ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 6)

เพิ่งบอกกล่าวไม่แยแสสนใจจางซงหลิงได้ไม่กี่วัน ก็หยิบกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าที่ไม่ทราบได้มาจากที่ใด เดินเข้ามาด้วยอาการตื่นเต้นดีใจ “โอกาสมาแล้ว โอกาสมาแล้ว เสี่ยวพ่างจื่อ ดูเร็ว โอกาสของพวกเรามาแล้ว!”

“โอกาสอะไร?!” จางซงหลิงที่กำลังพลิกดูตำราโบราณด้วยความเบื่อหน่ายนั่งตัวตรง ถามด้วยความงงงวยอยู่หลายส่วน หลังจากตะคอกเสียงใส่ตาเฒ่าครั้งนั้น เขาก็รู้สึกว่ากิริยาของตนเองในตอนนั้นรุนแรงเกินไปบ้าง ดังนั้นจึงพยายามคิดหาโอกาสปลอบโยนจิตใจอันบอบบางของชายชรา

“เปิดศึกแล้ว คนญี่ปุ่นกับกองทัพที่ยี่สิบเก้าเปิดศึกแล้ว!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมตื่นเต้นยินดี คล้ายกับรอคอยวันเวลานี้มาเนิ่นนาน

“โอ!” จางซงหลิงตื่นตะลึง แย่งหนังสือพิมพ์มา กางไว้บนโต๊ะไม้ เพียงเห็นหน้าแรกของหนังสือพิมพ์เขียนอักษรตัวโตว่า ‘ผิงจินวิกฤต หัวเป่ยวิกฤต ชนชาติจีนวิกฤต!’ ส่วนด้านล่างเป็นเนื้อหาโดยสังเขป ‘เมื่อวานทหารญี่ปุ่นอ้างว่ามาตามหาทหารที่หายตัวไป ส่งกำลังโหมโจมตีทหารที่เฝ้าประจำการในหลูโกวเฉียว นักรบกองทัพที่ยี่สิบเก้าต้านการโจมตีอย่างห้าวหาญ ยอมตายไม่ยอมถอย…’

จากนั้นมองหาวันเวลาอย่างร้อนรุ่ม จึงค้นพบว่าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ซึ่งผ่านมาแล้วสี่วัน!

“มันมีอะไรน่าดีใจ ประเดี๋ยวคนญี่ปุ่นก็บุกมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว!” จางซงหลิงร้อนใจจนกระทืบเท้า แทบอยากจะดีดตัวขึ้นมา ฟาดใส่ใบหน้าตาเฒ่าสองฝ่ามือ เพื่อให้เขาตื่นได้สติ

“เธอลองอ่านลงไปอีก?” ซือแหยเฒ่าก็ล่วงรู้ว่าสีหน้าอารมณ์ของตนเองในขณะนี้คล้ายกับไม่ค่อยเหมาะสม เก็บรอยยิ้ม กล่าวเตือนอย่างช้าๆ “ด้านล่าง หน้าแรก ตำแหน่งขวาล่าง…”

ฝืนระงับอารมณ์ที่ร้อนรุ่ม จางซงหลิงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมามองอย่างละเอียด นอกจากพาดหัวข่าวตัวโตแล้ว ด้านล่างยังมีคำปราศรัยของเหล่าบุคคลใหญ่โตในยุคสมัยนั้น บางคนด่าทอโจรญี่ปุ่นชั่วช้าไร้ยางอาย บางคนทอดถอนใจด้วยความสะเทือนใจต่อภัยอันตรายของประเทศ ยังมีการวิเคราะห์กำลังสู้รบระหว่างจีนและญี่ปุ่น ส่วนด้านกองทัพ จุดยืนแข็งกร้าวชัดเจน นายพลกวนหลินเจิงของกองทัพจงยาง ลั่นวาจาสาบานต่อหน้านักข่าวที่เป่าติ้ง ต้องการสู้รบกับทหารญี่ปุ่นให้ถึงที่สุด ซ่งเจ๋อหยวนผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ก็มอบหมายให้ที่ปรึกษาคนสนิท แถลงบทความอันฮึกเหิมเร่าร้อนลงบนหนังสือพิมพ์ แสดงจุดยืนของตนเองชัดเจน ไม่ถอยหนี ไม่ยอมแพ้ พยายามถึงที่สุดเพื่อสันติสุข พร้อมนำพากองทัพที่ยี่สิบเก้าเข้าเผชิญหน้า ตอนท้ายของบทความ ซ่งเจ๋อหยวนยังร่ำร้องว่า กองทัพชาวหัวเป่ยทั้งหลาย รวมตัวกันขึ้นมา ยินยอมสู้รบจนเหลือคนสุดท้าย ก็อย่าปล่อยให้แผนการเข้ายึดครองหัวเป่ยของคนญี่ปุ่นบรรลุผลสำเร็จ

“สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำปราศรัยตามขนบธรรมเนียม เคยบอกมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว!” จางซงหลิงมองไม่เห็นเบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์จากตำแหน่งขวาล่างของหนังสือพิมพ์ เงยหน้าขึ้นมองซือแหยเฒ่า กล่าวด้วยความขุ่นเคือง

กองทัพที่ยี่สิบเก้าเปิดศึกกับโจรญี่ปุ่นแล้ว ตนเองกลับถูกขังอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ล้วนผิดที่ตาเฒ่าสติเลอะเลือนผู้นี้ หากไม่เพราะเขาจับตามองตลอดเวลา ตนเองคง…

ซือแหยเฒ่าหลังค่อมกลับไม่รู้สึกถึงความเคียดแค้นที่อยู่ในดวงตาของจางซงหลิง เคาะนิ้วลงบนหนังสือพิมพ์ กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์อยู่บ้างว่า “เสียแรงที่เธอเล่าเรียนมาสูง โอกาสอันดีเช่นนี้ ถึงกับมองข้ามผ่านไปอย่างหน้าตาเฉย! มองตรงนี้ ตรงนี้ ยังมีตรงนี้ นายพลกวนหลิน นายพลซุนเหลียนจ้ง นายพลซ่งเจ๋อหยวน ล้วนปลุกระดมชาวหัวเป่ยให้ลุกขึ้นมา สู้รบกับกองทัพญี่ปุ่นถึงที่สุด ในเมื่อเป็นการปลุกระดมให้พวกเรารับศึก ย่อมไม่สามารถปล่อยให้พวกเราสู้รบกับโจรญี่ปุ่นด้วยมือเปล่ากระมัง? คุณลองคิดดู หากช่วงเวลานี้ พวกเราชูธงของสมาคมโลหิตกล้า ร้องของอาวุธปืนกับกระสุนจากพวกมัน พวกมันเสแสร้งอย่างไร ก็ต้องเสแสร้งให้เป็นเรื่องเป็นราวกระมัง!”

“ซือ…” จางซงหลิงสูดไอเย็นเข้าไปเฮือกหนึ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายแรงของสถานการณ์ แต่เนื่องเพราะความคิดอ่านของซือแหยเฒ่าแตกต่างจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง มองจากมุมมองการพัฒนาตนเองของสมาคมโลหิตกล้า ขณะนี้เสนอตัวขออาวุธกับกองทัพที่ยี่สิบเก้าหรือกองทัพจงยาง นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด หากว่าพวกเขาปฏิเสธ เท่ากับบ่งบอกว่า คำพูดที่พวกเขาปลุกระดมให้ชาวหัวเป่ยร่วมต่อต้านญี่ปุ่น เป็นคำโกหกหลอกลวง ไม่เพียงจะทำให้เหล่าผู้สนับสนุนการต่อต้านสงครามหันใจออกห่าง และปล่อยให้โจรญี่ปุ่นค้นพบช่องว่างรอยโหว่ที่จะทำให้กองทัพกับกองกำลังชาวบ้านแตกแยกกัน

“เขียน คุณเล่าเรียนมามาก คุณมาเป็นคนเขียน เขียนจดหมายสองฉบับ ไม่ เขียนสามฉบับ ฉบับหนึ่งให้ซ่งเจ๋อหยวน ฉบับหนึ่งให้กวนหลินเจิง ฉบับหนึ่งให้ซุนเหลียนจ้ง ฉันไม่เชื่อว่า พวกเขาสามคนจะโกหกต่อนักข่าว วางกับดักไปหลายๆ ตัว ย่อมมีกระต่ายที่ยอมติดกับ!”

“จดหมายฉันสามารถช่วยคุณเขียน แต่พวกเราก็ไม่ควรร้องขอด้วยมือเปล่า!” ทราบว่าต่อให้ตนเองไม่รับคำสั่ง ตาเฒ่าเองก็สามารถเขียนจดหมายขอความอนุเคราะห์ออกมาจนได้ จางซงหลิงครุ่นคิดแล้ว เสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมหนึ่งข้อ “พวกเราก็ต้องให้การสนับสนุนแก่กองทัพด้วย เสบียง เนื้อสัตว์ ผ้าดิบ เมื่อเปิดศึกสู้รบขึ้นมา สิ่งของเหล่านี้ ย่อมมีประโยชน์ต่อพวกเขา!”

“ล้วนแล้วแตเช่เธอ หากไร้เหยื่อก็ตกปลาไม่ได้! ขอเพียงคุ้มค่ากว่าการซื้อปืนก็พอ!” ซือแหยเฒ่าตื่นเต้นดีใจ รับปากทันที จากนั้นไม่สนใจแข้งขาตนเองไม่สะดวก วิ่งเหยาะไปค้นหากระดาษกับเครื่องเขียน เมื่อจัดเตรียมกระดาษพู่กันเสร็จสิ้น ก็ขบคิดแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ไม่ต้องส่งทรัพยากรออกไปมากนัก ไม่เช่นนั้นพวกมันจะมองว่าพวกเรามั่งคั่ง ทางที่ดีเลือกกองกำลังที่อยู่ใกล้พวกเราที่สุดเพื่อหยั่งเชิง! จดหมายก็ไม่จำเป็นต้องส่งถึงในมือนายทหารทั้งสามท่าน ต่อให้ส่งถึงแล้ว พวกเขาก็ไม่มีเวลาอ่าน! พวกเราลองตามหาทหารระดับสูงคนอื่นที่ตัดสินใจได้ในละแวกนี้ก่อน ให้เขาเข้าใจเจตนารมณ์ของพวกเราก็พอ คุณอยู่นิ่งๆ ฉันช่วยคุณฝนหมึก พยายามเขียนให้โอ่อ่าทรงคุณธรรม จำต้อง…”

จางซงหลิงโบกมือ ทำลายการกล่าวพึมพำของตาเฒ่า จากนั้นขมวดคิ้วเดินวนไปมาอยู่ในบ้าน รอตาเฒ่าฝนหมึกจนพอประมาณแล้ว จึงคว้าพู่กันลงมือขีดเขียน ‘เรียนซ่งเจ๋อหยวนผู้บัญชาการสูงสุด ตั้งแต่กองทัพญี่ปุ่นอันโหดเหี้ยมเหิมเกริม ย่ำยีตงเป่ย รุกรานเป่ยผิง ดินแดนสูญสิ้น ประชาชนร่วมเจ็บแค้น ตัวเราแม้เป็นชาวบ้านชนบท มีหรือไม่ทราบความหมายของการสิ้นชาติ? บัดนี้พี่น้องพร้อมใจ จัดตั้งกองกำลังรอฟังคำสั่ง ปราบโจรญี่ปุ่น ทวงความยุติธรรม เพียงเจ็บแค้นที่ขาดแคลนอาวุธ ไร้ตำแหน่งฐานะแน่ชัด ใคร่ขอให้ท่านส่งมอบอาวุธเสบียง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ บัดนี้บ้านเมืองวิกฤต รอวันสิ้นชาติ มีเพียงร่วมแรงร่วมใจ ร่วมต้านศึกนอก ย่อมมีวันพบเห็นแผ่นดินอยู่ครบสมบูรณ์ หยุดยั้งแผนชั่วของญี่ปุ่น…’

พื้นฐานทางภาษาของจางซงหลิงนับว่าพอใช้ได้ แต่เมื่อใช้ท่วงทำนองการเขียนภาษาจีนโบราณต่อหน้าซิ่วไฉของสมัยราชวงศ์ชิงอย่างซือแหยเฒ่า ก็คล้ายเป็นการโอ้อวดความสามารถอันน้อยนิดต่อหน้าผู้ชำนาญการ หลังจากเขาเขียนจดหมายเรียบร้อย ซือแหยเฒ่าเพียงแต่แก้ไขเรียบง่ายหลายจุด ก็ทำให้บทความทั้งแผ่นเพิ่มความโอ่อ่าผ่าเผย ทรงคุณธรรมยิ่งขึ้น แต่ว่าซือแหยหลังค่อมกลับไม่ต้องการแย่งผลงานของผู้อื่น บอกกล่าวให้จางซงหลิงเอาจดหมายที่ผ่านการแก้ไขเสร็จสิ้น คัดใหม่อีกสามฉบับ บนหัวข้อเขียนถึงซ่งเจ๋อหยวน กวนหลินเจิงและซุนเหลียนจ้งสามท่าน จากนั้นค่อยนำกระดาษไปตากแดดให้แห้งสนิท พับสอดเข้าไปในซองจดหมายสีน้ำตาลอ่อนสามซอง

“บอกให้เสี่ยวเหมาเถา (ลูกท้อน้อย) พาคนไปสืบหาข่าวคราวที่เมืองเป่าติ้ง หากสามารถติดต่อได้แล้ว เธอค่อยออกโรง หากว่าผู้อื่นไม่สนใจพวกเราแม้แต่น้อย พวกเราก็ไม่ต้องไปประจบประแจงผู้อื่นให้เสียเวลา!” กริ่งเกรงจางซงหลิงอาศัยโอกาสไปส่งจดหมายแล้วไม่กลับมา ซือแหยเฒ่าจึงออกปากสกัดความเป็นไปได้นี้ล่วงหน้า

เมืองเป่าติ้งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามในเหอเป่ยนอกจากเป่ยผิงกับเทียนผิง ด้านตะวันตกติดกับภูเขาต้าสิงซาน ตะวันออกเป็นที่ราบใหญ่จิ้นตง ยังมีรางรถไฟสายหนึ่งสัญจรไปมาระหว่างเหนือใต้ เป็นตำแหน่งภูมิประเทศที่สำคัญ ไม่ว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าถอยลงใต้ หรือว่ากองทัพจงยางขึ้นเหนือ ล้วนต้องเดินผ่านสถานที่นี้ ดังนั้นในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจงยางกับขุนศึกในแต่ละท้องที่ล้วนทยอยส่งกองกำลังมายังเป่าติ้ง จัดตั้งจุดรวมพลและสถานที่ติดต่อของตนเอง ขณะนี้เอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาพกพาจดหมายกับของกำนัลเดินทางมา สามารถเปรียบเทียบความสูงต่ำของแต่ละหน่วยงานพอดี จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าสมควรเยี่ยมเยือนผู้ใดก่อน

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของจางซงหลิงถูกจำกัดอยู่ภายในหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ทั้งไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ และไม่ได้ยินเสียงวิทยุ จึงไม่เข้าใจต่อสถานการณ์ภายนอก ดังนั้นไม่ว่าซือแหยเฒ่าเว่ยติงบอกกล่าวอะไร เขายากจะกล่าวแย้ง ทำได้เพียงขานรับแต่โดยดี

เมื่อเห็นเขาไม่เสนอความคิดเห็นอื่นใด ซือแหยเฒ่าจึงเริ่มสั่งการตามแผน จัดกำลังพลขนข้าวสาลีจากคลังเสบียงสี่พันชั่ง จากนั้นมอบหมายพวกชาวบ้านที่เลี้ยงสัตว์จับแพะยี่สิบตัว หมูห้าตัว ทั้งหมดบรรทุกเต็มรถม้าห้าคัน เซียวเอ้อตังเจียนำกำลังพลสิบกว่าคนถือปืนคุ้มกัน เดินทางไปเป่าติ้ง

การเดินทางครั้งนี้ ใช้เวลาสิบกว่าวัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจางซงหลิงร้อนใจตลอดเวลา ทุกวันล้วนอ้อนวอนให้ซือแหยเฒ่าเว่ยติงส่งคนออกไปเก็บรวบรวมหนังสือพิมพ์ สืบหาสถานการณ์รบในหัวเป่ย คราวนี้ซือแหยเฒ่าเว่ยติงไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งเขา ตั้งใจส่งเด็กหนุ่มที่รู้จักตัวหนังสือสี่คนขี่ม้าไปยังหูลู่อวี้ที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเว่ยเจียจวงที่สุด จากในมือของประชาชนที่ลี้ภัยไฟสงครามลงใต้ ใช้เงินสดรับซื้อหนังสือพิมพ์เก่าฉบับหลังจากวันที่ 8 กรกฎาคม ขอเพียงบนหนังสือพิมพ์มีเนื้อหาใหม่ ก็ให้รีบควบม้าส่งกลับมายังหมู่บ้าน

เมื่อเป็นเช่นนี้ นับว่าสามารถรับรู้ข่าวสารภายนอกจำนวนหนึ่งแล้ว สถานการณ์กลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสับสนมึนงง วันที่ 8 กรกฎาคม หลังจากเหล่านายทหารชั้นสูงของจงยางและท้องถิ่นด่าทอโกรธแค้นลงบนหนังสือพิมพ์ วันรุ่งขึ้น ซึ่งก็คือวันที่ 9 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1937 บุคคลระดับสูงหลายท่านของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ภายใต้บรรยากาศฉันญาติมิตร บรรลุข้อตกลงร่วมกันกับคนญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นหยุดการโจมตีทันที กองทัพที่ยี่สิบเก้าแสดงการขอโทษต่อกองทัพญี่ปุ่นที่ประจำการในหัวเป่ย และลงโทษสถานหนักต่อสมาชิกกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน(เชิงอรรถ-*กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน แรกเริ่มก่อตั้งโดยนักศึกษาจำนวนหนึ่งของโรงเรียนฝึกทหารหวางผู่ ยึดถือลัทธิไตรราษฎร์ หลังจากก่อตั้งรัฐบาลนานกิงในปี 1930 สมาชิกก๊กหมินตั๋งจำนวนไม่น้อยเริ่มเผยแพร่ลัทธิฟาสซิสต์ และกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินก็เป็นองค์กรที่สำคัญ )และสมาชิกคอมมิวนิสต์ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มนักเรียนอันเป็นต้นเหตุยุยงและปลุกระดมให้สองฝ่ายเกิดการปะทะ กวนหลินเจิงกับซุนเหลียนจ้งที่ลั่นวาจายกทัพขึ้นเหนือ ก็ตอบรับความต้องการของซ่งเจ๋อหยวน หยุดการเคลื่อนไหวอยู่ที่เมืองเป่าติ้งกับเมืองชังโจว เพื่อลดความกดดันต่อกองทัพญี่ปุ่น

สุดท้ายน้ำหมึกบนหนังสือสนธิสัญญายังไม่ทันแห้งสนิท กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนพลประชิดเมืองหว่านผิง จากนั้น ฉินเต๋อฉุน พานอวี้กุ้ยและจางจื้อจงสามคนเป็นตัวแทนกองทัพที่ยี่สิบเก้าแสดงการอ่อนข้อต่อกองทัพญี่ปุ่นอีกครั้ง และบรรลุข้อตกลงสันติสุขเจ็ดประการ ซึ่งในเนื้อหารวมถึงการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ ประกาศยกเลิกกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินและถอนกำลังกองพลที่สามสิบเจ็ดที่ต่อต้านญี่ปุ่นออกไป

“นี่มันเกี่ยวอะไรกับพรรคคอมมิวนิสต์และกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน” จางซงหลิงอ่านจนโกรธแค้น กระแทกหนังสือพิมพ์กับโต๊ะ ต่อให้ไม่เข้าใจถึงสถานการณ์เพียงใด เขาก็ทราบว่า ก่อนหน้าเดือนธันวาคมปีก่อน พรรคคอมมิวนิสต์ยังเป็นเป้าหมายการกวาดล้างสำคัญของรัฐบาลในแต่ละระดับ หลังจากจับกุมได้ ต้องโทษประหารสถานเดียว น้อยนักที่จะมีชีวิตรอดออกมาจากในเรือนจำ ส่วนกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน นั่นเป็นองค์กรหนุ่มสาวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจงยาง ทั้งคู่ดุจน้ำบ่อกับน้ำคลอง ไม่เกี่ยวข้องกัน

“คนแซ่ซ่ง คงหวั่นกลัวเจี่ยงเจี่ยสือฉวยโอกาสยึดจิงโจว!” ซือแหยเฒ่าเว่ยติงก็รู้สึกไม่พอใจต่อการตัดสินใจของนายทหารชั้นสูงของกองทัพที่ยี่สิบเก้า “แต่เล่าปี่ในตอนนั้นเลอะเลือนเพียงใด ก็ไม่มีทางปลดเตียวหุยกับกวนอู คนแซ่ซ่งผู้นี้ ยังไม่ทันได้ข้อสรุปกับคนญี่ปุ่น ก็รับปากปลดเฝิงจื้ออันหัวหน้ากองพลที่สามสิบเจ็ดก่อน ฮ่าๆ รอดูต่อไปเถอะ หากกองพลที่สามสิบเจ็ดที่เฝ้าป้องกันหลูโกวเฉียวถูกกำจัด กองทัพที่ยี่สิบเก้าทั้งกองทัพก็เสียขวัญกำลังใจ รอให้คนแซ่ซ่งรู้แจ่มแจ้งแล้ว คิดจะสู้รบกับคนญี่ปุ่นอีก ก็ไม่มีใครเชื่อใจเขาแล้ว!”

“คุณอย่าใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดจาได้หรือไม่!” สิ่งที่จางซงหลิงรับไม่ได้ที่สุดก็คือท่าทีอันเมินเฉยเช่นนี้ของซือแหยเฒ่าหลังค่อม

“อย่างนั้นพวกเรายังทำอะไรได้อีก เขียนหนังสือถึงเบื้องบน ก็ต้องมีคนยอมรับหนังสือจึงจะเกิดผล!” ซือแหยเฒ่ายื่นมือทุบหลังตนเองเบาๆ กล่าวเย้ยหยันต่อไปว่า “แรกเริ่มฉันไม่ปล่อยเธอไปเป่ยผิง ฉันทำถูกแล้วกระมัง?! คนอารมณ์ร้อนอย่างเธอ ต่อให้ไปถึงกองทัพที่ยี่สิบเก้า ก็ต้องถูกผู้อื่นเห็นเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ หรือกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินกำจัดทิ้งไป!”

ในประเด็นสนทนานี้ จางซงหลิงไร้ปัญญาจะโต้แย้ง มองจากหนังสือพิมพ์กับใบประกาศที่เขารวบรวมมาได้ในตอนนี้ หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น การกล่าวหาของเผิงเสวียเหวินนักศึกษาดีเด่นจากเป่ยต้า (มหาวิทยาลัยปักกิ่ง) ที่มีต่อบุคคลชั้นสูงของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ส่วนใหญ่ล้วนไม่ใช่การกล่าวหาอันเลื่อนลอย แต่คราบโลหิตบนกำแพงฉางเฉิงเหล่านั้นก็เตือนสติเขา สิ่งที่ตนเองพบเห็นและได้ยินในตอนนี้นั้น ใช่ว่าจะเป็นความจริงทั้งหมด กองทัพที่ยี่สิบเก้าไม่มีทางทำลายความคาดหวังของผู้คนทั้งประเทศ และไม่มีทางทำให้ดวงวิญญาณอันกล้าหาญที่สู้จนตัวตายบนกำแพงฉางเฉิงผิดหวัง!

“อย่า

เพิ่งร้อนรุ่ม กองพลที่สามสิบเจ็ดของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ยังไม่ย้ายออกจากเป่ยผิงไม่ใช่หรือ เฝิงจื้ออันก็ไม่ได้ประกาศว่าถูกปลดออกจากตำแหน่ง!” เห็นจางซงหลิงถูกตนเองต่อว่าต่อกันจนหน้าดำคร่ำเครียด ซือแหยเฒ่าก็หยุดซ้ำเติม กล่าวปลอบโยนว่า “มิหนำซ้ำเรื่องราวมากมาย พวกนักข่าวเพียงแต่ปั้นน้ำเป็นตัว ใช่ว่าจะมองเห็นชัดเจน ส่วนทางเราเอง เพียงแต่ระมัดระวังหน่อยก็พอแล้ว อย่าเพิ่งรีบร้อนฝ่าไปข้างหน้า จนถูกผู้อื่นหักหลังโดยไม่รู้ตัว!”

“อืม!” จางซงหลิงขานรับคำหนึ่ง ซือแหยเฒ่าหลังค่อมเว่ยติง ในความรู้สึกของเขาคล้ายเป็นความรู้สึกขัดแย้งชนิดหนึ่ง ด้านหนึ่ง ชายชราผู้นี้กล่าวเต็มปากเต็มคำว่าบ้านเมืองมีภัย ประชาชนมีหน้าที่รับผิดชอบ อารมณ์ความรักชาติร้อนแรงยิ่งกว่าคนหนุ่มอย่างตนเองเสียอีก อีกด้านหนึ่ง ชายชราผู้นี้กลับนึกคิดที่จะไขว่คว้าโอกาสทุกทางเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เสริมสร้างและขยายกองกำลัง จารึกชื่อไว้ในแผ่นดิน ราวกับสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งสมาคมโลหิตกล้าของเขา

“หนังสือพิมพ์พวกนี้ไม่ต้องทิ้ง พวกเราล้วนเก็บไว้! เก็บเอาไว้!” เมื่อปลอบโยนจางซงหลิงแล้ว ซือแหยเฒ่าเว่ยติงก็เริ่มสนทนาถึงเจตนารมณ์อีกประการหนึ่งในชีวิตเขา “นี่ล้วนเป็นข้อมูลชั้นดี ไม่สนว่าเนื้อหาข้างบนถูกหรือผิด ล้วนเป็นหลักฐาน เก็บสะสมเอาไว้ รอแผ่นดินสงบสุขแล้ว เราสองคนก็สามารถเรียบเรียงหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่ง เพื่อให้คนรุ่นหลังล้วนทราบว่า คนในสมัยนั้นอย่างพวกเรา ทำอะไรกันบ้าง ไม่ว่าผิดชอบชั่วดี ล้วนไม่ต้องปิดบัง ถึงเวลาผู้คนพลิกหน้าแรกของหนังสือประวัติศาสตร์ แวบแรกที่มองเห็นนั้น ก็คือชื่อของเราศิษย์อาจารย์สองคน ฮ่าๆ เมื่อเทียบกับซือหม่าเชียนกับซือหม่ากวง ย่อมไม่ด้อยกว่า…”

ความคิดนี้แทบจะยิ่งใหญ่กว่าการก่อตั้งกองกำลังด้วยตนเอง เข้าร่วมการต่อต้านญี่ปุ่นเสียอีก นั่นไม่เพียงต้องมีพู่กันคู่ใจ ยังต้องการหัวไหล่อันแข็งแกร่ง จางซงหลิงทราบดีว่าตนเองแบกไม่ไหว และไร้ความกล้าที่จะหามขึ้นบ่าตนเอง ซือแหยเฒ่าหลังค่อมกลับดื่มด่ำอยู่ในห้วงความคิดอันยิ่งใหญ่ของตนเอง ด้านหนึ่งทุบหลัง ด้านหนึ่งร้องบทละครงิ้วเรื่อง “ไอเจียงหนาน“ (แดนใต้อันโศกเศร้า) ขึ้นมา

“เอาปืนพกของคุณให้ฉันยืมใช้หน่อย!” จางซงหลิงถูกเสียงเพลงรบกวนจนจิตใจว้าวุ่น ยื่นมือไปขอยืมปืนพกเมาเซอร์จากซือแหยเฒ่า

“นี่…” เสียงเพลงอันแหบแห้งหยุดลงทันที ซือแหยเฒ่าคล้ายกับถูกผู้อื่นหมายปองของวิเศษ สอดมือเข้าไปในเสื้อ กุมไว้ไม่ปล่อย

“วางใจ ฉันไม่หลอกเอาปืนของคุณหลบหนีไป!” จางซงหลิงเดินหน้าหลายก้าว ยื่นมือไปดึงเอง “กองทัพที่ยี่สิบเก้ามีสภาพเช่นนี้แล้ว ฉันไปแล้วยังมีประโยชน์อะไร เอาปืนพกให้ฉันยืมยิงหลายนัด ยามคนญี่ปุ่นบุกมาถึงที่ ฉันจะได้ยิงปืนตอบโต้กลับไปได้!”

“ฉันไม่ใช่ไม่ไว้ใจเธอ!” ซือแหยเฒ่าถูกพูดแทงใจดำ หน้าร้อนผะผ่าวอยู่บ้าง “ฉันไม่ใช่ไม่ไว้ใจ จริงๆ ปืนกระบอกนี้เป็นสินค้าของเยอรมัน เทียบกับของเด็กเล่นที่โรงคลังแสงในเซี่ยงไฮ้สร้างเลียนแบบออกมา นับว่าร้ายกาจกว่าหลายเท่า ยืมให้เธอใช้ไม่เป็นไร หากถูกพวกเว่ยจานขุยพบว่าปืนของฉันกับปืนของพวกเขา ความจริงแตกต่างกัน มันจะเกิดเรื่องวุ่นวาย!”

“ฉันหาสถานที่ปลอดคนซ้อมยิงยังไม่ได้หรือ หรือไม่ คุณก็คอยมองฉันอยู่ด้านข้าง!” จางซงหลิงกำกล่อ

ไม้ที่ใช้เก็บปืน ออกแรงฉุดดึงแย่งชิง “จะให้ฉันว่าคุณอย่างไรดี แม้แต่ซื้อปืนไม่กี่กระบอก ยังมาลดทอนคุณภาพ!”

“ที่ฉันทำไปก็เพื่อประหยัดเงินทอง?” เหล่าซือแหยหัวเราะ ปล่อยมือด้วยความจนใจ “ปืนนี่แพงกว่าสินค้าที่ผลิตจากเซี่ยงไฮ้ถึงสองเท่า! ยิ่งไปกว่านั้น เว่ยจานขุยกับพวกเขาหลายคน ก็ไม่ทราบความแตกต่าง ปืนกระบอกนี้เพียงบรรจุกระสุนสิบนัด คุณอย่ายิงจนหมดสิ้นในครั้งเดียว! กระสุนนัดหนึ่งก็ต้องจ่ายถึงห้าเฟิน!”

“ทราบแล้ว ทราบแล้ว!” จางซงหลิงตอบอย่างรำคาญ มือถือปืนพกเมาเซอร์ วิ่งไปยังหลังเขา ขณะนี้ในใจเขาเต็มล้นด้วยความเคียดแค้น อยากให้คนญี่ปุ่นรีบบุกมาถึงที่ใจแทบขาด ตนเองถือปืนฝ่าเข้าไปในกองทัพศัตรู สู้จนตัวตายเช่นถือว่าดื่มสุราเมามาย ทั้งจะได้ไม่ต้องทนเห็นความสกปรกของโลกมนุษย์

“ช้าหน่อย ช้าหน่อย เธอเคยเรียนยิงปืนหรือเปล่า? รอฉันหน่อย ฉันจะสอนให้เธอเอง!” ซือแหยหลังค่อมยังคงไม่วางใจเขาออกมาข้างนอกคนเดียว หาข้ออ้าง ถือปืนพกที่ใช้ปลุกขวัญกำลังใจในห้องประชุมไล่ตามขึ้นมา “ใช้กระบอกนี้ก่อน เอาของฉันคืนมา ในปืนกระบอกนี้ก็มีกระสุนสิบนัด เธอซ้อมยิงทีละนัด ไม่ต้องรีบร้อน หัดเล็งเป้าให้ได้ก่อน ค่อยลั่นไกปืน!”

 

หนังสือแนะนำ