ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 5)

เรื่องแรกนับว่าไม่ยาก ในเมื่อรวมตัวกันเป็นสมาคม ผู้ชายที่อยู่ในหมู่บ้าน ก็มีหน้าที่อาสา ส่วนเรื่องที่สองค่อนข้างเป็นอุปสรรค ในอดีตกองทัพที่ยี่สิบเก้าเป็นกองพันที่สองแห่งกองทัพปฏิวัติของเฝิงอวี้เสียง หลังจากยอมรับการปรับเปลี่ยนกองกำลังจากรัฐบาลจงยาง ไม่เป็นที่โปรดปรานมาโดยตลอด แม้แต่คลังแสงของตนเองล้วนไม่มี ย่อมไม่มีทางนำอาวุธที่ได้มาไม่ง่ายไปจำหน่ายแก่กองกำลังชาวบ้าน และทางพ่อค้าอาวุธเถื่อน เนื่องด้วยสองปีมานี้หัวเป่ยเปิดศึกมาตลอด อาวุธปืนจึงซื้อขายกันในราคาแพง ปืนฮั่นหยาง(เชิงอรรถ-ปืนฮั่นหยางในที่นี้คือปืนเล็กยาวระบบลูกเลื่อน ยิงได้ครั้งละหนึ่งนัด

)กระบอกหนึ่ง ก็ซื้อขายกันถึงสิบเหรียญต้าหยาง สำหรับมือพกเมาเซอร์ที่สามารถบรรจุกระสุนยี่สิบนัด ซื้อขายในราคาหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญต้าหยางขึ้นไป ยังต้องวางมัดจำครึ่งหนึ่งล่วงหน้าหลายเดือนจึงมีโอกาสได้รับสินค้า เมื่อเทียบกับอาวุธปืนที่ราคาแพงลิบลิ่วแล้ว กระสุนปืนกลับมีราคาถูก คลังแสงในซานซีมีการลอบจำหน่ายกระสุนปืนให้กับชาวบ้าน แต่กระสุนหนึ่งนัดก็ต้องจ่ายถึงห้าเฟิน(เชิอรรถ-* เฟิน หน่วยเงินที่เล็กที่สุดของจีน เทียบเท่า 0.01 ของหนึ่งเหรียญต้าหยาง) ราคาเทียบเท่าแป้งหมี่หนึ่งชั่ง

* เฟิน หน่วยเงินที่เล็กที่สุดของจีน เทียบเท่า 0.01 ของหนึ่งเหรียญต้าหยาง สมาคมโลหิตกล้าเงินทองเสบียงมั่งคั่งเพียงใด เว่ยจานขุยก็ไม่กล้าใช้จ่ายเกินกำลัง อาวุธปืนเพียงซื้อขายกันครั้งเดียว ก็เลิกติดต่อกับพ่อค้าอาวุธเถื่อนหน้าเลือดแล้ว จนถึงบัดนี้ ปืนพกเมาเซอร์ก็ซื้อเพียงเจ็ดกระบอก เขาเองพกสองกระบอก รองหัวหน้าสมาคมสามท่านกับซือแหยเฒ่าเว่ยติงคนละหนึ่งกระบอก ยังมีอีกกระบอกหนึ่งแขวนบนผนังกำแพงในห้องประชุม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ซึ่งได้ตกลงไว้ว่าในอนาคตผู้ใดสังหารคนญี่ปุ่นได้อย่างกล้าหาญที่สุด ก็ให้เป็นรางวัลแก่คนผู้นั้น

การเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แบกรับหนี้แค้นอันใหญ่หลวง จางซงหลิงคาดหวังอย่างยิ่งยวดที่จะมีปืนเป็นของตนเองกระบอกหนึ่ง แต่ปืนกระบอกนั้นที่แขวนบนผนังกำแพงในห้องประชุมของสมาคมโลหิตกล้า เขากลับไม่กล้าคาดหวังแม้แต่น้อย ไม่เพียงไม่คาดหวังต่อปืนพกกระบอกนั้น แม้แต่อนาคตของสมาคมโลหิตกล้า เขาล้วนไม่กล้าคาดหวัง ยิ่งพักอยู่ในสมาคมโลหิตกล้าเนิ่นนาน ความเข้าใจของเขาที่มีต่อสมาคมโลหิตกล้าก็ยิ่งลึกซึ้ง และเมื่อยิ่งเข้าใจต่อสมาคมโลหิตกล้าลึกซึ้ง เขายิ่งรู้สึกว่าอนาคตของกองกำลังกลุ่มนี้ยิ่งหมองมัว

“รับซื้ออย่างเดียว ย่อมไม่ได้การ สมาคมได้อาวุธมาไม่ง่าย พวกเราต้องใช้สอยอย่างประหยัด!” สำหรับสถานการณ์อันยากลำบากที่สมาคมโลหิตเผชิญในตอนนี้ จิตใจของซือแหยเฒ่าก็ยิ่งร้อนรุ่ม มันเองดำเนินการมาระยะเวลาหนึ่ง กลับไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร จึงเพ้อฝันที่จะนำความหวังทั้งหมดมาฝากไว้กับจางซงหลิง “เสี่ยวพ่างจื่อ คุณเล่าเรียนหนังสือมามาก ความรู้ก็กว้างขวาง คุณก็ช่วยฉันคิดหาวิธีสิ? ทำอย่างไรจึงไม่ต้องใช้เงิน หรือว่าใช้เงินในปริมาณน้อย จัดหาอาวุธมาให้พวกพี่น้อง! นี่นับเป็นคุณงามความดีอันใหญ่หลวง ขอเพียงคุณสามารถกระทำได้ ฉันจะไปบอกกับเว่ยจานขุย ให้เขาเลื่อนตำแหน่งคุณไปเป็นจงตุ้ยจ่าง (หัวหน้ากำลังพลระดับกลาง)(เชิงอรรถ-*เนื่องจากเป็นกองกำลังชาวบ้าน จึงมีการแบ่งกำลังพลอย่างไม่เป็นระบบ จงตุ้ยจ่างในที่นี้มีกำลังพลในสังกัดประมาณห้าหกสิบคน ภายในยังมีเสี่ยวตุ้ยจ่าง (หัวหน้ากำลังพลระดับล่าง) อีกหลายคน ขึ้นตรงต่อต้าตุ้ยจ่าง(หัวหน้ากำลังพลระดับสูง)) !”

*เนื่องจากเป็นกองกำลังชาวบ้าน จึงมีการแบ่งกำลังพลอย่างไม่เป็นระบบ จงตุ้ยจ่างในที่นี้มีกำลังพลในสังกัดประมาณห้าหกสิบคน ภายในยังมีเสี่ยวตุ้ยจ่าง (หัวหน้ากำลังพลระดับล่าง) อีกหลายคน ขึ้นตรงต่อต้าตุ้ยจ่าง(หัวหน้ากำลังพลระดับสูง)

“คุณเองยังไร้หนทาง ฉันจะมีวิธีอะไรได้เล่า?!” การเผชิญหน้าต่อซือแหยเฒ่าที่ท่าทางแปลกประหลาดผู้นี้ จางซงหลิงหวั่นเกรงเป็นที่สุด “นอกเสียจากฉันเขียนจดหมายไปที่บ้าน บอกให้พี่ชายฉันช่วยหาให้ในเขตพื้นที่ซานตง แต่หากเป็นเช่นนั้น คุณต้องรับปากพี่ชายฉัน ให้เขามารับตัวฉันกลับมา!”

“ไม่ได้ ไม่ได้ สมาคมโลหิตกล้าของพวกเราไม่ใช่โจรท้องถิ่นที่จับตัวเรียกค่าไถ่ จะเอาตัวคุณไปแลกอาวุธปืนได้อย่างไร?!” ฟังคำของจางซงหลิงจบ ซือแหยเฒ่าหลังค่อมส่ายหน้าทันที “คุณลองคิดดูอีก ยังมีวิธีอื่นใดหรือไม่? ยังมี เรื่องที่พ่อของคุณเป็นเถ้าแก่ร้านขายของชำ ห้ามปล่อยให้ผู้อื่นทราบเรื่องเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นวันไหนฉันเผลอไม่ระวัง อาจมีคนเอานิ้วมือของคุณไปเรียกค่าไถ่ที่บ้านคุณ!”

“ยังบอกไม่ใช่โจรท้องถิ่นอีก!” จางซงหลิงส่ายหน้าด้วยความกลัดกลุ้มใจ

“คุณลองคิดดูอีก ลองคิดดู คุณไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ตั้งแต่ตาเฒ่ามองเห็นคุณแวบแรกในวันนั้น ก็คาดเดาแน่วแน่ว่าวันหน้าคุณต้องเป็นใหญ่เป็นโต ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้ที่สามารถเป็นใหญ่เป็นโตนั้น ย่อมมีโชคชะตาที่เหนือล้ำกว่าผู้อื่น!”

“หากว่าคุณไม่มีกิจธุระอะไร ก็นั่งพักไปก่อน! ฉันยังมีบัญชีหลายรายงานต้องคำนวณให้เรียบร้อยภายในวันนี้!” จางซงหลิงคร้านจะสนใจตาเฒ่าจอมลึกลับ หันหน้ามองไปยังสมุดบัญชีบนโต๊ะ เนื่องเพราะดีดลูกคิดได้ดี อักษรก็เขียนบันทึกชัดเจน ตาเฒ่าได้นำงานบัญชีส่วนใหญ่ล้วนมอบให้เขา ส่งผลให้เขาแทบจะกลายเป็นผู้ดูแลบัญชีโดยเฉพาะของสมาคมโลหิตกล้า ทุกคืนเวลาหลับนอน เบื้องหน้าล้วนมีเหรียญเงินและเหรียญอีแปะนับไม่ถ้วนเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดสลัว

“เพียงแค่ค่าใช้จ่ายหมูสามตัว ข้าวสารสิบกว่าต้าน(เชิงอรรถ-*ต้าน คือหน่วยวัดปริมาณ หนึ่งต้านเท่ากับประมาณ 120 ชั่งหรือ 60 กิโลกรัม)ไม่ใช่หรือ คำนวณชัดเจนขนาดนั้นทำอะไรถึงอย่างไรก็ไม่หายไปอยู่ในกระเป๋าผู้อื่น!” ซือแหยเฒ่าวันนี้คงเงียบเหงาเกินทน ตั้งใจหาคนสนทนาด้วย

*ต้าน คือหน่วยวัดปริมาณ หนึ่งต้านเท่ากับประมาณ 120 ชั่งหรือ 60 กิโลกรัม

“ไม่บันทึกบัญชีให้ชัดเจน ฉันกลัววันหน้าคุณจะเห็นฉันเป็นหลี่เอี๋ยน(เชิงอรรถ-*หลี่เอี๋ยน เป็นขุนนางที่ดูแลการขนส่งเสบียงกองทัพให้กับเล่าปี่)!” จางซงหลิงเงยหน้าค้อนขวับใส่ตาเฒ่า ตามวันเวลาที่ผ่านไป เขายิ่งมายิ่งเชื่อมั่น ตาเฒ่าที่อยู่เบื้องหน้าคงเป็นตาเฒ่าที่ดูงิ้วดูจนเสียสติแล้ว มักคิดจะใช้ชีวิตเฉกเช่นขงเบ้ง กลับไม่เจอเล่าปี่ ดังนั้นพบเจอใคร ล้วนคิดถ่ายทอดความรู้แก่อีกฝ่าย

*หลี่เอี๋ยน เป็นขุนนางที่ดูแลการขนส่งเสบียงกองทัพให้กับเล่าปี่

“ไม่มีทาง ไม่มีทาง!” ซือแหยเฒ่ารับประกันเสียงหนักแน่น ในขณะเดียวกันดวงตาแก่ชราคู่หนึ่งเปล่งประกายระยิบระยับ “ฉันไหนจะเห็นคุณเป็นหลี่เอี๋ยนล่ะ หากฉันเป็นจูกัดเหลียง คุณก็คือเล่าเสี้ยน (อาเต๊า) ไม่ว่าช่วยเหลือสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องช่วยเหลือคุณอย่างสุดความสามารถ!”

จางซงหลิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ดันสมุดบัญชีออกห่าง มือชี้ไปนอกหน้าต่าง “อาเต๊าของท่านกำลังเล่นมวยปล้ำกับผู้อื่นอยู่ข้างนอกต่างหาก?! มีเวลาว่างมาสนทนาไร้สาระกับฉัน ท่านไม่สู้เสนอแผนการแก่เขา บอกให้เขาอย่าเก็บลูกกระสุนจนขึ้นสนิม คอยสั่งการให้พี่น้องหัดยิงปืนบ้าง หากวันไหนสู้รบกับคนญี่ปุ่นขึ้นมา แม้แต่ยิงปืนก็ยิงไม่เป็น!”

“เขาหรือ?” ซือแหยเฒ่าใช้มือทุบหลังตนเองเบาๆ กวาดสายตามองเว่ยจานขุยที่กำลังเล่นมวยปล้ำกับพวกจ้าวเอ้อจื่อแวบหนึ่ง ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เขาอย่างมากเป็นเลียวฮัว(ขุนศึกคนหนึ่งของจ๊กก๊กในยุคสามก๊ก แต่เดิมเป็นโจรโพกผ้าเหลืองมาก่อน) แม้แต่แม่ทัพยังเป็นไม่ได้!ฉันจึงไม่อยากเสียเวลากับคนอย่างมัน!”

จางซงหลิงตะลึงงัน นึกไม่ถึงว่าในสายตาของตาเฒ่า เว่ยจานขุยถึงกับถูกประเมินค่าต่ำเช่นนี้ ขมวดคิ้วเล็กน้อย โต้แย้งด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “อย่างนั้นท่านยังเสนอเขาเป็นหัวหน้าสมาคม อย่า

บอกว่า เรื่องของสมาคมโลหิตกล้า เป็นความคิดของเขาเพียงคนเดียว คุณปิดบังฉันได้วันสองวัน ปิดฉันไม่ได้ตลอด…!”

เดิมเขาคิดบอกว่า ‘ปิดฉันไม่ได้ตลอดไป’ กลับฉุกคิดได้ หากกล่าวเช่นนั้นจะทำให้อีกฝ่ายหลงคิดว่าตนเองเตรียมพร้อมที่จะยึดหลักปักฐานอยู่ในสมาคมโลหิตกล้า จึงชะงักงันไป ซือแหยเฒ่าเว่ยติงยิ้มเจ้าเล่ห์ ทั้งไม่ยอมรับ และไม่ปฏิเสธ “นับตั้งแต่ที่คุณถูกพวกจ้าวเอ้อจื่นจับตัวมา นับเป็นเวลายี่สิบกว่าวัน อีกอย่าง หากฉันเห็นคุณเป็นคนนอก ย่อมไม่ให้คุณล่วงรู้เรื่องราวมากมายแบบนี้! คุณหลงคิดว่าตนเองฉลาด ซึ่งตั้งแต่แรกเริ่ม ในใจของเว่ยจานขุยก็ชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว แต่ว่าเขากับฉันตาเฒ่าต่างมีสิ่งที่ตนเองต้องการ ดังนั้นจึงต่างไม่บอกกล่าวออกมา!”

“ฉันไม่มีเวลามาสนใจเรื่องราวไร้สาระของพวกคุณหรอก!” เมื่อค่อยๆ เข้าใจถึงนิสัยของตาเฒ่า ยามจางซงหลิงสนทนากับเขา ก็ไม่ต้องระมัดระวังเฉกเช่นตอนแรกเข้าสมาคม เพื่อไม่ให้คนผู้นี้บีบบังคับตนเองคิดวิธีไปหาปืนอีก เขายืดตัวบิดขี้เกียจ เริ่มเบี่ยงเบนประเด็นการสนทนาไปยังหัวข้อที่อีกฝ่ายสนใจที่สุด “จำได้ว่าคราวก่อนท่านบอกกับฉันว่า สถานการณ์ในตอนนี้ ก็คล้ายคลึงกับยุคสามก๊ก แต่ฉันจำได้ว่า ยุคสมัยสามก๊ก ผู้ที่ได้ครอบครองแผ่นดินในตอนท้ายสุดคือตระกูลสุมาอี้ โจโฉ ซุนกวนและเล่าปี่เหนื่อยเปล่ามาหลายสิบปี สุดท้ายอะไรล้วนไม่หลงเหลือ! ซึ่งทั้งสามก๊กนี้ คุณล้วนเปรียบเทียบถูกคนแล้ว แต่ตระกูลสุมาล่ะ ท่านคิดว่า ใครเป็นตระกูลสุมา!”

พอเอ่ยถึงสถานการณ์ในแผ่นดิน ซือแหยเฒ่าเว่ยติงก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา หลังไม่ปวด เสียงก็ไม่แหบแห้งแล้ว นั่งหลังตรง กล่าวด้วยสีหน้าลึกลับ “นี่หรือ? ฮ่าๆ ฮ่าๆ ความลับของสวรรค์ไม่อาจแพร่งพราย นอกจากคุณรับปากอยู่ในสมาคมโลหิตกล้าตลอดไป!”

จางซงหลิงย่อมไม่มีทางรับปากเงื่อนไขเช่นนี้ จึงแสร้งหันศีรษะกลับไปยังสมุดบัญชีอีกครั้ง ถึงอย่างไรเขาทราบว่าภายในสมาคมโลหิตกล้า ตนเองเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถทนฟังตาเฒ่าวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในแผ่นดิน จึงไม่กลัวอีกฝ่ายปิดปากนิ่งเงียบ

จริงดังคาด เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป ซือแหยเฒ่าเว่ยติงก็อดรนทนไม่ไหว เดินไปปิดประตูสนิทก่อน จากนั้นมองไปข้างนอกอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่ารอบข้างไม่มีคนแอบฟังตนเองเปิดเผยความลับสวรรค์ ค่อยยื่นปากไปอยู่ข้างหูจางซงหลิง กล่าวด้วยท่าทีลึกลับว่า “ฉันเพียงบอกต่อคุณคนเดียว คุณห้ามบอกเล่าให้บุคคลที่สามฟังเป็นอันขาด”

“ก็ได้!” จางซงหลิงรับปาก ถือว่าตนเองกำลังหยอกล้อให้ตาเฒ่าดีใจ

“พรรคคอมมิวนิสต์!” ซือแหยเฒ่ากล่าวเพียงสั้นๆ ก็สะถท้านหัวใจของจางซงหลิ

สมุดบัญชีในมือ หล่นดังตุบ

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นี่เป็นหนที่สองที่จางซงหลิงได้ยินเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ ซ้ำยังได้ยินจากปากของซิ่วไฉเฒ่าที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนอกคอกนา ’ตาเฒ่าผู้นี้คงไม่ใช่คอมมิวนิสต์กระมัง!’

เมื่อเชื่อมโยงถึงการกระทำทุกอย่างของซือแหยหลังค่อมที่มีต่อสมาคมโลหิตกล้า ในใจของจางซงหลิงเริ่มเกิดการเชื่อมโยงขึ้นมา ชำนาญการปลุกระดม ชำนาญการหาเงิน หลอกล่อคุณลงนรกโดยไม่รู้ตัว…นี่ล้วนเป็นสิ่งที่หนังสือพิมพ์ซานตงบรรยายถึงคนของพรรคคอมมิวนิสต์ ซือแหยเฒ่าหลังค่อม คล้ายกับมีส่วนคลับคล้ายอยู่หลายส่วน

‘ไม่ได้ ฉันต้องสืบหาให้แน่ชัดอย่าปล่อยให้ผู้อื่นหลอกลวงได้!’ หลังจากได้สติ ปฏิกิริยาแรกของจางซงหลิงคือพยายามสืบหาพื้นเพของซือแหยเฒ่าให้แน่ชัด ขณะเขากำลังจะเอ่ยปากกลับเห็นซือแหยเฒ่าหลังค่อมเอามือไพล่หลัง ก้าวเดินออกจากประตูไปมองดูเว่ยจานขุยเล่นมวยปล้ำกับพวกจ้าวเอ้อจื่อแล้ว ราวกับปลาบปลื้มใจยิ่งต่อท่าทีตื่นตระหนกตกใจของจางซงหลิงเมื่อสักครู่

“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์!” จางซงหลิงเก็บสมุดบัญชีขึ้นมา ออกแรงฟาดลงบนขอบโต๊ะ ทว่าโกรธเคืองส่วนโกรธเคือง ความดีที่ซือแหยเฒ่าเว่ยติงปฏิบัติต่อเขา ก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง ส่งผลให้เขาฝืนใจตัดขาดความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายไม่ลง

ซึ่งในความเป็นจริง ต่อให้จางซงหลิงคิดจะแยกทางกับซือแหยเฒ่า ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพิ่งมาถึงหมู่บ้านเว่ยเจียจวงยี่สิบกว่าวัน พวกชาวบ้านเริ่มลือกันว่า เขาคือหลานแท้ๆ ของซิ่วไฉเฒ่าเว่ยติง เดิมทีพักอยู่ในเป่ยผิง เพื่อลี้ภัยไฟสงคราม จึงเดินทางมาพึ่งพิงตาแท้ๆ ของตนเองที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน

ไม่อย่างนั้น มีใครเคยเห็นซิ่วไฉเฒ่าปฏิบัติต่อคนรุ่นหลังคนไหนในหมู่บ้าน เฉกเช่นจางฟู่กวนมาก่อน?! ไม่เพียงกินอยู่ร่วมกับเขา ยังนำสมุดบัญชีกับกุญแจคลังเสบียง ล้วนมอบให้คนนอกอย่างเขาดูแล ต้องเข้าใจว่า นั่นเป็นคลังเสบียงที่ใช้เก็บเงินหลายพันเหรียญต้าหยางกับเสบียงอาหารหลายหมื่นชั่ง ยามเข้าออกเพียงหยิบจับสองกำมือ ก็เพียงพอให้ประทังชีวิตได้หลายเดือน

“เป็นไปไม่ได้กระมัง วันนั้นเขาถูกจ้าวเอ้อจื่อใช้เชือกมัดตัวกลับมาไม่ใช่หรือ?” แน่นอนว่าย่อมมีคนไม่เชื่อข่าวลือ ขมวดหัวคิ้วโต้แย้งเสียงเบา

“วันนั้นเป็นการเข้าใจผิด! จ้าวเอ้อจื่อไม่ทราบซิ่วไฉเฒ่ามีญาติเดินทางมา แน่นอนว่าพบเจอใครที่น่าสงสัยล้วนต้องใช้เชือกมัด! คุณไม่เคยเห็นในบทงิ้วล้วนขับร้องแบบนั้นหรือ? ตาเฒ่าใจดีพาบัณฑิตผู้หนึ่งที่นอนตัวแข็งอยู่ข้างถนนกลับมา กลับค้นพบว่าอีกฝ่ายเป็นหลานแท้ๆ ที่ตนเองไม่เคยเจอหน้ามาก่อน…”

“อย่างนั้นชีวิตของเด็กหนุ่มผู้นี้คงสุขสบายแล้ว เรื่องอื่นไม่ว่า ลำพังทรัพย์สมบัติในนามของซิ่วไฉเฒ่าก็มีที่ดินเพาะปลูกสองร้อยกว่าโหม่ว สัตว์ใหญ่อีกสิบกว่าตัว!”

“ใครว่าไม่ใช่! ซิ่วไฉเฒ่าไร้บุตรชายมาตลอด บุตรสาวเพียงคนเดียวแต่งงานกับเซียวเอ้อตังเจีย ยังคงให้กำเนิดบุตรสาวสองคน หลานคนนี้แม้ไม่ใช่ลูก ถึงอย่างไรก็เป็นเพศชาย…”

ลือกันต่างๆ นานา ยิ่งลือยิ่งคล้ายมีมูลความจริง จนถึงเวลาต่อมา แม้แต่บุตรเขยของซือแหยเฒ่าหลังค่อม เซียวเอ้อตังเจียของสมาคมโลหิตกล้าล้วนกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยแล้ว เลือกเวลาตอนรับประทานอาหารเย็น วิ่งมาหลอกถามซือแหยเฒ่าว่าก่อนเดินทางมาพักอาศัยในหมู่บ้านเว่ยเจียจวง เคยมีภรรยาอยู่ในเมืองเป่ยผิงจริงหรือ ส่งผลให้ซือแหยเฒ่าโกรธจนคว้าไม้กวาด ฟาดใส่ศีรษะของเซียวเอ้อตังเจีย ไล่ตีตั้งแต่เตียงนอนไปถึงหน้าประตูใหญ่ รองเท้าทั้งสองข้างหลุดออกมาล้วนไม่สนใจเก็บ

จางซงหลิงอยู่บนเตียงอิฐพบเห็นเหตุการณ์ที่ซือแหยเฒ่าไล่ตีเซียวเอ้อตังเจียทั้งหมด อดไม่ได้ที่จะหัวเราะชอบใจ

ในสายตาเขาซือแหยเฒ่าก็คล้ายกับชายชราไร้สาระที่อยู่ข้างบ้านตนเอง ภรรยาเฒ่าขึ้นสวรรค์ไปนานแล้ว ชีวิตตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงา ดังนั้นจึงมีอาการคลุ้มคลั่งอยู่บ้าง ทุกวันคอยหาเรื่องราวที่ไร้สาระเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อื่น

“เธอขำมากใช่หรือไม่? ระวังหมั่นโถวติดคอ!” ซือแหยเฒ่ายามนี้สนิทสนมกับอีกจางซงหลิงมากขึ้น จึงเปลี่ยนคำเรียกหา ตอนนี้เดินกลับมาจากข้างนอกด้วยอาการเหนื่อยหอบ มองเห็นจางซงหลิงกำลังลูบท้องตนเองพอดี สาปแช่งอย่างไม่สบอารมณ์

“คุณทำแบบนี้เพื่ออะไร?! ปล่อยฉันไปแต่แรก ไหนมีเรื่องยุ่งยากเช่นนี้!” จางซงหลิงด้านหนึ่งกล่าวตำหนิ ด้านหนึ่งใช้ตะเกียบเลือกเนื้อแดงในจานผักมาไว้ในชามข้าวของซือแหยเฒ่า การเป็นระดับนายทหาร ประโยชน์ที่ดีที่สุดก็คือการได้รับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ แม้ว่าจะมีปริมาณไม่มาก แต่ก็ยังนับว่าดีกว่าไม่มี

“ฉันไม่กิน! จู่ๆ มาแสร้งทำดี ต้องมีอะไรแอบแฝง!”ซือแหยเฒ่าคว้าตะเกียบ คีบเนื้อในชามโยนกลับคืนไปในจานผัก “ในสมัยก่อน ตู้กงปู้กินเนื้อกินจนตาย(เชิงอรรถ-*ตู้กงปู้ คือ ตู้ฝู่ ยอดกวีจีนสมัยราชวงศ์ถัง มีชื่อเสียงเคียงคู่เทพกวีนามหลี่ไป๋ ตามคำบอกเล่าว่าชีวิตบั้นปลายอดมื้อกินมื้อ บังเอิญได้รับเนื้อวัวจำนวนมากจากนายอำเภอ รับประทานหมดเกลี้ยงในมื้อเดียว สิ้นใจในที่สุด) ฉันไม่หลงกลเธอหรอก!”

*ตู้กงปู้ คือ ตู้ฝู่ ยอดกวีจีนสมัยราชวงศ์ถัง มีชื่อเสียงเคียงคู่เทพกวีนามหลี่ไป๋ ตามคำบอกเล่าว่าชีวิตบั้นปลายอดมื้อกินมื้อ บังเอิญได้รับเนื้อวัวจำนวนมากจากนายอำเภอ รับประทานหมดเกลี้ยงในมื้อเดียว สิ้นใจในที่สุด

จางซงหลิงส่ายหน้า ไม่ถือสาเฒ่าทารก ก้มหน้ารับประทานอาหารบนโต๊ะต่อไป ซือแหยเฒ่ากัดกินหมั่นโถวด้วยอาการเหนื่อยหอบ จากนั้นซดโจ๊กข้าวโพดไปครึ่งชาม ดวงตากลิ้งกลอก กล่าวว่า “เสี่ยวพ่างจื่อ ฉันขอเล่าอะไรให้เธอฟัง”

“เล่ามาเถอะ!” จางซงหลิงไม่เงยหน้าขึ้นมอง กล่าววาจาขานรับ ถึงอย่างไรเรื่องที่ซือแหยเฒ่าบอกต่อตนเอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องราวที่ไร้สาระ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรมากนัก

“พอมองอย่างละเอียด หน้าตาเธอนับว่าคล้ายคลึงฉันหลายส่วน โดยเฉพาะดวงตา ล้วนกระจ่างใส แยกแยะชัดเจน…” ซือแหยเฒ่ามองดูใบหน้าอวบอิ่มของจางซงหลิง สายตาเปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารี

“ฉันไหนจะเทียบกับคุณได้ ดวงตาของคุณทอประกาย ส่วนของฉันกลับไร้แวว!” จางซงหลิงด้านหนึ่งเคี้ยวอาหาร ด้านหนึ่งโต้เถียง

“เหมือนกัน เหมือนกัน ตอนฉันวัยหนุ่ม แววตาก็สว่างสุกใส ต่อมาช่วยญาติผู้พี่ดูแลบัญชีมาตลอด จึงจ้องมองจนดวงตาไร้แววแล้ว!” ซือแหยเฒ่าหัวเราะฮาๆ กล่าวต่อ “ยังมีหน้าผากของเราสองคน บริเวณหัวไหล่ ติ่งหู จุดที่คล้ายคลึง ยิ่งมองให้ละเอียดยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น!”

“อืม!” จางซงหลิงคร้านจะโต้แย้ง ได้แต่ส่งเสียงในลำคอ

“เธอคงไม่ใช่หลานของฉันจริงๆ กระมัง!” ซือแหยเฒ่ารีบรุกหนัก ยื่นหน้าเข้ามากล่าว

จางซงหลิงค้อนใส่อีกฝ่าย ตอบโต้อย่างไม่ไว้หน้าว่า “พ่อแม่ฉัน เป็นชาวหลู่เฉิงซานตงแต่กำเนิด คุณเป็นเชื้อพระวงศ์ในเมืองเป่ยผิง ฉันไม่อาจเอื้อม!”

“ไม่แน่ว่าเธออาจเป็นเด็กที่ถูกเก็บมา แม่เธอไม่เคยบอกหรือว่า เธอเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า?” ซือแหยเม่าไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย ยังพยายามซักถามต่อไป

ซึ่งเด็กทางเหนือทุกคน ตอนเด็กล้วนเคยถูกพ่อแม่บอกกล่าวว่า เขาเป็นเด็กที่ถูกเก็บกลับมาเลี้ยง! จางซงหลิงส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญา วางตะเกียบลงบนโต๊ะดังปัง กล่าวเสียงดังว่า “ฉันรับประทานอิ่มแล้ว คุณค่อยๆ รับประทานเถอะ ยังมีบัญชีกองหนึ่งไม่สะสาง คืนนี้ฉันไม่อยากทำงานโต้รุ่งอีก!”

“ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบร้อน อายุเธอยังน้อย ทำไมนิสัยใจคอรีบร้อนกว่าตาเฒ่าอย่างฉันเสียอีก? ฉันล้อเธอเล่นก็ไม่ได้หรือ!” พอเห็นจางซงหลิงคล้ายกับโกรธเคืองจริง ซือแหยเฒ่ารีบกล่าวประนีประนอม “นั่งลงก่อน ช่วยนั่งเป็นเพื่อนฉันสักครู่ อย่ารีบร้อนทำงาน! งานเพียงน้อยนิด ทำวันนี้หรือพรุ่งนี้ล้วนไม่แตกต่าง!”

จางซงหลิงถูกขวางทางไปไม่ได้ ทำได้เพียงทิ้งตัวลงนั่งอย่างขุ่นเคือง ซือแหยเฒ่าคอยสังเกตสีหน้าอย่างระมัดระวัง จับตาอยู่ครู่หนึ่ง คาดเดาได้ว่าจางซงหลิงหายโกรธเคืองแล้ว จึงหยั่งเชิงด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “หรือเราสองคนสมควรมาเกี่ยวดองกัน อายุเธอตอนนี้ ใกล้เคียงกับหลานฉัน รับฉันเป็นปู่บุญธรรม ผู้อื่นจะได้ไม่ต้องคาดเดาส่งเดช!”

“ฉันเพิ่งรู้จักกับคุณมาหนึ่งเดือนเอง!” จางซงหลิงถลึงตาใส่ซือแหยเฒ่าแวบหนึ่ง ตอบกลับอย่างขุ่นเคือง “ในหมู่บ้านแห่งนี้ คนที่ต้องการรับคุณเป็นปู่บุญธรรมมีมากมายก่ายกอง อย่ามัวยึดติดกับคนแปลกหน้าอย่างฉันได้หรือไม่ ถือว่าฉันขอร้องท่านแล้ว!”

“ฉันก็แค่รู้สึกว่าถูกชะตากับเธอ” ซือแหยเฒ่ารู้สึกเสียหน้า พึมพำด้วยความน้อยใจอยู่บ้าง “ฉันมีบ้านมีที่นา ไม่ได้หวังให้เธอมาดูแลชีวิตบั้นปลาย”

“ฉันเคยบอกต่อคุณมากี่ครั้งกี่หนแล้ว ฉันต้องการไปเป่ยผิง ไปสมัครทหาร! คุณเองก็เคยบอกว่า วันไหนกระสุนยิงโดนฉัน ฉันก็จบสิ้นชีวิตแล้ว คุณอายุปูนนี้ คงไม่อยากลิ้มลองคนผมขาวส่งคนผมดำกระมัง! วันหลังอย่าเอาเรื่องนี้มากวนใจฉัน ทางที่ดี เรื่องอื่นก็อย่ามากวนใจฉันด้วย นอกจากส่งฉันออกไป!” จางซงหลิงเดือดดาล ปัดแขนของตาเฒ่าที่ยืนขวางทาง ปิดประตูดังปัง

“ไม่รู้จักสำนึก! หากไม่มีฉันคอยปกป้อง เธอต้องถูกเว่ยจานขุยส่งขายไปนานแล้ว” ตาเฒ่าไล่ตามหลายก้าว ส่งเท้าถีบประตูด้วยความโมโห “ไม่กวนใจก็ไม่กวนใจ ผู้อื่นร้องขอให้ฉันกวนใจ ฉันยังคร้านแยแส!”

โมโหส่วนโมโห ซือแหยเฒ่าเว่ยติงกลับทำไม่ลงคอ ปล่อยให้จางซงหลิงดำรงอยู่ในหมู่บ้านด้วยตนเอง 

หนังสือแนะนำ