ตอนที่ 2 บุปผาเดือนห้า (ต่อหน้า 9)

“ไปให้หมด ล้วนไปให้หมด! ถือโอกาสสอบถามหัวหน้าสถานีรถไฟ ว่ารถไฟโดยสารจะวิ่งได้เมื่อไหร่ มีขบวนรถไฟของกองทัพที่จะเดินทางลงใต้หรือไม่!” นักศึกษาอื่นๆ ก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม เตรียมตัวเดินทางไปส่งพวกพ้องที่เดินทางขึ้นเหนือ

ฉินเต๋อกังรับฟังอย่างนิ่งเงียบ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตา รอทุกคนหารือเสร็จสิ้นแล้ว ค่อยกล่าวยิ้มๆ ว่า “พรุ่งนี้เช้า ฉันไม่สะดวกเดินทางไปส่งทุกคนแล้ว ขอให้พวกคุณเดินทางโดยสวัสดิภาพ ไปถึงทางโน้นแล้ว อย่าลืมฝากขอบคุณกองทัพที่ยี่สิบเก้าแทนฉันด้วย ใช่แล้ว อาหารค่ำเตรียมเสร็จแล้ว ทุกคนรีบลงไปรับประทานเถอะ อย่าปล่อยให้พ่อครัวใหญ่ยืนรอ!”

“ขอบคุณพี่ฉิน!”

“ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ!” ฉินเต๋อกังโบกมือให้ทุกคน จากนั้นยิ้มแย้มหันหลังลงตึก เดินผ่านบันไดมาสองชั้น หยุดอยู่บริเวณจุดเลี้ยวหันมองอย่างรวดเร็ว จากนั้นขยับร่างกาย ใช้ความว่องไวอันผิดกับอายุ แวบเข้าไปในประตูเล็กแห่งหนึ่งที่ชั้นสอง

ภายในประตูเล็ก มัตสึอิพ่อค้าญี่ปุ่นร่างเตี้ย พานเซียนเซิงแขกจากเป่ยผิงกับหัวหน้าเยวี่ยของหน่วยรักษาความปลอดภัยและเสี่ยวหยวน รอคอยอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเงาร่างของฉินเต๋อกังปรากฏตัว จึงเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถามเสียงเบาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? เด็กนักศึกษาพวกนั้นยอมหันหลังกลับหรือไม่?”

“ว่าอย่างไร ปลาน้อยติดเบ็ดหรือไม่?!”

“พวกเขาจะไปสถานีรถไฟหรือไม่? สถานที่นั้นบริเวณกว้างขวาง เหมาะแก่การทำงานใหญ่ที่สุด!”

“สามารถล่อเหยื่อได้แล้ว!” ฉินเต๋อกังโยนไปป์ขึ้นไปในอากาศแล้วคว้าเอาไว้แน่น ในรอยยิ้มเผยความรู้สึกดูถูกดูแคลน “พวกเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ! หลงคิดว่าตนเองชาญฉลาดและมีความสามารถเหนือผู้อื่น รีบจัดการส่งพวกมันขึ้นสวรรค์ พวกเราจะได้หมดห่วงสักที!”

“เยวี่ยซัง (คุณเยวี่ย) พรุ่งนี้เช้า ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคุณแล้ว!” มัตสึอิยิ้มแย้มทันที เขย่งเท้าหลบไหล่ของหัวหน้าเยวี่ย กำชับเสียงดัง

“ฉันจะสั่งให้พวกพี่น้องพยายามอย่างเต็มที่!” หัวหน้าเยวี่ยรูปร่างสูงใหญ่ ถูกมัตสึอิที่รูปร่างเตี้ยแคระตบไหล่จนไม่สบอารมณ์ แต่ได้แต่ฝืนยิ้ม จากนั้นเขามองไปทางคนหนุ่มแซ่พานที่มาจากเป่ยผิง “ที่ปรึกษาพานมีความจำเป็นต้องลงมือเหี้ยมโหดเช่นนี้จริงหรือ? พวกมัน...พวกมันล้วนเป็นเมล็ดแห่งปัญญา! แต่โบราณเป็นต้นมา ผู้ที่คิดจะสำเร็จการใหญ่ ล้วนไม่มีทางเอาปัญญาชน…”

“ช่วงเวลานี้ ปัญญาชนไม่มีค่าอะไร!” พ่อค้าหนุ่มที่ถูกเรียกว่าที่ปรึกษาพานหัวเราะเบาๆ “ทำให้พวกเขาสมปรารถนา มีอะไรไม่ดีหรือ? อีกอย่าง หากไม่ข่มขวัญพวกนักศึกษายากจนเสียบ้าง หลายเดือนต่อจากนี้ ไม่แน่ว่ายังมีนักศึกษาอีกหลายขบวนเดินทางมาเป่ยผิง! ภายในค่ายเสวียปิงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน อาของฉันที่อยู่ทางเป่ยผิงก็ทำงานยากขึ้นไปหนึ่งส่วน! หากปล่อยให้นักศึกษายากจนแบ่งอำนาจจากบุคคลชั้นสูงในกองทัพที่ยี่สิบเก้า นั่นก็…”

“ใช่ หัวหน้าเยวี่ย ความหมายของคุณฉันเข้าใจ! หากไม่ถึงคราวจำเป็น จักรวรรดิญี่ปุ่นก็ไม่คิดลงมือต่อปัญญาชน!” มัตสึอิพยักหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงมาด้วยความโหดเหี้ยม “แต่ว่า เยวี่ยซัง คุณควรจะเข้าใจ ทางกองทัพที่ยี่สิบเก้ายิ่งต่อต้านดุเดือด ด้านวินัยของกองทัพจักรวรรดิก็ยิ่งยากแก่การควบคุม หากพวกนักรบฆ่าจนติดใจ ถึงเวลานั้น ผู้ที่ต้องตายคงไม่ใช่แค่นักศึกษาเพียงไม่กี่คนแล้ว! ซึ่งเรื่องนี้ ทางไหนเล็กทางไหนใหญ่ ฉันคิดว่าเยวี่ยซังน่าจะสามารถเข้าใจได้กระมัง!”

“คุณกล้า…” หัวหน้าเยวี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน คิดจะขึ้นเสียงโต้ตอบ กลับถูกฉินเต๋อกังฉุดดึงเอาไว้ “หัวหน้าเยวี่ย คำพูดของมัตสึอิเซียนเซิงมีเหตุผล หากต้องการสันติสุข ก็จำต้องมีคนหลั่งโลหิต หากไม่หลั่งโลหิตของพวกเขา ก็ต้องหลั่งโลหิตของพวกเราเอง! คุณไปจัดการตามที่มัตสึอิกล่าวเถอะ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง!”

“หัวหน้าเยวี่ย ก่อนที่ผมจะเดินทางมา ท่านอาเคยบอกว่า คุณจะให้การสนับสนุนผมอย่างเต็มกำลัง!ซึ่งผมคิดว่า คุณคงไม่อยากทำให้ท่านอาของผมผิดหวังกระมัง!” ที่ปรึกษาพานใบหน้าเย็นชา กล่าวตอบหัวหน้าเยวี่ยอย่างไม่เกรงใจ

“ก็ได้ ก็ได้ ในเมื่อพานเซียนเซิงกล่าวเช่นนี้ ฉันเพียงแต่ปฏิบัติตามคำสั่งก็พอ!” หัวหน้าเยวี่ยขยับร่างกายหลายครั้ง ไม่อาจดิ้นหลุดจากฉินเต๋อกัง ทำได้เพียงถอนหายใจยาว “ฉันจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้ ทุกท่าน พวกเราเจอกันพรุ่งนี้เช้า!”

หัวหน้าเยวี่ยไม่ยินดีทนมองใบหน้าอันชั่วช้าเจ้าเล่ห์ของมัตสึอิกับที่ปรึกษาพานอีก เขาพาเสี่ยวหยวนลูกน้องคนสนิทของตนเองเดินออกจากประตู ยังเดินไม่ถึงชั้นหนึ่ง เสี่ยวหยวนก็หยุดก้าวเท้า กระตุกเสื้อผ้าของเขาเบาๆ ใช้เสียงอันแผ่วเบากล่าวเตือนว่า “หัวหน้าเยวี่ย เรื่องนี้พวกเราทำไม่ได้เป็นอันขาด! ยิงปืนใส่ปัญญาชน อย่างนั้นช้าเร็วกรรมต้องตามสนอง!”

หัวหน้าเยวี่ยในใจสับสนว้าวุ่น สีหน้าไม่สู้ดี ลังเลใจครู่หนึ่ง ค่อยตอบกลับเสียงเบาว่า “อาของพานเซียนเซิงมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตฉัน! เรื่องที่เขาสั่งการลงมา ฉันอับจนปัญญาจะปฏิเสธ! คุณไปคัดเลือกพี่น้องที่ไว้ใจได้มายี่สิบคน พรุ่งนี้เช้าไปดักซุ่มในละแวกสถานีรถไฟ ถึงเวลาอย่าลืมยกปากกระบอกปืนสูงขึ้นสามนิ้ว ยิงปืนพอข่มขวัญเด็กนักศึกษาพวกนั้นให้วิ่งหนีเตลิดก็พอ ไม่ต้องคร่าชีวิตพวกมัน”

“ครับ!” เสี่ยวหยวนเป็นเด็กที่หัวหน้าเยวี่ยเก็บกลับมาอุปการะตอนเป็นนายทหาร ไม่เคยคัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชามาตลอด รับปากคำหนึ่ จากนั้นก็ไปคัดเลือกกำลังพล

หน่วยรักษาความปลอดภัยของหูลู่อวี้เป็นหน่วยที่หัวหน้าเยวี่ยจัดตั้งขึ้นตามคำไหว้วานของตระกูลฉิน โครงสร้างค่อนข้างใหญ่โต แต่การเฟ้นหาพี่น้องที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้จำนวนยี่สิบคน กลับเป็นเรื่องไม่ง่าย

เสี่ยวหยวนคัดเลือกอย่างละเอียดครึ่งค่อนคืน ค่อยค้นพบบุคคลที่เหมาะสมจากในกองกำลังของหัวหน้าเยวี่ยและตนเอง พร้อมทั้งกำชับพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างจำต้องฟังคำบัญชาของหัวหน้าเยวี่ย ไม่มีคำสั่ง ผู้ใดก็ห้ามลงมือโดยพลการ จากนั้นให้ทุกคนคว้าปืนพกเมาเซอร์พักผ่อนอยู่ในศูนย์ เมื่อถึงเวลาตีสามก่อนฟ้าสาง ก็เดินทางออกจากตำบลอย่างเงียบงัน

 

 

ท้องฟ้าในฤดูร้อนสว่างเร็ว เพิ่งจะเลยตีสามครึ่งมาเล็กน้อย ทางตะวันออกก็เริ่มแย้มแสงแรกของวัน เนินเขา ป่าไม้ ยังมีสถานีรถไฟอันโดดเดี่ยวที่อยู่ไม่ไกล ล้วนค่อยๆ ปรากฏเค้าโครงท่ามกลางความมืดยามราตรี หัวหน้าเยวี่ยกับเสี่ยวหยวนสองคนนำพาพี่น้องยี่สิบคนมาดักซุ่มอยู่ในป่าเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณห้าร้อยเมตร หน้าหันไปทางทิศเหนือ หากว่าในตำบลมีคนออกมาดักรอรถไฟ จำต้องเดินผ่านด้านหน้าของพวกเขาพอดี

“อีกสักครู่หวังว่าเด็กพวกนั้นจะรู้จักถอยหนีกลับไป!” หัวหน้าเยวี่ยมือถือปืนพกเมาเซอร์ ร่างกายพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นึกคิดอย่างกลัดกลุ้มอยู่บ้าง เดิมทีเขาเป็นเหลียนจ่างท่านหนึ่งในกองทัพซีเป่ย สังกัด ‘ขุนศึกทรยศ’ สือโหย่วซาน ต่อมาเนื่องเพราะไม่อาจทนรับการปฏิบัติตัวของสือโหย่วซาน ขอถอนตัวออกจากกองทัพ ต่อมาภายใต้การจัดการของพานอวี้กุ้ยเจ้านายเก่า เดินทางมาหูลู่อวี้ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าของหน่วยรักษาความปลอดภัย

หูลู่อวี้สภาพแวดล้อมผ่อนคลาย อากาศชุ่มชื้น เหมาะแก่การใช้ชีวิตในบั้นปลายเป็นพิเศษ ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่อันเงียบสงบ หัวหน้าเยวี่ยก็แก่ชราไปตามกาลเวลา สูญเสียความว่องไวกระฉับกระเฉงที่ทหารผู้หนึ่งพึงมี หลังพิงต้นไม้ใหญ่ ผ่านไปไม่นาน เขาเริ่มส่งเสียงกรนดังขึ้นมาราวกับหวูดรถไฟ ส่งผลให้หมู่นกในละแวกนั้นต่างบินหนีด้วยความแตกตื่น

“หัวหน้าเยวี่ย หัวหน้าเยวี่ย มีคนเดินมาแล้ว!” เสี่ยวหยวนยังหนุ่มยังแน่นเปี่ยมด้วยพละกำลัง เบิกตาจ้องมองรอบข้างมาตลอด มองเห็นบริเวณหน้าปากทางเข้าตำบลลอบปรากฏเงาคนหลายร่างมาแต่ไกล รีบขยับผลักหัวไหล่ของหัวหน้าเยวี่ย แจ้งเตือนเสียงเบา

“ใคร? อีกไกลไหม!” หัวหน้าเยวี่ยขยับร่างยืนตรง ยื่นมือปาดเช็ดน้ำลายที่มุมปาก ย้อนถามเสียงเบา

“ไม่แน่ใจ พวกเขามาจากทางตะวันออก เดินหันหลังให้แสงอาทิตย์พอดี!” เสี่ยวหยวนขยี้ดวงตาอันแดงก่ำ ตอบกลับเสียงเบา “มองจากการแต่งกาย น่าจะเป็นเด็กนักศึกษาพวกนั้น ชายหญิงเดินปะปนกันมา มือถือสัมภาระ!”

“แจ้งให้พวกพี่น้องเข้าประจำที่!” หัวหน้าเยวี่ยโบกปืนลง หมอบร่างกายลงต่ำอย่างรวดเร็ว ฝ่ายตรงข้ามอย่างมากเป็นนักศึกษาหนุ่มสาวยี่สิบกว่าคนที่ยังอ่อนต่อโลกภายนอก กลับทำให้ผู้ที่เคยเข้าร่วมศึกใหญ่จงหยวนอย่างเขาใจเต้นแรง “ไม่มีคำสั่งจากฉัน ใครก็ห้ามยิงปืน และไม่ควรเล็งเป้าที่ตัวคนด้วย!”

“ครับ!” เสี่ยวหยวนโน้มหลัง เร่งวิ่งไปถ่ายทอดคำสั่ง ไม่นาน ก็วิ่งกลับมา “รายงาน พวกพี่น้องเข้าประจำที่เสร็จสิ้น เป้าหมายก็ใกล้เข้ามาแล้ว เป็นเด็กนักศึกษากลุ่มนั้น เมื่อวานผมได้ฟังพวกมันร้องเพลง”

“อืม สังเกตการณ์ต่อไป!” หัวหน้าเยวี่ยตอบกลับเสียงเบา ในขณะเดียวกันยื่นศีรษะออกมาจากหลังต้นไม้ เฝ้ามองไปที่บริเวณปากทางเข้าตำบล

ผู้มาคือนักศึกษาหนุ่มสาวกลุ่มนั้นไม่ผิดเพี้ยน หันหลังไปทางตะวันออก ถูกแสงอรุณชโลมจนร่างกายเปล่งประกายสีเหลืองทอง เนื่องเพราะย้อนแสง หัวหน้าเยวี่ยจึงมองเห็นหน้าตาของผู้มาไม่ชัดเจน

“เด็กหนุ่มที่เดินอยู่หน้าสุดแซ่ลู่ ตามข้อมูลที่มัตสึอิส่งมาระบุไว้ว่า ครอบครัวของเขาเป็นคนทางใต้ ตอนนี้เปิดร้านผ้าไหมขนาดใหญ่อยู่ในเมืองจี่หนาน ค่อนข้างมีฐานะ!” เสี่ยวหยวนสายตาดี ฝืนมองย้อนแสงอาทิตย์ รายงานด้วยเสียงเบา “เด็กสาวที่ตามติดด้านหลังของเขา เป็นคนรักของเขาเอง ทั้งสองคนคล้ายกับเพิ่งทะเลาะกัน ไม่ทราบเพราะสาเหตุอะไร ข้างกายเด็กสาว คนที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ผู้นั้น แซ่จาง อายุสิบเจ็ดปี ครอบครัวเปิดร้านขายของชำ ข้างกายเด็กหนุ่มแซ่จาง คนที่อ้วนใกล้เคียงกับเขา…”

“พอแล้ว พวกนี้ฉันรู้หมดแล้ว!” ทันใดนั้นหัวหน้าเยวี่ยรู้สึกจิตใจว้าวุ่น โบกมือทำลายการรายงานของเสี่ยวหยวนเด็กหนุ่มผู้นั้นที่เดินอยู่หน้าสุด หน้าตาท่าทางเช่นหนอนหนังสือ ส่วนเด็กสาวที่ตามติดไม่ปล่อย กลับแฝงมาด้วยความเอาแต่ใจของคุณหนูครอบครัวเศรษฐี ทำให้เขานึกถึงบุตรชายและบุตรสาวของตนเอง ซึ่งล้วนเรียนหนังสืออยู่ที่เซี่ยงไฮ้ และกำลังอยู่ในวัยที่สดใสร่าเริง…

ในขณะนี้ ขาของเด็กสาวที่ชื่อหลิ่วจิงผู้นั้นสะดุดล้มกะทันหัน ลู่หมิงที่เดินอยู่หน้าสุดหันหลังด้วยความตื่นตกใจ วางกระเป๋าที่แบกอยู่บนหัวไหล่ สอบถามอย่างเป็นห่วงว่า “เธอเป็นอะไร? บาดเจ็บตรงไหนแล้ว!”

“ข้อเท้า...ข้อเท้าพลิกแล้ว!” หลิ่วจิงเห็นแผนการสำเร็จตามคาด ในใจลอบระบายลมหายใจ บนใบหน้ากลับแสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดทรมาน “บนพื้น บนพื้นมีก้อนหิน เมื่อสักครู่ฉันมองไม่เห็น!”

“ทำไมเธอจึงเดินไม่ระวังแบบนี้!” ลู่หมิงจำต้องย่อตัวลง คว้าแขนของหลิ่วจิงมาพาดไว้ที่บ่า กึ่งแบกกึ่งพยุงเธอเดินหน้าต่อไป “ฉันพยุงเธอไปที่สถานีรถไฟ อีกสักครู่ ค่อยสอบถามพวกเผิงเสวียเหวิน ดูว่ามีคนพกยาหรือไม่? จางซงหลิง รบกวนคุณช่วยแบกสัมภาระให้ที!”

“อืม!” จางซงหลิงรับคำ เดินขึ้นหน้าไปหิ้วกระเป๋าสัมภาระของลู่หมิงขึ้นจากพื้น เมื่อวานเนื่องเพราะเปลี่ยนแปลงความคิดเตรียมตัวไปหนานจิงอย่างกะทันหัน เขาจึงถูกสมาชิกของชมรมเสี่ยฮวาที่นำโดยฟางกั๋วเฉียงทอดทิ้งไม่แยแส ส่วนเผิงเวยเวย ก็ไม่ทราบเนื่องด้วยสาเหตุอะไร หลังจากแต่งตัวออกมาจากห้องพักแล้ว ก็ไม่สนทนากับเขาแม้แต่ประโยคเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้จางซงหลิงรู้สึกกลัดกลุ้มใจ หลายครั้งที่คิดจะสอบถามเผิงเวยเวย คำพูดก่อนหน้านั้นของเธอ เพียงเพื่อหลอกลวงตนเองให้ลงคะแนนเสียงแก่พี่ชายของเธอหรือไม่ แต่พอจะเอ่ยออกมา ก็กลัวคำตอบ ได้แต่เก็บความกลัดกลุ้มและรำคาญใจไว้คนเดียว

พี่ชายพี่สาวหลายคนที่อายุมากกว่า แม้มองเห็นสภาพและเคราะห์กรรมของจางซงหลิ กลับคร้านจะแยแสสนใจเขา มีเพียงหลิ่วจิง บางทีเป็นเพราะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ทำให้เธอยังคงปกป้องดูแลเขาเฉกเช่นน้องชาย วันนี้เช้าตรู่มาส่งพวกพ้องออกเดินทาง ก็เป็นหลิ่วจิงที่เดินอยู่กับเขามาตลอด

“ทำไมเธอจึงเดินไม่ระวังแบบนี้!” เดินไปด้วย คำพูดของสองคนที่อยู่หน้าสุด ก็แว่วเข้ามา “คราวหลังเดินบนถนนคนเดียว ต้องระวังตัวให้มาก เผิงเสวียเหวินคนนั้นไม่น่าไว้ใจ จางซงหลิงอายุก็ยังน้อย ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เมื่อไปถึงหนานจิง อย่าลืมส่งโทรเลขไปให้ที่บ้าน หากเป็นไปได้ ก็ช่วยส่งให้ฉันฉบับหนึ่ง! ที่เป่ยผิงมีญาติห่างๆ ของฉันทำงานในบริษัทของต่างชาติ อีกสักครู่ฉันจะเขียนที่อยู่ของบ้านเขาให้เธอ!”

“คุณ คุณไม่ลองเลียนแบบจางซงหลิง เดินทางลงใต้ไปกับฉัน!” หลิ่วจิงด้านหนึ่งแสร้งครวญครางอย่างเจ็บปวด ด้านหนึ่งใช้น้ำเสียงอันแผ่วเบาร้องขอลู่หมิง

“ฉันทำอะไรไม่ชอบละทิ้งกลางคัน! ฟางกั๋วเฉียงกล่าวได้ดี หากคิดจะถอนตัว ย่อมสามารถหาข้ออ้าง วันนี้ฉันถอนตัวแล้ว วันหน้าก็ต้องถอนตัวอีก” ความหมายในคำพูดของลู่หมิแม้แข็งกร้าว แต่น้ำเสียงกลับแฝงมาด้วยความนุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของนักศึกษาทางใต้

“อย่างนั้น หลังจากฉันส่งคุณออกเดินทางแล้ว จะเดินกลับไปอย่างไร ข้อเท้าของฉันบาดเจ็บแบบนี้…” หลิ่วจิงถอนหายใจ เอนศีรษะอยู่ข้างหูลู่หมิง กล่าวอย่างเรียบเฉย

“ฉัน ขอฉันคิดก่อน!” คำถามนี้ยากมาก ฉางโส่วจื่อลู่หมิงถูกถามจนจนมุมทันที ขมวดหัวคิ้ว เร่งคิดหาวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

’พี่หลิ่วจิงผู้นี้ ฉลาดล้ำลึกจริงๆ! พี่ลู่พบเจอเธอ ไม่ทราบวันหน้ายังต้องรับมืออุปสรรคอีกมากเท่าไหร่!’ คำสนทนาอันสะอิดสะเอียนของสองคนล้วนฟังอยู่ในหู จางซงหลิงลอบนินทาอยู่ในใจ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เผิงเวยเวยย่อมน่ารักและไร้เดียงสาอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ หากว่าเผิงเวยเวยก็ออดอ้อนตนเองเฉกเช่นหลิ่วจิง ไม่แน่ว่าตนเองก็อาจจะคล้ายกับลู่หมิง…

ในระหว่างที่กำลังอิจฉา ทันใดนั้นข้างหูได้ยินเสียงดังสดใสหลายเสียง คล้ายเป็นประทัดในยามตรุษจีน เพียงแต่เร่งร้อนและเสียงดังไปบ้าง จากนั้น เขาก็มองเห็นบุปผาโลหิตขนาดใหญ่หนึ่งดอก บานสะพรั่งอยู่บนแผ่นหลังของลู่หมิง แดงฉานสะดุดตา

“ลู่หมิง ลู่หมิง คุณเป็นอะไรไป คุณอย่าล้อฉันเล่นอย่า…ฮือ…” หลิ่วจิงไม่มัวแสร้งเจ็บขาอีกต่อไป สองมือโอบกอดลู่หมิงที่ร่างซวนเซ ส่งเสียงกรีดร้อง ตามมาด้วยเสียงดังสดใสอีกหลายเสียง บุปผาโลหิตแบบเดียวกัน ผลิบานบนคอ บนแผ่นหลังและบริเวณน่องของเธอ ละอองโลหิตกระจายตัว

“เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง…” เสียงประทัดยังคงดังต่อเนื่อง จางซงหลิงตื่นตะลึงจนนิ่งอึ้ง มือหนึ่งถือกระเป๋าสัมภาระ ยืนนิ่งอยู่กับที่ ‘นี่เป็นความฝัน ต้องเป็นความฝันอย่างแน่นอน!’ เขาปฏิเสธที่จะเชื่อในสิ่งที่มองเห็น เดิมสามารถเลือกที่จะหลีกหนี แต่ไม่ว่าอย่างไร ล้วนไม่สามารถทำให้ตนเองฟื้นตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย

เขามองเห็นเถียนชิงอวี่วิ่งออกมาจากด้านขวาของตนเอง พยายามใช้ร่างกายปกป้องหันชิวที่เร่งเดินเข้าไปฉุดดึงหลิ่วจิง แต่ว่ากลับขัดขวางอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เขาสวมกอดกับหันชิว หมุนตัวอยู่ท่ามกลางแสงอรุณ บนเรือนร่างของทั้งสองคน ล้วนชโลมจนแดงฉาน!

“วิ่งสิ รีบวิ่ง!” โจวเจวียวิ่งฝ่าขึ้นมา ผลักตัวจางซงหลิง กลับไม่อาจฉุดดึงเขาออกมาจากฝันร้าย ท่ามกลางความสะลืมสะลือ สายตาของจางซงหลิงไล่ตามโจวเจวีย มองเห็นเขาผลักตัวหลี่ตี๋ และวิ่งไปผลักฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวินที่ตื่นตะลึงจนนิ่งอึ้งเช่นกัน จากนั้น มองเห็นเขาคล้ายกับพระเยซูที่อยู่บนไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ อ้าแขนทั้งสอง วิ่งเข้าหาเสียงปืนแดนไกล ด้านหนึ่งวิ่ง ด้านหนึ่งตะโกนเสียงดังว่า “คนจีนไม่โจมตีคนจีนด้วยกัน ประเทศจีนไม่โจมตีคนจีน รักชาติไม่ผิด ต่อต้านญี่ปุ่นไม่ผิด! คนจีนไม่โจมตี…”

เสียงปืนอันไร้ความปรานีดังขึ้นอีกระลอก ร่างของโจวเจวียซวนเซ เต็มไปรอยกระสุนปืน แต่ตัวเขาเองยืนกรานไม่ยอมล้มลง ยังคงอ้าแขนตะโกนดังลั่น ราวกับเช่นนี้จะสามารถปกป้องพวกพ้องทั้งหมดที่อยู่ด้านหลัง “ทุกคนรีบวิ่ง รีบวิ่งหนี พวกคุณรีบวิ่งหนีไป…”

“รีบวิ่ง รีบวิ่งหนีสิ!” ไม่ทราบผู้ใดฉุดดึงจางซงหลิงอีกครั้ง ฉุดดึงจนร่างกายซวนเซเสียหลัก จากนั้น เขาเริ่มวิ่งหนีสุดชีวิต ไม่สนใจหลิ่วจิงที่นอนจมกองโลหิต ไม่กล้าหันมองโจวเจวียที่อ้าแขนทั้งสองท่ามกลางแสงอาทิตย์ ใช้แรงทั้งหมดวิ่งไปในทิศทางที่ห่างไกลเสียงปืน วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

วิ่งไปหลายสิบก้าว เขามองเห็นนักศึกษาผู้หนึ่งที่มาจากเป่ยผิงล้มลงตรงด้านซ้ายของตนเอง จากนั้น ก็เป็นนักศึกษาหญิงผู้หนึ่ง ด้านหลังได้รับกระสุน ร่างกายล้มลงกับพื้น กลับไม่สิ้นใจในทันที ใช้สองมือตะเกียกตะกายคลานไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ต่อจากนั้น เป็นนักศึกษาคนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้า…

ทันใดนั้น ขาของเขาสะดุดล้มลงกับพื้น กลิ้งไปข้างหน้าหลายตลบ เขาค่อยเห็นเผิงเวยเวย กำลังนอนอยู่ข้างกายตนเอง สลบหมดสติไปแล้ว บนใบหน้าอันงดงามชโลมด้วยคราบโลหิต ไม่ทราบได้เรี่ยวแรงจากที่ใด เขาร่ำร้องคำหนึ่งพลางดีดตัวขึ้น โอบอุ้มเผิงเวยเวย ก้าวขาวิ่งเข้าไปในป่าที่ใกล้ที่สุด จากนั้นราวกับกวางคลั่งตัวหนึ่ง ไม่สนกับดักหรือการดักซุ่มที่อยู่ในป่า วิ่งไปในสถานที่ที่ไกลยิ่งกว่า ยิ่งวิ่งยิ่งไกล ยิ่งวิ่งยิ่งไกล…

ป่าในยามนี้ถูกแสงอรุณปกคลุมอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมกึ่งความฝัน คล้ายกับมีดวงวิญญาณอันนับไม่ถ้วนกำลังขับร้องแผ่วเบา

“ดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย พวกเขายืนหยัดต่อต้านจนถึงที่สุด…”

เริ่มแรกเป็นเสียงผู้หญิง จากนั้นเป็นเสียงผู้ชาย ต่อจากนั้นเป็นการร้องประสานเสียงของชายหญิงนับไม่ถ้วน หลอมรวมเป็นการขับร้องอันยิ่งใหญ่

ท่ามกลางแรงอรุณอ่อนโยน เสียงขับร้องนั้นก้องกังวาน

“ดอกไม้ในเดือนห้า บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ดอกไม้ปกคลุมโลหิตของนักรบ เพื่อช่วยเหลือชนชาติที่ตกอยู่ในอันตราย…”

หนังสือแนะนำ