ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 7)

หลังจากเข้าร่วมสมาคมโลหิตกล้ามาเดือนกว่า ในที่สุดจางซงหลิงก็ได้ลิ้มลองการยิงปืนด้วยตนเอง ในป่าเขาด้านหลังของหมู่บ้าน กระสุนปืนยี่สิบนัดถูกยิงออกไปจนเกลี้ยงเกลา เสียงปืนเพิ่งหยุดลง ไม่สนใจความร้อนของกระบอกปืน ซือแหยหลังค่อมรีบแย่งปืนไปไว้ในอ้อมกอด ราวกับอุ้มหลานของตนเอง ด้านหนึ่งใช้แขนเสื้อเช็ดถู ด้านหนึ่งด่าทอว่า “กระสุนยี่สิบนัด กระสุนยี่สิบนัด! เธอยิงหมดเกลี้ยงในครั้งเดียวได้อย่างไร? นั่นเป็นเงินที่สามารถซื้อเนื้อหมูถึงสี่ชั่งครึ่ง!”

“แค่เงินหนึ่งเหรียญต้าหยาง ฉันจ่ายเองก็ได้!” จางซงหลิงทนท่าทีขี้เหนียวตระหนี่ของซือแหยเฒ่าไม่ไหว แค่นเสียงคำหนึ่ง

“อาหารการกินกับที่พักของเธอ ล้วนมาจากในสมาคม เธอมีเงินมาจากไหนกัน?!” ซือแหยเฒ่ามองตาขวาง

“อย่างไรฉันก็ถือเป็นบุคคลระดับนายทหารของสมาคมโลหิตกล้า นายทหารสมควรได้รับเงินเดือนของนายทหารหรือไม่?! ฉันทำงานอยู่ในสมาคมมาจวนจะเดือนครึ่งแล้ว คุณสมควรต้องจ่ายค่าแรงให้ฉันสักเล็กน้อยกระมัง?!” ไม่เสียแรงที่ถือกำเนิดจากครอบครัวค้าขาย จางซงหลิงจดจำเรื่องเงินๆ ทองๆแม่นยำ

ตามกฎของสมาคมโลหิตกล้า พลทหารคิดเป็นรายวัน เข้าเวรหนึ่งวันได้สองเหมา ไม่เข้าเวรไม่มีเงิน สิ้นเดือนรวมยอดทีเดียว นายทหารรับเงินเดือนตามระดับขั้น ต้าตังเจียเว่ยจานขุยสูงสุด เดือนละแปดเหรียญต้าหยาง ซือแหยเฒ่าเว่ยติงอันดับสอง เดือนละหกเหรียญ รองหัวหน้าอีกสามคนรับคนละห้าเหรียญต่อเดือน กลุ่มจ้าวเอ้อจื่อหกคนที่เป็นระดับจงตุ้ยจ่าง (หัวหน้ากำลังพลระดับกลาง) รับคนละสี่เหรียญต่อเดือน เสี่ยวตุ้ยจ่าง(หัวหน้าหมู่) ที่อยู่ล่างสุดรับคนละสามเหรียญต่อเดือน เหล่านี้ล้วนจดบันทึกไว้ในสมุดบัญชีชัดเจน จางซงหลิงสัมผัสทุกวัน ซือแหยหลังค่อมคิดบิดพลิ้วก็ยากจะบิดพลิ้วแล้ว

แต่พอนึกถึงเงินต้าหยางไปถึงมือจางซงหลิง ไม่ถึงครึ่งวันก็ต้องถูกเขาผลาญเป็นกระสุนยิงจนหมดเกลี้ยงอย่างแน่นอน ซือแหยเฒ่าก็เจ็บปวดใจ ได้แต่ฝืนยิ้ม หารือเสียงเบาว่า “ทางสมาคมรับผิดชอบอาหารที่พัก เธอจะเอาเงินไปทำอะไร ฉันว่าฝากไว้กับฉันเถอะ ตอนไปจากหมู่บ้าน ฉันค่อยรวมยอดให้ทีเดียว รับรองไม่ขาดตกแม้แต่สตางค์แดงเดียว! ความสัมพันธ์ของเราสองคนสนิทกันขนาดนี้ เธอยังไม่เชื่อใจฉันหรือ?”

“ฉันถือกำเนิดจากครอบครัวค้าขาย ที่ยึดถือคือญาติมิตรส่วนญาติมิตร เงินทองส่วนเงินทอง!” จางซงหลิงไม่ยอมหลงกลโดยง่าย ส่ายหน้าปฏิเสธ “คุณว่ามาเถอะ ฉันควรได้รับกี่เหรียญต้าหยางต่อเดือน?! ทุกวันทั้งช่วยต้าตังเจียเขียนประกาศ และช่วยคุณดีดลูกคิดดูแลบัญชี ไม่น่าจะต่ำกว่าพวกจ้าวเอ้อจื่อกระมัง! ไม่อย่างนั้น ฉันก็ไม่ทำแล้ว พวกเราขาดจากกันวันนี้!”

“ไม่ได้ ไม่ได้ พวกเขาเป็นระดับจงตุ้ยจ่างรับสี่เหรียญ คุณก็สี่เหรียญเท่ากัน!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมส่ายหน้าติดต่อกัน กริ่งเกรงเจรจาไม่ลงตัว จางซงหลิงจะวิ่งหลบหนีไป ขณะนี้ในป่าเขามีเพียงพวกเขาสองคน กระสุนปืนเมื่อสักครู่ถูกเสี่ยวพ่างจื่อยิงหมดเกลี้ยงแล้ว หากเด็กหนุ่มผู้นี้ดื้อรั้นขึ้นมา วิ่งหนีเข้าไปในป่าลึก ลำพังแข้งขาของซือแหยเฒ่าหลังค่อม ไล่ตามไม่ทันแน่นอน

“กระสุนแปดสิบนัด กลับไปก็เอามาให้ฉัน!” จางซงหลิงยื่นมือไป ร้องขอเสียงดังลั่น

“เมื่อสักครู่เธอยิงไปยี่สิบนัดแล้ว!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมร้อนรนจนเส้นเอ็นบนศีรษะปูดโปน เอียงคอโต้ตอบว่า “ภายในสมาคมซื้อกระสุนปืนพกมาทั้งหมดเพียงสองพันนัด หากว่าทุกคนล้วนยิงแบบเธอ วันเดียวก็ยิงจนเกลี้ยงแล้ว!”

จางซงหลิงส่ายหน้า “เรื่องของผู้อื่นฉันไม่สน ฉันเพียงต้องการในส่วนของฉัน กระสุนแปดสิบนัด เมื่อสักครู่ยี่สิบนัดนั้นสมควรเบิกกับกองกลาง ไม่สามารถนับเป็นของฉัน!”

“หกสิบ ไม่ อย่างมาก อย่างมากให้คุณเจ็ดสิบนัด กระสุนสิบนัดที่อยู่ในปืนฉัน ถือเป็นของฉันเอง!” ซือแหยเฒ่าถูกบีบจนหน้าเขียว พยายามต่อรองราคากับจางซงหลิง “เดือนหนึ่งเพียงสามารถรับได้ครั้งเดียว ยังมีเงินเดือนอีกครึ่งเดือน เก็บไว้สิ้นเดือนหน้าคิดรวมทีเดียว เธออย่าได้คืบจะเอาศอก คนรับจ้างระยะยาวพวกนั้นที่เพาะปลูกให้ฉัน หนึ่งปีเพียงสามารถคิดเงินเดือนได้ครั้งเดียว ยังต้องหักเงิน…”

หากว่าไม่มีคนขัดจังหวะ หนึ่งชายชราหนึ่งเด็กหนุ่มนี้ ต้องต่อรองกันไม่จบไม่สิ้นอย่างแน่นอน ผู้ใดล้วนไม่ล่วงรู้ว่า ระหว่างพวกเขาสองคน การต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว แต่ผู้คนอื่นๆ ในหมู่บ้านกลับไม่สามารถเข้าใจถึงความสัมพันธ์แบบนี้

ซือแหยเฒ่ากับเสี่ยวพ่างจื่อโต้เถียงกันไม่เลิกจนกลับถึงค่าย คนผู้หนึ่งเดินเข้ามา กล่าวเสียงเบาว่า “ซือแหย จางฟู่กวน เอ้อตังเจียกลับมาแล้ว รถม้าจอดอยู่ที่หน้าประตูศาลเจ้า รอพวกคุณสองคนไปบันทึกลงบัญชี!”

“กลับมาแล้วหรือ!” ซือแหยเฒ่ากล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดี “แลกอาวุธปืนกระสุนกลับมาหรือไม่? จำนวนเท่าใด บรรทุกมากี่คันรถ!”

“สองคันรถม้า คันหนึ่งบรรทุกอาวุธปืน อีกคันหนึ่งบรรทุกกระสุน!” ชาวบ้านที่มาแจ้งข่าวครุ่นคิดดูแล้ว ตอบกลับด้วยท่าทีไม่แน่ใจ

“พาฉันไป รีบพาฉันไป!” ซือแหยเฒ่าดีใจจนลืมอาการปวดหลัง ผลักชาวบ้านที่มาแจ้งข่าว สั่งการเสียงดัง

เมื่อได้ยินว่ามีอาวุธแล้ว จางซงหลิงในใจก็ตื่นเต้นยินดี เดินเข้าไปพยุงแขนของซือแหยเฒ่า เดินไปยังศาลเจ้าโบราณที่ถูกสมาคมโลหิตกล้าใช้เป็นศูนย์บัญชาการหลัก

ยังเดินไม่ถึงหน้าประตูศาลเจ้า ก็มองเห็นศีรษะคนนับร้อย มุงล้อมเซียวเอ้อตังเจียกับรถม้าหลายคันไว้แน่นหนา ส่วนสีหน้าของเอ้อตั

เจียเซียวกั๋วเทาที่เพิ่งเดินทางไกลกลับมาปราศจากความอ่อนเพลียเมื่อยล้า รับน้ำบ่อที่เพิ่งตักขึ้นมา ล้างหน้าล้างตา ดื่มลงไปอีกหลายอึก จากนั้นยกมือเช็ดปากตนเอง กล่าวว่า “ครานี้ฉันนับว่าฉันได้เปิดหูเปิดตาแล้ว! อาวุธชั้นดี ปืนกลหนัก ปืนกลเบา ปืนใหญ่ ปืนเล็ก ยังมีรถใหญ่หุ้มเหล็กและติดล้อยาง ใช้เท้าเหยียบลงไป พริบตาเดียวก็แล่นไปไกลหลายสิบลี้…”

“นั่นเป็นรถยนต์คันใหญ่!” ในบรรดาชาวบ้านที่มุงล้อม มีคนหัวเราะกล่าวเตือน

“ใช่ รถยนต์ รถที่พ่นควันออกมา หนึ่งคันบรรทุกได้สามสิบกว่าคน บรรทุกได้มากกว่ารถใหญ่เทียมม้าห้าตัวของเรา” เซียวเอ้อตังเจียดื่มน้ำบ่อที่เย็นฉ่ำเข้าไปอีกหลายอึก กล่าวต่อไปว่า “ผู้ที่นั่งรถเป็นทหารจงยางของเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง แต่งด้วยเครื่องแบบทหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ ศีรษะสวมหมวกโลหะหนาครึ่งนิ้ว เอวรัดเข็มขัดหนังวัว ที่ถืออยู่ในมือล้วนเป็นปืนกลมือผลิตจากเยอรมัน พอลั่นไกปืน ก็สาดกระสุนออกไประลอกหนึ่ง สามารถยิงวัวตัวหนึ่งจนพรุนเป็นรังผึ้ง…”

ผู้คนยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเกินจริง ต่างเปล่งเสียงโต้แย้ง กองทัพจีนขึ้นชื่อเรื่องอาวุธด้อยประสิทธิภาพ กองทัพที่ยี่สิบเก้ายังถึงกับต้องถือดาบใหญ่สู้รบกับทหารญี่ปุ่นบนกำแพงฉางเฉิง จะบอกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพจงยางดีกว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้า ย่อมมีคนเชื่อ แต่หากบอกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพจงยาง เหนือล้ำกว่ากองทัพญี่ปุ่น นั่นเท่ากับฝันกลางวัน! เมื่อมีอาวุธยุทโธปกรณ์แบบนั้น กองทัพจงยางคงกำจัดทหารญี่ปุ่นไปนานแล้ว ยังต้องรอจนถึงตอนนี้หรือ?!

“ไม่เชื่อ ถามพวกเขา ลองถามพวกเขา เล่าให้ทุกคนฟัง พวกแกมองเห็นหรือไม่? มองเห็นหรือเปล่า?” เซียวเอ้อตังเจียร้อนใจ ฉุดดึงชายฉกรรจ์หลายคนที่ร่วมเดินทางไป บอกให้ผู้อื่นช่วยเป็นพยาน “พวกแกเห็นทหารจงยางสวมหมวกโลหะนั่งรถยนต์หรือไม่?! ในมือพวกเขา ล้วนถืออาวุธปืนเยอรมันหรือเปล่า?”

“อืม!” เหล่าชายฉกรรจ์ที่ร่วมเดินทางไปเป่าติ้ง พยักหน้าพร้อมกัน จนถึงวันนี้ พวกเขายังคงรู้สึกหวาดหวั่นต่ออาวุธกับท่าทางของกองทัพในเมืองเป่าติ้ง หมวกโลหะ ปืนกล ปืนกลมือ ยังมีปืนใหญ่ปืนเล็กต่างๆ ที่ไม่ทราบชื่อเรียก ยังมี ยังมีใบหน้าอันอ่อนวัยและเย่อหยิ่งที่นั่งบนรถยนต์ ยามเมื่อพวกมันมองดูแวบหนึ่ง ก็รู้สึกว่าตนเองอ่อนด้อยกว่า แม้แต่ความกล้าที่เข้าไปสนทนาทักทายก็ไม่มี

“อย่างนั้นคราวนี้ บ้านเมืองของเราคงชนะแน่นอนแล้ว?!” เมื่อได้ยินมีคนยืนยันคำพูดของเอ้อตังเจียว่าเป็นความจริง เหล่าชาวบ้านค่อยส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีทันที สอบถามเซียวเอ้อตังเจียด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง

“แน่นอน!” เซียวเอ้อตังเจียเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น “คราวนี้ได้ยินว่าภายในเมืองเป่าติ้ง มีกองทัพประจำการอยู่นับแสน!กองทัพญี่ปุ่นมีกำลังพลเท่าใด ใช้พวกเราสามรุมหนึ่ง ก็สามารถทับพวกมันให้ตาย!”

“ใช่ ทับคนญี่ปุ่นให้บี้แบน!”

“ทับโจรญี่ปุ่นให้ตาย!” ทุกคนได้ยินคำพูดนี้ ขวัญกำลังใจยิ่งฮึกเหิม ยิ่งกล่าวยิ่งดัง

แม้ไม่เคยพบพานคนญี่ปุ่นมาก่อน แต่คนในหมู่บ้านไปมาหาสู่กับญาติมิตร ได้ยินว่าหลังจากฉา

เป่ยตกอยู่ในการครอบครองของกองทัพญี่ปุ่น ประชาชนถูกย่ำยีจนมีสภาพสุดอเนจอนาถ อีกฝ่ายสร้างป้อมปืนใหญ่ สร้างถนน สร้างเมือง บังคับใช้แรงงานตลอดปี เอะอะก็หาข้ออ้างจับคน พาไปทิ้งไว้ในเหมืองแร่ ใช้แรงงานจนเสียชีวิตค่อยเอาไปทิ้ง

กาลก่อนพวกชาวบ้านไม่คาดหวังต่อการขับไล่คนญี่ปุ่น นั่นเป็นเพราะทุกคนต่างทราบกันดี กองทัพที่ยี่สิบเก้าย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรของทหารญี่ปุ่น แม้ว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าสู้รบอย่างห้าวหาญทรหด แต่ตอนนี้แตกต่างจากกาลก่อน กองทัพจงยางเดินทางมาแล้ว ปืนใหญ่ ปืนกล รถยนต์ ทุกอย่างล้วนไม่ด้อยไปกว่าทหารญี่ปุ่น ทั้งยังอยู่ในพื้นที่ประเทศจีน มีความได้เปรียบด้านภูมิอากาศ ภูมิประเทศและขวัญกำลังใจ ทำไมจะรบไม่ชนะคนญี่ปุ่น?!

“เรื่องฆ่าคนญี่ปุ่น ไหนจะขาดชาวบ้านอย่างพวกเราได้?!” ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอันคึกคัก เซียวเอ้อตังเจียชูมือขึ้นสูง กล่าวอย่างฮึกเหิม “ฉันก็อาศัยความกล้าหาญ หาบ้านเรือนที่มีทหารเฝ้าประตู ก้มศีรษะเดินเข้าไป ยังไม่ถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงดึงคันรั้งปืน พอเงยหน้าขึ้นมอง เห็นปืนกลมือยี่สิบกว่ากระบอก จี้อยู่บนศีรษะของฉันแล้ว!”

สมเป็นบุตรเขยของซือแหยเฒ่าเว่ยติง เซียวเอ้อตังเจียไม่ไปเป็นนักเล่านิทาน นับว่าน่าเสียดาย! เรื่องราวที่เดิมทีเรียบง่าย เมื่อผ่านการเล่าจากปากของเขา ดูน่าสนขึ้นหลายส่วน ทุกคนต่างสูดไอเย็นเฮือกหนึ่ง ถามต่อไปว่า “ต่อจากนั้นล่ะ พวกเขาใช้ปืนยิงคุณหรือไม่?!”

“เหลวไหล ใช้ปืนยิงฉัน ฉันยังสามารถยืนอยู่ตรงนี้หรือ?!” เซียวเอ้อตังเจียเบิกตากลมโต กล่าวว่า “ตอนนั้นฉันก็บอกว่า ‘น้องชาย แบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ฉันมาเพื่อช่วยพวกคุณสังหารคนญี่ปุ่น ทำไมกลายเป็นทำคุณบูชาโทษ?!’ ”

“สมเป็นเซียวเอ้อตังเจีย!” ทุกคนฟังแล้วต่างยกนิ้วโป้งให้เอ้อตังเจีย หากเปลี่ยนเป็นตนเอง ถูกปืนยี่สิบกว่ากระบอกจี้ศีรษะ คงปัสสาวะราดรดกางเกงอย่างแน่นอน ไหนเลยจะมีความกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้สนทนากับเหล่าทหาร

ความจริงเซียวกั๋วเทาในตอนนั้นก็ตื่นกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ แต่ว่าพวกพี่น้องที่ร่วมเดินทางไม่เปิดโปงเขา และชาวบ้านที่เหลือไร้ตาทิพย์ มองไม่เห็นภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น ดังนั้นเขาจึงสามารถคุยโวโอ้อวดอย่างเต็มที่ “ฉันเห็นพวกเขาถูกฉันว่ากล่าวจนตะลึงงัน ฉันค่อย

ล้วงจดหมายของซือแหย ไม่ จดหมายที่เขียนโดยจางฟู่กวน สองมือยกเหนือศีรษะ อ้างชื่อเสียงเรียงนามของตนเอง ‘เซียวกั๋วเทารองหัวหน้าสมาคมกองกำลังชาวบ้านโลหิตกล้า ต่อต้านญี่ปุ่น ปกป้องชาติบ้านเมือง รับการไหว้วานจากพ่อแม่พี่น้องในหมู่บ้าน เดินทางมาบำรุงขวัญทหาร ขอให้ท่านผู้บัญชาการ อนุญาตให้เข้าพบ!’”

หลายประโยคในช่วงท้าย เขาจงใจลากเสียงยาว หากว่าขณะนี้มีคนตีกลองอยู่ด้านข้าง สีซอเอ้อหู(เชิงอรรถ-*ซอเอ้อหู ซอจีนชนิดหนึ่ง มีสองสายคล้ายกับซออู้) ก็สามารถร้องงิ้วออกมาได้เรื่องหนึ่ง

“ประเสริฐ!” “เอ้อตังเจียองอาจห้าวหาญ!”“เอ้อตังเจียร้ายกาจ!” เหล่าชาวบ้านปรบมือส่งเสียงโห่ร้อง เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ในใจของเซียวกั๋วเทาก็ฟูฟ่อง ขณะเตรียมตอกไข่ใส่สี บอกเล่าถึงการกระทำอันห้าวหาญของตนเองในวันนั้น ต้าตังเจียเว่ยจานขุยกลับไม่พึงพอใจแล้ว กระแอมไอหลายเสียง จากนั้นกล่าวช้าๆ ว่า “เสบียงกับเนื้อสัตว์ล้วนส่งออกไปแล้ว ปืนที่พวกเราต้องการนั้น แลกกลับมาแล้วหรือไม่?!”

*ซอเอ้อหู ซอจีนชนิดหนึ่ง มีสองสายคล้ายกับซออู้

“ ต้าตังเจียก็มาแล้ว! เมื่อสักครู่ฉันมองไม่เห็นท่าน!” เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาถูกขัดจังหวะจนไม่สบอารมณ์ กลับไม่ต้องการเกิดความขัดแย้งกับเว่ยจานขุยต่อหน้าผู้คน หัวเราะพลางรายงานเสียงดังว่า “ล้วนอยู่บนรถม้า! มีปืนยาวร้อยห้าสิบกระบอก กระสุนหัวแหลมสี่หมื่นนัด ทางจี้ถวนจ่างยังบอกว่า ขอเพียงพวกเราสามารถสนับสนุนเสบียงกับเนื้อสัตว์แก่เขา กระสุนกับอาวุธปืนยังมีอีก! สามารถเดินทางไปหาเขาที่เป่าติ้งได้ตลอดเวลา!”

“จี้ถวนจ่าง คุณเดินทางไปขอพบผู้บัญชาการซ่งกับนายพลกวนและนายพลซุนไม่ใช่หรือ? ลำพังถวนจ่างเล็กๆ ผู้หนึ่งออกหน้า ก็ผลักไสคุณกลับมาแล้ว?!” เว่ยจานขุยไม่พึงพอใจที่เมื่อสักครู่เซียวกั๋วเฉียงแย่งความดีความชอบของตนเอง จงใจหาเรื่องอีกฝ่าย

“ผู้บัญชาการซ่งกับนายพลทั้งสองท่านกำลังยุ่งวุ่นวาย” เซียวกั๋วเทายิ้มอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “มิหนำซ้ำ พวกเราเป็นใคร ผู้บัญชาการซ่งเป็นใคร? หากว่าใครๆ ล้วนสามารถขอเข้าพบได้ ทั้งวันผู้อื่นคงไม่ต้องทำกิจธุระอื่นใดแล้ว!”

“ใช่ ใช่ ผู้บัญชาการซ่ง ตอนนี้อยู่ในเป่าติ้งหรือว่าที่เป่ยผิง ยังไม่แน่ไม่นอน! ไหนจะพบพานได้ง่ายๆ!” หลู่ฟางหนึ่งในรองหัวหน้าสมาคมเป็นคนซื่อ เห็นเว่ยจานขุยหาเรื่องเซียวกั๋วเทาไม่จบไม่สิ้น จึงช่วยแก้ต่างให้เอ้อตังเจีย

“ปืนแลกกลับมาแล้วไม่ใช่หรือ? ครั้งก่อนสิบเหรียญต้าหยางเพียงสามารถซื้อได้กระบอกเดียว ยังเป็นปืนแบบเก่า คราวนี้เพียงใช้ข้าวสาลีสี่พันชั่ง ก็แลกปืนกลับมาหนึ่งร้อยห้าสิบกระบอก ตามความเห็นฉัน ไม่ว่าคำนวณเช่นไร การค้าขายในครั้งนี้ล้วนทำได้ยอดเยี่ยม!” หยางต้าซุ่นก็รู้สึกว่าหมู่นี้เว่ยจานขุยแข็งกร้าวเกินไปบ้าง จึงเอ่ยปากกล่าวเสริม

เว่ยจานขุยเดิมคิดกระแทกแดกดันเซียวกั๋วเทาอีกหลายประโยค เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในสมาคมโลหิตกล้า นึกไม่ถึงว่าพอไม่ระวังก็ล่วงเกินผู้คน ทำให้รองหัวหน้าทั้งสามร่วมกันต่อต้านตนเอง รีบเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม กล่าวคล้อยตามเสียงดังว่า “ไม่ผิด ไม่ผิด! การค้าชายในครั้งนี้ทำได้ดี ทำได้ยอดเยี่ยม! เสบียงไม่ถึงสี่ร้อยเหรียญต้าหยาง แลกปืนกลับมาหนึ่งร้อยห้าสิบกระบอก ยังมีกระสุนอีกสี่หมื่นนัด นับว่าทำได้ดีเกินคาด เหล่าเอ้อ ฉันคำนวณไว้ว่าวันนี้คุณต้องกลับมา ได้สั่งการให้ห้องครัวตุนเซี่ยงจี๊ไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเราตรวจสอบปืนก่อน จากนั้นพวกเราค่อยจัดงานเลี้ยงฉลอง!”

กล่าวจบ ไม่สนใจผู้อื่นคัดค้านหรือไม่ นำพาพวกจ้าวเอ้อจื่อสมุนคู่ใจ เดินเข้าไปถึงหน้ารถม้า ยื่นมือดึงผ้าคลุมรถออก หีบยาวสิบกว่าใบเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ปรากฏอยู่ตรงหน้าผู้คน

พอเห็นท่าทางตื่นตะลึงของพวกเว่ยจานขุย เอ้อตังเจียเซียวกั๋วก็ลอบหัวร่อในใจ จากนั้นส่งชะแลงให้หนึ่งอัน “กองทัพของผู้อื่นมีกฎเกณฑ์ ปืนที่ไม่ใช้งานล้วนเก็บไว้ในหีบ ห้ามวางกระจัดกระจาย คิดเปิดหีบไม้ จำต้องใช้สิ่งนี้…”

เว่ยจานขุยรับชะแลงมา กล่าวว่า “ทราบแล้ว ทราบแล้ว สิ่งของนี้ฉันเคยพบเห็น! ก็แค่ชะแลงไม่ใช่หรือ เมื่อก่อนพ่อฉันพาฉันไปเทียนจินกราบอาจารย์ฝึกวิชา ยังมีชะแลงอะไรที่ไม่เคยพบเห็น เอ้อจื่อ เข้ามา ใช้เท้าเหยียบตรงนี้ เสี่ยวอู่ ถู่เซิง พวกคุณสองคนช่วยฉันกดตรงนี้…”

ชายฉกรรจ์สี่คนที่สามารถล้มจามรี ต่อให้ไม่เข้าใจวิธีการใช้ชะแลงที่ถูกต้อง ก็สามารถแกะหีบไม้ใบหนึ่งออกมาได้ มิหนำซ้ำหีบไม้เหล่านั้นเดิมทีก็ปิดไม่ค่อยแน่น อึดใจเดียว แผ่นไม้หลายแผ่นโดนงัดขึ้นมาพร้อมตะปู ตามด้วยกระดาษน้ำมันที่ถูกฉีกอีกสี่ห้าแผ่น ต้าตังเจียเว่ยจานขุยโยนชะแลงทิ้งไป มือเดียวยกปืนยาวที่มีกลิ่นน้ำมันเครื่องคละคลุ้ง “อืม ปืนฮั่นหยางและปืนรุ่นใหม่ ปืนนี่นับว่ารุนแรงกว่าปืนฮั่นหยางรุ่นเก่าเสียอีก คราวนี้พวกพี่น้องเรามีอาวุธแท้จริงแล้ว!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1