บทที่ 17โคลงฤดูใบไม้ร่วง

“ที่จริงผมคิดจะมาเยี่ยมคุณป้าตั้งนานแล้ว”

เย่เฟิงรู้สึกมือสวี่ซูถิงที่กุมมือตนเองไว้เย็นราวกับน้ำแข็ง เหมือนอยู่ดีๆ ก็มีกำลังภายในขุมหนึ่งถ่ายทอดคุกคามเข้ามา มีอานุภาพแบบเดียวกับวิชาต่อยวัวข้ามภูเขาในตำนาน คือบีบให้ระบายคำพูดที่อัดอกออกมาทางปาก หากไม่พูด จะต้องบาดเจ็บสาหัสไม่มีทางรักษา

“แต่งานผมค่อนข้างยุ่ง” เย่เฟิงเมื่อขึ้นต้นได้ คำพูดที่เหลือก็พรั่งพรูราวกับเปิดเขื่อน “ผู้จัด... เอ่อ ถิงถิงก็รู้”

ยังดีที่ชายหนุ่มหัวไวเปลี่ยนคำเรียกหา จึงไม่ถูกกำลังภายในของสวี่ซูถิงที่ถ่ายทอดมาได้ยังไงไม่รู้กระแทกบาดเจ็บ

“ใช่แล้ว ฉันก็รู้ ถิงถิงบอกว่าเธอเป็นคนเก่ง” คุณนายสวี่ชำเลืองมองมือของสวี่ซูถิงที่กุมมือเย่เฟิงอยู่ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอย่างปลาบปลื้มประโลมใจ “ได้ยินว่าช่วงนี้ยุ่งอยู่กับลูกค้ารายหนึ่ง ยอดสามล้านเต็มๆ เชียวหรือ”

“เอ่อ ครับ แต่นั่นแค่โชคดี ถิงถิงพูดเรื่องพวกนี้ไปทำไม ตอนนี้คุณป้าต้องพักผ่อน เรื่องงานของบริษัทคุณป้าไม่ต้องกังวล ถิงถิงเก่งมาก”

คำพูดที่เป็นจริงทุกคำของเย่เฟิงถูกคุณนายสวี่เข้าใจว่าเป็นการถ่อมตัว

“เสี่ยวเย่ เธอคิดว่าถิงถิงของเราเป็นยังไง”

“แม่ แม่พักผ่อนเถอะ” สวี่ซูถิงใบหน้าแดงเรื่อขึ้นอย่างหาได้ยากยิ่ง เพริศพราวราวกับแสงเหนือ

“ถิงถิงดีไปหมดทุกอย่าง” เย่เฟิงคิดอยู่นาน “แต่เวลาทำงานไม่รักชีวิตเลย ต้องระวังไว้บ้าง”

คุณนายสวี่ซาบซึ้งยิ่งนัก ถึงกับกุมมือเย่เฟิงอีกข้าง

“เสี่ยวเย่ เธอพูดไม่ผิด ฉันเองก็ห่วงเธอเรื่องนี้มาตลอด”

เย่เฟิงสะดุ้งอีกรอบ

“คุณป้า คุณป้าเป็นคนป่วย หมอบอกว่าไม่ควรตื่นเต้นมาก แต่ทำไมคุณป้าไม่ผ่าตัดล่ะครับ ยิ่งผ่าเร็ว ความหวังที่จะสำเร็จก็สูงขึ้น คุณป้าก็เข้าใจเหตุผลนี้ คงไม่อยากให้พวกเรารุ่นลูกๆ เป็นห่วงใช่ไหม คุณป้าก็ทราบ หลายวันนี้ถิงถิงแม้แต่นอนยังหลับไม่สนิท”

เขาโกหกโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี เพียงคิดว่าหากคำโป้ปดของตนทำให้คนป่วยสุขภาพดีดังเดิม อย่างนั้นพูดไปจะเป็นไร

สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงแวบหนึ่ง ประกายตาแฝงแววประหลาด เหมือนเห็นต้นไม้เหล็กออกดอก ปลาไม้ ( เชิงอรรถ - ปลาไม้หรือบักฮื้อ เป็นเครื่องเคาะจังหวะเวลาสวดมนต์ของพระในนิกายมหายาน) สามารถพูดจาได้

“ฉันรู้ว่าพวกเธอพี่น้องหวังดีกับฉัน” หัวตาคุณนายสวี่เริ่มชื้นขึ้นมาอีกรอบ “พ่อของถิงถิงเสียไปแต่ยังหนุ่ม ฉันที่เป็นแม่ก็ไม่ได้ดูแลเธอให้ดีเลย เห็นเธอทำงานทั้งวันทั้งคืน ฉันก็ไม่สบายใจ”

“แม่” สวี่ซูถิงเรียกเสียงแผ่วเบา “หนูเป็นผู้ใหญ่แล้ว แม่ยังห่วงอะไร”

“แม่ไม่ได้กลัวตาย หรือกลัวผ่าตัด แม่แค่กลัวหลังผ่าตัดแล้ว แม่จะไม่ตื่นขึ้นมาอีก” คุณนายสวี่ถอนหายใจ “ก่อนพ่อถิงถิงจะตาย สิ่งเดียวที่ห่วงพะวงก็คือถิงถิง ต่อให้แม่ตาย ก็อยากรอจนเห็นเธอแต่งงานไปก่อน ไม่อย่างนั้นแม่จะไม่ผ่าตัด”

“แม่” สวี่ซูถิงกวาดตามองเย่เฟิงแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว “หนูกับเย่เฟิงมีเรื่องหนึ่งที่ปิดแม่มาตลอด เดิมคิดว่าจะบอกแม่วันศุกร์ แต่แม่ล้มป่วยเสียก่อน เลยถ่วงมาจนถึงตอนนี้”

“เรื่องอะไร” คุณนายสวี่สงสัย

สวี่ซูถิงเห็นท่าเย่เฟิงแล้วยิ้มออกมา มองแม่ตัวเอง เอ่ยทีละคำ

“ที่จริงพวกเราเตรียมจะหมั้นกันอาทิตย์หน้า”

ฟรีดิช เองเงิลส์ เคยพูดไว้ ความรักและการแต่งงานเป็นคนละเรื่อง ในสังคมที่แบ่งแยกชนชั้น การแต่งงานคือการตีตราชนชั้นที่ลึกล้ำที่สุด!

ตอนที่เย่เฟิงได้ยินคำว่าหมั้นกันสองพยางค์ ไม่รู้ทำไม พลันนึกถึงคำกล่าวข้างต้น เพียงแต่รู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่ได้เป็นตะเกียงส่องทางอะไรให้เขาเลย เขาไม่เคยนึกว่าการมาทำงานที่ไคทว่อเจ่อ นอกจากต้องทำงานให้ดีแล้ว ยังต้องรับผิดชอบหมั้นกับคนอื่นด้วย

เหยาจวินอู่ตกใจอ้าปากค้าง คะเนแล้วน่าจะยัดหมั่นโถวเข้าไปได้สองใบ รอจนปากหุบลงได้ ก็ยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นเดียว ชนิดที่เส้นผมก็ยากจะทิ่มเข้าไป

“พี่ เก็บความลับได้เก่งจริงๆ” เหยาจวินอู่พยายามเต็มที่ให้คำพูดสุดเว่อร์ของตัวแฝงความจริงใจอยู่หนึ่งส่วน “ผมว่าแล้ว ทำไมพี่ถึงให้เย่เฟิงรับช่วงงานที่โรงงาน ที่แท้ก็มีแผนให้พี่เขยเข้าร่วมพัฒนาบริษัทตั้งแต่ต้น”

คำว่าพี่เขยของเขาเรียกจนเย่เฟิงขนลุก แค้นใจที่ไม่อาจเอากำปั้นยัดปากหมอนี่ได้

คุณนายสวี่ฟังแล้วสีหน้าปิติยินดี

“ถิงถิง จริงหรือเปล่า”

“จริงแน่นอนอยู่แล้ว!” สวี่ซูถิงจับมือเย่เฟิงแน่นขึ้น สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

เย่เฟิงอยากกระอักเลือดออกมา แต่ฉากหน้ายังยิ้มแย้มบอกว่า

“ไม่ผิดเลยครับ คุณป้า แต่ตอนนี้คุณป้าป่วย ถิงถิง คุณไม่ควรบอกคุณป้าเรื่องนี้ อย่างน้อยเราต้องรอให้คุณป้าอาการดีขึ้น ค่อยคิดเรื่องนี้ดีกว่าไหม”

“พวกเธอนี่ เรื่องดีๆ แบบนี้ ต้องรีบพูดต่างหาก” คุณนายสวี่ยิ้มออกมา อารมณ์ก็ดีขึ้นมากหลาย “แม่ก็นึกแล้วว่าถิงถิง ทำไมแม่แนะนำให้ตั้งหลายคน ลูกกลับปฏิเสธหมด ที่แท้ก็มีตัวเลือกในใจแล้วตั้งแต่แรก”

คุณนายสวี่ลุกขึ้นนั่ง ใช้สองมือลากสองมือเย่เฟิงเข้ามา เริ่มใช้สายตาของแม่ยายพิจารณาลูกเขยผู้นี้ใหม่ สูทไม่นับว่ารับกับรูปร่าง เนคไทก็เหมือนเชือกแขวนคอตาย แต่ในสายตาของคุณนายสวี่ ล้วนกลายเป็นอักษรเพียงไม่กี่ตัว คือเด็กคนนี้... ซื่อสัตย์!

นึกถึงที่สวี่ซูถิงบอกว่า เขาแบกตนเองลงจากชั้นสิบเจ็ดในอึดใจเดียว คุณนายสวี่ก็รู้สึกซาบซึ้ง โลกทุกวันนี้น้ำใจคนจืดจาง เสี่ยวเย่ดีต่อตนเองปานนี้ ว่าไปแล้ว คงเพราะเห็นแก่หน้าถิงถิง

“เสี่ยวเย่ คนในครอบครัวเธอรู้เรื่องนี้หรือเปล่า หมั้นอาทิตย์หน้าถือเป็นวันดี ถ่วงช้าไปไม่ได้” คุณนายสวี่ดูไปไม่คล้ายป่วยแล้ว แต่เป็นกลัดกลุ้มมากกว่า

“แม่ ฟังพูดเข้า เหมือนลูกสาวแต่งไม่ออกอย่างนั้นล่ะ” สวี่ซูถิงมีทีท่าเอาแต่ใจขึ้นมา เย่เฟิงกลับรู้สึกประดักประเดิก เขาชินกับผู้จัดการสวี่ที่ชักสีหน้า ท่าทางเป็นการเป็นงานกับเขามากกว่า

“แต่งไม่ออกอะไรกัน แม่แค่กลัวลูกไม่เจอคนดีๆ” คุณนายสวี่ถอนหายใจ “ถิงถิง โรคของแม่ แม่ได้ยินหมอบอกแล้ว โอกาสรักษาหายไม่มากนัก ต่อให้แม่ไม่อาจเห็นลูกสวมผ้าคลุมเจ้าสาว แต่ได้หมั้นกับเสี่ยวเย่ รู้ว่าต่อไปจะมีคนดูแลลูกแทนแม่ แม่ก็วางใจแล้ว”

พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของคุณนายสวี่ก็รื้นไปด้วยน้ำตา ความในใจของคนป่วย หรือมีเพียงคนป่วยเท่านั้นที่เข้าใจ...

“อย่างนั้นแม่ต้องเข้าผ่าตัดตามกำหนด รอจนแม่หายแล้ว หนูกับเย่เฟิงก็จะหมั้น”

สวี่ซูถิงกุมมือของคุณนายสวี่กระชับแน่น บ่งบอกเป้าหมายปัจจุบันออกไป กลยุทธวกอ้อมล้อมตีของเธอครั้งนี้ เนื่องเพราะทราบสาเหตุความกังวลที่แม่มีต่อตนเองดี

“แม่จะรอจนกว่าลูกหมั้นก่อนค่อยผ่าตัด” คุณนายสวี่ส่ายหน้า “แบบนั้นแม่ถึงจะวางใจผ่าตัดได้จริงๆ เสี่ยวเย่ เธอเป็นอะไรไป”

“ไม่มีอะไร” เย่เฟิงสะดุ้ง สติกลับเข้าร่างมาอีกรอบ “คุณป้า งานหมั้นอาทิต์หน้า จะรีบร้อนเกินไปหรือเปล่า”

“เธอไม่เต็มใจหรือ” คุณนายสวี่เหลียวมองลูกสาว ก่อนที่ดวงตาคมกริบราวเหล็กแหลมจะเบนไปหาเย่เฟิง “เสี่ยวเย่ เธอร่วมมือกับถิงถิงมาหลอกให้ฉันดีใจหรือเปล่า”

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่” เย่เฟิงลนลานส่ายหน้า เกรงว่าหากปฏิเสธช้าไป กำลังภายในต่อยวัวข้ามภูเขาของผู้จัดการสวี่จะกระแทกเขาจนบอบช้ำสาหัส “แต่คุณป้าครับ คุณป้ายังอยู่โรงพยาบาล หากผมกับถิงถิงรีบร้อนหมั้นหมายอะไรกัน อย่างนั้น... อย่างนั้นคนเขาจะนินทาหรือเปล่า พวกเราย่อมไม่อาจเพราะงานหมั้น วางเรื่องของคุณป้าไว้ด้านข้างก่อน ดังนั้นผมคิดว่า...”

“สนใจคำนินทาคนอื่นทำไม คนเป็นแม่อย่างฉันไม่ว่าอะไรก็ใช้ได้แล้ว” คุณนายสวี่ตัดบทข้ออ้างของเย่เฟิง ทำเอาลวดลายทั้งหลายของเขาเน่าตายตั้งแต่อยู่ในท้อง ตอนนี้นางยิ่งพิจารณาก็ยิ่งชอบเย่เฟิง คำบ่ายเบี่ยงของเขาก็ฟังดูเป็นการคิดเผื่อคนแก่ ยิ่งพอใจกว่าเดิม “สำหรับคนแก่อย่างฉัน เรื่องนี้ถือเป็นมงคล จริงด้วย เสี่ยวเย่ พ่อแม่ของเธอล่ะ ช่วงงานหมั้น พ่อแม่จำเป็นต้องมาด้วย”

เย่เฟิงสีหน้าเต็มฝืน สวี่ซูถิงเห็นแล้วไม่พอใจกับทีท่าเขาอย่างยิ่ง

“จริงด้วย เสี่ยวเย่ ฉันก็อยากไปบ้านคุณเหมือนกัน ทำไมก่อนหน้านี้คุณไม่เคยพูดถึงคุณลุงคุณป้าเลย”

เย่เฟิงลังเลเป็นครู่ใหญ่ จึงบอกว่า

“พวกเขา... พวกเขาอยู่ไกลมาก ให้มาที่นี่คงไม่สะดวก”

“อยู่ที่ไหนกัน” สวี่ซูถิงอดถามไม่ได้ “ต่อให้ไกลแค่ไหน นั่งเครื่องบินไม่กี่ชั่วโมงก็ควรถึงแล้ว”

“อืม ใช่ครับ” เย่เฟิงต้องผงกศีรษะอย่างจนปัญญา เดิมเขาคิดจะบอกว่าพ่อแม่อยู่ลอส แองเจลิส หรือไม่ก็อยู่สถานีสำรวจที่ขั้วโลกเหนือ แต่สมัยนี้การคมนาคมก้าวหน้า หากคุณไม่ได้อยู่ดาวอังคาร ไม่นานก็ต้องเดินทางมาถึง ส่วนพ่อแม่ตนเองหรือ เย่เฟิงเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอย พ่อแม่ของเขาอยู่ที่ไหนกัน...

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเป็นปริศนามาแค่วันสองวัน ชายหนุ่มเหมือนเกิดออกมาจากรอยแตกของหิน ความทรงจำใหม่ที่สุดเป็นเรื่องราวของปีกว่ามานี้เท่านั้นเอง และไม่ทราบทำไม เขาไม่คิดจะสืบสาวต้นตอชาติกำเนิดตนเอง จิตใต้สำนึกเขาแฝงความหวาดกลัวชนิดหนึ่ง มักรู้สึกช่วงเวลาปัจจุบันนี้ต่างหากจึงดีที่สุด!

ระหว่างที่เย่เฟิงกับสวี่ซูถิงเดินออกจากห้องคนไข้ ยังคงเกาะกุมมือกัน แสดงความกลมเกลียวระหว่างหนุ่มสาว หวานฉ่ำไม่อาจแยกจากกันสักชั่วครู่ยามให้คุณนายสวี่ชม กระทั่งถึงนอกห้องที่คุณนายสวี่มองไม่เห็น สวี่ซูถิงก็ชักมือกลับทันที ครู่ใหญ่ต่อมาจึงกล่าว

“เย่เฟิง เมื่อครู่ต้องขอบคุณมาก”

“ขอบคุณอะไร” เย่เฟิงสลัดมือ รู้สึกนิ้วทั้งห้าชาเล็กน้อย “ที่จริงผมไม่ได้ทำอะไร ผู้จัดการสวี่ หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ผมขอกลับบริษัทไปทำงานก่อน”

“จะไม่มีอะไรได้ยังไง” สวี่ซูถิงถอนหายใจ “เย่เฟิง คุณไม่ได้ยินที่แม่ฉันพูดเหรอ”

“คุณคงไม่หมั้นกับผมจริงๆ หรอกใช่ไหม” เย่เฟิงรู้สึกศีรษะพองโตขึ้น

“ต้องหมั้นจริง” สวี่ซูถิงค้อนเขาวงหนึ่ง “ถ้าไม่ให้แม่เห็นว่าเราหมั้นกัน แม่ก็จะไม่ผ่าตัด แม่ไม่ผ่าตัด ละครของพวกเราเมื่อครู่ก็เสียแรงเปล่า”

“หา ผู้จัดการสวี่ เรื่องหมั้นไม่ใช่เด็กล้อกันเล่น” เย่เฟิงคิดว่าจำเป็นต้องให้สวี่ซูถิงตาสว่างกับเรื่องนี้ก่อน

“ต่อให้แต่งงานก็ยังหย่ากันได้” คำพูดสวี่ซูถิงราบเรียบ คล้ายบอกว่าวันนี้อากาศดี เนื้อหมูขึ้นราคาอย่างไรอย่างนั้น “หมั้นหมายเทียบกับแต่งงานแล้วยังง่ายกว่ามาก นี่คงไม่ถึงกับทำให้คุณลำบากหรอกใช่ไหม”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” เย่เฟิงได้แต่ตั้งหลักคิดแทนสวี่ซูถิง “ผู้จัดการสวี่ คุณคิดดู คุณแต่งงานกับผมไม่ได้แน่ จริงไหม”

สวี่ซูถิงนึกในใจนายรู้ตัวเหมือนกันเหรอ

“คุณพูดไม่ผิดสักนิด เย่เฟิง ถ้าทำให้คุณลำบาก ฉันต้องขออภัยอย่างสูง แต่ฉันจำเป็นต้องพูดไว้ก่อน ตอนนี้พวกเราล้วนเล่นละคร ไม่ว่าใครก็ไม่อาจถือเป็นเรื่องจริงจัง”

เย่เฟิงคลายใจลง

“ถ้าอย่างนั้นผมก็วางใจ แต่งานหมั้นคงจัดลับๆ ล่อๆ ไม่ได้ หากคนในบริษัทรู้ หรือคนที่จะเป็นแฟนคุณในอนาคตรู้ ถึงตอนนั้นคุณจะอธิบายกับเขาว่ายังไง”

สวี่ซูถิงส่ายหน้า

“ตอนนี้จะไปคิดถึงขนาดนั้นได้ยังไง ได้แต่แก้ปัญหาไปทีละขั้น เย่เฟิง ทำไมคุณบ่ายเบี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะแฟนของคุณหรือเปล่า อย่างนี้แล้วกัน คุณนัดเธอให้ออกมาพบฉัน ฉันจะอธิบายให้เธอฟังเอง ถ้าความสุขของพวกคุณถูกทำลายเพราะเรื่องของฉัน ฉันคงผิดบาปมาก”

“หา” เย่เฟิงงันไป ในที่สุดก็ส่ายหน้า “ไม่ต้องๆ แฟนผมมีเหตุมีผล น่าจะไม่มีปัญหา”

ระหว่างมองผู้จัดการสวี่ ใจเย่เฟิงก็มีโคลงผุดขึ้นมาบทหนึ่ง

 

เดือนสารทแม้เวิ้งว้างเปล่าดาย

แต่ในใจข้ายังเหนือกว่าวสันต์

หนึ่งกระเรียนดั้นเมฆล่องนภา

โคลงของข้าพลอยกรีดฝ่าสู่ฟ้าคราม

 

เย่เฟิงคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ขณะที่หลิวเมิ่งเต๋อ ( เชิงอรรถ - หรือหลิวหยู่ซี เป็นกวีในสมัยราชวงศ์ถัง ) แต่งโคลงบทนี้ในต้นฤดูใบไม้ร่วง ทำไมจิตใจจึงฮึกเหิมขนาดนั้น ตอนนั้นหลิวเมิ่งเต๋อเพิ่งถูกลดขั้น แต่หัวใจกับปลอดโปร่งห้าวหาญ แสดงว่าภูมิต้านทานต่อการถูกโจมตีของเขาจะต้องเหนือกว่าตนเองมาก ...หรือไม่ก็หน้าชื่นอกตรมเช่นกันกับตน

ความฝันเอย ความฝัน เย่เฟิงนั้นต่อให้เป็นในฝันก็ยังคิดไม่ถึงว่า อยู่ดีๆ ตนเองจะมีว่าที่ภรรยาเพิ่มมาหนึ่งคน

ฤดูใบไม้ร่วงคราวนี้ไร้ความเมตตาปราณีอันสูงส่งใด เย่เฟิงมีแต่ความรู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูก

ความอึดอัดนี้เกิดจากที่ไหนกัน

เย่เฟิงคิดอยู่นาน จึงพบว่าตนเองหลังจากได้พบสวี่ซูถิง วิถีชีวิตก็คล้ายเปลี่ยนไป นับแต่มาทำงานที่ไคทว่อเจ่อ ทุกครั้งที่เห็นสองไหล่บอบบางของเธอ เห็นคิ้วที่ขมวดเล็กน้อยของเธอ ก็ไม่ต้องการให้เธอผิดหวังอีก

เขานึกถึงเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ร้องว่า คุณมักใจอ่อนเกินไป ใจอ่อนไป ไม่ว่าปัญหาใดด้วยแบกรับไว้เอง ไม่ผิดแล้ว ตนเองใจอ่อนเกินไป ลืมเลือนส่งปัญหาให้ผู้อื่นช่วยแบกรับไว้!

ดังนั้นตัวเขาอยู่ดีๆ จึงรับงานลูกค้ามาสองเจ้า อยู่ดีๆ จึงทำงานทั้งสองชิ้นนั้น หลังจากนั้นอยู่ดีๆ ยังกลายเป็นแฟนของสวี่ซูถิง ตอนนี้ยังก้าวหน้าไปทีละขั้น มาถึงขั้นเป็นว่าทีสามีภรรยากับเธอแล้ว

แม้จะรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง และเขาก็รู้ว่าสวี่ซูถิงไม่มีทางอยู่กับคนอย่างเขา แต่ในใจเขายังอดหวั่นไหวไม่ได้ หากคุณนายสวี่พูดมาประโยคเดียวว่า การผ่าตัดครั้งนี้ต้องรอให้หลานเกิดก่อน นั่นจะทำอย่างไร

แต่สวี่ซูถิงไม่รู้ว่าเย่เฟิงคิดไปไกลถึงไหน ส่วนเย่เฟิงย่อมไม่กล้าถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา หากสวี่ซูถิงรู้เข้าว่าเขากังวลอะไร คงจับเขาโยนลงมาจากตึกสูงที่สุดของเมือง S แน่นอน!

ที่จริงความคิดสวี่ซูถิงรอบคอบอย่างยิ่ง ทั้งหวังว่าเรื่องของตนเองจะไม่ไปทำลายความรักของเย่เฟิง ยิ่งหวังว่านัยยะที่แฝงไว้ จะทำให้เย่เฟิงไม่ต้องคิดมากไป

ที่เย่เฟิงปฏิเสธความเห็นอันสุภาพของเธอ หนึ่งนั้นเพราะเขาไม่มีแฟน สอง ต่อให้มีแฟน ก็ไม่เหมาะให้ผู้หญิงอีกคนไปบอกว่า ขอยืมแฟนคุณไปเป็นว่าที่สามีฉันสักครู่ อาทิตย์หน้าจะคืนให้ แม้เย่เฟิงจะไม่ฉลาดเท่าไหร่ แต่เขาก็รู้ว่ามีแต่ผีเท่านั้นล่ะที่จะเชื่อ ว่าทั้งหมดเป็นแค่เรื่องงาน

ตอนที่เขามาถึงบริษัท พวกเสิ่นหยางหลายคนนั้นก็เงยหน้ามองเขาอย่างเซื่องซึม สายตามีแต่แววเหนื่อยล้า

ตอนแรกเขาดูการแต่งกายของเย่เฟิงแล้ว ตัดสินว่าเจ้าเด็กนี่เป็นแค่ไก่อ่อน ไม่เคยเห็นโลกอะไรมากนัก แค่ใช้ลูกไม้นิดหน่อยก็จะเขี่ยกระเด็นออกไปได้อย่างง่ายดาย แต่หลังจากที่คบหากันมาหลายวัน เสิ่นหยางจึงพบว่า เด็กนี่เป็นจอมตอแหลคนหนึ่ง

ความปลิ้นปล้อนของคนซื่อน่ากลัวอย่างยิ่ง นี่เป็นข้อสรุปที่เสิ่นหยางเพิ่งได้มา

เนื่องจากเขาซื่อ ดังนั้นจึงได้รับความเชื่อถือจากผู้จัดการสวี่ง่ายกว่าพวกอัจฉริยะ เนื่องจากเขาดูไปคล้ายจริงใจ ดังนั้นจึงชิงงานตึกฉางเซิงของตนไปได้โดยไม่ให้สุ้มให้เสียง

เสิ่นหยางเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉินเฉิงซิ่น คับแค้นจนอัดอก ท่าทีของฝ่ายนั้นแม้ยังถือตัวว่าเหนือกว่า ทำเหมือนเป็นฝ่ายลดตัวลงมาติดต่อด้วย แต่เขาฟังออก งานนี้ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว คนปลายสายบอกให้พวกเขาเตรียมตัว อาทิตย์หน้าจะเริ่มลงมือทำงาน พรุ่งนี้ให้ไปปรึกษาเรื่องแผนงานอีกรอบ

ตอนที่วางโทรศัพท์ เสิ่นหยางนึกอยากตัดสายทิ้ง โยนโทรศัพท์ออกไปนอกตึก แต่เห็นสายตาสมเพชของลูกน้องทั้งสอง ในที่สุดเขาก็สงบจิตสงบใจ ยิ้มออกมาเล็กน้อย ตกลงใจว่าจะไม่บอกข่าวเรื่องนี้กับเย่เฟิง จะทำเหมือนไม่เคยรับโทรศัพท์สายนี้มาก่อน

เย่เฟิงแม้เคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า ยินยอมล่วงเกินสิบวิญญูชน แต่ไม่อาจล่วงเกินคนต่ำช้าสักผู้หนึ่ง แต่เนื่องจากเสิ่นหยางกลบเกลื่อนได้แนบเนียนมาก เย่เฟิงจึงมองไม่ออกว่าเขากำลังทำตัวเหมือนสายลับที่กลมกลืนไปกับหมู่คน แถมตอนเดินเข้ามา แม้เขาจะอยากกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แต่คนอื่นๆ ทำท่ารังเกียจเหมือนเขาเป็นตัวเชื้อโรค มีแค่อู๋หงคนเดียวที่ทำท่าเหมือนเทวดาในชุดขาว โรคซาร์สอยู่ที่ไหนเธอพร้อมบุกไปที่นั่น เย่เฟิงจึงได้แต่ทิ้งความตั้งใจไป

ชายหนุ่มหลบสายตาอู๋หงที่จ้องรุกตรงมา เดินตรงกลับไปยังที่นั่งตัวเอง ในหัวมีแต่เรื่องงานหมั้น รู้สึกว่างานของตึกฉางเซิงยังจัดการง่ายกว่าอีก

แล้วนี่เขาจะไปหาพ่อแม่มาจากไหน

ชายหนุ่มกดปุ่มเปิดคอมพิวเตอร์ แต่กลับพบว่าไฟไม่ติด ดูท่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้คงผ่านศึกมานาน เก็บเกราะกลับบ้านเก่าไปแล้ว

เขาเดินไปหาจางเสี่ยวจ้วนที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าอย่างเก้ๆ กังๆ

“เสี่ยวจ้วน คอมฯ ผมพังแล้ว”

“หา จริงเหรอ งั้นทำยังไง” คำพูดจางเสี่ยวจ้วนทำเอาเย่เฟิงกลุ้มจนแทบคลั่ง

“แต่ก่อนทำยังไง” เขาถามต่อไปอย่างอดทน

“แต่ก่อนไม่เคยเสีย มันเป็นของมียี่ห้อ” จางเสี่ยวจ้วนอ้างเต็มปากเต็มคำ ตอนพูดคำว่ายี่ห้อยังให้ความรู้สึกบูชาที่ยากจะบรรยายอยู่ด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในสายตาเธอ ยี่ห้อเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพ อีกทั้งเธอทำงานที่บริษัทมาครึ่งปีกว่าแล้ว ไม่เคยเจอเรื่องอย่างนี้เลย และก่อนหน้านี้เธอก็ทำงานอยู่บริษัทใหญ่ มีแผนกตรวจสอบระบบภายใน มีแผนกซ่อมบำรุงโครงข่าย บางครั้งคอมพิวเตอร์ตนเองติดไวรัส ก็หาคนอื่นมาจัดการแก้ปัญหาให้

“คุณทำพังได้ยังไง” จางเสี่ยวจ้วนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าปรากฏแววเบื่อหน่าย ทั้งยังแฝงความดูถูกอยู่หลายส่วน

ได้ยินว่าผู้ชายส่วนใหญ่เข้าอินเตอร์เน็ตดูเว็ปไซต์ลามกอนาจาร จึงติดไวรัสที่หน้าตาเหมือนซิฟิลิสกับเอดส์ เย่เฟิงคงไม่ได้ติดไวรัสอย่างนั้นหรอกใช่ไหม

เย่เฟิงกลุ้มใจ นึกอยากบอกว่า พี่สาว คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ผมยังไม่เคยใช้เลย แต่คิดอีกที ประโยคนี้พูดไปก็คงไม่ประทับใจคนฟังเท่าไหร่ ได้แต่พึมพำว่า “ที่จริงก็มีพนักงานซ่อมบำรุงมืออาชีพอยู่ตั้งมาก โทรไปเรียกเขามาซ่อมก็ได้”

“ไม่ต้องจ่ายเงินเหรอ” จางเสี่ยวจ้วนใบหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนนางฟ้า แต่เย่เฟิงนึกอยากเอารองเท้าไปประทับสักรอยโตๆ

“ต้องจ่ายสิ”

“แต่เรื่องเงินต้องให้ผู้จัดการสวี่จัดการ วันนี้ผู้จัดการสวี่ไม่มา คุณรีบหรือเปล่า” จางเสี่ยวจ้วนมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาสงสาร พอๆ กับความสงสารของแม่เล้าตอนถามอาเสี่ยที่กำลังรีบว่าทนไหวไหมนั่นล่ะ

“ไม่รีบ ไม่รีบ” เย่เฟิงได้แต่ส่ายหน้า สะกดกลั้นความอยากอาละวาด เดินกลับไปที่นั่ง

จางเสี่ยวจ้วนตอนนี้จึงรู้สึกเย่เฟิงไม่ขัดหูขัดตา กลับไปเล่นเกมที่เล่นติดกันมาแล้วหลายเดือนของเธอต่อ

ผ่านช่วงเช้าไปด้วยการปิดตาพักสติ พอเข้าช่วงบ่าย เย่เฟิงก็นึกออกวิธีหนึ่ง ...ไม่ต้องถามเลย คือขอให้ผู้เร้นกายคนนั้นช่วยอย่างทุกครั้งที่ผ่านมานั่นเอง

ผู้เร้นกายคนนี้บนครอบคลุมแผ่นฟ้า ล่างครอบคลุมผืนดิน ตรงกลางยังควบคุมลมฟ้าอากาศ สิ่งที่ยากสำหรับตนเอง เมื่อถึงมือผู้เร้นกาย ก็กลายเป็นเรื่องเล็กไป!

“ฮัลโหล ท่านผู้เฒ่านอนกลางวันแล้วหรือยัง” เย่เฟิงเอ่ยน้ำเสียงนอบน้อม

ผู้เร้นกายถอนหายใจ

“เพื่อเธอ ฉันย้ายเวลาพักผ่อนของตัวเองไปไว้ช่วงดึกดื่นเช้ามืดแล้ว หาฉันมีเรื่องอะไรอีก”

“ผมจะหมั้นแล้ว” เย่เฟิงรู้สึกว่าเรื่องนี้พูดไปแล้วควรเป็นข่าวช็อกโลก เพราะผู้เร้นกายเคยบอกว่า คนขี้แพ้อย่างเขา ถ้ามีคนมาชอบก็ประหลาดแล้ว เขาไม่เคยเห็นใบหน้าของที่อยู่อีกฝั่งของ NPC แต่ฝ่ายนั้นรู้จักเขาราวกับนิ้วมือตัวเอง เขาแม้ประหลาดใจ แต่ไม่เคยคิดถามสาเหตุมาก่อน

อีกฟากหนึ่งของ NPC เงียบไปครู่ใหญ่ จึงเอ่ยว่า

“งั้นหรือ อย่างนั้นยินดีด้วย ไม่ทราบคุณหนูบ้านไหนตาบอด คลำไปเจอเธอได้”

“จะบ้านไหนคุณก็ไม่ต้องกังวล ผมแค่อยากขอร้องเรื่องหนึ่ง” เย่เฟิงอธิบายจุดประสงค์ตัวเองว่า “งานหมั้นต้องมีญาติผู้ใหญ่ แต่ผมเหมือนจะไม่มี”

ตอนที่เขาพูดประโยคนี้ หัวใจก็เต้นแรงขึ้น ไม่รู้ว่าหวังอะไรอยู่กันแน่

“งั้นเธอจะเอายังไง” ผู้เร้นกายไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพียงถามเรียบๆ “จะเชิญฉันไปเป็นญาติผู้ใหญ่เธอหรือ”

“คุณสะดวกไหม” เย่เฟิงคิดแบบนี้อยู่จริงๆ

“ไม่สะดวก” ผู้เร้นกายปฏิเสธคำขอของเขาเป็นครั้งแรก

“อ้าว” เย่เฟิงเริ่มปวดหัว “มีวิธีอื่นไหม”

“มีแน่นอน” ผู้เร้นกายถอนหายใจ “ฉันรู้ว่ามีคลับแห่งหนึ่ง คล้ายรับจัดการปัญหายุ่งยากแนวนี้ เธอลองไปดูก็ได้”

หนังสือแนะนำ