคทว่อเจ่อเตี้ยนจื่อจำกัดเจอ ก็ล่วงเข้าช่วงเที่ยงแล้ว เขากับคนส่งข้าวกล่องคนหนึ่งขึ้นลิฟท์ไปด้วยกัน เห็นหมอนั่นถือข้าวกล่องสองใบ ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ท้องลั่นโครก

“คุณครับ นี่เบอร์โทรสั่งอาหารของเรา ถ้าคุณต้องการก็โทรมาได้” เด็กส่งอาหารฉีกยิ้ม เป็นงานกว่าเย่เฟิงหลายร้อยหลายพันเท่า ระหว่างทำงานยังไม่ลืมโฆษณาร้านเล็กๆ ของตัวเอง เย่เฟิงก็ไม่บ่ายเบี่ยง รับมาดูแล้วเก็บใส่กระเป๋า ในใจคิดว่าไม่เลว พ้นเที่ยงแล้วต้องไปลองสักครั้ง

ครั้งนี้เขาไม่ได้ขึ้นผิดชั้น เมื่อประตูลิฟท์เปิด เย่เฟิงก็สำรวจรอบๆ ด้วยท่าเหมือนกำลังจะก่ออาชญากรรม เขาหาอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็พบว่าบริษัทไคทว่อเจ่อเตี้ยนจื่อจำกัดอยู่ปลายสุดของระเบียง ตัวสำนักงานไม่ใหญ่นัก แค่ร้อยกว่าตารางเมตร กวาดตารอบเดียวก็เห็นทั่วบริษัท แต่เย่เฟิงต้องมองถึงสองรอบ กว่าจะหาสวี่ซูถิงเจอ เธอกำลังจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เคาะแป้นคีย์บอร์ด คงไม่ได้เล่นเกมแน่นอน

“อะแฮ่ม” เย่เฟิงกระแอม ยิ้มเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไป “สวัสดีครับผู้จัดการสวี่!”

เขาเหลียวหาครู่ใหญ่ พบว่าไม่มีเก้าอี้ว่าง ห่างออกไปแม้มีโซฟา นั่งได้ก็จริง แต่เขายังไม่หน้าด้านพอจะเดินไปนั่งเองแบบนั้น!

สายตาสวี่ซูถิงเลื่อนสายตาจากหน้าจอมาที่ใบหน้าเย่เฟิง ท่าทางเหนื่อยใจจัดจนตัดใจแล้ว

“เรียนถามคุณเย่ เรานัดพบกันตอนกี่โมง”

“สิบโมงครึ่ง” เย่เฟิงตอบ

“งั้นตอนนี้กี่โมง” สวี่ซูถิงถามอย่างเย็นชา

เย่เฟิงชำเลืองมองนาฬิกาแขวนผนังแวบหนึ่ง

“คล้ายจะสิบเอ็ดโมงกว่า”

“ไม่ใช่สิบเอ็ดโมงกว่า แต่สิบเอ็ดโมงสี่สิบห้านาที” สวี่ซูถิงเอ่ยเสียงเย็น “คุณสายไปหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาทีเต็มๆ!”

“รถติด” เย่เฟิงหาข้ออ้างจนได้ รู้สึกละอายเล็กน้อย

“ฉันทนได้ที่เสื้อผ้าคุณไม่เรียบร้อย ฉันเข้าใจเหมือนกันว่าคุณกดดันมาก จนจำชื่อสินค้าบริษัทไม่ได้” สวี่ซูถิงถอนหายใจ “แต่เมื่อวานเห็นคุณก้มลงช่วยฉันเก็บเอกสาร ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่ทำเป็นมองไม่เห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่ว่าคุณจะมีจุดประสงค์อะไร ฉันก็อยากจะให้โอกาสคุณสักครั้ง”

เย่เฟิงก้มศีรษะ ชักรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนใช้ไม่ได้ เป็นอาเต๊าเล่าเสี้ยนผู้ไม่เอาไหน

“แต่สิ่งสำคัญที่สุดของพนักงานคือต้องรักษาเวลา ฉันให้ประชาสัมพันธ์โทรหาคุณตอนเก้าโมงสิบนาที นัดพบตอนสิบโมงครึ่ง ช่วงหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีนี้ คุณเดินทางจากฝั่งตะวันออกเมือง S ไปฝั่งตะวันตกยังได้ แต่คุณก็ยังสายหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาที แถมไม่โทรมาบอกกันสักคำ หรือจะให้ฉันคาดหวังว่าตอนออกไปทำงาน คุณจะบอกกับลูกค้าที่นัดกันเรียบร้อยแล้วว่า ขอโทษ เชิญรออีกสักชั่วโมง ผมยังอยู่ระหว่างทางงั้นหรือ” สวี่ซูถิงเอ่ยอย่างโมโห

เย่เฟิงแทบก้มหน้าลงไปจรดหลังเท้า แต่ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมา

“ขอโทษจริงๆ ที่ทำลายความหวังดีของคุณ”

เขาพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไป สวี่ซูถิงถอนหายใจ วางเอกสารสมัครงานแผ่นนั้นลงบนโต๊ะ สีหน้ามีแววผิดหวัง เย่เฟิงคนนี้ฝีปากก็ไม่มี ความอดทนก็ไม่มี คนอื่นว่าเขาประโยคหนึ่ง เขาไม่โต้แม้แต่ครึ่งประโยค แบบนี้จะเป็นพนักงานได้ยังไง

เย่เฟิงเดินไปทางประตูอย่างอับอาย ไม่มีสมาธิจึงชนเข้ากับร่างอ้วนใหญ่ร่างหนึ่ง รีบลนลานบอกว่า “ขอโทษครับ!”

“เย่เฟิง นี่แกเองหรือ” ชายร่างอ้วนนั้นหน้าตาเบิกบาน จับตัวเย่เฟิงเอาไว้ “แกทำงานที่ไคฮวงเจ่อหรือไคทว่อเจ่อกันแน่ ฉันเพิ่งลงจากเครื่องก็ตามหาแกเสียทั่ว ลำบากจริงๆ!”

“คุณคือ...” เย่เฟิงดันแว่นขึ้น อดสะท้อนใจไม่ได้ ความจำเขาถดถอยอย่างร้ายกาจ ฝ่ายนั้นสนิทกับตนเองขนาดนี้ ตัวเขากลับไม่เหลือเค้าความทรงจำอะไรเลย

“ไอ้หนูนี่ ท่าทางซึมกะทือไปทั้งตัว ลงอ่างหนักไปจนลุกไม่ขึ้นหรือไง!” ชายอ้วนไม่สนสีหน้าเขียวคล้ำของสวี่ซูถิง “จำฉันไม่ได้แล้วเหรอ ครึ่งเดือนก่อนแกโทรหาฉัน บอกว่ามีเครื่องอบอะไรสักอย่างนี่ อยู่ไหนล่ะ ให้ฉันดูหน่อย คราวนี้ฉันมาทำธุระเล็กๆ น้อยๆ กะมอบของให้โรงเรียนประถมทางเลือก ระหว่างนั้นยังไงก็ได้ ฉันจะสั่งซื้อของจากแกสักสามล้าน ยังไม่รีบเชิญฉันไปผ่อนคลายที่ร้านนวดหรูหราที่สุดของที่นี่อีก!”

ขนมพายที่อยู่ๆ ร่วงลงมาจากฟ้า ส่วนใหญ่มักมีพิษ แต่เย่เฟิงตัดสินใจไม่คิดมาก เขาตบศีรษะตนเอง ตั้งอกตั้งใจนึก

“คุณคือจางฟาไฉหรือ เดือนที่แล้วผมติดต่อคุณไปสองครั้งใช่ไหม” ที่จริงไม่ใช่เพราะความจำเขาดี แต่เพราะเดือนที่แล้วเขาโทรศัพท์ติดต่อเรื่องงานแค่สองครั้ง ทั้งสองครั้งล้วนติดต่อคนเดียวกัน!

“ไอ้หนู ในที่สุดก็จำฉันได้ ฉันบอกแล้ว ถ้ามาเมือง S อันดับแรกคือต้องหาแก” จางฟาไฉยิ้มแฉ่ง หน้าบานหุบไม่ลง ตบไหล่เย่เฟิงหนักๆ “กินข้าวหรือยัง ที่ห่วยๆ แบบนี้ไม่รู้มีร้านไหนถูกปากบ้าง”

สวี่ซูถิงโมโหจนแทบผุดลุกขึ้นแล้ว แม้แต่ตอนที่ได้ยินคำว่าสามล้านยังโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ที่นี่คือที่ทำงาน แต่ผู้มากลับเอะอะโวยวายราวคนจรจัด แต่เธอยังไม่ทันได้พูดว่า ‘เชิญออกไป’ สามคำ กลับได้ยินคำว่า ‘จางฟาไฉ’ ทั้งสามคำเสียก่อน นัยน์ตาหญิงสาวพลันเบิกกว้าง ยืนตะลึงมองชายอ้วนที่กลมแทบกลายเป็นลูกบอลตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ

“แต่ฉันยังไม่หิว” จางฟาไฉตบท้องตัวเอง “เพิ่งกินบนเครื่องบินมานิดหน่อย ไอ้ฉันน่ะงานหลวงส่วนงานหลวง เมียน้อยส่วน... ไม่ งานราษฎร์ก็ส่วนงานราษฎร์ มาว่ากันเรื่องงานก่อน แกขายเครื่องอบแห้งนี่ อยู่ไหนล่ะ”

“ไม่ใช่เครื่องอบแห้ง เป็นเครื่องอินฟรา... อินฟรา...” เย่เฟิงลังเล ตนเองอยู่ไคฮวงเจ่อมาสองเดือน ทำแต่นอนกับเหม่อ ไม่ต้องพูดถึงคุณสมบัติสินค้า แม้แต่ชื่อยังพูดไม่คล่องปาก

“เครื่องเลเซอร์สี่ซื่อจี้” ในที่สุดสวี่ซูถิงก็ทนไม่ไหวต้องเดินข้ามา คำสั่งซื้อสามล้านไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย บริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง สามารถมียอดเท่านี้ได้ ต้องถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว อย่าว่าแต่คนๆ นี้ยังเป็นจางฟาไฉ!

“คุณผู้หญิงคนนี้คือ...” ใบหน้าจางฟาไฉแม้ยังมีรอยยิ้มกว้าง แต่ดวงตาทั้งคู่ทอประกายเฉียบคมชนิดที่แม้ในบรรดานักธุรกิจด้วยกันยังยากจะพบเห็น

“ฉันชื่อสวี่ซูถิง ผู้จัดการบริษัทไคทว่อเจ่อ” สวี่ซูถิงใช้สองมือส่งนามบัตรให้โดยไม่ขัดเขิน “คุณจางจะทิ้งนามบัตรไว้สักใบได้ไหมคะ”

หญิงสาวยังคงระแวงสงสัยสถานะของชายตรงหน้า หรือถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้น คือสงสัยว่าทำไมจางฟาไฉถึงไปคลุกคลีกับเย่เฟิงที่ไม่มีอะไรดีเลยได้ เธอจึงต้องการตรวจสอบตัวตนของคนผู้นี้ แต่ชายอ้วนแม้ท่าทางปล่อยตัวตามสบาย หากในสายตาการประเมินของสวี่ซูถิง เสื้อผ้าเขาทั้งเนื้อทั้งตัว อย่างน้อยราคาต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้าน!

“นามบัตรเหรอ” จางฟาไฉพึมพำ “เย่เฟิง นี่ผู้จัดการแกหรือ ไอ้หนู แกรังเกียจที่ผู้จัดการบริษัทเดิมอ้วนไม่เท่าฉันใช่ไหม หรือรังเกียจที่สาวๆ บริษัทนั้นสวยสู้คุณหนูคนนี้ไม่ได้”

เขาควักนามบัตรออกมา ส่งให้สวี่ซูถิง จากนั้นรับนามบัตรสวี่ซูถิงมา แต่ไม่มองสักแวบเดียว ดูจากท่าทีของเขา เดิมคงเตรียมทิ้งบัตรลงถังขยะไปเลย แต่มองเย่เฟิงแล้วก็ยิ้ม เก็บเข้ากระเป๋าไป

ประกายตาสวี่ซูถิงลุกวาบราวกับไฟ เธอย่อมเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเขา ความระแวงสงสัยในใจยิ่งมากกว่าเดิม ตำแหน่งผู้จัดการบริษัทเล็กๆ ของเธอไม่อยู่ในสายตาจางฟาไฉแม้แต่น้อย เช่นนี้กลายเป็นว่าเขาเห็นแก่หน้าเย่เฟิงจึงมาที่นี่ แต่... นี่จะเป็นไปได้อย่างไร

หากเมื่อเห็นนามบัตรใบนั้น สวี่ซูถิงก็สูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ไม่ผิดแล้ว คนๆ นี้คือจางฟาไฉจริงๆ เทียบกับนามบัตรของเขา นามบัตรของตัวเธอเองยังไร้ค่ากว่าเศษกระดาษเสียอีก มิน่าเล่าเขาจึงคิดจะทิ้งไป ค่าทำนามบัตรของจางฟาไฉคือหนึ่งพันเหรียญสหรัฐฯ ได้ช่างชาวสวิสเซอร์แลนด์จัดทำให้ มูลค่าพอๆ กับแท็บเล็ตเครื่องหนึ่ง สั่งทำทั้งหมดเพียงร้อยใบ จำนวนเท่านี้เขาก็ว่ามากเกินไปแล้ว แต่ไม่ใช่รังเกียจว่าใช้เงินมากไป เขาแค่เข้าใจว่าตนเองไม่มีคนให้แจกมากมายปานนั้น!

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะคู่ค้าของเขาน้อย แต่นามบัตรเขาเป็นของควรค่าแก่การสะสม ผู้ร่ำรวยทรงอิทธิพลมากมายเห็นว่าการได้รับนามบัตรของเขาเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เขากลับไม่เหลือบแลคนเหล่านั้น ที่เขาให้นามบัตรเธอมาใบหนึ่ง ถือว่าให้เกียรติมากแล้วจริงๆ

จางฟาไฉ ชื่อนี้เชยอย่างยิ่ง แต่ในวงการค้าน้อยใหญ่ล้วนเห็นเขาเป็นตำนาน ธุรกิจที่เขาทำครอบคลุมไปทั่วโลก ว่ากันว่าเขาเริ่มสร้างทุกอย่างจากมือเปล่าตอนอายุสิบแปด กิจการรับซื้อกระดาษใช้แล้วของเขาทำเงินได้หนึ่งล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกตอนอายุสามสิบหก จากนั้นมูลค่าทรัพย์สินของเขาก็เพิ่มขึ้นสามร้อยหกสิบเท่า ตอนนี้เขาอายุเพียงสี่สิบต้นๆ แต่ไม่มีใครคำนวนได้อีกแล้วว่าเขามีสินทรัพย์ทั้งหมดเท่าไหร่แน่

คนที่ทำธุรกิจทุกอย่างเช่นนี้ จะแล่นมาถึงนี่ เรียกพี่เรียกน้องกับคนไม่เอาไหน แถมยังสั่งซื้อของที่แม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้จักตั้งสามล้านเชียวหรือ

เย่เฟิงมองจางฟาไฉ ในที่สุดก็ยิ้มออกมา สวี่ซูถิงกลับเป็นฝ่ายตะลึงตะลานไป เย่เฟิงที่สวมแว่นกรอบโตอาจจะดูจืดชืดต้วมเตี้ยม หรือถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือดูโง่ๆ แต่เมื่อเขายิ้มออกมา กลับแฝงอารมณ์อันอิสระเสรีอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์เช่นนั้นเมื่อฉายชัดบนใบหน้าเขา กลับขับเน้นความพิเศษชนิดหนึ่ง!

“คุณอ้วนกว่าผู้จัดการเฉินนิดหน่อย ความจริงทีแรกผมบอกผู้จัดการเฉินไปแล้วว่าติดต่อจางฟาไฉได้ และคุณจะซื้อเครื่องมือของเรายี่สิบล้าน แต่เขาหาว่าผมหลอกเขา” เย่เฟิงยิ้ม “ทีหลังผมเลยบอกว่า สองเดือนมานี้ผมไม่ได้เปิดบิลเลย เขากลับชมว่าผมซื่อสัตย์ แต่ครั้งก่อนคุณบอกว่าจะซื้อยี่สิบล้านไม่ใช่เหรอทำไมตอนนี้เหลือสามล้าน”

น้ำเสียงเย่เฟิงราบเรียบเรื่อยเฉื่อย คล้ายไม่เห็นจางฟาไฉอยู่ในสายตา และคล้ายไม่รู้ความเป็นมาของจางฟาไฉด้วย

จางฟาไฉหัวเราะ แถมยังตบไหล่เย่เฟิงแรงๆ!

สวี่ซูถิงแอบตกใจ เธอไม่เคยเจอจางฟาไฉ แต่พอรู้นิสัยเขามาบ้าง จางฟาไฉยิ่งเกรงใจคุณมากเท่าไหร่ คุณยิ่งเข้าใกล้วันซวยเท่านั้น ตรงกันข้าม หากเขายิ่งชอบล้อคุณเล่น ยิ่งแสดงว่าเขาเห็นคุณเป็นเพื่อน

เพื่อนกับจางฟาไฉ แม้แต่คิด สวี่ซูถิงยังไม่เคยคิดฝันไปถึง

“จากขนาดและกำลังการผลิตของบริษัทนี้” จางฟาไฉหุบยิ้ม เอ่ยเรียบๆ เพิ่งแสดงท่าทีเหมือนนักธุรกิจจริงๆ เอานาทีนี้เอง “ใบสั่งซื้อมูลค่าสามล้านอย่างน้อยต้องใช้เวลาเตรียมสองอาทิตย์ เมื่อรวมกับการทดลองสินค้า ส่งสินค้า จิปาถะอื่นๆ คงใช้เวลาราวยี่สิบวัน หากฉันส่งใบสั่งซื้อยี่สิบล้านให้แก ฉันคงต้องรอถึงปีหน้าถึงจะได้ของ หรืออาจกลายเป็นกดดันบริษัทเกินไป ถ้าพวกเขารับไว้ไม่ไหว อาจถึงขั้นต้องปิดตัวไปเลยก็ได้ อีกอย่า

ไอ้หนูอย่างแกอาจมีเวลาเที่ยวกลางคืน แต่ฉันจะไปมีเวลาที่ไหนมากมายขนาดนั้น!”

สวี่ซูถิงแม้ทราบดีว่าเขาดูถูกบริษัทของเธอ แต่ไม่อาจไม่นับถือเขา เพราะเขาพูดไว้ไม่ผิด เธอย่อมกลืนคนอ้วนๆ ลงคอในคำเดียวไม่ได้ บริษัทไคทว่อเจ่อนี้ต่อให้ใบสั่งซื้อแค่สิบล้านร่วงใส่ ก็ไม่แน่จะรับไหว “งั้นดีค่ะ เถ้าแก่จาง พวกเราตกลงตามนี้ ระยะเวลายี่สิบวัน ไม่ทราบว่าจะชำระเงินอย่างไรคะ”

สุดท้ายหญิงสาวก็ยังรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ ถึงกับคำนวนเผื่อไว้ว่าเย่เฟิงอาจสมคบกับคนอื่นมาต้มตุ๋นหลอกลวง แน่นอนว่าความเป็นไปได้นี้ย่อมมีน้อยนิด แต่เธอไม่อาจวางใจ บริษัทนี้เป็นชีวิตจิตใจของเธอ เธอจะล้มเหลวไม่ได้!

“ชำระเงินหรือ” จางฟาไฉยิ้มออกมา หยิบสมุดเช็คออกมาเล่มหนึ่ง กรอกตัวเลขแล้วส่งให้สวี่ซูถิง “แน่นอนว่าชำระงวดเดียว”

สวี่ซูถิงรับเช็คใบนั้นมา มือสั่นเล็กน้อย เช็คเป็นของจริง เงินสามล้านต้องเบิกออกมาได้ทันทีแน่นอน เพียงแต่โชคดีขนาดนี้อยู่ๆ พุ่งเข้าหา มักทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ชอบมาพากล เขาไม่ถามราคา ไม่ถามส่วนลด จ่ายสดทันที แบบนี้นักธุรกิจที่ไหนเขาทำกัน

“ที่อยู่สำหรับส่งสินค้าล่ะคะ จะเซ็นสัญญากันเมื่อไหร่”

จางฟาไฉกำลังจะตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดจังหวะขึ้นพอดี เขาขมวดคิ้ว คว้ามือถือขึ้นมา ตอบไปสองประโยคก็มองเย่เฟิงอย่างเสียดายนิดหน่อย “เย่เฟิง ฉันมีธุระ วันนี้ไปกินข้าวกับแกไม่ได้แล้ว แกติดฉันไว้มื้อหนึ่งแล้วกัน”

“ผมไม่ชินกับการติดหนี้ใคร และไม่รู้สึกว่าใบสั่งซื้อนี้มีประโยชน์กับผมตรงไหน” เย่เฟิงโต้กลับ “หากคุณเห็นว่าเสียเปรียบ จะไปออกใบสั่งซื้อกับคนอื่นก็ได้”

สวี่ซูถิงโมโหจนแทบกระอักเลือด แค้นจนอยากถีบเย่เฟิงกระเด็นไปในเท้าเดียว จางฟาไฉกลับไม่โมโหแม้แต่น้อย แค่ยิ้มบอกว่า “ดี พูดได้ดี งั้นถือว่าฉันติดหนี้แกหนึ่งมื้อ ถึงเวลาฉันเลี้ยง แกต้องให้เกียรติมา”

เขาเดินหัวเราะจากไป ทำเอาคนรอบข้างมองกันอย่างระแวง ไม่รู้ว่าเป็นคนเสียสติมาจากไหน สวี่ซูถิงลนลานตามออกไป เห็นจางฟาไฉก้าวเข้าไปในลิฟท์แล้ว รีบร้องถามว่า “เถ้าแก่จาง เรื่องสัญญาจะติดต่อให้ติดต่อที่ใครคะ”

“ให้ไอ้หนูเย่เฟิงนั่นติดต่อฉัน” จางฟาไฉทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ ประตูลิฟท์ก็ปิดเข้าหากันพอดี ปล่อยให้สวี่ซูถิงจับต้นชนปลายไม่ถูก หันกลับไปมองเย่เฟิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย...

 

“คุณสนิทกับเถ้าแก่จางหรือ” สวี่ซูถิงเดินกลับเข้าห้อง ถามเสียงแผ่วเบา ตอนนี้เธอเริ่มมองเย่เฟิงใหม่ แต่เห็นการแต่งตัวเขาแล้ว บอกว่าชายหนุ่มสนิทกับคนสวนของจางฟาไฉยังจะน่าเชื่อกว่า

“เคยโทรศัพท์คุยกันสองครั้ง” เย่เฟิงดันแว่นขึ้น ยิ้มเล็กน้อย

“คุณรู้เบอร์โทรศัพท์เขาได้ยังไง” สวี่ซูถิงถามตรงประเด็น อย่าว่าแต่เย่เฟิงเลย ขนาดเธอยังไม่รู้หมายเลขติดต่อจางฟาไฉ หรือต่อให้รู้ หากไม่ใช่เพื่อนสนิทกัน แม้แต่เสียงของเขาก็อาจไม่ได้ยิน

“ตอนผมยังอยู่ที่ไคฮวงเจ่อ บังเอิญเก็บนามบัตรได้ใบหนึ่ง แต่ไม่ใช่แบบที่คุณได้ บนนามบัตรเขียนวิธีติดต่อจางฟาไฉไว้” เย่เฟิงอธิบาย “ผมเห็นนามบัตรบอกว่าเขาเป็นเถ้าแก่ อาจยอมซื้อสินค้าเรา และถึงยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เลยลองโทรไป ผลคือเจ้าอ้วนแซ่จางนี่รับสาย เขาฟังผมโฆษณาขายสินค้าจบ ก็บอกให้ผมเตรียมเอกสารให้เขาดู จากนั้นบอกว่าน่าจะใช้ได้ จะซื้อสักยี่สิบล้านก่อน ผมก็เล่าให้ผู้จัดการกับเพื่อนร่วมงานฟัง แต่ไม่มีใครเชื่อผม ทีหลังเลยปล่อยเลยตามเลย ผมก็ไม่รู้ว่าเจ้าอ้วนนี่จะตื้อขนาดนี้ ตามจนเจอผมจนได้”

“เดี๋ยวก่อน คุณเรียกเขาว่าอะไรนะ” สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงประหนึ่งมองตัวประหลาด

“เรียกว่าเจ้าอ้วนน่ะสิ” เย่เฟิงเอ่ยอย่างจริงใจ “หรือเขาไม่อ้วน ถึงคราวนั้นจะไม่ได้ค้าขายกัน แต่ผมก็โทรหาเขาอีกครั้ง ขอบคุณในความปรารถนาดี บอกเขาว่าต่อไปถ้าเขามีโอกาสมาเมือง S ผมจะยอมจ่ายเลี้ยงข้าวกล่องสุดหรูราคาสิบหยวนเขากล่องหนึ่ง แต่เจ้าอ้วนจางกลับเกรงอกเกรงใจ ตอบมาว่าแปดหยวนก็พอ เขาไม่ชอบกินเนื้อ”

สวี่ซูถิงแทบเป็นลม “ข้าวกล่องสุดหรูราคาสิบหยวนเนี่ยนะ”

หญิงสาวพบว่าตัวเองกับเย่เฟิงใช้ชีวิตอยู่ในโลกสองใบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธอไม่มีปัญญาเอาคำว่า ‘สุดหรู’ สองคำนี้มาเชื่อมโยงกับเงินสิบหยวนได้จริงๆ แต่เย่เฟิงกลับพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ สวี่ซูถิงจึงแน่ใจ มาตรฐานค่าข้าวแต่ละมื้อของเย่เฟิงต้องไม่เกินห้าหยวนแน่ๆ!

“แต่ดีที่เจ้าอ้วนจางลืมข้าวมื้อนี้ไปแล้ว” เย่เฟิงยิ้มแย้มดีอกดีใจ เหมือนได้เจอโชคดีมหาศาล “ไม่งั้นถ้าเมื่อครู่เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ผมคงบอกไม่ได้ว่าลืมไปแล้วอาจต้องควักสตางค์จริงๆ”

สวี่ซูถิงพูดไม่ออก คนมากมายคิดเลี้ยงข้าวจางฟาไฉยังไม่มีโอกาส เย่เฟิงกลับเสียดายเงินแค่สิบหยวน โอ พูดให้ถูกคือเงินแปดหยวนเท่านั้น เพราะเธอแน่ใจ ...เย่เฟิงต้องจำได้แน่ว่าจางฟาไฉไม่กินเนื้อ กะเลี้ยงแค่มังสวิรัติเขาเท่านั้น

“ง่ายขนาดนี้เลยหรือ” สวี่ซูถิงคิดจนสมองพองโตก็ยังไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกัน คนอื่นต่อให้ขอร้องวิงวอนบรรพบุรุษให้ช่วย ยังทำการค้าอะไรไม่ได้ เหมือนคนแบกหัวหมูมาเซ่นแท้ๆ ดันหาประตูวัดไม่เจอ เย่เฟิงไม่ทำอะไรกลับพบหนทางโดยง่ายดาย แถมยังว่าอะไรนะ จะซื้อยี่สิบล้านก่อน... พนักงานดีเลิศปานนี้ บริษัทควรโขกศีรษะให้ เก็บไว้เคารพบูชาจึงจะถูก

“งั้นผู้จัดการสวี่คิดว่าควรยากขนาดไหน” ดีที่เย่เฟิงยังไม่พูดออกมาตรงๆ ว่าเท่านี้เขาก็เบื่อแล้ว หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น ไม่อย่างนั้นผู้จัดการสวี่ท่านนี้ต้องกระอักเลือดตรงนั้นแน่นอน!

“ไม่มีอะไร ไม่มี” สวี่ซูถิงเรียกสติกลับมา มองเย่เฟิงขึ้นๆ ลงๆ อย่างประเมินอีกรอบ แม้เธอจะอยากกำจัดอคติทิ้ง พิจารณาเย่เฟิงในแง่มุมใหม่อย่างละเอียด แต่พอเห็นฟันชายหนุ่มยังมีผักติดอยู่ใบหนึ่ง เห็นรองเท้าตะเข็บแตกจนเปลี่ยนรูปคู่นั้น หญิงสาวจึงยังคงให้แค่สี่สิบคะแนน ...แต่เปลี่ยนคะแนนเต็มเป็นร้อยห้าสิบ!

แม้คะแนนประเมินของเย่เฟิงจะต่ำ แต่สวี่ซูถิงไม่อาจไม่ยอมรับ โชคของหมอนี่ดีจริงๆ คนเราถึงจะไม่มีทางโชคดีไปตลอดชีวิต แต่ใบสั่งซื้อสามล้านนี้ ถ้าไม่มีเย่เฟิง ต้องไม่ได้มาแน่นอน!

เพราะคิดอย่างนี้ สวี่ซูถิงจึงตัดสินใจ ชี้โซฟาแล้วยิ้ม เอ่ยว่า

“คุณเย่ เชิญนั่ง”

คราวนี้เย่เฟิงกลับรู้สึกได้รับเกียรติจนลนลานอยู่บ้าง เขาไม่ได้เป็นโรคกลัวผู้หญิง แต่ทำงานมาหลายบริษัทขนาดนี้ ผู้จัดการที่เกรงใจเขาเพิ่งมีเธอเป็นคนแรก แน่นอนว่าผู้จัดการเฉินพินอบพิเทากับเขาเหมือนกัน แต่นั่นเพราะถูกเขาขู่

ตรงหน้าโซฟามีชุดน้ำชา จัดวางบุหรี่ไป๋ซากล่องหนึ่ง บนพื้นปูพรมสะอาดสะอ้านหนึ่งผืน ตอนที่เย่เฟิงเหยียบลงไป ยังพึมพำต่อพระเยซูและพระแม่มารีว่า อมิตาพุทธ บาปกรรม บาปกรรม...

“ทีแรกฉันเข้าใจคุณเย่ผิดไป” สวี่ซูถิงกระแอม พยายามให้คำขอโทษตัวเองฟังดูมีความจริงใจอย่างสุดความสามารถ “แต่เมืองนี้ก็แออัดจริงๆ ปีนี้มีนักเรียนจบใหม่เป็นล้านย้ายเข้ามา” เธอเห็นสีหน้าเย่เฟิงก็รู้ตัว ว่าตนเองไม่ต่างจากสาวงามที่ชายตาให้คนตาบอด เสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ หากจับผู้ชายคนนี้ไปวัดไอคิว คงได้ไม่เกินแปดสิบ

“เมื่อครู่คุณเย่บอกว่ารถติด ฉันนึกว่าเป็นแค่ข้ออ้าง และคนอย่างฉันเกลียดข้ออ้างที่สุด” ในที่สุดสวี่ซูถิงก็หาทางเปิดประเด็นจนได้ “ฉันเองโมโหเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ตอนนี้สงบสติคิดดูแล้ว รู้สึกว่าคนอย่างคุณเย่คงไม่โกหก”

หญิงสาวนึกแล้วเศร้าใจขึ้นมาจริงๆ เพราะการโกหกอย่างน้อยต้องอาศัยความฉลาดอยู่บ้าง แต่เย่เฟิงคนนี้ ต่อให้โกหก ก็ต้องโกหกได้ช้ากว่าคนอื่น

เย่เฟิงพอจะเข้าใจความหมายของเธอ

“ขอบคุณผู้จัดการสวี่ที่เข้าใจ”

“ในเมื่อไม่เข้าใจผิดกันแล้ว ฉันก็หวังจริงๆ ว่าคุณเย่จะทำงานกับเรา” ประโยคนี้สวี่ซูถิงสาบานต่อพระเจ้าบนสวรรค์ได้ ว่านี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริง ถ้าเย่เฟิงจากไป เธอกลัวจางฟาไฉจะพลอยดึงเงินสามล้านของเขากลับไปด้วย แม้จะยังไม่ได้ทำสัญญาเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ใครบ้างไม่ทราบ คำพูดจางฟาไฉหนึ่งประโยคยังมีน้ำหนักกว่าสัญญาเป็นร้อยเท่า

“ไม่ทราบคุณเย่จะว่ายังไง”

“ผมไม่ว่าอะไร” เย่เฟิงตอบอย่างไม่ลังเล

“จากความสามารถของคุณเย่...” สวี่ซูถิงพูดถึงตรงนี้ต้องรู้สึกหน้าแดงวูบ รู้สึกกำลังทำตัวขัดกับหลักความซื่อสัตย์ที่ตนยึดถือมาตลอด “ฉันอยากรับคุณเย่มาเป็นรองหัวหน้าฝ่ายขายของบริษัทไคทว่อเจ่อเตี้ยนจื่อจำกัด คุณเย่คิดว่ายังไง”

หญิงสาวย่อมไม่อาจให้เย่เฟิงเป็นพนักงานทั่วไป... ให้คนรู้จักของจางฟาไฉไปเป็นพนักงานทั่วไป มิกลายเป็นเรื่องตลกให้คนทั้งโลกล้อหรือไง

“รองหัวหน้าฝ่ายการขายหรือ” เย่เฟิงขมวดคิ้ว “งานเยอะหรือเปล่า”

“เยอะแน่นอน” สวี่ซูถิงนึกว่าเขาไม่พอใจกับตำแหน่ง “ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายมีคนได้ไปแล้ว แต่หากคุณเย่มีความสามารถ ฉันคิดว่าประตูสู่ตำแหน่งนี้ยังไม่ปิดตาย สิ่งสำคัญที่สุดคือผลการทำงานของคุณเย่ ซึ่งจะตัดสินกันอีกสามเดือนข้างหน้า คุณรับได้หรือเปล่า”

แต่ประโยคที่เย่เฟิงตอบ กลับทำเอาสวี่ซูถิงโมโหแทบสิ้นสติ เขาว่า

“งั้นผมขอเป็นแค่พนักงานทั่วไปเถอะ ถ้าต้องทำงานหนัก ผมจะไม่ชิน”

“ก็ได้ ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณ” สวี่ซูถิงท่องในใจ ...เย็นไว้ ยังไงก็ต้องใจเย็นไว้ อย่าโมโห ต้องอดทน... แต่มือที่หยิบสัญญามากลับสั่นเล็กน้อย “เชิญคุณเย่กรอกเอกสาร”

จังหวะที่เย่เฟิงกรอกเอกสาร สวี่ซูถิงก็ฉวยโอกาสอธิบายว่า “เดิมบริษัทเรามีกฎอยู่ เงินเดือนพนักงานทั่วไปช่วงทดลองงานจะได้ห้าร้อย มีคอมมิชชั่นให้ต่างหาก ค่าคอมมิชชั่นคือสามเปอร์เซ็นต์ หากทำยอดขายได้ถึงห้าหมื่น จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ได้เงินเดือนหนึ่งพัน ค่าคอมมิชชั่นก็เพิ่มตาม ยอดขายต่ำกว่าห้าหมื่นยังได้แค่สามเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ยอดต่ำกว่าห้าแสนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ ยอดห้าแสนถึงหนึ่งล้านได้แปดเปอร์เซ็นต์ หากได้สูงกว่าหนึ่งล้าน บริษัทมีรางวัลให้ต่างหาก” สวี่ซูถิงลังเลเล็กน้อย “จะได้คอมมิชชั่นก่อนหักภาษีสิบสองเปอร์เซ็นต์”

“หือ” เย่เฟิงไม่เงยหน้าด้วยซ้ำ ยังคงกรอกเอกสารต่อไป

“แต่นอกจากเงินเดือนประจำที่จ่ายทุกเดือนแล้ว พวกค่าคอมมิชชั่นต้องรอจนปิดบัญชียอดขายของบริษัทครบทุกรายการก่อน” สวี่ซูถิงมองเช็คใบนั้นแวบหนึ่ง “หรือก็คือ ยอดที่คุณเย่ทำยอดนี้ จะได้...” เธอจงใจทอดเสียง หวังให้เย่เฟิงดีอกดีใจเงยหน้าขึ้นมาคำนวน

เย่เฟิงเงยหน้าขึ้นมาจริงๆ แต่กลับขมวดคิ้ว

“เท่ากับว่าผมจะได้ทั้งหมดหมื่นสองหรือ”

สวี่ซูถิงสะกดกลั้นความอยากฆ่าคนที่พุ่งขึ้นมาอย่างยากเย็น มองเย่เฟิงอยู่ครู่ใหญ่ ตอบอย่างเย็นชา

“คุณได้ทั้งหมดสามแสนหก ยินดีด้วย คุณเย่ คุณทำเงินก้อนใหญ่ก้อนแรกในชีวิตได้แล้ว!”

หนังสือแนะนำ