ตอนที่ 3 ภูผาเหนือใต้

 “จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ (อ้วนน้อยแซ่จาง) เมื่อคืนคุณโกรธฉันใช่หรือไม่ ฉันหลงคิดว่าคุณจะมาถามฉัน จึงเปิดไฟรอคุณมาทั้งคืน!”

“จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ เมื่อคืนฉันไม่ได้รับคำสั่งจากพี่ชายฉันให้กล่าวกับคุณแบบนั้นจริงๆ คำพูดเหล่านั้น คุณยังจำได้หรือไม่? ฉัน..ฉันชอบอยู่กับคุณจริงๆ”

“จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ คุณเองก็ชอบฉันหรือไม่?”

“จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ หากว่าบาดแผลบนใบหน้าฉันเกิดรอยแผลเป็น คุณยังจะชอบฉันหรือไม่?!”

“จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ ทำไมคุณร้องไห้แล้ว? อย่าร้องไห้ ฉันไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย!”

“จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ กอดฉัน กอดฉันให้แน่น อย่าปล่อยมือ อย่าปล่อยมือ...”

เมื่อฝันร้ายยามเช้าตรู่ประกาศสิ้นสุดลง จางซงหลิงข้ามผ่านภูเขาใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงปืนอันบาดหูที่อยู่ด้านหลังอีกต่อไป เหล่านักศึกษาก็ล้วนไม่ทราบวิ่งหนีไปยังทิศทางใด เพียงมีเผิงเวยเวย ยังคงอยู่ในอ้อมอกของเขา เอ่ยวาจาต่อเขาไม่หยุดหย่อน อาศัยวาจาเหล่านี้ยื้อกับอาการง่วงงุนที่ยิ่งมายิ่งหนักอึ้ง

สถานการณ์ตรงกันข้ามกับตอนที่พวกเขาสองคนเพิ่งรู้จักกันโดยสิ้นเชิง คราวนี้ เวลาส่วนใหญ่ล้วนเป็นจางซงหลิงเป็นผู้ฟัง มีเพียงบางช่วงเวลาที่เขาค่อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เด็กสาวคล้ายกับต้องการบอกกล่าวทุกสิ่งอย่างของตนเองให้กับจางซงหลิง เผิงเวยเวยบอกต่อเขาถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของตนเอง รวมถึงมารดาของตนเองที่อยู่ในตระกูลเผิงความจริงไร้ฐานะบรรดาศักดิ์อะไร ส่วนเผิงเสวียเหวินเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาพี่น้องต่างมารดาทั้งหมดที่เห็นตนเองเป็นญาติ ล้วนบอกเล่าให้จางซงหลิงรับฟัง

“จางเสี่ยวพ่างเอ๋อร์ คุณก็อย่าได้โกรธเคืองพี่ชายฉันเลย! เขาถูกพ่อฉันตามใจตั้งแต่เล็กจนเสียนิสัย ทุกเรื่องล้วนต้องการให้โดดเด่นที่สุด ความจริงเขา...ความจริงเขาไม่มีเจตนารมณ์ร้ายอะไร!”

“ฉันไม่โกรธ ฉันไม่โกรธ เธอห้ามหลับตา! เวยเวย เธอฝืนทนอีกสักครู่ ฝืนทนอีกสักครู่ ประเดี๋ยวก็ถึงถนนใหญ่แล้ว ฉันจะพาเธอไปหาหมอ ฉันจะพาเธอไปหาหมอ!”จางซงหลิงฝืนกลั้นน้ำตา ตอบกลับเสียงดังว่า “ห้ามนอน ฉันไม่ให้เธอนอน! ลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมาสิ”

“เธอลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมาสิ”

“อย่าหลับ อย่าหลับ มองเร็ว มองเร็ว พี่ชายเธอมาแล้ว พี่ชายเธอมาแล้ว!”

“เธออย่านอนหลับสิ!”

“อ้า…อ้า…อ้า…”

ถนนใหญ่ อยู่ใกล้แค่เอื้อม หญิงสาวในอ้อมอก กลับนอนหลับใหลไปตลอดกาล หว่างคิ้วทั้งสองของเธอยังขมวดแน่น คล้ายกับกำลังกังวลใจเล็กน้อยเรื่องบาดแผลบนใบหน้าที่ไม่ทราบจะรักษาหายหรือไม่ กริ่งเกรงจะถูกจางซงหลิงทอดทิ้ง

จางซงหลิงไม่ยอมปล่อยมือเธอ โอบอุ้มร่างอันไร้วิญญาณของเผิงเวยเวย เดินซวนเซไปข้างหน้า จากเช้าตรู่เดินถึงเที่ยงวัน และจากเที่ยงวันเดินถึงตะวันตกดิน ระหว่างทางเดินผ่านหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีเพียงสิบกว่าครัวเรือนมาหลายแห่ง พยายามสอบถามผู้คนว่าที่ไหนมีหมอรักษา เมืองระดับอำเภอที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ในทิศทางใด กลับไม่มีคนช่วยเหลือเขา ตรงกันข้าม พวกชาวบ้านที่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งพวกนั้นต่างหยิบท่อนไม้คราดเหล็ก คล้ายกับป้องกันโรคระบาด ขวางอยู่ที่หน้าประตูบ้านตนเอง

จางซงหลิงปราศจากอารมณ์จะต่อกรกับคนพวกนี้ โอบอุ้มเผิงเวยเวย เดินซวนเซไปข้างหน้า กระทั่งหญิงสาวในอ้อมอกเย็นยะเยือกจนคล้ายก้อนน้ำแข็ง จึงค่อยหยุดฝีเท้าลงอย่างช้าๆ

ราตรีคล้อยดึกแล้ว เขาไม่ทราบว่าตลอดหนึ่งวันที่ผ่านมา ตนเองเดินมาไกลเพียงใด? และไม่ทราบว่าช่วงเวลานี้ ตนเองปรากฏตัวอยู่ที่แห่งหนใด? เงยหน้ามองดูรอบข้าง เพียงมองเห็นภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งตั้งตระหง่าน ยังมีผืนป่าไม้ที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ใต้ตีนเขา เป็นเส้นทางที่ตนเองก้าวเดินมา ข้างบนมองไม่เห็นร่องรอยของรถม้าแต่อย่างใด เอี้ยวหูสดับรับฟัง ในอากาศก็ไร้เสียงอื่นใดที่เป็นเสียงของมนุษย์

ในสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์งดงามแห่งนี้ ได้เคียงคู่เผิงเวยเวยไปตลอดกาลก็เป็นความคิดที่ไม่เลว! อาศัยความบ้าคลั่งหลายส่วน เขาเลือกเนินเขาที่หันไปทางตะวันออก ใช้นิ้วมือกับกิ่งไม้ขุดหลุมดินออกมาสองหลุม หลุมหนึ่งวางเผิงเวยเวยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดไปตลอดกาลลงไป อีกหลุมเตรียมไว้ให้ตนเอง

ยามถมดินลงบนหลุมศพเผิงเวยเวยกำมือสุดท้าย ทันใดนั้นเขาก็ไม่อยากตายขึ้นมาแล้ว สองมือกอดหัวเข่า มองดูหลุมศพโดดเดี่ยวที่อยู่เบื้องหน้า ปล่อยเสียงร่ำไห้

เขาแค้น แค้นคนเหล่านั้นที่ดักซุ่มอยู่ในละแวกสถานีรถไฟเช้าวันนี้ พวกมันโหดเหี้ยมอำมหิต ถึงกับลอบยิงปืนจู่โจมนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ไร้อาวุธต่อต้าน!

เขาแค้น แค้นเผิงเสวียเหวินที่ตามรังควานไม่เลิก ขัดขวางการเดินทางของชมรมเสี่ยฮวา ผลักไสพวกพ้องเดินเข้าหากับดักทีละย่างก้าว!

เขาแค้น แค้นฟางกั๋วเฉียงที่ยืนกรานไปเป่ยผิง ส่งผลให้ทุกคนต้องไล่ตามรถไฟกองทัพแต่เช้าตรู่!

เขาแค้น แค้นโจวเจวียไร้ความกล้าหาญ เขาสามารถทำให้ผู้อื่นหันหลังกลับทางใต้ในประโยคเดียว แต่กลับทำให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนแบบนี้!

เขาแค้น แค้นเถียนชิงอวี่ที่ชอบโอ้อวดความสามารถ รางรถไฟชำรุดแล้ว ยังจะไปตามหาร้านรถม้าอะไรอีก!

เขาแค้น แค้นผู้คนทั้งหมดที่เขาพบในหลายเดือนนี้ และยิ่งโกรธแค้นตัวเขาเอง!

หากเมื่อคืนเขากล้าหาญอีกหน่อย เดินไปสอบถามเผิงเวยเวยด้วยตนเอง ทั้งสองคนก็คงไม่เมินเฉยต่อกันตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้าตรู่ จนกระทั่งกลายเป็นความเสียใจไปชั่วชีวิต! หากว่าก่อนที่เผิงเวยเวยปริปากเปล่งวาจา เขากล้าแสดงความคิดเห็นต่อฟางกั๋วเฉียง บอกว่าต้องการเดินทางลงใต้ ทั้งสองฝ่ายก็คงไม่เกิดการเข้าใจผิดแต่! หากไม่เพราะเขารู้สึกละอายใจ เสนอตัวต้องการช่วยนักศึกษาที่จะเดินทางขึ้นเหนือแบกสัมภาระ บางทีคนอื่นๆ ก็คงไม่เดินทางมาส่งถึงสถานีรถไฟ! หากเช้าวันนี้พอได้ยินเสียงปืน เขาไม่ได้ตื่นตะลึงจนก้าวเท้าไม่ออก และกระทำคล้ายกับโจวเจวียเช่นนั้น อ้าแขนทั้งสองไปขวางกลั้นเปลวเพลิงจากปากกระบอกปืนอย่างกล้าหาญ บางที เผิงเวยเวยก็คงไม่ได้รับบาดเจ็บ ยิ่งไม่ต้องตาย! ถ้าหากแต่…

ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีคำว่าถ้าหาก!

คนตายล่วงลับไปแล้ว ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ บนบ่ากลับมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น นั่นคือต้องล้างแค้นให้กับพวกเขา! ศัตรูเป็นผู้ใด ความจริงเด่นชัดมาก ลองย้อนคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสองวันนี้ เงาร่างของฉินเต๋อกังก็ปรากฏขึ้นมาชัดเจน

มีเพียงเขา จึงทราบว่าทุกคนจะไปรอรถไฟที่ไม่มีตัวตนขบวนนั้นในเช้าวันนี้ และก็มีเพียงเขา จึงสามารถรวบรวมกำลังมากขนาดนี้ในละแวกหูลู่อวี้

ชมรมเสี่ยฮวาระมัดระวังมาตลอดทาง ไม่เคยล่วงเกินผู้ใดมาก่อน นอกจากตระกูลฉินกับโจรญี่ปุ่น! ไม่แน่ว่า ตระกูลฉินสมคบคิดกับโจรญี่ปุ่นนานแล้ว เตรียมพร้อมแทงข้างหลังกองทัพที่ยี่สิบเก้าตลอดเวลา

อะไรที่ว่า ‘บุตรไม่ปิดบังความผิดของบิดา’ อะไรคือ ‘เจ็บแค้นที่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมสู้รบด้วย’ โกหก ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องโกหก ตั้งแต่แรกเริ่ม คนผู้นั้นก็เตรียมพร้อมที่จะกำจัดชมรมเสี่ยฮวา!

มองย้อนกลับไป เล่ห์เหลี่ยมที่คนผู้นี้ใช้ความจริงเรียบง่ายธรรมดา ทุกการกระทำล้วนเผยช่องโหว่ แต่ตอนนั้นทุกคนเอาแต่เชื่อมั่นในความรักชาติของอีกฝ่าย ขณะก้าวเท้าเข้าไปในกับดักของคนผู้นี้ ในใจยังเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง!

ยามพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากทางตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง น้ำตาบนใบหน้าของจางซงหลิงไหลจนเหือดแห้งแล้ว เด็ดดอกไม้ป่าที่มีเกล็ดน้ำค้างเกาะอยู่มาหลายช่อ ปักอยู่หน้าหลุมศพของเผิงเวยเวย เขาโค้งคำนับอีกครั้ง ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม จากนั้นเงยหน้าขึ้น ก้าวเท้าเดินจากไป

เวลาชั่วข้ามคืน แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนไปแล้ว ไม่สดใสและไร้เดียงสาเฉกเช่นคนวัยหนุ่มสาวพึงมี สิ่งที่แทนที่นั้น กลับเป็นความเยียบเย็นอันสุดขั้ว คล้ายกับหมาป่าโดดเดี่ยวตัวหนึ่งที่คลานออกมาจากกองซากศพ เตรียมพร้อมกระโจนเข้าใส่ กัดทำลายคู่ต่อสู้ตลอดเวลา

เมื่อก่อนนักศึกษาในชมรมเสี่ยฮวาเคยบ่นพ้อ บอกว่าในดวงตาของเขามีเพียงความภาคภูมิใจที่จะสร้างความดีความชอบ หากแต่กลับปราศจากความแค้น แต่ตอนนี้ หากมีคนมองไปในดวงตาของเขา ก็จะพบว่า ความแค้นที่ซ่อนอยู่ภายใน ลึกล้ำเย็นเยียบเฉกเช่นน้ำทะเลที่อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ ช่วงเวลาที่โอบอุ้มเผิงเวยเวยหนีเข้าป่าในละแวกสถานีรถไฟ จางซงหลิงอยู่ในป่ายังมองเห็นกลุ่มคนที่ถือปืนอีกพวกหนึ่ง ตอนนั้นเขามัวแต่วิ่งหนีเอาชีวิตรอด ไม่ทันได้คิดอย่างละเอียด บัดนี้เมื่อนึกถึงขึ้นมา กลับกระจ่างแจ้งฉับพลัน คนพวกนั้นก็คงเป็นส่วนหนึ่งของกับดักอย่างแน่นอน ซึ่งมีหลายคน เขาคล้ายกับเคยพบเจอในโรงแรมเหอผิงมาก่อน อีกฝ่ายเคยสวมใส่ชุดบริกร แม้ว่าอยู่ในป่าจะเปลี่ยนการแต่งกายไปอีกรูปแบบหนึ่ง แต่รูปร่างกับบุคลิกกลับไม่อาจเปลี่ยนแปลง

“ฉันต้องไปเป่ยผิง นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหูลู่อวี้ ไปรายงานต่อคนของซ่งเจ๋อหยวน บอกเขาว่าด้านหลังของกองทัพที่ยี่สิบเก้ามีโจรขายชาติ ให้เขาลงมือกำจัดเนื้องอกร้ายชิ้นนี้โดยเร็ว!”

เดินลงมาถึงปากทางสามแยกที่ตีนเขา เงยหน้ามองดูทิศทาง จางซงหลิงเริ่มก้าวเท้าเดินไปทางเหนือ หลังจากเดินทางไปไกลหลายลี้แล้ว กลับเริ่มลังเลใจขึ้นมา “หากว่าซ่งเจ๋อหยวนเป็นดังที่เผิงเสวียเหวินกล่าวไว้จริง แอบสมคบคิดกับโจรญี่ปุ่น หมายปกครองหัวเป่ยเอง ควรทำเช่นไร? หากว่าเขาไม่ยอมเชื่อคำพูดของฉัน ควรทำเช่นไร? หากว่าคนแซ่ฉินสมคบคิดกับบุคคลที่อยู่ภายในกองทัพที่ยี่สิบเก้า ทำให้ไม่สามารถรายงานสถานการณ์ขึ้นไป ควรทำเช่นไร? จะมีคนฆ่าเราเพื่อปิดปากหรือไม่? หรือว่าภายในหูลู่อวี้แห่งนี้ เดิมทีก็คือกลอุบายของซ่งเจ๋อหยวน ไม่อย่างนั้นทำไมรถไฟของกองทัพไม่ไปจอดอยู่ที่อื่น กลับมาเติมถ่านหินเติมน้ำในสถานที่นี้…”

เมื่อสักครู่เพิ่งหนีออกมาจากกับดักมรณะแห่งหนึ่ง ตอนนี้จางซงหลิงไม่กล้าเชื่อใจผู้อื่นโดยง่ายอีกแล้ว เขาจำต้องซึมซับบทเรียน ระมัดระวังตัวทุกอย่าง จึงสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์เช้าเมื่อวานซ้ำสอง เขาจำต้องสังเกตการณ์อย่างละเอียด สังเกตการกระทำและคำพูดของทุกคนที่อยู่รอบข้าง ต่อให้พวกเขาเหล่านั้นแลดูมีไมตรีจิตและมีชื่อเสียงน่าเลื่อมใสก็ตาม

มัวแต่คำนึงถึงเรื่องของอนาคต เขาจึงหละหลวมต่อสถานการณ์ข้างกาย จนกระทั่งกระสอบใบหนึ่งร่วงลงมาครอบร่างเขาอย่างกะทันหัน ล้วนไม่สามารถเรียกสติกลับมาได้ทันเวลา

“ลงมือสำเร็จแล้ว ลงมือสำเร็จแล้ว!” ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าหายลับไปอย่างกะทันหัน ตามติดมาด้วยเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีจากรอบข้าง

“มัดตัวไว้ มัดตัวไว้ นำไปมอบให้ต้าตังเจีย (พ่อบ้านใหญ่) พวกเราจับโจรญี่ปุ่นได้หนึ่งคน!” ไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสตอบโต้ กลุ่มคนที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันด้านหนึ่งโห่ร้อง ด้านหนึ่งกดเขาลงนอนกับพื้น ใช้เชือกผูกมัดมือกับเท้าไว้ด้วยกัน

“ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น!” จางซงหลิงรีบกล่าวอธิบาย กลับไม่มีคนยอมเชื่อ พยายามดิ้นรน ข้อมือกับข้อเท้าเจ็บปวดราวกับถูกมีดทิ่มแทง นั่นเป็นเงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้น เขาเคยพบเห็นตอนมัดฆ่าหมูแถวละแวกบ้านตนเอง จึงล้มเลิกความคิดที่จะดิ้นหลุด เงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้นมีแต่ยิ่งขยับยิ่งแน่น ก่อนที่จะทราบสถานการณ์แน่ชัด เขาไม่จำเป็นต้องหาความลำบากมาใส่ตนเอง

“พี่ชาย พี่ชาย ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่นจริงๆ ฉันเป็นคนจีน ฉันเป็นนักเรียน!” รู้สึกได้ว่าตนเองถูกร้อยอยู่บนไม้กระบอง หาบเดินไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เขาผ่อนน้ำเสียงอ่อนลง ร้องขอเสียงดังว่า “ปล่อยฉันเถอะ ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่นจริงๆ ฉันจะเดินไปกับพวกคุณเอง ไม่วิ่งหนีระหว่างทางอย่างเด็ดขาด!”

“แกรูปร่างเตี้ยแบบนี้ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น ก็แปลกแล้ว! ไม่อยากเจ็บตัวก็หุบปาก เมื่อพบเจอต้าตังเจียแล้ว ย่อมมีเวลาให้แกได้พูดจา!” มีคนฟาดฝ่ามือลงบนศีรษะของเขาหนักหน่วงผ่านถุงกระสอบ ตอบโต้เสียงดัง

ผิวพรรณสะอาดสะอ้านก็เป็นคนญี่ปุ่น? ฟังคำพูดของผู้คนรอบข้าง จางซงหลิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ หากมองตามมาตรฐานของอีกฝ่าย เพื่อนนักเรียนของเขาในกั๋วลี้อีจง จำนวนกว่าครึ่งหนึ่งต้องถูกลากออกไปยิงเป้าแล้ว โดยเฉพาะพวกคุณชายและคุณหนูที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแดนใต้

ในเมื่อถูกวินิจฉัยแน่ชัดว่าเป็นคนสอดแนมของญี่ปุ่น ตอนนี้ไม่ว่าเขากล่าวอะไร อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน สิ่งเดียวที่สามารถยินดีคือ เป้าหมายของความเคียดแค้นของคนกลุ่มนี้เหมือนกับเขา ดังนั้นในชั่วขณะนี้จึงไม่ต้องกังวลจะตกอยู่ในมือฉินเต๋อกัง ปฏิบัติตามหลักการของการรู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี จางซงหลิงเลือกที่จะไม่เปลืองน้ำลายกับคนที่จับกุมตนเอง ปล่อยให้อีกฝ่ายหามตนเอง เดินซวนเซไปอย่างไม่ทราบจุดหมายปลายทาง

จางซงหลิงไม่ดื่มกินไม่หลับนอนมาเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ร่างกายของเขานับว่าใกล้จะหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว เพิ่งถูกหามไปได้ไม่นาน เบื้องหน้าก็เริ่มดับวูบ ความคิดอ่านก็เริ่มเลือนราง ท่ามกลางความสะลืมสะลือ เขารู้สึกว่าบนท้องฟ้าเริ่มเกิดพายุฝน ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง พายุฝนก็แปรเปลี่ยนเป็นหิมะขาวโพลนอย่างกะทันหัน หนาวจนร่างกายของเขาสะดุ้งเฮือก ฟื้นตื่นขึ้นมาด้วยอาการสั่นเทา

ถุงกระสอบบนศีรษะถูกดึงออกแล้ว มือกับเท้ากลับถูกผูกมัดเหมือนเดิม จางซงหลิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก พยายามมองสภาพแวดล้อมรอบข้างให้ชัดเจน เพิ่งขยับลำคอ น้ำก็ไหลเทลงมาตามเส้นผม

“อย่าแกล้งตาย เจ้าโจรญี่ปุ่น คนอย่างแกปู่ฉันพบเจอมามากแล้ว!”ชายฉกรรจ์ถอดเสื้อผู้หนึ่ง ในมือถือกะละมังไม้ใบใหญ่ ข่มขวัญเขาด้วยท่าทีดุร้าย

น้ำ เป็นการเทออกมาจากกะละมังไม้อย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายตรงข้ามเลือกใช้วิธีนี้ทำให้เขาตื่น จางซงหลิงหมุนศีรษะด้วยความยากลำบาก มองสำรวจรอบข้าง ตอบกลับอย่างอ่อนล้าว่า “ไม่ ไม่ต้องเทแล้ว ฉัน ฉันหนาว ฉันไม่ใช่คนญี่ปุ่น ไม่ใช่จริงๆ!”

“ยังจะปากแข็งอีกหรือ มองจากผิวหนังบนร่างกายแก ยังมีคราบโลหิตที่ติดบนเสื้อผ้า ต่อให้ไม่ใช่คนสอดแนมของญี่ปุ่น ก็ต้องเป็นเส้นสายของโจรท้องถิ่น!” ชายฉกรรจ์แสยะยิ้ม โยนกะละมังไม้ทิ้ง เอื้อมมือไปดึงแส้หนังขึ้นมา

“จ้าวเอ้อจื่อ อย่าเพิ่งลงมือ!” บริเวณไม่ไกลกัน มีคนตวาดเสียงห้ามปรามจากบนที่สูง ไม่ทราบเพราะโกรธแค้นในความเจ้าเล่ห์ของเชลย หรือว่าโกรธเคืองที่จ้าวเอ้อจื่อเจ้ากี้เจ้าการเกินหน้าที่

“ฉันแค่ขู่มัน กลัวมันไม่ยอมรับสารภาพ?” อย่าเห็นว่าจ้าวเอ้อจื่อดุร้ายต่อจางซงหลิง แต่เมื่อพบคนที่เปล่งเสียงบนที่สูง กลับเป็นอีกกิริยาหนึ่ง ก้มตัวอธิบายอย่างอ่อนน้อม

“พวกเรา แก้มัดให้เขา!” คนที่นั่งบนที่สูงถลึงตาใส่จ้าวเอ้อจื่อแวบหนึ่ง ออกคำสั่งอย่างน่าเกรงขาม

จากนั้นมีชายฉกรรจ์ถอดเสื้อหลายคน ศีรษะโพกผ้าแดงวิ่งเข้ามา ช่วยแก้มัดให้จางซงหลิง แบ่งซ้ายขวาจับเขนของเขาเอาไว้ อาศัยช่วงเวลาที่คนพวกนี้กำลังแก้มัด จางซงหลิงพยายามสูดลมหายใจ เงยหน้ามองสำรวจอย่างละเอียด เพียงเห็นตรงเบื้องหน้าไม่ไกล ตั้งโต๊ะตัวหนึ่ง ซ้ายขวาต่างนั่งอยู่ฝั่งละคน มีชรามีคนหนุ่ม ยังมีชายฉกรรจ์อีกยี่สิบกว่าคน แต่ละคนถอดเสื้อ ยืนอยู่สองข้างด้วยท่าทีดุร้าย หลังโต๊ะมีชายหนวดเครารุงรังอายุประมาณสี่สิบปีนั่งอยู่บนที่สูง บนศีรษะก็คล้ายกับผู้อื่น โพกหัวด้วยผ้าสีแดง บนไหล่ขว้างสวมคลุมด้วยเสื้อโค้ทหนังสัตว์สีดำตัวหนึ่ง

อากาศเดือนห้า ลำพังแค่มองเสื้อโค้ทหนังสัตว์ตัวนั้นแวบหนึ่ง จางซงหลิงก็รู้สึกร้อนแล้ว ช่างไม่เข้าใจคนหนวดรุงรังทำไมต้องสวมคลุมมัน พอพิจารณารูปหน้าของคนหนวดรุงรังอย่างละเอียด ก็ค้นพบอีกฝ่ายหน้าตาดุร้ายยิ่ง ผิวหนังบนใบหน้าและบนมือล้วนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ไม่ทราบเพราะอากาศร้อนหรือว่าชะล้างไม่สะอาด เกิดเงาสะท้อนแสงหนาทึบหนึ่งชั้น 

หนังสือแนะนำ