ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 4)

เว่ยจานขุยมีนิสัยยินดีเป็นผู้นำ ไม่ขอเป็นผู้ตาม ทราบดีว่าหากเข้าไปข้องเกี่ยวกับตระกูลฉิน ตนเองก็ต้องถูกอีกฝ่ายควบคุม ไม่สามารถเป็นต้าตังเจียที่กล่าวคำไหนคำนั้นอีก ดังนั้นสำหรับคำเชื้อเชิญของฉินเต๋อกัง เพียงแต่ตอบรับอย่างขอไปที ยืนกรานไม่ยอมเดินทางไปเยี่ยมเยือนด้วยตนเองเป็นอันขาด ฉินเต๋อกังให้เกียรติเชื้อเชิญเว่ยจานขุยหลายครั้ง ล้วนไม่ได้รับการตอบรับ ในใจดูแคลนคนบ้านนอกอย่างมัน จึงไม่ส่งคนมาเชิญอีก เพียงแต่บางช่วงเวลาได้สั่งให้ทางสมาคมจัดการธุระบางประการให้ทางหูลู่อวี้ เพื่อแสดงอำนาจในการควบคุมของตนเองที่มีต่อท้องถิ่น

อำนาจของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เว่ยจานขุยก็ไม่กล้าท้าทายอำนาจของฉินเต๋อกัง กิจธุระที่อีกฝ่ายมอบหมายลงมา ขอเพียงไม่เหนือบ่ากว่าแรง ก็จะพยายามจัดการตามที่ต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉินเต๋อกังนับว่าพอรับอีกฝ่ายได้ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ก็ลืมเลือนสมาคมโลหิตกล้าไปโดยปริยาย ทั้งไม่สนับสนุน และไม่กดขี่บีบรัด ปล่อยให้มันดำรงอยู่ด้วยตนเองในป่าเขา

“คนแซ่ฉินผู้นั้นมีสิ่งที่ต้องจัดการดูแลมากมายก่ายกอง เกรงว่าคงไม่มีเวลามาก้าวก่ายถึงพื้นที่ฝั่งนี้ในชั่วขณะ!”สำหรับเพื่อนบ้านผู้ทรงอิทธิพลที่ห่างกันเพียงภูเขาลูกหนึ่ง ซือแหยเฒ่าหลังค่อมเว่ยติงวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ “ต่อให้มีเวลา เมื่ออยู่ในเขตพื้นที่ของกองทัพที่ยี่สิบเก้า เขาก็ไม่กล้าลงมือต่อสมาคมโลหิตกล้าอย่างเหิมเกริม ถึงอย่างไรพวกเราก็ได้รับการรับรองจากที่ว่าการอำเภอ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม!”

“หากว่าเขายอมหักหน้ากัน พากองกำลังบุกถึงที่ ต้องการให้สมาคมยอมรับการปรับปรุงและจัดแบ่งกำลังทหารใหม่จากเขา พวกเราควรทำอย่างไร?”

หนี้แค้นที่สถานีรถไฟ เป็นฝีมือของฉินเต๋อกัง คนผู้ร้ายกาจยิ่ง จางซงหลิงอดไม่ได้ที่จะนึกคิดไปในทางเลวร้ายที่สุดล่วงหน้า

“ผู้ดูแลหลายท่านที่อยู่ในที่ว่าการอำเภอ ใช่ว่าจะนิ่งเฉยมองดูเขาล้ำเขตแดน หากเขากล้าหักหน้า พวกเราก็พากำลังพลถอยไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ทางนั้นยังมีทหารจงยางหนึ่งกองทัพ เพิ่งเดินทางมาได้ไม่นาน กำลังต้องการความช่วยเหลือจากผู้คนในพื้นที่!” ซือแหยเฒ่าเว่ยติงกล่าว

“แต่หากไม่ถึงที่สุด พวกเราจะไม่ทำเช่นนั้น!” เมื่อเห็นสีหน้าจางซงหลิงทอแววครุ่นคิด ซือแหยเฒ่ากล่าวต่อว่า “ประการแรกคือที่นากับครอบครัวของพวกเราล้วนอยู่ที่นี่ ยากจะไปจากบ้านเกิด ประการที่สองระหว่างกองทัพจงยางกับกองทัพที่ยี่สิบเก้า ยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ลิ้นกับฟันกระทบกระทั่งกันก็เป็นเรื่องปกติ แต่ย่อมไม่มีทางแตกหักกัน โดยเฉพาะเป็นการแตกหักเพื่อกองกำลังเล็กน้อยเพียงหลายร้อยคนอย่างพวกเรา วันใดหลอกใช้พวกเราเสร็จสิ้นแล้ว ผู้อื่นพากันไปนั่งดื่มสุรา พวกเราก็กลายเป็นเด็กน้อยที่ไม่มีใครหนุนหลัง ใครคิดจะรังแกก็ได้!”

ชายชราสั่งสมความรู้ที่จะช่วยเหลือผู้เป็นนาย กลับเกิดผิดเวลา ไร้ประโยชน์ใช้สอย ดังนั้นพอสบโอกาส ก็คิดสำแดงความรู้ความสามารถให้ผู้อื่นรับรู้ จางซงหลิงเล่าเรียนหนังสือมามาก แลดูคล้ายผู้ที่มีความภักดีและคุณธรรม เป็นผู้ฟังที่ดีที่สุดในสายตาชายชรา เขาไม่เพียงแต่วิเคราะห์สถานการณ์ในตอนนี้ให้ฟังอย่างละเอียด ทั้งยังบอกเล่าสาเหตุของแต่ละประเด็น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

“บัดนี้สถานการณ์ของหัวเป่ย คล้ายคลึงกับยุคสามก๊กพอดี คนญี่ปุ่นคือโจโฉวุยก๊ก โหดเหี้ยมทารุณและมีกำลังกล้าแข็ง กองทัพที่ยี่สิบเก้าคือเล่าปี่จ๊กก๊กรบแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากแต่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน กองทัพจงยางก็คือซุนกวนง่อก๊กเพียบพร้อมด้วยกำลังพลและทรัพยากร แต่เพราะไฟสงครามยังไม่ลามมาถึงบ้านตนเอง จึงไม่ยอมส่งกองทัพไปสู้ศึกกับคนญี่ปุ่น เพราะถึงอย่างไรเมื่อสู้รบกันแล้ว ภายหลังหัวเป่ยแห่งนี้ก็เป็นของซ่งเจ๋อหยวน ทางจงยางทั้งจัดเก็บภาษีไม่ได้ และส่งคนมาควบคุมดูแลไม่ได้ ในแต่ละปียังต้องจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุน หากฉันเป็นที่ปรึกษาของเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่าง ก็ไม่เสนอให้เขาส่งทหารไปหัวเป่ยทันที…”

“หากว่าเล่าปี่รับมือไม่ไหว สวามิภักดิ์ต่อโจโฉล่ะ? ผมหมายถึง สมมติ?!” จางซงหลิงไม่กล้าคล้อยตามการวิเคราะห์อย่างไร้เหตุผลของชายชรา มองดูสีหน้าของอีกฝ่าย หยั่งเชิงสอบถาม

“ไม่มีสมมติ!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมเว่ยติงส่ายศีรษะ ตอบอย่างมั่นใจว่า “เช่นนั้นจะส่งผลให้ซ่งเจ๋อหยวนกลายเป็นกบฏของแผ่นดินไม่ว่า เมื่อไปอยู่กับทางคนญี่ปุ่น เขายังจะดำรงตำแหน่งขุนนางใหญ่ปกครองชายแดนของตนเองต่อไปได้อย่างไร?! อย่างมากมีเพียงตำแหน่งจอมปลอม และผ่านไปไม่นาน ก็ต้องคล้ายกับเล่าจ๋อง(เชิงอรรถ-*เล่าจ๋อง บุตรชายคนรองของเล่าเปียว หลังจากเขายอมเปิดประตูเมืองเกงจิ๋ว สวามิภักดิ์ต่อโจโฉแล้ว โจโฉแต่งตั้งให้เขาไปดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว ระหว่างเดินทางไปรับตำแหน่ง อิกิ๋มซึ่งโจโฉสั่งให้นำกำลังไปซุ่มระหว่างทาง จัดการสังหารเล่าจ๋อง)แม้ตาย ยังไม่ทราบตายอย่างไร!”*เล่าจ๋อง บุตรชายคนรองของเล่าเปียว หลังจากเขายอมเปิดประตูเมืองเกงจิ๋ว สวามิภักดิ์ต่อโจโฉแล้ว โจโฉแต่งตั้งให้เขาไปดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว ระหว่างเดินทางไปรับตำแหน่ง อิกิ๋มซึ่งโจโฉสั่งให้นำกำลังไปซุ่มระหว่างทาง จัดการสังหารเล่าจ๋อง

 

จางซงหลิงไม่พอใจต่อคำตอบเช่นนี้ เขายืนกรานเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ในเมื่อเป็นถึงรัฐบาลจงยาง การรักษาพื้นที่ทุกตารางนิ้วและปกป้องประชาชนทุกคนที่อยู่ในประเทศแห่งนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งไม่สามารถปัดความรับผิดชอบ ไม่ควรถือสาเรื่องเล็กเรื่องน้อย ยิ่งไม่ควรเนื่องเพราะกองกำลังในท้องถิ่นไม่ยอมฟังคำสั่ง ก็ปล่อยให้พวกมันถูกกองทัพญี่ปุ่นกำจัดทิ้ง หรือว่าผลักไสไล่ส่งพวกเขาเข้าหาคนญี่ปุ่น ไม่อย่างนั้น เมื่อคนญี่ปุ่นบุกตีเหอเป่ยเสร็จสิ้น เกรงว่าคงต้องบุกตีซานซีเป็นรายต่อไป ซานซีจบสิ้น เป้าหมายต่อไปก็คือเหอหนานและซานตง

ถึงอย่างไรรัฐบาลจงยางกับกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่นยังคงต่อรองกันอย่างไม่จบไม่สิ้น ไม่ฉวยโอกาสบุกยึดแผ่นดินจีนกว่าครึ่งประเทศในตอนนี้ แล้วจะรอคอยเมื่อใดเล่า?

หากเป็นเช่นนั้น ประเทศจีนคงถึงคราวสิ้นชาติแล้ว ยุคสมัยสามก๊ก ง่อก๊กกับจ๊กก๊กจับมือกันเป็นพันธมิตร ยังพอรักษาได้ครึ่งแผ่นดิน เมื่อง่อก๊กกับจ๊กก๊กแยกทางกัน ก็ถูกตระกูลซือหม่ากำจัดไปทีละก๊ก แม้แต่กำลังที่จะต่อต้านล้วนไม่หลงเหลือ

“ฉันเพียงแต่บอกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ คล้ายคลึงกับยุคสามก๊กอยู่บ้าง ซึ่งไม่ได้บอกว่าคนญี่ปุ่นก็คือวุยก๊ก!” พอเห็นสีหน้าจางซงหลิงฉายแววไม่พอใจ ซือแหยเฒ่าหลังค่อมหลงคิดว่าเขาเข้าใจความหมายของตนเองผิดไป จึงรีบกล่าวเสริม “ในตอนนั้น โจโฉแม้โหดเหี้ยมชอบการเข่นฆ่า แต่สำหรับประชาชนที่อยู่ในการปกครองของตนเอง กลับยังเมตตาปรานีอยู่บ้าง ส่วนคนญี่ปุ่น กลับไม่เคยเห็นคนจีนในปกครองเป็นมนุษย์ โจโฉกำจัดเล่าปี่ซุนกวน เป็นเพียงเป็นการเปลี่ยนยุคราชวงศ์ ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา ส่วนคนญี่ปุ่นครองอำนาจ กลับนำกำลังเข้าเข่นฆ่า ประเทศจีนต้องสิ้นแผ่นดินอีกครั้งหนึ่งแล้ว…”

ความอ่านคิดของเขาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ทำให้จางซงหลิงเกือบตามเขาไม่ทัน ไม่รอให้จางซงหลิงเรียบเรียงความคิด ซือแหยเฒ่าหลังค่อมก็ถอนหายใจ กล่าวต่อไปว่า “การเปลี่ยนราชวงศ์ เปลี่ยนผู้ปกครอง คือการสิ้นแคว้น การที่ผู้ปกครองนำกำลังเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ระหว่างประชาชนด้วยกันก็แก่แย่งไม่สิ้นสุด คือการสูญสิ้นแผ่นดิน ซึ่งในประวัติศาสตร์ เคยถูกคนต่างชนเผ่ายึดครองสองหน หนแรกคือชาวมองโกล ไม่ถึงร้อยปี ก็ถูกจูหงอู่(เชิงอรรถ-* จูหงอู่ คือ จูหยวนจาง ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง)

นำพาขอทานกลุ่มหนึ่งขับไล่ออกไป หนที่สองคือถูกชาวแมนจูปกครอง ฮ่าๆ…”

* จูหงอู่ คือ จูหยวนจาง ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง

ใบหน้าของเขาถึงกับปรากฏความละอายใจหลายส่วน “หากไม่เพราะจักรพรรดิคังซีรับปากไม่เพิ่มภาษีตลอดกาล และซื้อใจปัญญาชนด้วยตำแหน่งใหญ่โต ราชวงศ์ต้าชิงก็ใช่ว่าจะสามารถยืนหยัดในจงหยวนได้นานเช่นนั้น สถานการณ์ในตอนนี้ ไม่กลัวคนญี่ปุ่นดุร้าย และไม่กลัวคนญี่ปุ่นชั่วช้า เพียงแต่กลัวประเทศญี่ปุ่นปรากฏฮ่องเต้ที่ทรงพระปรีชาสามารถเฉกเช่นจักรพรรดิคังซี เสนอให้ชาวฮั่นใช้ชีวิตร่วมกับชาวญี่ปุ่น แบ่งที่นาทำกินและลดภาษี ใช้ความเมตตาแทนการกดขี่ข่มเหง เกรงว่าไม่เกินห้าสิบปี ผู้คนก็แย่งกันเป็นขุนนางของจักรวรรดิญี่ปุ่นแล้ว!”

จางซงหลิงฟังแล้ว ภายในยิ่งอึดอัดทรมาน แทบอยากจะลุกขึ้นส่งกู่ร้อง กลับเห็นซือแหยเฒ่าหลังค่อมถอนหายใจยาว พลางกล่าวว่า “เรื่องการปกป้องบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองรวมถึงผู้มีอำนาจ แต่การล่มสลายของแผ่นดิน ประชาชนที่มีฐานะต่ำต้อยกลับมีหน้าที่รับผิดชอบ วัยหนุ่มฉันเป็นคนเลอะเลือน มัวแต่นั่งท่องตำรา คุณเก่งกว่าฉัน อายุแค่นี้ ก็กล้าเลียนแบบปันติ้งหย่วนใช้ปัญญาสร้างความดี ดังนั้นเมื่อตาเฒ่าพบเจอคุณ ก็ทราบว่า ประเทศจีนคราวนี้ไม่มีทางสิ้นแผ่นดิน ไม่สิ้นแผ่นดินอย่างแน่นอน!”

“อย่างนั้นคุณยังฝืนรั้งตัวฉันไว้ที่นี่อีก!” จางซงหลิงใช้มือผลักลูกคิดกับสมุดบัญชีที่อยู่ตรงหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองอยู่บ้าง

หลังจากรอดพ้นความตายที่ถูกปรักปรำ เขาก็พยายามคิดหาโอกาสที่จะหนีออกจากหมู่บ้านเว่ยเจียจวง แต่ทุกครั้งที่เริ่มมองเห็นความหวังริบหรี่ ก็ต้องถูกซือแหยเฒ่าดับความหวังในทันที ชายชราผู้นี้แก่ประสบการณ์ รับมือยากยิ่งกว่าต้าตังเจียเว่ยจานขุย เว่ยจานขุยรั้งตัวจางซงหลิง สิ่งที่ต้องการเพียงเป็นเงินทองจำนวนหนึ่ง ส่วนซือแหยเฒ่าเว่ยติงรั้งตัวเองไว้ ตกลงมีจุดประสงค์อะไร จนถึงตอนนี้จางซงหลิงก็ยังไม่เข้าใจ

“ฉันทำไปเพราะหวังดี!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมกล่าวด้วยท่าทีของผู้อาวุโส สั่งสอนเสียงเบาว่า “คุณไปอยู่ในสังกัดของซ่งเจ๋อหยวน อย่างมากเป็นได้เพียงพลทหาร หากวันไหนโดนลูกกระสุน ก็จบสิ้นชีวิต แต่เมื่ออยู่กับพวกเรา อย่างน้อยคุณมีตำแหน่ง ถึงตาใครออกสู้รบ ก็ไม่ถึงตาคุณ!”

“ช่างมองไม่ออกว่า ในสายตาของพวกคุณ ชีวิตฉันยังมีค่ามากขนาดนั้น?!” จางซงหลิงอดไม่ได้ที่จะเสียดสีเย้ยหยัน

“มีค่าอย่างแน่นอน! คุณลองคิดดู ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่นับอาหารการกินกับเครื่องนุ่งห่ม ลำพังที่ส่งเสียคุณเล่าเรียน เงินทองที่ซื้อกระดาษเครื่องเขียน อย่างน้อยก็ต้องประมาณหกเจ็ดสิบเหรียญต้าหยางกระมัง? ส่วนพวกกรรมกรแบกหาม แต่ละปีหักค่าใช้จ่ายแล้ว สามารถเหลือเงินห้าเหรียญต้าหยาง ก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้น!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมขยับนิ้วมือ คำนวณให้จางซงหลิงอย่างละเอียด “พวกมันรบตายหมดแล้ว หาสถานที่หนึ่งติดใบประกาศ ก็มีผู้ที่ยอมแบกปืนสู้รบแห่กันมาสมัครเป็นจำนวนมาก คนมีความรู้อย่างคุณ หารับสมัครง่ายดายหรือ ทั้งประเทศมีปัญญาชนมากน้อยเพียงใด และในบรรดาปัญญาชนยังมีอีกกี่คนที่ดีดลูกคิดได้รวดเร็วกว่าคุณ!”

คำพูดเหล่านี้ มีความหมายใกล้เคียงกับที่เผิงเสวียเหวินกล่าวในวันนั้น การสู้รบเป็นเรื่องของพลทหาร ปัญญาชนหรือ เพียงหลบอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยจากกระสุนปืน ปลุกระดมให้ผู้อื่นรุกหน้าก็พอ จางซงหลิงแม้ไม่สามารถบอกว่าคำพูดเหล่านี้ไร้เหตุผล แต่ในส่วนลึกของจิตใจ กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดเช่นนี้ นี่ไม่ใช่เพราะความคิดอ่านของเขาสูงส่ง แต่เนื่องเพราะเขาเห็นว่า หากผู้เป็นหัวหน้าทุกคนล้วนใช้สภาพจิตใจแบบนี้สั่งการทหาร กองทัพแตกพ่ายให้แก่ศัตรูแกร่งก็เป็นเรื่องปกติ

“ฉันทราบว่าคุณมีปณิธานกว้างไกล ไม่เห็นสมาคมโลหิตกล้าอันแคบเล็กของเราอยู่ในสายตา” เห็นจางซงหลิงสีหน้าไม่พอใจ ซือแหยเฒ่าจึงหาทางกล่าวหลอกล่อต่อไป “แต่ยิ่งเป็นสถานที่แคบเล็ก คุณยิ่งมีโอกาสลืมตาอ้าปาก หากไปอยู่กับทางซ่งเจ๋อหยวน ข้างกายผู้อื่นล้วนเป็นพี่น้องที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน มีโอกาสให้คุณแสดงความสามารถหรือ? ไม่ผิด ค่ายเสวียปิงของเขาเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นายทหาร! แต่ตำแหน่งนายทหารของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ก็มีเพียงเท่านั้น แบ่งกันเองยังไม่พอ ไหนจะยอมแบ่งให้เด็กนักเรียนที่ไร้รากฐานอย่างพวกคุณ?! คุณก็พักอยู่ที่นี่ตั้งใจช่วยเหลือพวกเรา รอถึงเวลาปะทะกับคนญี่ปุ่น พวกเราค่อยนำกำลังพลออกไป เก็บชัยชนะอย่างงดงามหลายศึก ถึงตอนนั้น ไม่ว่ากองทัพจงยางหรือว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้า ยังต้องแย่งกันเดินทางมาหาพวกเราเพื่อร้องขอให้เข้าสังกัด? คนแก่เฒ่าอย่างพวกเราผู้อื่นอาจไม่สนใจ คุณอายุน้อย มีความรู้ติดตัว ด้านหลังยังมีพี่น้องที่เป็นของตนเอง อย่างไรเสียก็ต้องได้เป็นอิ๋งจ่าง(เชิงอรรถ-*อิ๋งจ่าง เป็นตำแหน่งหัวหน้าของระบบกองทัพในช่วงสาธารณรัฐจีน ดูแลทหารในสังกัดประมาณ 500คน) หรือถวนจ่าง(เชิงอรรถ-*ถวนจ่าง เป็นตำแหน่งหัวหน้าของระบบกองทัพในช่วงสาธารณรัฐจีน ดูแลทหารในสังกัดประมาณ 1500คน) ถึงตอนนั้น คุณค่อยแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหูลู่อวี้ต่อเบื้องบน คนแซ่ฉินผู้นั้นมีอำนาจใหญ่โตเพียงใด ยังจะใหญ่ไปกว่าเจี่ยงเหว่ยหยวนจ่างหรือ?!”

นับตั้งแต่เข้าร่วมสมาคมโลหิตกล้า จางซงหลิงก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องราวในหูลู่อวี้อีก ยิ่งไม่เคยแสดงท่าทีที่คิดแก้แค้นให้พวกนักศึกษาต่อผู้ใด เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตของผู้อื่น แม้แต่วันเกิดเหตุตกลงมีศพจำนวนเท่าใดที่ถูกหามเข้าไปในหูลู่อวี้ เขาล้วนไม่เคยสืบหาจากผู้อื่น เขาต้องการแก้แค้น เขาต้องเลียนแบบอวี้ร่างกับจิงเคอ ปกปิดความแค้นไว้ กลับนึกไม่ถึงว่า ซือแหยเฒ่าแวบเดียวก็มองออกมาแล้ว

สิ่งที่น่ายินดีคือ ซือแหยเฒ่ากลับไม่มีเจตนาห้ามปรามเขา ซ้ำยังแสดงความชื่นชมและสนับสนุนต่อความคิดของเขา “สวรรค์ไม่ทอดทิ้งผู้มีความเพียรพยายาม ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น! คุณไม่ลืมความแค้นที่พวกพ้องถูกสังหาร และสามารถอดทนอดกลั้น นับว่าเป็นยอดคน ซึ่งเรื่องราวในตอนนี้คุณวางใจได้ ต่อให้ฉินเต๋อกังล่วงรู้ว่าคุณพักอยู่ในหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ขอเพียงตาเฒ่าไม่อนุญาต เขาก็อับจนปัญญาจะพาตัวคุณไป!”

นี่กลับไม่ใช่การโอ้อวดเกินจริง ตามการสังเกตของจางซงหลิงในหลายวันนี้ ซือแหยเฒ่าหลังค่อมแทบจะเป็นบุคคลที่มีอำนาจแท้จริงอันดับสองของสมาคมโลหิตกล้า ชาญฉลาดมีแบบแผน และเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คน แม้แต่ต้าตังเจียเว่ยจานขุย ก็ต้องใคร่ครวญคำพูดของชายชราท่านนี้อยู่บ้าง ไม่กล้าโต้แย้งส่งเดช

“ส่วนเรื่องราวในวันข้างหน้า ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแล้ว!” ไม่รอให้จางซงหลิงแสดงความขอบคุณ ซือแหยเฒ่าหลังค่อมกล่าวต่อไปว่า “ผู้ที่อยู่เบื้องหลังฉินเต๋อกัง คือฉินเต๋อฉุนญาติผู้พี่ของเขา ซึ่งนั่นเป็นบุคคลระดับสูงของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ฐานะเป็นรองเพียงซ่งเจ๋อหยวน หากตัวคุณเองไร้ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ลำพังเพียงคำพูดปากเปล่าของนักเรียนยากจน ซ่งเจ๋อหยวนสามารถให้ความเป็นธรรมแก่คุณหรือ?”

คำตอบง่ายมาก ต่อให้ไม่เข้าใจเรื่องราวบนโลก จางซงหลิงก็สามารถคิดเรื่องเหล่านี้ได้ ทว่าควรทำอย่างไรจึงสามารถยกระดับความสามารถตนเอง ซือแหยเฒ่ากลับไม่ยอมชี้แนะเพิ่มเติม เพียงแต่บอกต่อเขา วิญญูชนสิบปีล้างแค้นยังไม่สาย ขอเพียงเขายอมอดทน ย่อมมีโอกาสล้างแค้น

จางซงหลิงมองไม่เห็นว่าโอกาสอยู่หนใด อย่างน้อย จากสถานการณ์ของสมาคมโลหิตกล้าในตอนนี้ เขามองไม่เห็นความหวังอื่นใดที่จะล้างแค้น องค์กรป้องกันตนเองที่ก่อตั้งโดยกลุ่มชาวบ้านแห่งนี้ ในนามของสมาคมมีชายฉกรรจ์สามร้อยกว่าคน แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นทางการ อาวุธปืนในมือทั้งหมดรวมกัน แม้แต่ปืนกระบอกยาวรุ่นเก่าล้วนนับด้วย ก็มีเพียงหกสิบกว่ากระบอก ซึ่งในนั้นยังมีสิบกว่ากระบอกเป็นปืนเถื่อนที่ใช้ล่าสัตว์ ระยะยิงไม่ถึงห้าสิบเมตร การบรรจุดินปืนในแต่ละครั้ง อย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งนาที

ขณะนี้เงินในบัญชีสมาคมโลหิตกล้ากลับมีมากพอ ในนามของการปกป้องบ้านเมือง เว่ยจานขุยเคยฝืนบังคับพวกชาวบ้านหลายครั้ง มีผู้ใดกล้าบริจาคค่าเสบียงต่อต้านญี่ปุ่นแก่สมาคมไม่ตรงเวลา ไม่นานพวกจ้าวเอ้อจื่อจะถือปืนไปดักหน้าประตู รื้อบ้านพัก ทำลายเตาหุงอาหาร ยึดสิ่งของทุกอย่างภายในบ้านไม่ว่า ยังต้องถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านทั้งครอบครัว ห้ามกลับมาอีกเป็นอันขาด

‘พวกเราเป็นกองกำลังต่อต้านญี่ปุ่น ต่อต้านญี่ปุ่นคุณเข้าใจหรือไม่?’ ไม่เพียงหนเดียว จางซงหลิงอยู่ในบ้านพัก ได้ยินเว่ยจานขุยตะค่อกเสียงดังใส่พวกชาวบ้านที่เดินมาขอผ่อนผันวันเวลาบริจาค ‘คุณไม่ส่งเงิน พวกพี่น้องก็ต้องสู้รบกับคนญี่ปุ่นทั้งที่หิวโหย คุณทำไร่ไถนา ท้องหิวมีแรงถือจอบขุดดินหรือ?หากพวกพี่น้องพ่ายศึกเพราะขาดเสบียงอาหาร ความรับผิดชอบนี้ควรคิดบัญชีกับใคร? หรือว่าคุณเองเตรียมกักเก็บเสบียงไว้ให้คนญี่ปุ่น?! ก่อกวนการต่อต้านญี่ปุ่น นั่นเท่ากับมีความผิดถึงขั้นตัดหัว! ต่อให้เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!’

พวกชาวบ้านผู้น่าสงสารไหนเคยพบเจอเหตุการณ์มาก่อน? แม้นึกคิดไม่เข้าใจว่า ตนเองบริจาคช้าไปหลายวัน ทำไมจึงกลายเป็นก่อกวนการต่อต้านญี่ปุ่นแล้ว? แต่มองเห็นปืนพกเมาเซอร์สองกระบอกที่เอวของเว่ยจานขุย ขาแข้งก็อ่อนยวบไปแล้วสามส่วน ลองนึกคิดละเอียดอีกครั้ง หากคนญี่ปุ่นบุกเข้ามาจริง ไม่แน่ว่าสิ่งของเพียงน้อยนิดในบ้านตนเอง อาจไม่หลงเหลืออะไรทั้งสิ้น ยังไม่สู้บริจาคจำนวนหนึ่งออกมาให้สมาคมโลหิตกล้า อย่างน้อยสามารถผ่านด่านเบื้องหน้านี้ไปก่อน

ดังนั้น ผู้มีเงินทองบริจาคเงินทอง ไม่มีเงินทองบริจาคเสบียงและสัตว์เลี้ยง ถึงอย่างไรตนเองไม่บริจาค เว่ยจานขุยก็ต้องส่งจ้าวเอ้อจื่อถือปืนไปค้นถึงบ้านพัก ยังไม่สู้รู้หน้าที่ตนเอง อย่าให้ผู้อื่นต้องลงไม้ลงมือ!

สำหรับพวกเศรษฐีมีฐานะในสี่หมู่บ้าน เว่ยจานขุยก็เปลี่ยนอีกรูปแบบหนึ่ง เงินทอง พวกเศรษฐีคนมีฐานะต้องบริจาคอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคนแซ่เว่ยก็อับจนปัญญาปกครองผู้อื่น ส่วนตัวเลขของเงินทอง ก็สามารถนั่งลงหารือต่อรองกัน ผู้ที่เงินทองหมุนเวียนคล่องตัวสามารถบริจาคมากหน่อย ผู้ที่หมุนเวียนไม่คล่องตัวก็สามารถบริจาคน้อยหน่อย หากว่าหน้าหนา ไม่กลัวถูกคนนินทาว่าขี้เหนียวตระหนี่ ใช้เสบียงแทนเงินทองก็ได้ หากว่าไม่เชื่อในความประพฤติของคนแซ่เว่ย กลัวคนแซ่เว่ยหยิบยืมการต่อต้านญี่ปุ่นเป็นข้ออ้างกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว ยังสามารถส่งคนสนิทมาควบคุมดูแล ถึงอย่างไรเล่มบัญชีอยู่ในการควบคุมของซิ่วไฉ (บัณฑิต) เฒ่าเว่ยติงที่มีเพียงหนึ่งเดียวในรัศมีหลายสิบลี้ รายจ่ายในแต่ละครั้งล้วนจดบันทึกไว้อย่างละเอียด ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ทรัพย์สมบัติของเหล่าเศรษฐีมีฐานะนั้นมากล้น ยิ่งกลัวคนญี่ปุ่นบุกตีมา กลายเป็นคนตกยาก มิหนำซ้ำเว่ยจานขุยผู้นั้นแลดูห้าวหาญมีน้ำใจ จิตใจกลับใช่ว่าจะกว้างขวางดั่งที่แสดงออกมา หากล่วงเกินเขาขึ้นมา ถูกเขาแสร้งเป็นโจรท้องถิ่นบุกมากลางดึก เกรงว่าพวกเขามีเพียงหวานอมขมกลืนสถานเดียว

ดังนั้นพวกเศรษฐีมีฐานะของทั้งสี่หมู่บ้าน ก็ไม่กล้าหักหน้าเว่ยจานขุย เงินทองเสบียงที่บริจาคนั้นทำได้เพียงมากกว่าขั้นต่ำที่เว่ยจานขุยกำหนด ไม่กล้าต่ำกว่าที่เว่ยจานขุยกำหนด ถึงอย่างไรต่อให้เว่ยจานขุยผู้นี้ไม่ควรค่าแก่การวางใจ ยังมีซือแหยเฒ่าเว่ยติงจับตามองอยู่ตรงนั้น ผู้อื่นเป็นถึงซิ่วไฉ เรียนตำรานักปราชญ์มานับไม่ถ้วน ความประพฤติก็เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนในละแวกใกล้เคียง คงไม่มีทางอวดอ้างการต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อหลอกลวงชาวบ้าน

เมื่อมีเงินทอง มีเสบียง คิดจะเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่กองกำลัง เรื่องราวต่อจากนั้นคือการเกณฑ์กำลังพลและจัดซื้ออาวุธ

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1