ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้ (ต่อหน้า 2)

 “พวกเรา ยกเก้าอี้ให้เขานั่ง!” ไม่รอให้จางซงหลิงวิเคราะห์อีกฝ่ายมีที่มาที่ไปอย่างไร เจ้าหนวดรุงรังที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ โบกมือสั่งการเสียงดังอีกครั้ง

มีคนยกเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งเข้ามาอย่างว่องไว จับตัวจางซงหลิงไปนั่ง เมื่อทุกอย่างล้วนจัดการเสร็จสิ้นแล้ว คนหนวดรุงรังขยับลูกคอ ใช้น้ำเสียงอันอ่อนโยนและไม่เหมาะสมกับหน้าตา สอบถามจางซงหลิง “ฉันเว่ยจานขุย เป็นหัวหน้าสมาคมโลหิตกล้าต่อต้านญี่ปุ่น น้องชายท่านนี้มีชื่อแซ่อะไร? มาหมู่บ้านเว่ยเจียจวง (หมู่บ้านตระกูลเว่ย) ของเรามีธุระอะไร?!”

“ฉัน..ฉันชื่อจางซงหลิง เป็นนักเรียนที่จะไปสมัครทหารที่เป่ยผิง คารวะหัวหน้าเว่ย!”จางซงหลิงฝืนลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง โค้งคำนับเว่ยจานขุย

“นักเรียน?!” เว่ยจานขุยขมวดคิ้วฉับพลัน และคลายออกอย่างรวดเร็ว “แกมาจากที่ไหน?”

“ฉันมาจากทางใต้ เดินมาตามถนนใหญ่!” เพิ่งพบเจอกันครั้งแรก จางซงหลิงไม่ทราบพื้นเพของอีกฝ่าย จึงตอบกลับอย่างระมัดระวังตัว “รถไฟหยุดเดิน ไม่ทราบเมื่อไรจะใช้สัญจรได้ ฉันกับเพื่อนนักเรียนนิสัยรีบร้อน จึงเดินเท้าไปเป่ยผิง ต่อมา ต่อมาฉันก็พลัดหลงกับเพื่อนนักเรียนแล้ว สัมภาระก็ล้วนอยู่กับพวกเขา!”

“อ๋อ?!” เว่ยจานขุยกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย สายตากวาดมองบนร่างกายของจางซงหลิง “อย่างนั้นคราบโลหิตบนร่างกายได้มาจากไหน?!”

“พวกเราถูกโจรท้องถิ่นซุ่มโจมตี ขบวนจึงพลัดหลงกระจัดกระจาย นี่เป็นคราบโลหิตของเพื่อนฉัน ฉันฝังร่างเธอไว้บนภูเขา!” พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย จางซงหลิงจึงสังเกตเห็นถึงคราบโลหิตบนร่างกายตนเอง จิตใจเศร้าหมอง ตอบกลับเสียงเบา

“โกหก!” เว่ยจานขุยตบโต๊ะดังปัง น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมา “เห็นชัดๆ ว่าแกมาจากทางหูลู่อวี้เมื่อวานเช้าตรู่ ทางโน้นเพิ่งเกิดเหตุสู้รบด้วยอาวุธปืน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ล้วนไม่ทราบเรื่อง แกเห็นฉันเป็นคนหูหนวกตาบอดหรือ?!”

“ฉันไม่ได้โกหก!” จางซงหลิงสะดุ้งเฮือก ยืนตัวตรงพลางตอบโต้เสียงดังว่า “พวกเราเดินมาตามถนนใหญ่ไปเป่ยผิงมาตลอด และถูกคนแปลกหน้าซุ่มโจมตีในละแวกสถานีรถไฟหูลู่อวี้ ฉันไม่ทราบที่มาที่ไปของพวกมัน ย่อมนับพวกมันเป็นโจรท้องถิ่น บนร่างกายฉัน บนร่างกายฉันก็เป็นโลหิตของเพื่อนฉัน เธอ...เธอถูกฉันฝังไว้บนภูเขาที่พวกคุณจับฉันมา!”

“หุบปาก! ต้าตังเจียสั่งให้พูดแกจึงพูดได้!”

“หากยังโต้เถียงอีก ฉันจะฟาดแกให้ตาย!”

กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนเรียงอยู่สองข้างของโต๊ะตวาดเสียงดังลั่น ประเดี๋ยวเสียงของจางซงหลิงก็ถูกกลบลงไป ได้แต่หุบปากอย่างไม่ยินยอม เว่ยจานขุยโบกมือ บ่งบอกซ้ายขวาให้เงียบสงบ จากนั้นหัวเราะพลางถามอย่างมีเลศนัยว่า “เสื้อผ้าที่น้องชายสวมใส่ ถอดลงมาจากบนร่างกายคนตายกระมัง?!”

“หัวหน้าเว่ย ฉันไม่เข้าใจความหมายของคุณ!” จางซงหลิงสะดุ้งเฮือก “ฉันเป็นนักเรียนจริงๆ ไม่เชื่อคุณส่งคนไปสืบหาทางหูลู่อวี้ พวกเราเคยจัดการแสดงจิตอาสาภายในตำบลแห่งนั้น ผู้คนมากมายล้วนเคยพบเห็นฉันมาก่อน”

“เคยพบเห็นเพียงแวบเดียว ใครจะจำได้!” เว่ยจานขุยระบายลมหายใจคราหนึ่ง บุ้ยปากปฏิเสธ “ทางฉินจวนหยวน (ผู้ดูแลพิเศษแซ่ฉิน) ได้รายงานให้ฉันทราบแล้ว เมื่อวานเช้าตรู่ มีโจรท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งคิดปล้นรถไฟของกองทัพ กลับถูกกลุ่มเด็กนักศึกษาที่เดินทางไปรอรถไฟพบเจอเข้าโดยบังเอิญ จึงยิงปืนหวังฆ่าคนปิดปาก โชคดีที่หน่วยรักษาความปลอดภัยเร่งเดินทางมาทันเวลา จึงยิงสกัดโจรท้องถิ่น เก็บซากศพของพวกนักศึกษากลับไป เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิตของแก ตามร่างกายกลับไร้บาดแผลอื่นใด เห็นได้ชัดว่าเป็นการถอดออกมาจากบนร่างกายคนตาย อย่าได้ปฏิเสธ และอย่าเล่นลวดลายกับฉัน ตอนที่ฉันลงมือฆ่าคน แกยังนุ่งกางเกงเป้าขาดอยู่เลย! พูด ใครส่งแกมา รังโจรของพวกแกอยู่ที่ไหน?!”

“พูด รีบบอก!”

“พูด รีบสารภาพมาตามตรง!” เหล่าชายฉกรรจ์เลียนแบบในละคร ส่งเสียงพร้อมกันเพื่อช่วยเสริมสภาวะน่าเกรงขามให้แก่ต้าตังเจีย

ช่างเวลาพริบตาเดียว ก็แปรเปลี่ยนจากที่สงสัยว่าเป็นคนสอดแนมญี่ปุ่น กลายเป็นเส้นสายที่โจรท้องถิ่นส่งออกมาตรวจสอบพื้นที่ จางซงหลิงนับว่ายากจะรับมือ ขมวดคิ้วครุ่นคิด ค่อยเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายว่าหมายถึงอะไร ส่ายหน้ากล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “เสื้อผ้าชุดนี้เป็นของฉันเอง! บนตัวฉันไร้บาดแผล บนเสื้อผ้าก็ไม่มีรูขาด หากว่าถอดออกมาจากบนร่างกายผู้อื่น…”

“ยังไม่ยอมรับ!” เว่ยจานขุยโกรธเคืองเดือดดาล ออกแรงตบโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง ตบจนฝุ่นละอองที่อยู่ในร่องไม้ฟุ้งกระจาย “ลากตัวออกไป ตัดหัวมัน นำศีรษะไปแขวนบนต้นไม้ใหญ่ที่หน้าหมู่บ้าน เพื่อข่มขวัญโจรท้องถิ่น”

จ้าวเอ้อจื่อพาชายฉกรรจ์สี่คนเข้าไปพร้อมกัน คว้าแขนของจางซงหลิง ใช้เชือกผูกรัดแน่น จางซงหลิงถูกรัดจนเหงื่อบนหน้าผากไหลพราก กลับไม่กล้ารอช้าเสียเวลา ปากร้องตะโกนว่า “ฉันไม่ใช่โจรท้องถิ่น พวกคุณปรักปรำคนดี พวกคุณฆ่าฉันไม่ได้ ไม่อย่างนั้น ก็คือฆ่าคนปิดปาก ก็คือ...ก็คือสมคบคิดคนญี่ปุ่น เป็นกบฏขายชาติ!”

“ลากตัวออกไปตัดหัวเดี๋ยวนี้!” เว่ยจานขุยทั้งโกรธทั้งเดือดดาล ตวาดสั่งการ

ชายฉกรรจ์เข้ามาอีกสองคน คว้าขาทั้งสองของจางซงหลิง แบกเขาออกไปข้างนอกร่วมกับกลุ่มคนของจ้าวเอ้อ “ฉันไม่ใช่โจรท้องถิ่น ยิ่งไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น ปรักปรำ พวกคุณปรักปรำฉัน!”

จางซงหลิงตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ ตะโกนเสียงร้องทุกข์ เมื่อตะโกนไปหลายประโยค กลับรู้ตัวว่าไม่มีคนรับฟัง จึงแข็งใจตะโกนคำขวัญที่เพิ่งฝึกได้ไม่นานออกมา “ล้มล้างจักรวรรดินิยม! คนจีนสังหารไม่หมดสิ้น! โจรขายชาติสุนัขรับใช้ย่อมไร้จุดจบที่ดีงาม!”

“เอาอุจจาระม้าอุดปากมัน!”เว่ยจานขุยยิ่งฟังจิตใจยิ่งรู้สึกไม่พอใจ ใบหน้าบึ้งตึง ตวาดเสียงด้วยความรำคาญ ชายฉกรรจ์ถอดเสื้อหลายคนกำลังจะดำเนินการ ชายชราหลังค่อมที่นั่งอยู่ทางซ้ายของโต๊ะ กลับกล่าวเสียงเบาว่า “ต้าตังเจีย โปรดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เด็กคนนี้ ดูท่าทางเป็นนักเรียนจริงแท้ ไม่คล้ายคนสอดแนมของคนญี่ปุ่น ยิ่งไม่คล้ายเป็นโจรท้องถิ่นที่ลงจากภูเขามาตรวจสอบพื้นที่!”

“ใช่!” ชายหนุ่มสวมชุดขาวที่นั่งเฉียงอยู่ทางขวาของโต๊ะ ก็คล้ายตามเสียงเบา “นักเรียนที่เดินทางไปสมัครทหารที่เป่ยผิงพวกนั้น ล้วนถูกซ่งเจ๋อหยวนอบรมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ได้ยินว่าผ่านไปอีกหลายปี ก็จะส่งออกไปดำรงตำแหน่งนายทหาร หากเรื่องในวันนี้แพร่กระจายไปถึงหูของพวกเขา ถึงเวลามีคนนำกองทัพมาแก้แค้นให้เพื่อนนักเรียน…”

“ซือแหย (เชิงอรรถ-*ซือแหย มีความหมายตรงตัวว่าอาจารย์ของอาจารย์ ในที่นี้หมายถึงผู้ที่คอยให้คำปรึกษา) เหล่าเอ้อ พวกคุณยังไม่ทราบเรื่อง!” เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนนอกอย่างจางซงหลิง เว่ยจานขุยก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก “ฉินเต๋อกังผู้นั้นกับฉินเต๋อฉุน(เชิงอรรถ-**ฉินเต๋อฉุนรองผู้บัญชาการกองทัพที่ยี่สิบเก้า นายกเทศมนตรีเมืองเป่ยผิง ก่อนเหตุการณ์กรณี 7 กรกฎาคม มีความสัมพันธ์ลับกับคนญี่ปุ่น เคยยืนกรานต่อต้านญี่ปุ่น และพยายามใช้วิธีการเจรจาเพื่อแลกกับสันติสุข หลังเหตุการณ์กรณี 7 กรกฎาคม ไม่ยอมจำนนต่อคนญี่ปุ่น ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกองทัพของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ต่อมาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้ากระทรวงกลาโหม ป่วยตายที่ไถเป่ย (ไทเป ไต้หวัน) ในปีค.ศ. 1963) คนสนิทของซ่งเจ๋อหยวน เป็นญาติพี่น้องกัน เขาส่งคนมาแจ้งข่าว บอกว่ามีเส้นสายของโจรท้องถิ่นขโมยเสื้อผ้าของนักเรียน กำลังช่วยคนญี่ปุ่นสืบหาข่าวคราว ฉันจะโต้เถียงเขาได้หรือ? ต่อให้คนผู้นี้แลดูไม่คล้ายเส้นสายของโจรท้องถิ่น ก็ต้องกำจัดเขาเสมือนเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น!”

*ซือแหย มีความหมายตรงตัวว่าอาจารย์ของอาจารย์ ในที่นี้หมายถึงผู้ที่คอยให้คำปรึกษา

**ฉินเต๋อฉุนรองผู้บัญชาการกองทัพที่ยี่สิบเก้า นายกเทศมนตรีเมืองเป่ยผิง ก่อนเหตุการณ์กรณี 7 กรกฎาคม มีความสัมพันธ์ลับกับคนญี่ปุ่น เคยยืนกรานต่อต้านญี่ปุ่น และพยายามใช้วิธีการเจรจาเพื่อแลกกับสันติสุข หลังเหตุการณ์กรณี 7 กรกฎาคม ไม่ยอมจำนนต่อคนญี่ปุ่น ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกองทัพของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ต่อมาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้ากระทรวงกลาโหม ป่วยตายที่ไถเป่ย (ไทเป ไต้หวัน) ในปีค.ศ. 1963

“ถึงอย่างไรลูกพี่ลูกน้องก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ! ต้าตังเจีย!” ชายชราหลังค่อมส่ายศีรษะ เอ่ยวาจาห้ามปรามอีกครั้ง “มิหนำซ้ำทางฉินเต๋อกัง ไม่ให้สิ่งของยืนยันแก่ท่าน และไม่มีลายลักษณ์อักษรอะไร เพียงแต่ส่งคนมาบอกกล่าวปากเปล่า วันหลังหากเขาพลิกลิ้นไม่รับผิดชอบ ท่านนับว่าไร้หลักฐานโต้เถียง!”

“ใช่ ต้าตังเจีย คนเราไม่ควรสุดโต่งเกินไป! ฉินเต๋อกังผู้นั้นเชื่อไม่ได้ พวกเราต้องเหลือทางถอยหนีไว้ให้ตนเอง ตามที่คนเฒ่าคนแก่เคยบอกกล่าว เข่นฆ่าปัญญาชน ต้องถูกฟ้าดินลงทัณฑ์!” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเหล่าเอ้อ พยายามโน้มน้าว

ไม่ทราบประโยคใดบังเกิดประสิทธิผล เว่ยจานขุยขมวดคิ้วแน่น ลังเลยากจะตัดสินใจ ซือแหยกับเอ้อตังเจีย (รองหัวหน้า) เห็นเช่นนั้น รีบตีเหล็กตอนร้อนกล่าวเสริมว่า “เพียงแต่ซ่อนเด็กคนนี้เอาไว้ ไม่ปล่อยให้คนแซ่ฉินทราบเรื่อง วันอื่นค่อยแอบปล่อยไป พวกเราก็ถือว่าได้สร้างบุญกุศลแล้ว!”

“ผิวพรรณของเขาสะอาดสะอ้าน พอมองก็คือคุณชายของครอบครัวมีฐานะ ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปที่บ้านของเขา วันหน้ายังกลัวบ้านเขาไม่ซาบซึ้งในความดีของท่านหรือ?! ต่อให้ไม่จดจำความดีของท่าน เพียงแต่ส่งคนนำของกำนัลมาให้ ก็เพียงพอให้พวกเราดื่มกินเสพสุขสำราญไปได้หลายวัน!”

“อืม!” พอได้ยินมีโอกาสได้รับของกำนัล เว่ยจานขุยหวั่นไหวในที่สุด มือลูบหนวดเครา กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “เรื่องปิดกั้นข่าวคราวนั้นไม่ยาก ยามปกติทางเรากับทางหูลู่อวี้ก็ไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน ส่วนพี่น้องที่ออกไปดำเนินการวันนี้ก็เป็นคนที่ฉันฝึกมากับมือตนเอง ฉันสั่งให้พวกเขาปิดปาก พวกเขาย่อมไม่กล้ารั่วไหลออกไปข้างนอกแม้แต้น้อย!แต่ว่า เมื่อสักครู่ฉันกล่าวหนักขนาดนั้น…”

“ต้าตังเจีย ท่านวางใจ เรื่องนี้ ปล่อยให้ฉันกับเซียวเอ้อตังเจีย (หัวหน้ารองแซ่เซียว) ไปจัดการ รับประกันว่า ท่านต้องได้หน้าแน่นอน!” กริ่งเกรงเว่ยจานขุยกลับคำ ซือแหยรีบอาสารับผิดชอบ

“ถูกต้อง เว่ยซือแหยอายุปูนนี้แล้ว รับมือเด็กน้อยผู้หนึ่ง ย่อมไม่เหนือบ่ากว่าแรง!” เซียวเอ้อตังเจียก็กล่าวเสริม

เห็นลูกน้องคนสนิทสองคนล้วนยืนกรานไม่ให้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เว่ยจานขุยก็จำใจปฏิบัติตาม พยักหน้ากล่าวยิ้มๆ ว่า “เซียวเหล่าเอ้อทำงาน ฉันย่อมเชื่อใจได้ เอาเถอะ บทคนดีก็มอบให้พวกคุณ ส่วนฉันเล่นบทคนเลวต่อไป!”

“ต้าตังเจียท่านก็รอดูเถอะ!” เซียวเอ้อตังเจียประสานมือรับคำสั่ง จากนั้นหันศีรษะไป ตะโกนไปทางนอกห้องโถงใหญ่ว่า “ต้าตังเจียมีคำสั่ง คุมตัวคนสอดแนมกลับมา!”

“คุมตัวคนสอดแนมกลับมาคุมตัวกลับมา!” พี่น้องทั้งหลายส่งเสียงตะโกนดังสะท้อนอยู่ในหุบเขา

พวกจ้าวเอ้อได้ยิน รีบแก้มัดจางซงหลิงที่หลับตารอตายลงจากบนท่อนไม้ ห้ามเขากลับไปที่ห้องโถงใหญ่ เพิ่งเข้ามาข้างใน เซียวเอ้อตังเจียก็เดินเข้ามา ตบไหล่ของจางซงหลิง ประกาศว่า “เจ้าหนุ่ม มีความกล้าหาญไม่น้อย! ต้าตังเจียของเรากลัวคุณเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น เมื่อสักครู่จึงจงใจกล่าวข่มขวัญ นึกไม่ถึงว่า เด็กหนุ่มอย่างคุณจิตใจช่างหนักแน่น!”

“ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ…” แม้ทราบว่าสิ่งที่เซียวเอ้อตังเจียกล่าวนั้นใช่ว่าจะเป็นความจริง แต่พวกจ้าวเอ้อจื่อยังคงส่งเสียงหัวเราะพร้อมกัน

จางซงหลิงถูกเสียงหัวเราะก่อกวนจนมึนงง กล่าวว่า “ที่แท้เมื่อสักครู่ต้าตังเจียกำลังทดสอบฉันหรือ เกือบทำให้ฉันตกตะลึงจนวิญญาณออกจากร่างแล้ว เป็นอย่างไร ฉันถือว่าผ่านด่านแล้วหรือไม่?”

“ถือว่าผ่าน และถือว่าไม่ผ่าน!” เว่ยซือแหยเดินหลังค่อมเข้ามา กล่าวด้วยท่าทีนิ่งเฉยว่า “แม้ว่าคุณอายุยังน้อย ความกล้าหาญกลับนับว่าไม่เลว แต่คนสอดแนมของคนญี่ปุ่น บางคนก็ร้ายกาจยิ่งไม่อาจไม่ระวัง ต่อจากนี้ คุณต้องพิสูจน์ให้พวกพี่น้องเห็นว่าคุณไม่ใช่คนญี่ปุ่นตามที่ถูกกล่าวหา!”

สัมภาระของจางซงหลิงถูกทิ้งไว้ในโรงแรมเหอผิง ขณะนี้ไหนมีสิ่งของยืนยันตัวตน?! เห็นชายชราไม่คล้ายจงใจคิดหาข้ออ้างฆ่าปิดปากตนเอง คิดแล้วถามอย่างเกรงใจว่า “ทำอย่างไรจึงสามารถพิสูจน์ว่าฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น? รบกวนท่านช่วยชี้แนะแนวทางได้หรือไม่? ”

“ง่ายมาก ง่ายมาก!” ไม่รอให้จางซงหลิงกล่าวจบ ซือแหยหลังค่อมก็รีบกล่าวตัดบท “ในเมื่อคุณบอกว่าตนเองเป็นนักเรียน ย่อมสามารถขีดเขียนอักษรจีน เขียนอักษรพู่กันหลายตัวให้ฉันดู เขียนได้ดี ก็ถือว่าผ่านด่าน ไม่อย่างนั้น ฉันก็จำใจต้องสงสัยในตัวคุณ! มา แก้มัดให้เขา!”

“ครับ!” พวกจ้าวเอ้อเดินขึ้นหน้าอีกครั้ง ช่วยกันแก้มัดปล่อยตัวจางซงหลิง มีคนวิ่งออกไปเอากระดาษพู่กันและหมึกดำจากลานบ้านส่วนหลัง วางเรียงอยู่บนโต๊ะ “เช่นนั้น ฉันขอเสียมารยาทแล้ว!”

จางซงหลิงบีบนวดข้อมือที่ถูกมัดจนเขียวคล้ำ ค่อยๆ ก้าวเดินไปที่โต๊ะ เดินไปด้วยพลางนึกคิดว่าตนเองควรเขียนอะไร จึงสามารถยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง

เขานึกถึงความมุ่งมาดเดิมที่ตนเองเข้าร่วมชมรมเสี่ยฮวา นึกถึงความสามารถด้านวรรณศิลป์ของลู่หมิง นึกถึงการกระทำอันเปี่ยมคุณธรรมของเถียนชิงอวี่ นึกถึงความกล้าหาญของโจวเจวียในช่วงเวลาสุดท้าย นึกถึงสหายแต่ละคนล้มลงท่ามกลางเสียงปืนและนอนตายตาไม่หลับ จิตใจพลันฮึกเหิม มือค้ำโต๊ะ คว้าพู่กันขีดเขียน “ฟ้าดินมีคุณธรรม ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง เบื้องล่างมีภูผาวารี เบื้องบนมีตะวันจันทรา คนเราพึงมีคุณธรรม ยืนหยัดหนักแน่นดุจขุนเขา ถือกำเนิดในยุคบ้านเมืองสงบ รับใช้ราชสำนักด้วยภักดี บ้านเมืองมีภัยไม่ไหวหวั่น เกียรติประวัติฝากไว้ในแผ่นดิน!”

ในเมื่อเคยเล่าเรียนในโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การปกครองของหันฟู่จวี่ การเขียนอักษรพู่กันจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่เหล่านักเรียนพึงมี จางซงหลิงก็ไม่ได้รับการยกเว้น ภายใต้การอบรมสั่งสอนของคุณครูสอนภาษาจีนทุกระดับชั้น ทักษะการเขียนพู่กันจีนของเขาจึงมีฝีมือไม่เลว และขณะนี้ภายในของเขาอัดแน่นด้วยความคับแค้นใจเต็มทรวง คล้ายคลึงกับสภาพจิตใจของเหวินเทียนเสียงตอนประพันธ์บทกวีในตอนนั้นพอดี ดังนั้นบทกวี ”เจิ้งชี่เกอ” (ลำนำใจพิสุทธิ์) จึงเขียนออกมาเหนือล้ำกว่ามาตรฐานของตนเอง

“ดี เขียนได้ดี!” ยังไม่ทันเขียนจบ รอบข้างบังเกิดเสียงโห่ร้อง โดยเฉพาะเว่ยซือแหยชายชราหลังค่อม เขาเป็นซิ่วไฉ (บัณฑิต) ในยุคของจักรพรรดิผู่อี๋ มีความรู้เปี่ยมล้นกลับไม่พบเจอคนรู้ใจ ทันใดนั้นมองเห็นบทกวีทรงคุณธรรมที่คุ้นเคยเช่นนี้ ตื้นตันจนน้ำตาเอ่อล้น!

“ดี นับว่าเขียนได้ดี!” ต้าตังเจียเว่ยจานขุยก็ไม่แสร้งเป็นคนเลวอีกต่อไปแล้ว ยื่นฝ่ามืออันหนาใหญ่ ตบลงบนบ่าของจางซงหลิง “นี่นับว่างดงามกว่าอักษรกลอนคู่ที่ฉันซื้อตอนตรุษจีนเสียอีก แกเป็นคนจีน ต้องเป็นคนจีนอย่างแน่นอน คนญี่ปุ่นเขียนอักษรงดงามเช่นนี้ไม่ได้ ซือแหย คุณว่าจริงหรือไม่?!”

“น้องชายท่านนี้ย่อมไม่ใช่คนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน! ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนป่าเถื่อน ผู้คนหยาบกร้านไร้อารยธรรม อย่าว่าแต่ลักษณะเส้นขีดของอักษรเหล่านี้ ลำพังบทกวีเจิ้งชี่เกอบทนี้ พวกมันก็ท่องออกมาไม่ได้แล้ว!” ซือแหยหลังค่อมปัดเช็ดหางตา กล่าวต่อไปว่า “พวกเราเหล่าปัญญาชน ยืนหยัดระหว่างฟ้าดิน รักษาบ้านเมืองดูแลประชาราษฎร์ สิ่งที่ยึดมั่นก็คือคุณธรรมไม่ใช่หรือ?!”

ชายฉกรรจ์อื่นๆ ไม่เข้าใจลักษณะเส้นขีด และไม่ทราบเป็นบทกวีอะไร แต่อักษรบนกระดาษ กลับมองเห็นได้ชัดเจน ทันใดนั้น มีคนวิพากษ์วิจารณ์เสียงเบาว่า “โชคดีที่เว่ยซือแหยละเอียดรอบคอบ ไม่อย่างนั้น วันนี้พวกเราคงพลั้งมือฆ่าคนดีแล้ว!”

“ใช่ ล้วนผิดที่จ้าวเอ้อผู้นั้น ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่ว มองใครล้วนคล้ายคนสอดแนมของญี่ปุ่น! ถ้าหากว่าพวกเราจัดการเข่นฆ่าลูกหลานของผู้อื่นส่งเดช วันหน้าคนในครอบครัวเดินทางมาเยือนถึงที่ พวกเราจะอธิบายกับผู้อื่นอย่างไร!”

จ้าวเอ้อถูกนินทาจนเหงื่อท่วมหน้าผาก ลอบชำเลืองมองต้าตังเจียเว่ยจานขุย กล่าวในใจว่า ‘เรื่องไร้ศีลธรรมแบบนี้จะโทษเราได้อย่างไร? เป็นต้าตังเจียที่หิ้วเราออกมากลางดึก สั่งให้เราตรวจสอบผู้สัญจรไปมาอย่างเข้มงวด อย่าให้คนสอดแนมของญี่ปุ่นหนีรอดไปได้ และอีกอย่าง เมื่อสักครู่ก็เป็นต้าตังเจียที่ใส่ความเขาเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น ไม่ใช่เราปรักปรำเอง!’

เขาเพียงสามารถร้องทุกข์ในใจ กลับไม่กล้าบอกกล่าวความในใจออกมา ฝืนเดินเข้าไป ประสานมือกับเว่ยจานขุย “ผู้น้อย ผู้น้อยทำงานผิดพลาด เกือบปรักปรำคนดี ขอให้ ขอให้ต้าตังเจียลงโทษ!”

“ปรักปรำบัดซบอะไร!” เว่ยจานขุยเหวี่ยงแขน ฟาดจ้าวเอ้อจื่อกระเด็นออกไปไกล “แกคิดว่าลำพังคำพูดของแกฝ่ายเดียว ฉันก็เชื่อว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่นหรือ? ขอบอกต่อแกตามตรง แวบแรกฉันก็มองออกว่าเขาไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น เพียงแต่คิดทดสอบเขา ว่ามีความกล้าหาญเพียงใดเท่านั้นเอง!”

“ต้าตังเจียล้ำลึก ต้าตังเจียล้ำลึก!” จ้าวเอ้อจื่อโดนฟาดด้วยฝ่ามือ จิตใจกลับเบิกบาน มือกุมใบหน้าที่แดงก่ำพลางประจบประแจงเว่ยจานขุย

“แกก็ไม่เลว อย่างน้อยความตั้งใจในการดำเนินการ คู่ควรได้รับคำชม!” เว่ยจานขุยโบกมือ สั่งการด้วยท่าทีภูมิใจอยู่บ้างว่า “อีกสักครู่ไปห้องโกดังรับเนื้อรมควันสองชั่ง ถือเป็นรางวัลสำหรับความตั้งใจในการทำงานของพวกแก จำไว้ให้ดี เรื่องที่มีนักเรียนเดินทางมาที่หมู่บ้านของเรา ใครก็ห้ามแพร่งพรายออกไป! ตอนนี้ฉันกำลังรวบรวมไพร่พล ขาดแคลนบุคคลที่รู้จักตัวหนังสือมาช่วยงานพอดี หากปล่อยให้ภายนอกทราบเรื่อง ชิงคนไปจากฉัน การดำเนินการในเช้าวันนี้ ก็เท่ากับทำงานสูญเปล่า!”

“ครับ ครับ ขอบคุณต้าตังเจียที่ให้รางวัล พวกเรากลับไปแล้วจะปิดปากเงียบอย่างแน่นอน ไม่เอ่ยกับใครทั้งนั้น!” พวกจ้าวเอ้อต่างรับปาก ก้าวเดินไปรับเนื้อรมควันด้วยความตื่นเต้นดีใจ หลังจากนั้น ใบหน้าเว่ยจานขุยก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ กวาดสายตามองผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ “คำพูดของฉันเมื่อสักครู่ทุกคนล้วนได้ยินแล้ว?!ผู้อื่นเป็นเพียงปัญญาชน เดิมทางไกลพันลี้จากซานตงมาถึงที่นี่ นับว่าไม่ง่าย เพื่อความปลอดภัยของเขา เหตุการณ์ในวันนี้ ใครก็ห้ามบอกกล่าวกับบุคคลภายนอก ไม่อย่างนั้น หากถูกฉันจับได้ สิ่งของทุกอย่างภายในบ้านพักล้วนถูกยึดเข้ากองกลาง และต้องโดนขับไล่ออกจากหมู่บ้านทั้งครอบครัว!”

หนังสือแนะนำ