ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 3)

เหตุผลแม้ยากจะฟัง แต่เจตนารมณ์ที่ให้ปิดปากนั้น กลับสื่อออกมาอย่างชัดเจน ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่กล้ากระตุกหนวดเสือของเว่ยจานขุย ล้วนก้มหน้าลง ส่งเสียงรับคำ เมื่อคลี่คลายเรื่องสำคัญไปได้แล้ว เว่ยจานขุยอารมณ์เบิกบานใจ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มอีกครั้ง คว้ามือของจางซงหลิงกล่าวว่า “ความจงรักภักดีของน้องชาย ฉันนับถือเลื่อมใสจากใจจริง ไม่ทราบพอจะพักอยู่ในหมู่บ้านเว่ยเจียจวงของเราสักระยะหนึ่งหรือไม่ ยามว่างโปรดชี้แนะแนวทางแก่ฉัน” กล่าวจบ เขาก็ปล่อยมือจางซงหลิ

ถอยหลังสามก้าว โค้งคำนับจรดพื้น

จางซงหลิงตื่นตะลึง รีบยื่นมือเข้าไปประคอง “เว่ยต้าตังเจีย ท่านอย่าได้ยกย่องให้เกียรติฉันเกินไป ฉันเป็นเพียงนักเรียนระดับมัธยม นอกจากสามารถเขียนอักษรพู่กันเล็กน้อยแล้ว เรื่องอื่นล้วนไม่สามารถ!”

“ไม่เกินไป ไม่เกินไป!” เว่ยจานขุยเดินเข้ามาอย่างว่องไว สองมือคว้าไหล่ของจางซงหลิง “ขอเพียงคุณยอมอยู่ ก็เป็นการช่วยเหลือฉันอย่างใหญ่หลวง หมู่บ้านเว่ยเจียจวงของเราแม้แคบเล็ก กลับปฏิบัติต่อคนกันเองอย่างเที่ยงธรรม ขอเพียงคุณพยักหน้าตอบตกลง ตำแหน่งค่าจ้าง ทุกอย่างล้วนเจรจากันได้ รับรองว่าไม่ให้คุณเหนื่อยเปล่า!”

ฉากที่เล่าปี่บุกเยือนกระท่อมของขงเบ้งสามครา เว่ยจานขุยอ่านมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าตนเองไร้ความสุภาพอ่อนโยนเฉกเช่นเล่าปี่ แต่ท่าทีของการอ้อนวอนผู้มีความสามารถ กลับใช้ออกอย่างเต็มที่ เพียงแต่จางซงหลิงยังตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ยังคงงุนงงต่อการเปลี่ยนแปลงจากนักโทษมาเป็นแขกผู้มีเกียรติแบบนี้ เขายืนครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงเลือกคำพูดที่ไม่ล่วงเกินผู้อื่นมาหารือกับอีกฝ่ายว่า “ต้าตังเจียยกย่องให้เกียรติเช่นนี้ ตามหลักฉันควรอยู่ช่วยเหลือ แต่ว่าก่อนเดินทางมาฉันเคยลั่นวาจาสาบานต่อหน้าป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ ต้องไปให้ถึงกองทัพที่ยี่สิบเก้า เข่นฆ่าศัตรูตอบแทนคุณแผ่นดิน ไม่อย่างนั้น เมื่อตายไปก็ต้องถูกผู้อื่นกล่าวประณาม ไม่อาจฝังรวมในสุสานบรรพชนตลอดไป! หากว่าต้าตังเจียชื่นชมในตัวเด็กน้อยจริงๆ โปรดเห็นแก่ความกตัญญูของเด็กน้อยด้วย!”

ชาวจีนในตอนนั้นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกไม่นาน ภายในใจค่อนข้างให้ความสำคัญต่อสุสานของบรรพชน โดยเฉพาะเหอเป่ยกับซานตงที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของลัทธิหรู คำที่ว่าหลังความตายไม่อาจฝังรวมในสุสานบรรพชน ยังเป็นคำสาบานที่อำมหิตกว่าการถูกอสนีฟาด ขอเพียงลั่นวาจาออกมา ก็ไม่อาจผิดคำสาบาน!

แต่ในเมื่อเว่ยต้าตังเจียเห็นว่าจางซงหลิงเป็นบุคลากรที่หายาก ไหนเลยยอมปล่อยเขาจากไปโดยง่าย ขบคิดเล็กน้อย ก็หัวเราะตอบว่า “ดูคุณพูด ราวกับฉันบีบให้คุณผิดต่อบรรพชน คุณวางใจ ฉันไม่ใช่คนไร้เหตุผล! เพียงให้คุณพักอยู่ในหมู่บ้านฉันเป็นเวลาครึ่งปี สอนหนังสือให้พวกพี่น้อง สอนให้พวกเขาทราบว่าอะไรคือชาตินิยมก็พอ ขอเพียงในขบวนเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดี คุณล้วนสามารถจากไปได้ตลอดเวลา!”

“ตอนนี้ผมเองล้วนมึนงงเลอะเลือน จะสอนผู้อื่นได้อย่างไรกัน?! ต้าตังเจียยกย่องให้เกียรติฉันเกินไปแล้วจริงๆ ผมเป็นเพียงนักเรียนปลายแถว แบกหามไม่เป็น เรี่ยวแรงมีน้อย พักอยู่กับคุณ มีแต่จะสร้างภาระให้!” จางซงหลิงส่ายศีรษะติดต่อกัน ปฏิเสธอย่างระมัดระวัง

หากว่ากันด้วยใจ การแสดงออกของเว่ยจานขุย นับว่าเปี่ยมด้วยบุคลิกของผู้กล้าในป่าเขียว แต่จางซงหลิงเพิ่งถูกมาดสุภาพอ่อนโยนของฉินเต๋อกังหลอกลวงมาครั้งหนึ่ง เกือบสูญเสียแม้กระทั่งชีวิต จางซงหลิงไหนเลยกล้าเชื่อใจคนแปลกหน้าผู้หนึ่งโดยง่ายดาย?! ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเว่ยจานขุยรั้งตัวอย่างไร เป็นตายล้วนไม่ยอมใจอ่อน

เมื่อเห็นนักเรียนยืนกรานไม่ยอมอ่อนข้อ เว่ยจานขุยเพลิงโทสะลุกโหม สองมือรื้อเสื้อโค้ทหนังสัตว์ไปด้านหลัง เผยปืนพกเมาเซอร์สองกระบอกที่เหน็บอยู่บริเวณเอว “น้องชายดูถูกดูแคลนคนอย่างฉันหรือ? หรือว่าคุณเองกินปูนร้อนท้อง ไม่กล้าพักอยู่ที่นี่?!”

คนผู้นี้อารมณ์แปรเปลี่ยนฉับไว เร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือ จางซงหลิงสะดุ้งเฮือก ถอยหลังครึ่งก้าว ตอบเสียงเบาว่า “ต้าตังเจียเอวเหน็บปืนพกสองกระบอก มาดองอาจห้าวหาญ ผมไหนจะกล้าดูถูกดูแคลน? เพียงแต่ผมมีความรู้ตื้นเขิน ไม่กล้ารับน้ำใจจากต้าตังเจีย แต่ว่าต้าตังใจวางใจได้ ขอเพียงผมสามารถอยู่รอดในกองทัพที่ยี่สิบเก้า ย่อมต้องตอบแทนคุณอย่างแน่นอน ต่อให้ไม่สามารถอยู่รอดในกองทัพที่ยี่สิบเก้า รอให้ผมติดต่อกับทางครอบครัว ก็ไม่ลืมบุญคุณของต้าตังเจียในวันนี้ ต้องให้ทางครอบครัวส่งของกำนัลชิ้นใหญ่มาให้! หากว่าคุณไม่เชื่อใจผม ตอนนี้เรามาร่างสัญญากัน!”

“ใครสนใจของกำนัลจากแก!” ความในใจส่วนหนึ่งถูกจางซงหลิงกล่าวถึงโดยบังเอิญ เว่ยจานขุยทั้งอับอายทั้งโกรธเคือง ตบกระทบด้ามปืนที่เอว ตวาดเสียงดังว่า “ฉันขอถามอีกครั้ง วันนี้จะอยู่ หรือว่าไม่อยู่?”

“ต้าตังเจียคิดจะจับตัวเรียกค่าไถหรือ? หมู่บ้านแห่งนี้ของคุณคล้ายเป็นหมู่บ้านที่ต่อต้านญี่ปุ่น ไม่ใช่รังโจรของโจรท้องถิ่น!” จางซงหลิงก็ดื้อรั้นหัวแข็ง ตอบโต้อย่างไม่หวั่นเกรง

เห็นสองคนกำลังจะทะเลาะกัน เซียวเอ้อตังเจียรีบเดินขึ้นหน้า หัวเราะพลางกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ดูท่านเข้า มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน โมโหเดือดดาลทำไมกัน?! หากว่าเขายืนกรานจะไป ท่านยังจะชักปืนออกมายิงหรืออย่างไร?!”

จากนั้นเขาหันหน้าไปเกลี้ยกล่อมจางซงหลิง “ฉันว่าน้องชายท่านนี้ คุณก็ดื้อดึงเกินไปแล้ว! ต้าตังเจียของเราให้เกียรติคุณขนาดนี้ คุณเพียงแต่อยู่สนุกต่ออีกหลายวัน จะมีอะไรเสียหายหรือ? อีกอย่าง บนเส้นทางสายนี้วุ่นวายชุลมุน ทุกแห่งหนล้วนเป็นโจรท้องถิ่น คุณเดินทางขึ้นเหนือคนเดียว หากเกิดเรื่องควรทำอย่างไร? ผู้ที่ทราบเรื่อง คงเข้าใจว่าคุณรีบร้อนไปสมัครกองทัพที่ยี่สิบเก้าในเป่ยผิง ไม่ยอมอยู่ในหมู่บ้านของเรา ผู้ที่ไม่ทราบเรื่อง ยังหลงคิดว่าเป็นคนของหมู่บ้านเว่ยเจียจวงที่เห็นแก่เงินจึงปองร้ายคุณ!”

“ใช่ ใช่ ยามนี้บนถนนไม่สันติสุข เมื่อวานทางหูลู่อวี้ ยังมีโจรท้องถิ่นลงจากภูเขา ลงมือเข่นฆ่าเด็กนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่เร่งเดินทาง หากคุณจะไป อย่างน้อยก็ต้องรอให้เส้นทางสงบลงกว่านี้” ซือแหยเฒ่าเว่ยติงก็หวั่นเกรงจางซงหลิงดื้อดึงเช่นนี้ต่อไป จะทำให้เว่ยจานขุยโกรธแค้นจนกระทำการหุนหัน

น้ำเสียงของทั้งสองแม้อ่อนโยน แต่ละประโยคกลับล้วนมุ่งเน้นไปที่จุดสำคัญ จางซงหลิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก็เข้าใจว่าวันนี้ตนเองคงจากไปไม่ได้เสียแล้ว อย่าว่าแต่ทางด้านฉินเต๋อกัง เกรงว่าก็กำลังออกค้นหาตนเอง ในเมื่อโจรขายชาติแซ่ฉินผู้นั้นนำความผิดฐานเข่นฆ่าพวกนักศึกษา โยนให้โจรท้องถิ่นที่ไม่ทราบหัวนอนปลายเท้ากลุ่มหนึ่ง แน่นอนก็ต้องลอบส่งคนไล่ล่านักศึกษาที่หนีรอดไปจากสถานีรถไฟในตอนนั้น เพื่อฆ่าคนปิดปากให้หมดสิ้น

เมื่อวิเคราะห์โทษและประโยชน์ชัดเจนแจ่มแจ้ง จางซงหลิงก็ตัดสินใจได้ไม่ยาก เขาประสานมือให้เว่ยจานขุย ซือแหยกับเซียวเอ้อตังเจียสามคนด้วยสีหน้าจนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “อย่างนั้นผมก็ขอรบกวนแล้ว ต้าตังเจียมีเรื่องอะไรให้ผมทำ เชิญรับสั่งมาได้เลย ขอเพียงอยู่ที่นี่หนึ่งวัน ก็จะถือตนเองเป็นคนของหมู่บ้านเว่ยเจียจวงหนึ่งวัน!”

“ไม่รบกวน ไม่รบกวน!” เว่ยจานขุยยิ้มแย้มขึ้นมาราวกับเด็กน้อยทันที “ซือแหย คุณว่าในสมาคมของเรามีตำแหน่งอะไรเหมาะสม รีบจัดหาให้พี่น้องจางหนึ่งตำแหน่ง! ระดับอย่าต่ำเกินไป! เหล่าเซียว คุณไปสั่งห้องครัว เที่ยงวันนี้ตุ๋นเนื้อหมูครึ่งซีก บุคคลที่มีตำแหน่งรับประทานซี่โครงหมู คนที่เหลือดื่มน้ำแกงกับเปี๊ยะทอด พวกเรามาเลี้ยงต้อนรับพี่น้องจางด้วยกัน!”

เซียวเอ้อตังเจียประสานมือรับคำแล้วเดินจากไป ซือแหยกลับขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย หารือกับจางซงหลิงเสียงเบาว่า “สมาคมโลหิตกล้าของเราเป็นกองกำลังชาวบ้าน ตำแหน่งหน้าที่ภายในไม่เป็นระเบียบเฉกเช่นทางการ น้องชายเพิ่งมาถึง ส่งไปคุมทหารย่อมไม่เหมาะสม ไม่สู้ทนลำบากเล็กน้อย ดำรงตำแหน่งฟู่กวน (ผู้ช่วย) อยู่ข้างกายต้าตังเจีย ด้านหนึ่งช่วยร่างประกาศต่างๆ ให้สมาคม ในขณะเดียวกันก็ช่วยฉันดูแลบัญชี? น้องชายมีความเห็นอย่างไร?”

เมื่ออยู่ในสถานที่ของผู้อื่น จางซงหลิงไหนยังมีสิทธิ์เลือก? เขาตอบอย่างมีมารยาทว่า “สิ่งที่ท่านจัดการ ย่อมต้องเหมาะสมที่สุด เพียงแต่ผมเพิ่งจบการศึกษา มีความรู้ไม่มาก หากมีสิ่งใดทำได้ไม่ดี ยังหวังให้ช่วยชี้แนะ!”

คำพูดอันสุภาพนอบน้อมและไม่เสียมารยาทเช่นนี้ ถูกใจซือแหยพอดี ชายชราหัวเราะ โบกมือติดต่อกัน “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ตาเฒ่าจบออกมาจากการศึกษาแบบเก่า สิ่งที่เรียนรู้มาก็ไม่มาก วันหลังเราสองคนช่วยกันดูแลก็แล้วกัน!”

จากนั้น เขาก็ขอความเห็นชอบจากเว่ยจานขุย เว่ยจานขุยไว้วางใจและเชื่อถือในตัวซือแหยผู้นี้ ไม่ต้องนึกคิด ก็เห็นชอบกับกาจัดการของอีกฝ่าย จากนั้นฉุดดึงจางซงหลิง พาเขาไปคารวะทำความรู้จักกับตังเจียอีกหลายคน “นี่คือเหล่าซาน หลู่ฟาง หลู่เดียวกับหลู่ปัน ฟางที่หมายถึงสี่เหลี่ยม นี่คือเหล่าซื่อ หยางต้าซุ่น หยางที่มาจากต้นหยางหลิ่ว ต้าที่แปลว่าใหญ่ ซุ่นที่หมายถึงราบรื่น ยังมีหัวหน้าหมู่อีกหลายคน จ้าวเอ้อจื่อกับหลิวเสี่ยวอู่พวกเขา เมื่อสักครู่ล้วนออกไปแล้ว อีกสักครู่ตอนรับประทานอาหาร ฉันค่อยแนะนำให้คุณรู้จักทีละคน!”

“คารวะหลู่ต้าสู (ท่านอาแซ่หลู่) หยางต้าสู (ท่านอาแซ่หยาง)” จางซงหลิงประสานมือคารวะตังเจียอีกสองคนอย่างเคารพนอบน้อม “วันหลังทำงานภายใต้ต้าสูทั้งสองท่าน ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย!”

“พวกเราต่างช่วยกันทำงาน ช่วยเหลือกันและกัน!” หลู่ฟางกับหยางต้าซุ่นสองคนนิสัยค่อนข้างสัตย์ซื่อ หัวเราะพลางโบกมือ

“คุณยังไม่ทานข้าวกระมัง! ในห้องครัวคล้ายกับยังมีโจ๊กที่เหลือจากเมื่อเช้า อีกสักครู่ฉันพาคุณไป” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมตามติดอยู่ด้านหลังจางซงหลิง เห็นเขาทักทายหลู่ฟางกับหยางต้าซุ่นสองคนแล้ว เงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“มื้อแรกก็ให้จางฟู่กวน (ผู้ช่วยแซ่จาง) รับประทานอาหารเหลือได้อย่างไรกัน?!” ไม่รอให้จางซงหลิงกล่าวขอบคุณ เว่ยจานขุยปฏิเสธข้อเสนอของซือแหยทันที “บอกทางห้องครัว เร่งปรุงอาหารให้จางฟู่กวน ล้มแพะตัวหนึ่ง ต้มลูกชิ้นเนื้อแพะ นึ่งหมั่นโถว!กระดูกติดเนื้อที่เหลือนำไปตุ๋นรวมกับเนื้อหมูของมื้อเที่ยง เลี้ยงต้อนรับพวกเรา!”

เขาด้านหนึ่งเปล่งวาจา ด้านหนึ่งโบกมือสั่งการอย่างองอาจกล้าหาญ ราวกับในสังกัดมีกองกำลังนับหมื่นนับพัน

 

 

 

เมื่อรับประทานน้ำแกงลูกชิ้นแพะกับหมั่นโถวแล้ว จางซงหลิงก็ถือว่ากลายเป็นนายทหารผู้หนึ่งของสมาคมโลหิตกล้าอย่างเป็นทางการ หน้าที่หลักคือช่วยสมาคมเขียนประกาศต่างๆ รวมถึงช่วยต้าตังเจียเว่ยจานขุยร่างคำปราศรัยที่ต้องใช้ในพิธีที่เป็นทางการ อีกทั้งช่วยซือแหยเฒ่าหลังค่อมดูแลบัญชี เพื่อป้องกันภายในสมาคมเกิดเหตุการณ์ทุจริต ยักยอกเงินกองกลางและการเบิกงบล่วงหน้า

ต้าตังเจียเว่ยจานขุยเพียงเรียนหนังสือจากโรงเรียนเอกชนมาครึ่งปี อักษรที่รู้จักนั้นมีจำกัด เบื่อหน่ายการอ่านหนังสือเป็นที่สุด ดังนั้นจึงไม่ค่อยรบกวนฟู่กวนอย่างจางซงหลิง กลับเป็นซือแหยเฒ่าหลังค่อม มักชักชวนจางซงหลิงไปช่วยงานตนเอง ในขณะเดียวกันได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงชาติบ้านเมืองร่วมกัน

จางซงหลิงเดิมก็เป็นเด็กหนุ่มที่ชาญฉลาด ซือแหยเฒ่าหลังค่อมก็ชมชอบการสนทนา คำถามที่จางซงหลิงเอ่ยถึงมักจะบอกเล่าอย่างกระจ่างแจ้ง ด้วยเหตุนี้ผ่านไปไม่กี่วัน จางซงหลิงก็ล่วงรู้ถึงสถานการณ์โดยสังเขปของกองกำลังกลุ่มนี้ จากปากของซือแหย

ชื่อเต็มของกองกำลังกลุ่มนี้คือ ‘กลุ่มสมาคมกองกำลังชาวบ้านโลหิตกล้า ต่อต้านญี่ปุ่น ปกป้องชาติบ้านเมือง’ ชื่อย่อคือสมาคมโลหิตกล้าตอนนี้ก่อตั้งโดยสี่หมู่บ้านใหญ่ แปดร้อยกว่าหลังคาเรือน ภายในสมาคมมีชายฉกรรจ์หนุ่มสามร้อยกว่าคน แกนนำสี่สิบกว่าคนรวมทั้งพ่อครัว คนเลี้ยงม้าและคนเก็บกวาดทั่วไปยี่สิบกว่าคน

ยามปกตินอกจากหัวหน้าสมาคมและรองหัวหน้าสมาคมสามคน ซือแหยเฒ่าหลังค่อมกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่คอยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลาดตระเวนแล้ว สมาชิกอื่นๆ ล้วนกระจายไปทำการเกษตรในหมู่บ้านตนเอง มีเพียงมองเห็นป้อมไฟสัญญาณที่อยู่บนภูเขาหลังหมู่บ้านเว่ยเจียจวงเกิดควันคละคลุ้ง จึงหยิบคราดเหล็ก ไม้กระบอก ไปรวมกันตัวที่ลานกว้างหน้าศาลเจ้าโบราณของหมู่บ้านเว่ยเจียจวง

ต้าตังเจียของสมาคมโลหิตกล้านามว่าเว่ยจานขุย ถือกำเนิดจากครอบครัวคนฆ่าสัตว์ ชีวิตวัยหนุ่มอาศัยล้มวัวล้มแพะและฆ่าหมูให้กับชาวบ้านในละแวกเพื่อประทังชีวิต เนื่องเพราะหลังฆ่าสัตว์มักได้รับเศษเนื้อกับเศษชิ้นส่วนที่ผู้อื่นไม่ต้องการไปรับประทาน ดังนั้นจึงมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ อาศัยนิสัยอันห้าวหาญกับพละกำลัง สยบนักเลงในหมู่บ้านตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง เป็นใหญ่ในท้องถิ่น และถูกเว่ยซื่อเจี๋ยเศรษฐีที่ดินที่ใหญ่ที่สุดภายในรัศมีร้อยลี้รับเป็นบุตรบุญธรรม

เอ้อตังเจียของสมาคมนามว่าเซียวกั๋วเทา เป็นช่างก่อสร้างที่มีชื่อเสียง ภายในรัศมีหลายสิบลี้ไม่ว่าบ้านใครสร้างบ้านเรือน ล้วนต้องเชิญเขาไปช่วยงาน เนื่องเพราะชอบช่วยเหลือผู้อื่น นิสัยก็อ่อนโยน ดังนั้นจึงได้รับฉายาว่า ‘เสี่ยวเหมาเถา’ (ลูกท้อน้อย) ความหมายคือเป็นที่ชมชอบของผู้คน

ซานตังเจียหลู่ฟางกับซื่อตังเจียหยางต้าซุ่น ล้วนเป็นช่างไม้โดยกำเนิด แม้ว่าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าสมาคมโลหิตกล้า ความจริงเป็นกระบอกสื่อสารที่หลู่เจียจวง (หมู่บ้านตระกูลหลู่) กับหยางเจียจวง (หมู่บ้านตระกูลหยาง) ส่งไปยังสมาคมโลหิตกล้า ซึ่งผู้ที่มีสิทธิ์ขาดโดยแท้จริง คือหลู่ต้าหู้ของหลู่เจียจวงกับหยางเหล่าแหยของหยางเจียจวง เพียงแต่หลู่ต้าหู้กับหยางเหล่าแหยล้วนเป็นคนถือศิลกินเจ ไม่ยินดีข้องเกี่ยวกับคนฆ่าสัตว์อย่างเว่ยจานขุย ดังนั้นจึงเลือกบุคคลรุ่นหลังที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้จากหมู่บ้านตนเองมาดำเนินการแทน

สำหรับซือแหยเฒ่าหลังค่อม แซ่เว่ย นามว่าติง เขาบอกเล่าว่าตนเองเป็นซิ่วไฉในรัชสมัยจักรพรรดิกวงซวี่ เดิมมีความสามารถเข้าสอบระดับมณฑลในปีที่สามสิบเอ็ดแห่งรัชศกกวงซวี่ คาดไม่ถึงว่าปีนั้นโจรกบฏหยวนซื่อไข่กลับถวายฎีการ้องขอให้ยกเลิกการสอบคัดเลือก หญิงชราฉือสี่ไท้โห้ว (พระนางซูสี) ชราจนเลอะเลือนจึงหลงรับปาก (เชิงอรรถ-* ปีที่สามสิบเอ็ดแห่งจักรพรรดิกวงซวี่ ซึ่งคือปีค.ศ. 1905 ราชสำนักแมนจูยอมรับคำขอของหยวนซื่อไข่ ยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกราชการแบบเก่า จัดตั้งระบบการศึกษาใหม่) สุดท้ายปัญญาชนทั่วแผ่นดินล้วนสูญเสียอนาคตโดยสิ้นเชิง จากนั้นจิตใจของเขาเศร้าสลดหดหู่ หนีมาบ้านนอกพึ่งพิงเว่ยซื่อเจี๋ยญาติผู้พี่ของตนเอง ตัดขาดจากโลกภายนอก ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ

* ปีที่สามสิบเอ็ดแห่งจักรพรรดิกวงซวี่ ซึ่งคือปีค.ศ. 1905 ราชสำนักแมนจูยอมรับคำขอของหยวนซื่อไข่ ยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกราชการแบบเก่า จัดตั้งระบบการศึกษาใหม่

สี่ปีก่อน เว่ยซื่อกังวลใจต่อสถานการณ์ จึงมอบที่ดินทั้งหมดให้บุตรบุญธรรมเว่ยจานขุยกับพ่อบ้านเว่ยติงดูแลแทน ตนเองพาบุตรชาย สะใภ้ บุตรสาว บุตรเขยรวมถึงหลานปู่และหลานตา อพยพไปที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเขตเช่าของอังกฤษ ทุกปีเพียงส่งคนมารับค่าเช่าที่นาตามกำหนด เรื่องอื่นล้วนไม่ไถ่ถาม เมื่อสบโอกาสอันดี เว่ยจานขุยภายใต้การสนับสนุนของพ่อบ้านเฒ่าเว่ยติง รวบรวมชาวบ้านที่เช่าที่ดินทำมาหากินกับพวกชาวนารับจ้างระยะยาว จัดตั้งกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้าน เพื่อใช้รับมือการคุกคามจากโจรท้องถิ่นและโจรระเหเร่ร่อน

สถานการณ์บ้านเมืองยิ่งมายิ่งวุ่นวาย ผู้คนที่อดอยากยิ่งมายิ่งมาก โจรท้องถิ่นกับโจรเร่ร่อนก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดหลังฝน โจรเร่ร่อนหลายกลุ่มหมายบุกปล้นหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ล้วนถูกเว่ยจานขุยนำกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้านขับไล่กลับไป เมื่อเป็นเช่นนี้ หมู่บ้านเซียวเจียจวง หมู่บ้านหลู่เจียจวงและหมู่บ้านหยางเจียจวงที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงก็หัดเอาเยี่ยงอย่าง ต่างจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้าน เพื่อป้องกันกลุ่มโจรที่ถูกหมู่บ้านเว่ยเจียจวงขับไล่ เบนเป้าหมายมาบุกปล้นหมู่บ้านของพวกเขา

เว่ยจานขุยกับพ่อบ้านเฒ่าเว่ยติงเห็นเช่นนี้ ถือโอกาสส่งคนนำจดหมายไปให้ทั้งสามหมู่บ้าน เชื้อเชิญพวกเขามาก่อตั้งสมาคม ช่วยกันป้องกันหมู่บ้าน เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว ทั้งสามหมู่บ้านก็ล้วนสนับสนุนต่อข้อเสนอที่ให้จับมือกันเป็นพันธมิตร

โครงสร้างของกองกำลังขยายใหญ่แล้ว หากยังใช้ชื่อ ‘กองกำลังพิทักษ์หมู่บ้าน’ ก็ออกจะเชยไปบ้าง เว่ยจานขุยกับหัวหน้าของอีกสามหมู่บ้านนั่งลงมาหารือกัน ถือโอกาสเปลี่ยนชื่อกองกำลังพิทักษ์หมู่บ้านเป็น ‘สมาคมหมู่บ้านโลหิตกล้า’เขียนลงบนผืนธงอย่างเป็นทางการ และตามคำเสนอแนะของพ่อบ้านเฒ่า ซึ่งก็คือซือแหยเฒ่าหลังค่อมเว่ยติงในตอนนี้ ส่งหนังสือเอกสารไปยังที่ว่าการอำเภออี้โจว ร้องขอให้ที่ว่าการอำเภอให้การรับรองและสนับสนุน

บุคคลระดับหัวหน้าหลายคนที่อยู่ในที่ว่าการอำเภอ กำลังกลัดกลุ้มใจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเกี่ยวกับเรื่องที่กลุ่มโจรออกอาละวาด เห็นมีคนอาสาแบกรับหน้าที่ พากันตื่นเต้นดีใจ ไหนเลยจะปฏิเสธ จึงเขียนอักษรเพิ่มลงไปในชื่อของ ‘สมาคมโลหิตกล้า’ กลายเป็น ‘กลุ่มสมาคมกองกำลังชาวบ้านโลหิตกล้า ต่อต้านญี่ปุ่น ปกป้องชาติบ้านเมือง’ ให้การรับรองสถานะเป็นกลุ่มสมาคมที่ชาวบ้านปกครองกันเอง

เช่นนี้ สมาคมโลหิตกล้าจึงได้รับการรับรองจากทางการ และครอบคลุมไปถึงการต่อต้านญี่ปุ่นและปกป้องชาติบ้านเมือง หากเรียกร้องให้ประชาชนทุกครัวเรือนบริจาคเงินทองและแรงงาน ก็เท่ากับมีหลักฐานรับรอง ภายใต้การจัดหาของเว่ยต้าตังเจีย เซียวเอ้อตังเจียกับซือแหยเฒ่าเว่ยติงสามคน ซื้ออาวุธปืนซื้อดาบ ขุดร่องน้ำสร้างป้อมปราการ ช่วยกันอย่างขะมักเขม้น

ฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน หลิวเหล่าชีโจรท้องถิ่นที่อยู่บนเขาต้าเฮยซานเกรงกลัวสมาคมโลหิตขยายอำนาจแล้วส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของตนเอง ลอบส่งคนไปสอดแนมเก็บข้อมูลถึงในหมู่บ้าน เตรียมเชือดไก่ให้ลิงดู คาดไม่ถึงว่าเว่ยซือแหยมากประสบการณ์ อาศัยเพียงน้ำเสียงดูถูกดูแคลนของคนสอดแนมที่เล็ดลอดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจในตอนร่วมรับประทานอาหารที่หมู่บ้าน ก็คาดเดาว่าผู้มาไร้เจตนาดี ช่วยกันจัดวางกับดักได้ทันเวลา เข่นฆ่าหลิวเหล่าชีรวมถึงโจรท้องถิ่นฝีมือดีที่พามาสี่สิบกว่าคนจนสิ้นซาก

จากศึกครั้งนี้ ‘กลุ่มสมาคมกองกำลังชาวบ้านโลหิตกล้า ต่อต้านญี่ปุ่น ปกป้องชาติบ้านเมือง’ ก็มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ไม่เพียงแต่ผู้กล้าในละแวกนั้นพากันมาแสดงความยินดี แม้แต่ฉินจวนหยวน (ผู้ดูแลพิเศษแซ่ฉิน) ก็ส่งลูกน้องที่ไว้ใจได้ เดินทางมาเชื้อเชิญเว่ยจานขุยไปโรงแรมเหอผิงหลายต่อหลายครั้ง เพื่อหารือเกี่ยวกับการช่วยเหลือเหล่าเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1