บทที่ 15 ปราบร้ายด้วยร้าย

รุ่งเช้าวันถัดมา ไม่ผิดจากที่เสี่ยวเตาคาดไว้ ข่าวการตายของชุ่ยเอ๋อร์แพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่ตึกปี้โป  หวังปี้โปผู้เป็นประมุขดุด่าคุณหนูอวี๋หลันจือซึ่งเป็นญาติผู้น้องโดยไม่แยกแยะขาวดำ

บรรดาสาวใช้ทยอยแสดงความเห็น...จิตใจบุรุษเฉกเช่นอากาศเดือนหก บอกแตกหักก็แตกหัก ช่างไร้น้ำใจสิ้นดี คิดถึงอวี๋หลันจือที่มอบหัวใจทั้งดวงให้กับหวังปี้โป สุดท้ายกลับถูกผู้อื่นทอดทิ้งราวกับดอกไม้ไร้ค่า หวังปี้โปยังจะแต่งงานกับเหยียนเสี่ยวเตาอีกด้วย น่าเวทนาอวี๋หลันจือที่งมงายในรักมานานปี

เสี่ยวเยว่เลื่อมใสเสี่ยวเตาอย่างกับอะไรดี ขณะกินข้าวเช้ายังประคองชามกล่าวว่า “เสี่ยวเตาร้ายกาจจริงๆ ล้วนทายถูกหมดเลย”

เสี่ยวเตายักไหล่ “ไม่ใช่ข้าร้ายกาจ เป็นหวังปี้โปสารเลวต่างหาก”

“ก่นด่าผู้อื่นแต่เช้าเชียว” เซวียเป่ยฝานเดินเข้ามาจากนอกเรือน นั่งลงตรงข้ามเสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเตา ยื่นมือหยิบถั่วลิสงหลายเม็ดในจานใส่ปากเคี้ยว “หวังปี้โปคราวนี้อย่างน้อยก็เสียสละตัวเอง เจ้ายังไปว่าเขาสารเลว”

เสี่ยวเตาเหล่มองเซวียเป่ยฝาน “บุรุษประเภทนี้ ไร้กำไรไม่ตื่นเช้า มีจ่ายออกก็ต้องมีทวงคืน คอยดูไปเถอะ”

ทางนี้กำลังกินของเช้า ไม่ถึงครู่ อวี๋หลันจือประคองกับข้าวจานเล็กวิ่งซอยเท้าเข้ามา “เสี่ยวเตา กินจานนี้ คู่กับโจ๊กยิ่งอร่อย”

เสี่ยวเตาเอาตะเกียบเงินเขี่ยๆ กับข้าวจานนั้น ปากก็พึมพำ “คุณหนูอวี๋ จานนี้ไม่มีพิษกระมัง”

อวี๋หลันจือถลึงตาใส่นาง ลูบปอยผมที่ตกลงมาบนหน้าอก เห็นชัดว่าอารมณ์ดีสุดขีด

เสี่ยวเยว่มองเสี่ยวเตา เสี่ยวเตามุ่ยปาก คีบผักดองเค็มเส้นหนึ่งแกว่งไปแกว่งมา “โธ่เอ๊ย หลอกง่ายที่สุดก็คือหัวใจสตรี”

“พูดอะไรของเจ้า” อวี๋หลันจือเหยียบเท้าเสี่ยวเตาใต้โต๊ะหินทีหนึ่ง พลางเหลียวมองรอบทิศ “มือปราบห่าวเล่า? ข้ามีเรื่องอยากขอให้เขาช่วย”

เซวียเป่ยฝานมองอวี๋หลันจือ “คุณหนูอวี๋ จะให้มือปราบห่าวช่วยสืบคดีกระมัง? เขาไปเชิญเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพที่ศาลาว่าการมาชันสูตรศพของชุ่ยเอ๋อร์ตั้งแต่เช้าแล้ว”

อวี๋หลันจือผงกศีรษะ “ข้ากำลังคิดถึงเรื่องนี้พอดี อยากวานเขาช่วยสืบให้กระจ่าง ลบล้างข้อครหาให้กับพี่ชาย”

ทุกคนได้ฟังก็ตะลึงงันอยู่ตรงนั้น เสี่ยวเตาประคองชามโจ๊ก ส่ายหน้าพลางยกซดอึกๆ

เซวียเป่ยฝานรู้สึกน่าขัน จึงถาม “ข้าว่าคุณหนูอวี๋ คนที่โดนใส่ร้ายว่าฆ่าคนตายคือเจ้า ไฉนกล่าวว่าลบล้างข้อครหาให้พี่ชายเจ้าเล่า?”

อวี๋หลันจือหัวร่อแผ่วเบา สุ้มเสียงอ่อนหวานระคนเหนียมอาย “วันนี้ข้า นับว่าประจักษ์ในความปรารถนาดีของพี่ชายแล้ว ความรักลึกซึ้งที่ข้ามอบให้เขาหลายปี ไม่ผิดแม้แต่น้อย…” พูดไปพูดมา หน้าก็แดงซ่าน

เซวียเป่ยฝานกระตุกมุมปากมองเสี่ยวเตา เห็นนางประคองชามเปล่าสอดส่ายรอบทิศ “สาวใช้เล่า? เอาโจ๊กให้ข้าอีกชาม ผักดองเค็มนี่ชั่วช้าจริง อร่อยเป็นบ้าเลย!”

อวี๋หลันจือย่นจมูก ยื่นมือไปหยิกแขนเสี่ยวเตา

“โอ๊ย” เสี่ยวเตาสลัดแขน มองนางอย่างไม่พอใจ “เจ้าก็สมปรารถนาแล้ว มาหยิกข้าทำไม”

อวี๋หลันจือกระหยิ่มยิ้มย่องกว่าเดิม “เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับพี่ชายจริงหรือ? ไฉนคำพูดถึงติดเปรี้ยว*ชอบกล” 

[*ติดเปรี้ยว หมายถึงออกอาการหึงหวง]

“จุ๊ๆ” เสี่ยวเตาส่ายหน้าไปมา “เก็บพี่ชายผักดองเค็มของเจ้าไว้ให้ตัวเองเถอะ ข้ามันนกกระจอกหัวใจเล็ก บรรจุงูยักษ์อย่างเขาไม่ลงหรอก”

“พูดอะไรของเจ้า ขยะแขยง” อวี๋หลันจือหน้างอ “เสี่ยวเตา ช่วยข้าสักเรื่องเถอะ”

เสี่ยวเตาเริ่มฉุน “กินผักดองของเจ้าแค่ชามเดียวก็จะให้ช่วยแล้ว?”

“ถ้าช่วยสำเร็จ ข้าเลี้ยงมื้อใหญ่ก็ไม่มีปัญหา” อวี๋หลันจือสมเป็นคุณหนูชั้นสูง ตบอกอย่างใจกว้าง “อยากได้อะไรบอกข้า”

เสี่ยวเตาใช้มือหนึ่งเท้าคาง “พวกสิ่งของ ข้าไม่อยากได้ แต่ฟังว่าในบ่อมังกรเก้ามุกของหมู่ตึกปี้โปมีสมบัติล้ำค่ามากมาย ให้ข้าชมดูเป็นขวัญตาได้หรือไม่”

เซวียเป่ยฝานยักคิ้วให้เสี่ยวเตา...เยี่ยม!

เสี่ยวเตาแทบปาผักดองเค็มใส่เขา

“บ่อมังกรเก้ามุก ไม่เห็นมีอะไรเป็นพิเศษนี่” อวี๋หลันจือรับปากทันใด “จะพาพวกเจ้าไปเมื่อไรก็ได้”

“จริงหรือ?” เสี่ยวเยว่อุทาน “ข้าได้ยินว่าบ่อมังกรเก้ามุกวางกับดักไว้เต็มไปหมด ในนั้นยังมีของล้ำค่าหายากอีกด้วย”

อวี๋หลันจือผงะนิดหนึ่ง ก่อนปิดปากหัวร่อ “นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เจ้าไม่รู้อะไร แท้จริงแล้วในบ่อมังกรเก้ามุกมีหอเก็บสมบัติมากมาย หลายแห่งยังไม่มีปัญญาเข้าไปด้วยซ้ำ”

เซวียเป่ยฝานย่นคิ้วเบาๆ “ไม่มีปัญญาเข้าไป?”

“อัคคีภัยครั้งใหญ่ในปีนั้น ทำให้ห้องหนังสือของท่านลุงเขยข้าและหอใหญ่หลายหลังในบ่อมังกรเก้ามุกวอดวาย กุญแจจำนวนมากสูญหายไป และกับดักในหอตึกเหล่านั้นก็ถูกไฟไหม้ บ้างก็เปลี่ยนสภาพไปแล้ว หลายปีมานี้ พี่ชายสิ้นเปลืองเงินทองไปไม่น้อยสำหรับจ่ายให้กับช่างไม้ฝีมือดี แต่ก็ยังเปิดหอหลักๆ หลายหลังนั้นไม่สำเร็จ”

ได้ฟังคำพูดของอวี๋หลันจือ เสี่ยวเตาเคาะตะเกียบกับชาม เสียงดังติงๆ ในใจครุ่นคิดกลับไปกลับมาสองตลบ สุดท้ายลุกยืนขึ้น

ทุกคนต่างงุนงง เสี่ยวเตาไฉนจู่ๆ จึงลุกยืน หนำซ้ำเมื่อมองสีหน้านาง...เสี่ยวเยว่แปลกใจ “เสี่ยวเตา? เจ้าเป็นอะไรไป”

เหยียนเสี่ยวเตาในยามนั้น ใบหน้าเคร่งขรึม สองตาจ้องเขม็งที่ชามเปล่าบนโต๊ะ

“นี่” เซวียเป่ยฝานกระตุกแขนเสื้อนาง “เป็นอะไรไป กินของสกปรกเข้าไปหรือ?”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขาแปลกๆ แวบหนึ่ง ทำเอาเซวียเป่ยฝานสะดุ้ง

สาวน้อยเหยียนเสี่ยวเตาคนนี้ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา บวกกับมีรอยยิ้มที่มุมปากสองข้างหยักขึ้นน้อยๆ ยามปกติก็เหมือนลูกแมวที่ปรือตาอย่างเกียจคร้าน ต่อให้อยู่ดีๆ นางหยิกใครด่าใคร โมโหจนกระทืบเท้า อย่างมากก็คือแมวที่กระโดดขึ้นกระโดดลง ไม่น่ากลัวสักนิด แต่ท่าทางในขณะนี้ กลับคล้ายบังเกิดความเดือดดาลต่อใครอย่างใหญ่โตกระนั้น

เสี่ยวเตาโยนตะเกียบ “ข้าจะออกไปเดินเล่น”

“เสี่ยวเตา?” เสี่ยวเยว่ไม่วางใจ จึงลุกตามไป เสี่ยวเตาก็ไม่ห้าม เดินดุ่มๆ ออกประตูไป

เซวียเป่ยฝานกับอวี๋หลันจือสบตาเลิ่กลั่ก นานมาก อวี๋หลันจือค่อยถามไม่เต็มเสียง “หรือข้าพูดอะไรผิดไป”

เซวียเป่ยฝานหัวร่อเบาๆ “ไม่มีอะไร ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

หลังปลอบใจอวี๋หลันจือสองสามประโยค เซวียเป่ยฝานก็ออกจากเรือน เดินวนเวียนอยู่ที่เดิมหลายก้าว พลันหมุนกายเดินไปทางห้องหนังสือของหวังปี้โป 

ดังคาด… เห็นเสี่ยวเยว่ยืนชะเง้อมองอยู่หน้าประตูเรือน คล้ายกำลังลังเล

เซวียเป่ยฝานวิ่งไปหา “เสี่ยวเยว่ เกิดอะไรขึ้น”

เสี่ยวเยว่ท่าทางวิตกกังวล “เสี่ยวเตาบอกให้ข้ารอตรงนี้ นางจะไปทะเลาะกับหวังปี้โป อีกเดี๋ยวถ้าสู้ไม่ได้ ค่อยให้ข้าช่วย”

เซวียเป่ยฝานไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี หวังปี้โปถูกแม่สาวน้อยคนนี้จับตามองเข้าแล้วจริงๆ

เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจ “เสี่ยวเตาเป็นอะไรไป เมื่อวานยังชมหวังปี้โปอยู่เลย ไฉนจู่ๆ ก็โกรธฮึดฮัดขึ้นมา”

“อืม เรื่องนี้…”เซวียเป่ยฝานยกมือเกาคาง “เสี่ยวเยว่ เจ้ากลับเรือนก่อนเถอะ ข้าเฝ้าอยู่ที่นี่คนเดียวก็พอ รับรองไม่ให้เสี่ยวเตาขาดทุนเด็ดขาด”

เสี่ยวเยว่มุ่นคิ้วเบาๆ ชายตามองเซวียเป่ยฝานอย่างไม่ไว้ใจ “ข้าไม่กลับ ข้าฟังเสี่ยวเตาเท่านั้น”

เซวียเป่ยฝานอ้าปากค้าง ก่อนหัวร่อ “เช่นนั้นเจ้าจะไปแอบฟังหรือไม่”

เสี่ยวเยว่รวนเร “เสี่ยวเตาให้ข้ารอตรงนี้”

“เฮ้อ ไม่ต้องถึงกับเชื่อฟังนางทุกอย่างก็ได้” พูดพลางฉุดนางเบาๆ ทั้งสองทะยานขึ้นเหนือกำแพงด้วยกัน เห็นประตูห้องหนังสือซึ่งตอนแรกปิดอยู่ โดนเสี่ยวเตาถีบดังปึงด้วยความโกรธจัด แล้วเดินเข้าไป

ภายในห้อง หวังปี้โปกำลังจัดการงานบัญชี ได้ยินเข้าถึงกับสะดุ้ง เขาเป็นถึงประมุขหมู่ตึกปี้โป ที่นี่เขาใหญ่สุด ใครที่ไหนบังอาจถีบประตูห้องเขา พอเงยหน้าเห็นเป็นเสี่ยวเตา พลันตะลึงกับที่ “เสี่ยวเตา?”

เสี่ยวเตาก้าวข้ามธรณีประตู จ้องหน้าหวังปี้โป

หวังปี้โปวางของในมือลง เดินตรงมา “นึกอย่างไรมาหาข้าถึงที่นี่”

เสี่ยวเตายกนิ้วจิ้มจมูกหวังปี้โป “ท่านออกจะต่ำช้าเกินไปแล้ว”

หวังปี้โปมองนิ้วที่อยู่บนปลายจมูก หัวร่องุนงง “ข้าทำอะไรหรือ”

“ท่านวางอุบายให้อาจารย์ข้าชดใช้เงินแก่ท่าน ปลอมแปลงสัญญาบังคับข้าแต่งงานยังพอว่า แต่พอถึงเวลาท่านก็จะให้ข้าไปเสี่ยงตาย เปิดกลไกกับดักในบ่อมังกรเก้ามุกแทนท่านใช่หรือไม่”เสี่ยวเตายักคิ้วสองข้าง “ข้าพาเซวียเป่ยฝานมาด้วย ท่านเห็นว่าบังคับแต่งงานไม่ได้ผลจึงใช้แผนสอง หลอกล่อจนอวี๋หลันจือหัวหมุน ให้นางมาขอร้องข้า ใช่ไหม?”

หวังปี้โปผงะไป รอยยิ้มบนหน้าค่อยๆ จางหาย ก่อนกล่าวเสียงราบเรียบ “ไม่มีเรื่องเช่นนี้”

“ไม่มี?” เสี่ยวเตาแค่นหัวร่อ “เริ่มจากแผนทำร้ายตัวเอง ให้อวี๋หลันจือรักท่านจนถอนตัวไม่ขึ้น จากนั้นอธิบายให้นางฟังว่าเพราะอะไรต้องบังคับข้าแต่งงาน ก็เพราะข้าสามารถทำลายกลไกกับดักในบ่อมังกรเก้ามุกได้ และเพื่อท่านแล้ว นางต้องมาขอร้องข้าแน่ หากข้ารับปากก็เท่ากับตกหลุมพรางของท่าน ถ้าไม่รับปากก็แปลว่าหน้าด้านอยากแต่งให้ท่าน อวี๋หลันจือต้องเกลียดข้าแทบตาย ใช่หรือไม่ใช่?”

หวังปี้โปอ้าปากค้าง นานสองนาน “เจ้า…”

“ข้ารู้ได้อย่างไรใช่หรือไม่” เสี่ยวเตาถลึงตาใส่เขา “อวี๋หลันจือเป็นคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยม วันนี้จู่ๆ กลับเอ่ยถึงกลไกกับดักในบ่อมังกรเก้ามุกขึ้นมา ข้าถึงบอกว่า ผู้ใดทำดีด้วยโดยปราศจากมูลเหตุ มิใช่กลิ้งกลอกก็หลอกลวง แล้วก็ไม่ผิดจริงๆ! ดี ข้าจะไปเปิดโปงให้หมดเดี๋ยวนี้ ให้ท่านสูญทั้งเมียเสียทั้งทหาร*เลย” 

[*สูญทั้งเมียเสียทั้งทหาร สำนวนหมายถึง คิดครองความได้เปรียบ สุดท้ายกลับได้รับความเสียหายเป็นสองเท่า]

“นี่ เดี๋ยวก่อน” หวังปี้โปรีบร้องห้าม ท่าทางจนใจอย่างเห็นได้ชัด “มิผิด เป็นความจริงที่ข้าอยากให้เจ้าเปิดกลไกในบ่อมังกรเก้ามุกแทนข้า… แท้จริงแล้ว หมู่ตึกปี้โปมีทรัพย์สินมีค่าอีกเก้าส่วนถูกเก็บอยู่ในหอเก็บสมบัติ ทุกวันนี้กิจการของตระกูลเริ่มมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ข้าจึงจำต้องคิดหาวิธีเปิดกลไก แต่เจ้าก็รู้ วิธีนี้สุ่มเสี่ยงมาก ข้ากลัวว่าเจ้าไม่ยอมช่วย ถึงต้องใช้แผนชั้นเลวแบบนี้”

เหนือกำแพงนอกห้องหนังสือ เสี่ยวเยว่ได้ยินแจ่มชัด ลอบตระหนกในใจ ไม่คิดว่าหวังปี้โปวางอุบายสารพัดเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้นั่นเอง เมื่อคืนเสี่ยวเตาก็บอกแล้ว ว่าหวังปี้โปต้องการหลอกใช้นาง แต่ความจริงที่นางโมโหถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นเพราะหวังปี้โปเอาความรักของอวี๋หลันจือมาใช้ประโยชน์มากกว่า

เสี่ยวเยว่ส่ายศีรษะไปมา ใจมนุษย์สุดหยั่ง หวังปี้โปช่างใจดำอำมหิตจริงๆ

เซวียเป่ยฝานก็ส่ายหน้าเช่นกัน “หวังปี้โปนับว่าเจอหนามเข้าแล้ว”

เสี่ยวเยว่ถามอย่างสงสัย “จะปลดแก้กลไกในบ่อมังกรเก้ามุก อันตรายมากหรือ”

“เดิมทียังพอได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าไปมา “หลังอัคคีภัยคราวนั้น กลไกโดยรอบของบ่อมังกรเก้ามุกล้วนถูกเผาทำลาย พูดอีกอย่างก็คือบางส่วนอาจเสียการควบคุม”

เสี่ยวเยว่กระวนกระวายใจ...ก็แปลว่า ที่เซวียเป่ยฝานมาหาเสี่ยวเตาก็เพราะจะหลอกใช้นางทำลายกลไกเพื่อเสาะหาลายแทงห้ากระดูกมังกร มิน่าเล่า เสี่ยวเตาจึงบอกเสมอว่าตัวเองหลงกลแล้ว ส่วนหวังปี้โปคนนี้ อาจมิได้ต้องการค้นหาลายแทงห้ากระดูกมังกร แต่ก็อยากให้เสี่ยวเตาทำลายกลไกเช่นกัน

ที่แท้ คนเหล่านี้ทั้งตะล่อมทั้งหลอกล่อ ล้วนเพื่อใช้ประโยชน์ผู้อื่น หาความจริงใจไม่ได้สักนิด น่าชังนัก!

เสี่ยวเยว่ครุ่นคิดถึงตรงนี้ หันมองเซวียเป่ยฝานแวบหนึ่ง

เซวียเป่ยฝานสบสายตากับนางเข้า ตกใจแทบกระโดด รีบโบกมือพัลวัน “ข้ากับหวังปี้โปมีธาตุแท้ต่างกัน ข้าไม่ให้เสี่ยวเตาเสี่ยงอันตรายแน่ แค่ให้นางช่วยเท่านั้น เรื่องเสี่ยงภัยเดี๋ยวข้าไปเอง”

เสี่ยวเยว่หรี่ตาเล็กน้อย “เซวียเป่ยฝาน วาจาที่กล่าวในวันนี้ท่านจำไว้ให้ดี ถ้าเสี่ยวเตาเป็นอะไรขึ้นมา ท่านต้องชดใช้ด้วยชีวิต!” 

พูดจบ กระโจนลงจากกำแพง ไปยืนคอยที่หน้าประตูเรือนตามที่เสี่ยวเตาสั่งไว้ ถ้าอีกเดี๋ยวทั้งสองลงไม้ลงมือ นางจะส่งมีดบิน จัดการเจ้าหวังปี้โป!

เซวียเป่ยฝานลูบคลำต้นคอ โหลวเสี่ยวเยว่กับเหยียนเสี่ยวเตาอุปนิสัยต่างกัน เหยียนเสี่ยวเตาโกรธขึ้นมา โดยมากมักด่าทอ พูดไม่เข้าหูก็เง้างอน ยังพอจะเห็นถึงความน่ารักอยู่บ้าง แต่โหลวเสี่ยวเยว่คนนี้กลับไม่ใช่ ถลึงตาจะเชือดท่าเดียว

เซวียเป่ยฝานส่ายศีรษะไปมา... คงมีแต่ฉงหัวที่รับได้

.....................

หวังปี้โปถูกเสี่ยวเตาพูดแทงใจดำ ได้แต่แบมือสองข้าง “ในเมื่อพูดเช่นนี้ พวกเราก็ไม่ต้องอ้อมค้อมอีก...มิสู้ ข้ายกเลิกสัญญาแต่งงานและหนังสือกู้ยืมเงิน แลกกับเจ้าช่วยข้าครั้งหนึ่ง เป็นอย่างไร”

เสี่ยวเตาจ้องเขานานมาก ก่อนหัวร่อเย็นชา “ท่านอย่าฝันไปเลย”

หวังปี้โปขมวดคิ้ว “เจ้าไม่ตกลง?”

เสี่ยวเตายิ้มถามกลับ “ท่านว่าข้าควรตกลงหรือไม่”

หวังปี้โปได้แต่ยอมอ่อนข้อ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องการอะไร พวกเราหารือกันได้”

“คิดขอให้ข้าเหยียนเสี่ยวเตาทำงาน ไยต้องยุ่งยากซับซ้อนปานนั้น จ่ายเงินมาก็สิ้นเรื่อง” เสี่ยวเตายื่นมือ “สัญญาแต่งงานกับหนังสือกู้ยืมเงินเอามาให้ข้าทั้งหมด การเดิมพันก็ถือเป็นโมฆะ และจ่ายค่าแรงให้ข้าอีกหนึ่งหมื่นตำลึง หลังจากเปิดกับดักในบ่อมังกรเก้ามุก ทุกหนึ่งกับดักต้องให้ข้าเลือกสมบัติชิ้นหนึ่งตามใจ เมื่อกับดักทั้งหมดปลดแก้สำเร็จ ท่านแต่งงานกับอวี๋หลันจือ ชั่วชีวิตไม่อาจแต่งอนุ”

หวังปี้โปสองตาเบิกโต “นี่...นี่มันขู่กรรโชกกันชัดๆ”

เสี่ยวเตาเบะปาก ขึ้นเสียงสูง “คิดหลอกข้าเหยียนเสี่ยวเตา ย่อมต้องมีค่าตอบแทน!”

“ข้า…”

“ข้ามีเวลาไม่มาก” เสี่ยวเตาแกว่งแขน “นับถึงสาม ท่านตกลงก็ตกลง ไม่ตกลงก็แล้วไป! หนึ่งสอง!”

“เฮ้อ” หวังปี้โปหยุดนาง ก่อนกัดฟันกล่าว “ข้าล่ะกลัวเจ้าจริงๆ”

เสียง ‘ป้าบ’ ดังขึ้น เสี่ยวเตาวางกระดาษบนโต๊ะ “กระดาษขาวอักขระดำ ลงลายลักษณ์เป็นหลักฐาน หากมีตระบัดสัตย์ หมู่ตึกปี้โปแบ่งหนึ่งเป็นสอง กึ่งหนึ่งเป็นของข้า กึ่งหนึ่งเป็นของอวี๋หลันจือ” 

หวังปี้โปตะลึงลานกับที่ “เหยียนเสี่ยวเตา เจ้าออกจะ…”

“เหี้ยมเกินไปใช่หรือไม่ นี่โทษใคร? โทษตัวท่านเอง!” เหยียนเสี่ยวเตายิ้มหรี่ตา กล่าวชัดถ้อยชัดคำ “ท่านแม่ข้าบอกไว้ อย่าได้ล่วงเกินสตรี ท่านจ่ายค่าตอบแทนไม่ไหว!”

ประโยคเดียว พูดจนเซวียเป่ยฝานบนกำแพงคอหด...แม่สาวน้อยคนนี้โหดเหี้ยมนัก หนทางเบื้องหน้าชักน่าหนักใจ...

หนังสือแนะนำ