บทที่ 2 สมัครงาน

“ชื่อแซ่?”

“เย่เฟิง”

“เพศ?” หญิงสาวถือเอกสารสมัครงานหนึ่งแผ่น คิ้วขมวดเล็กน้อย เอกสารนี้เป็นแค่สำเนา บางเฉียบเพียงแผ่นเดียว กรอกข้อมูลส่วนตัวอย่างเรียบง่าย แถมส่วนใหญ่จะเว้นว่างไว้ ดูท่าเจ้าของเอกสารคงเกียจคร้าน รักน้ำหมึกยิ่งกว่าทองคำ

เย่เฟิงอดสำรวจตัวเองไม่ได้

“น่าจะผู้ชาย”

หญิงสาวถลึงตาใส่เย่เฟิง แต่กลับดูน่ารักกว่าเดิม

“ฉันถาม คุณก็ตอบ ไม่ต้องเล่นลิ้น จะทำงานต้องรู้จักพูด แต่รู้จักพูดไม่ได้หมายถึงปากมาก understand?”

“อันเดอร์สะแตน” เย่เฟิงตอบ ฟังอย่างไรก็เหมือนมาจากลอนดอน

หญิงสาวอึ้ง เริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง

“คุณพูดภาษาอังกฤษได้หรือ”

“ได้นิดหน่อย” เย่เฟิงนำเสนอตัวเองเต็มที่ แต่แล้วนึกทบทวนดู ยังคงเสริมอีกประโยคด้วยสีหน้าราบเรียบ “แต่เรียนด้วยตัวเอง”

“แสดงว่าเป็นอัจฉริยะเรียนรู้ด้วยตัวเอง!” หางเสียงเธอเสียดสีเล็กน้อย “งั้นลองแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษให้ฉันฟังหน่อย”

หญิงสาววางกระดาษลง มองเย่เฟิงอย่างตั้งใจ ถ้าพูดกันอย่างเกรงใจ ต้องบอกว่าเธอกับฟางจูหยุนเป็นหญิงสาวคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง เธอคิ้วเรียวราวกับวาด ผิวขาวผ่อง ผมตัดสั้น คล่องแคล่วมั่นใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเธอทั้งสองต่างเป็นสาวแกร่ง แต่ฟางจูหยุนนั้นเหมือนคุณหนูตระกูลเล็ก ส่วนหญิงสาวตรงหน้ากลับเป็นผู้ดีตระกูลใหญ่ ว่ากันถึงหน้าที่การงาน หญิงสาวคนนี้ประสบความสำเร็จสูงกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย เธอชื่อสวี่ซูถิง เป็นเจ้าของบริษัทที่เย่เฟิงมาสมัครงาน

สินค้าของบริษัทนี้ไม่ซับซ้อน เพราะเพิ่งเริ่มตั้งกิจการ ตอนนี้มีสินค้าอยู่ชนิดเดียว คือเครื่องอินฟราเรด ส่วนใหญ่ใช้กับกลอนประตูไฟฟ้า ไม่ต่างจากแบบที่บริษัทเดิมของเย่เฟิงขายเท่าไหร่ แต่ขนาดของบริษัทห่างชั้นกันอย่างไม่ต้องสงสัย หากคนอื่นรู้ว่าเขาทิ้งบริษัทใหญ่ มาเข้าบริษัทเล็กๆ ไม่มีชื่อเสียง คงบอกว่าเย่เฟิงสมองกลวง ตัดสินใจผิด แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจอะไร คนมากมายประจักษ์มาแล้วว่าเย่เฟิงเป็นพวกสมองกลวงจริงๆ

แต่ที่เย่เฟิงอยู่ตรงนี้เพราะมีเหตุผล เขาไม่ได้มาเพราะบริษัทเปิดโอกาส ถ้ามีความสามารถจะได้ก้าวหน้า และไม่ใช่เพราะเห็นหญิงสาวสวย จึงจงใจเข้ามาหว่านเสน่ห์ แต่สาเหตุหลักเพราะระหว่างที่เขากำลังถือเอกสารสมัครงาน ถูกคลื่นมนุษย์ที่กำลังหางานเบียดไปมาจนอยากหาที่นั่งพักนั้นเอง บังเอิญคนที่อยู่ด้านข้างเขาเกิดลุกขึ้นด้วยสีหน้าหมดหวัง เย่เฟิงดีใจจนไม่ทันมอง พอหย่อนก้นนั่ง ก็วางกระดาษลงบนโต๊ะ แถวๆ มือซ้ายสวี่ซูถิงพอดิบพอดี

ส่วนสวี่ซูถิงนั้นกำลังยื่นมือจะคว้าเอกสารมาอ่าน บริษัทเธอไม่เข้มงวดเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร แต่รายได้น้อยแค่ห้าร้อยหยวน มีคอมมิชชั่นเพิ่ม ไม่มีค่ากินอยู่ให้ เงินเดือนขั้นต่ำห้าร้อยนี้ถือว่าน้อย ที่เมือง S พอให้เช่าหอพักแบบคนโสดอยู่เท่านั้น ไม่รวมค่าน้ำไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้ นักศึกษาจบใหม่มากมายจึงเมินหนี หันไปสมัครงานบริษัทอื่นแทน พอคนสมัครงานโหรงเหรง สวี่ซูถิงก็ไม่สบายใจ ต้องมารับสมัครด้วยตนเอง เธอต้องการผู้ช่วยที่กล้าได้กล้าเสีย สู้งาน มีคุณสมบัติพื้นฐานของพนักงานขาย

ตอนที่แขนเรียวสวยของเธอยื่นมา เย่เฟิงกำลังวางเอกสาร จึงกลายเป็นว่าเขาส่งเอกสารให้สวี่ซูถิง หญิงสาวเลิกคิ้วเล็กน้อย ปรายตามองเย่เฟิงแวบหนึ่ง ให้คะแนนความประทับใจแรกพบสี่สิบ ...แต่แน่นอนว่าจากคะแนนเต็มร้อยยี่สิบ!

เสื้อเชิ้ตซักจนเหลือง ปกเสื้อเปื่อยยุ่ย ไม่ได้มาตรฐาน ผูกเนคไทเหมือนคล้องเชือกแขวนคอตาย ดูไม่ได้สักอย่าง เจ้าตัวเองก็ดูโลเล แค่ส่งเอกสารให้เธอยังไม่กล้า ทำท่าจะชักกลับไป โอ...สวรรค์ คนแบบนี้ก็มาสมัครงานด้วย แม้แต่ความสามารถจะนำเสนอตัวเองยังไม่มี สวี่ซูถิงแอบถอนใจ ทำไมคนสมัครงานเดี๋ยวนี้ถึงมาตรฐานแย่นัก

ความคิดช่วงต้นๆ ของหญิงสาวถูกต้องทั้งหมด และโชคดีที่สวี่ซูถิงยังไม่เห็นรองเท้าเปรอะฝุ่น แถมมีรอยขาดของเย่เฟิง ไม่อย่างนั้นคงเตะเขาออกไป Game over แต่แรก หากข้อสุดท้ายเธอเข้าใจเขาผิดไป ไม่ใช่ชายหนุ่มไม่กล้าส่งเอกสาร แต่รู้ว่าเธอเข้าใจผิด จึงจะดึงเอกสารกลับ เขาไม่เคยคิดจะขาย เอ่อ อะไรนะ แสงแห่งศตวรรษใหม่ ชื่อโหลแบบนี้ คงไม่ต่างจากที่เขาเคยขายมา

ความจริงตำแหน่งที่เย่เฟิงอยากทำคือยาม ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกาจ ตัวคนเดียวล้มแปดคนได้ แต่เพราะเขาอยากใช้ชีวิตอย่างนั้น คือยืนเฝ้าหน้าประตูทั้งวัน ไม่ต้องเดินทางติดต่อไปทั่ว เป็นตำแหน่งที่อู้ง่ายที่สุดจริงๆ แถมเงินเดือนยามก็ไม่น้อยเลย ส่วนใหญ่ได้กันแปดร้อยหยวน มีอาหารที่อยู่ให้ เย่เฟิงแค่คิดถึงก็ยิ้มจนตาหยี แต่น่าเสียดาย ตลาดสมัครงานวันนี้ไม่มีบริษัทใดรับตำแหน่งนี้

แต่เมื่อหญิงสาวให้เกียรติมา เขาก็ต้องตอบรับ ดังนั้นเย่เฟิงจึงตกบันไดพลอยโจน สมัครงานไปในลักษณะนี้

เมื่อต้องแนะนำตัวภาษาอังกฤษ เย่เฟิงก็กระแอม ตั้งอกตั้งใจนึก ในที่สุดก็โพล่ง “What’s you name?”

สวี่ซูถิงกำลังถือแก้ว เพิ่งดื่มน้ำไปได้ครึ่งเดียวก็พ่นพรวด น้ำกระเซ็นโดนศีรษะใบหน้าเย่เฟิง แต่ชายหนุ่มไม่ถือสา แค่ถามอย่างสงสัย “ที่ผมพูดไม่ใช่ภาษาอังกฤษเหรอ”

ห้วงสมองเขาผุดความเป็นไปได้ขึ้นมาหลายทาง เย่เฟิงจำได้เลือนลางว่าตัวเองพูดได้หลายภาษา หรือที่เขาพูดจะเป็นภาษาเยอรมันหรือฝรั่งเศส? เพียงแต่ความคิดนั้นผุดขึ้นแวบเดียวก็เลือนหาย เขาสั่นศีรษะ สลัดความคิดไร้สาระทิ้งไป

สวี่ซูถิงรู้สึกผิด รีบหาทิชชู่ส่งให้เย่เฟิง “ขอโทษๆ”

เย่เฟิงไม่ได้ลนลานตามเธอไปด้วย เขารับกระดาษมาเช็ดหน้าก่อนพูดต่อ “I, I, I...”

“พอๆ แนะนำเท่านี้พอ” สวี่ซูถิงอดไม่อยู่ ต้องตัดบทการแนะนำตัวภาษาอังกฤษของเย่เฟิง เธอกลัวจริงๆ ว่าผู้ชายคนนี้จะโพล่ง “I LOVE YOU!” ออกมา ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอคงต้องหารูมุดหนีไปแน่

แต่ตัวเองเพิ่งพ่นน้ำใส่หน้าเขา สวี่ซูถิงจึงพูดไม่ออกว่า คุณคะ คุณสมบัติคุณไม่ตรงกับบริษัทเรา แต่ขอบคุณที่มาสมัครงาน หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถาม “คุณเย่ คุณใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม”

ประโยคนี้พูดออกไปแล้วเธอก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง คำนวนจากความอัปยศของเย่เฟิงตอนนี้ ต่อให้ใช้คอมพิวเตอร์เป็น คงไม่พ้นพวกเล่นเกมเก็บแต้ม เกมไพ่ทั้งหลาย แต่คำตอบเย่เฟิงรวบรัดชัดเจนกว่านั้น

“เปิดปิดเครื่องได้ถือว่าใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือเปล่า”

สวี่ซูถิงพยักหน้า พยายามกลั้นยิ้ม เอ่ยอย่างจริงจัง

“เป็นแน่นอน!” เธอคิดอีกครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “คุณเย่เคยทำงานขายมาก่อนหรือเปล่า”

“เคยทำสองเดือน” เย่เฟิงตอบอย่างกระตือรือร้น แต่ความจริงรู้ดีว่าหมดหวัง ตัวเองให้สัมภาษณ์แบบนี้ หากยังได้งาน คงเป็นคราวเคราะห์ของทั้งบริษัททั้งตัวเขา

“ส่วนใหญ่ขายอะไร” สวี่ซูถิงถามอย่างอดทน จะอย่างไรก็ไม่มีคนมาสมัครงานอยู่แล้ว ถือว่าฆ่าเวลาแล้วกัน

“เหมือนจะไม่ต่างจากอันนั้นเท่าไหร่” เย่เฟิงชี้โปสเตอร์โฆษณาด้านหลังสวี่ซูถิง

“บริษัทอะไร” สวี่ซูถิงถามคำถามสุดท้าย เขาทำงานมาสองเดือน แม้แต่ชื่อสินค้าของบริษัทยังไม่รู้ชัด หากไม่โดนไล่ออก สวรรค์คงตาบอดแล้ว

“ไคทว่อเจ่อมั้ง” เย่เฟิงตอบเนิบๆ

“เอาล่ะ” สวี่ซูถิงวางเอกสารลง ยิ้มเล็กน้อยให้เย่เฟิง “คุณเย่ เราพอจะเข้าใจคุณแล้ว หากคุณสนใจ ก็ทิ้งเอกสารไว้ฉบับหนึ่ง” เมื่อเห็นท่าทางยึกยักลังเลของเขา สวี่ซูถิงจึงตัดสินใจไม่คืนเอกสารให้ “หากเราคิดว่าคุณสมบัติคุณเหมาะกับบริษัท ฉันจะติดต่อไป ขอบคุณที่มาสัมภาษณ์กับบริษัทไคทว่อเจ่อเตี้ยนจื่อ!”

ประโยคสุดท้ายทำเอาเย่เฟิงอึ้งไป เพ่งอ่านอย่างละเอียดจึงพบว่าบริษัทนี้ชื่อไคทว่อเจ่อ พอนึกทวนอีกรอบ ก็นึกได้ว่าบริษัทตนเองชื่อไคฮวงเจ่อ เย่เฟิงอดนึกขำไม่ได้ เมื่อครู่เขาบอกว่าตัวเองทำงานขายกับไคทว่อเจ่อมาสองเดือน ผู้จัดการสาวคนนี้ไม่ตบเขา ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว

เดิมเขาคิดจะนั่งพักต่ออีกสักหน่อย ออกไปทานข้าวกลางวันตอนยังเช้าขนาดนี้คงไม่ค่อยเหมาะ แต่เห็นแววตาพร้อมฆ่าคนของหญิงสาว เย่เฟิงก็ลุกขึ้น “ดีครับ ผมรอฟังข่าวจากบริษัทคุณนะครับ”

สวี่ซูถิงมองเงาร่างวูบไหวของเย่เฟิง แทบฉีกเอกสารเป็นสิบแปดชิ้น ขยำเป็นก้อน เผาไฟทิ้งให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่หวนคิดอีกครั้งก็ถอนหายใจ เก็บเอกสารนั้นไว้ วางในกองเอกสารสมัครงานอย่างไม่ใส่ใจ

 

เย่เฟิงทำสำเนาเอกสารไว้ห้าชุด สุดท้ายได้ใช้หนึ่งชุด แต่อย่างไรก็หางานรักษาความปลอดภัยที่หมายตาไว้ไม่ได้ ย่อมอึดอัดไม่สบายใจ หากจะว่าเขาไม่ได้เรื่อง ทำงานอื่นไม่ได้ก็ไม่ใช่ อย่างน้อยมีบริษัทขายประกันสองแห่งสนใจชายหนุ่มมาก กุลีกุจอเข้ามาทัก เรียกเย่เฟิงมานั่ง ถามนั่นถามนี่ ถามว่าเขาสนใจเข้าบริษัทดูหรือเปล่า

เย่เฟิงจึงทิ้งเอกสารไว้อีกสองฉบับก่อนเตลิดหนี จะให้เขาวันๆ ถือกระเป๋าหนัง แต่งตัวเนี้ยบไปคุยกับลูกค้า ทำเสียงอ่อนเสียงหวานเหมือนเป็นหลานชายอีกฝ่าย ต่อให้ตีเขาตายเย่เฟิงก็ไม่ทำ ขณะจะเดินออกก็เห็นสวี่ซูถิง หญิงสาวถือเอกสารหนาเป็นตั้งเดินไปยังทางออก เขาเดินตามไปไม่เร็วไม่ช้า ไม่ใช่ตั้งใจสะกดรอย แต่ทางออกมีเพียงทางเดียว

ไม่ทราบหญิงสาวเดินเร็วเกินหรือคนเยอะไป ยากหลีกเลี่ยงการชนการกระแทก ชายหนุ่มหลายคนเบียดเข้าหาเธอแบบมีจุดประสงค์แอบแฝง คิดลวนลามหากำไร แต่หญิงสาวถลันหลบได้อย่างว่องไวทุกครั้ง ส่วนเย่เฟิงนั้นต่างออกไป คนอื่นพอเห็นเขา ส่วนใหญ่ล้วนหลีกห่าง กลัวเขาจะชนตัวเอง

จังหวะนั้นชายคนหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือ ลุกลี้ลุกลนวิ่งเข้ามา คาดว่าคงได้รับโทรศัพท์เรียกไปทำงาน แต่ที่นี่เสียงดังเหลือเกิน ราวกับแมลงวันนับพันบินหึ่งๆ อยู่ข้างหู

เสียงโครมดังขึ้น เอกสารทั้งหมดของสวี่ซูถิงถูกชนร่วงลงพื้น เธออุทานคำหนึ่ง แต่ไม่ใช่เสียงกรีดร้องอย่างผู้หญิงทั่วไป ถลึงจ้องชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ ชายหนุ่มนั้นกลับพุ่งแหวกจากไปโดยไม่หันกลับมา เห็นชัดว่าตอนนี้งานสำคัญกว่าคำขอโทษมาก

เอกสารกระจายเต็มพื้น คนที่เดินผ่านก็เหยียบย่ำทับไปเหมือนไม่มีตามอง รอยรองเท้าโตๆ ประทับบนเอกสารสมัครงานหลายแผ่น เย่เฟิงไม่อยากเหยียบเอกสารสมัครงาน จึงได้แต่หยุดเดิน คิดเล็กน้อยก่อนงอตัวลง ช่วงสวี่ซูถิงเก็บเอกสาร

“ขอบคุณ” สวี่ซูถิงไม่เงยหน้าด้วยซ้ำ เก็บเอกสารอย่างรวดเร็ว ต่อให้แผ่นที่มีรอยเท้าก็เก็บหมดไม่ยอมทิ้ง เห็นชัดว่าเธอให้ความสำคัญกับการสมัครงานครั้งนี้มาก กระทั่งเห็นรองเท้าเปรอะฝุ่นคู่หนึ่ง จึงชะงักไป วินาทีที่เงยหน้ามาเห็นเย่เฟิง หญิงสาวแทบโพล่งออกมาว่าทำไมเป็นคุณอีกแล้ว!

เย่เฟิงปัดมือ ท่าทางภูมิอกภูมิใจในผลงาน รอให้สาวงามเชิญดื่มชาเป็นการตอบแทน คิดไม่ถึงสาวงามกลับค้อนเขาขวับ ชี้เท้าเขา เย่เฟิงจึงเพิ่งเห็นว่าใต้เท้ายังมีกระดาษอีกแผ่น รอจนกระดาษส่งถึงมือ สาวงามจึงเอ่ยด้วยเสียงดังพอๆ กับยุงว่า

“ขอบคุณ”

แล้วก็หมุนตัวจากไป ทิ้งเย่เฟิงยืนทื่อเป็นตอไม้อยู่ที่เดิม

เมื่อออกจากตลาดสมัครงาน เย่เฟิงก็มองไม่เห็นหญิงสาวแล้ว เขาสะบัดศีรษะ สีหน้าพลันเปลี่ยนไป ล้วงเอาของประหลาดชิ้นเดิมออกมา เย่เฟิงเรียกมันว่า NPC สารพัดประโยชน์ อ้อ แน่นอนว่าอาศัยภาษาอังกฤษระดับชานกรุงลอนดอนของเย่เฟิง ย่อมไม่มีปัญญาตั้งชื่อนี้ได้ และเขาก็ไม่ต้องเปลืองสมองไปตั้ง เพราะเดิมบนตัวเครื่องมีตัวอักษรนี้ประทับอยู่ ส่วน NPC จะแปลว่าอะไรนั้น เย่เฟิงคร้านจะไปสืบค้น

เห็นไฟสีแดงกะพริบวาบๆ อยู่จริงๆ เย่เฟิงกดปุ่มรับอย่างหงุดหงิด

“คุณว่างนักหรือ”

จังหวะนั้นคู่รักคู่หนึ่งเดินผ่านมา มองเย่เฟิงอย่างประหลาดใจ

“มือถือรุ่นใหม่หรือเปล่า”

“คุณซื้อให้ฉันเครื่องหนึ่งสิ” เด็กสาวหุ่นราวถังน้ำส่งเสียงแจ้วๆ อวดอำนาจ

“ดูก็รู้ว่าของไม่มียี่ห้อ” ชายหนุ่มทำหน้าไม่เห็นด้วย “เธอดูสารรูปเขา จะซื้อของมียี่ห้อได้หรือ”

“ว่าไปก็ใช่” หญิงสาวทำหน้าดูถูก เค้นเสียงเหยียดหยาม น้ำลายแทบกระเซ็นโดนหน้าเย่เฟิง

แต่ปกติเย่เฟิงมักเฉยชา ไม่สนใจท่าทีเช่นนี้ จะใส่ใจสายตาคนอื่นไปทำไม ไม่ได้ทำให้น้ำหนักขึ้นเสียหน่อย

“ผู้เร้นกาย พวกเราทำความตกลงกันได้ไหม”

“ตกลงอะไร” สุ้มเสียงแก่ชรานั้นยังคงเนิบนาบ

“เช่นคุณหายตัวไปสักหลายเดือน ผมจะเลี้ยงข้าว” เย่เฟิงครวญในใจ นี่เขากำลังหาเรื่องใส่ตัวหรือเปล่า

ปลายสายเงียบไปครู่

“เมื่อวานเธอให้ฉันช่วยสืบร่องรอยของไป๋เปาผีทำไม หรือเธอไม่รู้จริงๆ ว่าที่เธอใช้เป็นวิธีที่โง่ที่สุด”

“หรือครับ” เย่เฟิงโต้เสียงเย็นชา “แต่ผมชอบ!”

ปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่ ขณะที่เย่เฟิงกำลังคิดว่าฝ่ายนั้นคงโกรธจนเสียสติไปแล้ว ในที่สุดก็มีเสียงตอบมา “เรื่องหางานให้ฉันช่วยไหม”

“ไม่ต้องๆ” เย่เฟิงถอนหายใจ รีบส่ายหน้าบอกว่า “วันนี้ผมสมัครไปสองบริษัท ต่างก็บอกว่าผมมีความสามารถด้านการขาย ยังมีอีกหนึ่งบริษัทจะเชิญผมไปเป็นหัวหน้าฝ่ายขายอะไร แต่ผมรู้ตัวว่าความรู้จำกัดเรียนไม่สูง ปฏิเสธไปแล้ว” เขาเล่าอยู่เป็นนาน แต่ฝ่ายนั้นไม่มีปฏิกิริยาใดแม้แต่น้อย จึงอดถามไม่ได้ “คุณคิดอะไรอยู่”

“ฉันคิดว่าเธอไม่แค่ขายเก่ง ยังคุยโม้เก่งด้วย” อีกฝ่ายตอบมาเท่านี้ ก็ตัดการสนทนาไปทันที

เย่เฟิงเหม่อมอง NPC สารพัดประโยชน์อยู่พักใหญ่ๆ เบ้ปากบ่น

“โรคจิต!”

 

เดิมเย่เฟิงวางแผนว่าจะหางานก่อน ค่อยคิดถึงปัญหาเรื่องห้องพัก แต่ตอนนี้ไฟเริ่มลนก้นแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจ ตัดสินใจไม่คิดอะไรมาก วันนี้ยังไงก็ต้องหาห้องพักให้ได้ ไม่งั้นเขาคงต้องหิ้วสัมภาระไปปูเสื่อนอนที่เชิงสะพานกับคนจรจัดแน่ เขาดูนาฬิกาจากมือถือ เห็นเหลือเวลาเพียงสี่ชั่วโมง รู้สึกร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อย

แน่นอนว่าคุณชายของพวกเราเพียงรู้สึกร้อนใจเล็กน้อยเท่านั้น รอจนเขาทานข้าว ดื่มชาเสร็จ เวลาก็เหลือไม่ถึงสองชั่วโมง เย่เฟิงดูนาฬิกา ถอนหายใจอีกรอบ กลับคิดถึงผู้เร้นกายขึ้นมา อย่างน้อยหมอนั่นก็มีความสามารถ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็รู้ไปหมด แต่ชายหนุ่มจะไม่เป็นฝ่ายติดต่อไปหาฝ่ายนั้นเองเด็ดขาด เพราะสังหรณ์ว่าหากมีฝ่ายนั้นอยู่ ตนเองจะรู้สึกเหมือนทุกสิ่งล้วนผิดพลาด!

หลังคิดอยู่ครู่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจกลับไปเก็บสัมภาระ เจ้าของห้องเช่ารู้จักแต่เงินไม่รู้จักคน สมบัติเก่าแก่ของเขาแม้ไม่มีราคาเท่าไหร่ แต่หากเอาไปขายยังได้อยู่หลายร้อยหยวน หากเมื่อกลับถึงห้อง เย่เฟิงกลับพบว่าสัมภาระของตนเองเดินอาดๆ มากองอยู่ตรงหน้าประตูเองเรียบร้อย รอเจ้าของมารับอย่างใจจดใจจ่อ กลอนประตูถูกเปลี่ยนใหม่ หน้าตากลอนไม่ค่อยเป็นมิตรเอาเสียเลย!

หากเป็นคนอื่น คงต้องหาตัวเจ้าของห้องมาคุยกันให้รู้เรื่อง แต่เย่เฟิงกลับหิ้วสัมภาระขึ้นอย่างว่าง่าย วางกุญแจคืนให้เจ้าของห้อง ก่อนเริ่มต้นร่อนเร่หาที่พัก

ปัจจุบันเมืองใหญ่ค่อนข้างแออัด ทุกคนต่างย้ายมาอาศัยเบียดเสียดกันที่เมือง S อย่าว่าแต่ซื้อบ้าน แม้แต่หาห้องเช่ายังลำบากอย่างยิ่ง ตอนนี้ดึกแล้ว เย่เฟิงหอบสัมภาระคิดจะไปนอนที่สวนสาธารณะสักคืน แต่คิดไม่ถึงคำกล่าวที่ว่า ‘สวรรค์ไม่สะบั้นหนทางคน’ กล่าวไว้ไม่ผิดพลาด เขาเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เห็นบนเส้นไฟฟ้ามีกระดาษขาวติดไว้ ตัวอักษรสวยงาม

ดีที่สายตาเขาไม่เลว ถอดแว่นแล้วยังเห็นชัดกว่าใส่แว่นเสียอีก บนกระดาษเขียนข้อความง่ายๆ บอกว่าต้องการรูมเมท แบ่งห้องให้เช่าหนึ่งห้องจากห้องชุดแบบสามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น และหนึ่งห้องครัว ค่าเช่าห้าร้อยหยวน รวมค่าน้ำไฟแล้ว!

แน่นอนว่าด้านล่างยังมีตัวอักษรเล็กๆ อีกบรรทัด ขอรูมเมทที่มีสัมมาอาชีพ ไม่มีงานอดิเรกชั่วร้าย

เย่เฟิงย่อมไม่คิดว่าตัวเองมีงานอดิเรกชั่วร้าย งานที่เขาเคยทำมาก็เป็นสัมมาอาชีพ แค่ตอนนี้ตกงานเท่านั้น

“ไปดูก่อนแล้วกัน” เย่เฟิงอารมณ์ดีขึ้น แอบยิ้มกับตัวเอง รู้สึกว่าเงื่อนไขทั้งหมดทั้งมวลล้วนเข้าทางตน คนอื่นต่อให้คิดแย่งก็ไม่มีสิทธิ์ เขาหยิบมือถือขึ้นมาต่อสาย ภาวนาให้เทพกวนอูปกป้องห้องไว้ อย่าให้ถูกใครเช่าไปก่อน หญิงสาวคนหนึ่งรับโทรศัพท์ น้ำเสียงชัดเจนสดใส พอได้ยินเย่เฟิงจะเช่าห้อง ก็บอกว่ายังมีห้องว่าง แค่แบกสัมภาระไป ก็เข้าพักได้ทุกเมื่อ

เย่เฟิงวางโทรศัพท์ คว้าสัมภาระได้ก็ออกเดินด้วยฝีเท้าเร็วราวกับเหาะ กลัวว่าหากช้าสักนิด จะถูกคนอื่นตัดหน้าไป

กระทั่งถึงบริเวณห้องเช่า เห็นสิ่งแวดล้อมไม่เลว อากาศก็สดชื่น เพียงแต่ยุงบินว่อนเสียงหึ่งๆ ราวเครื่องบินทิ้งระเบิด ถือเป็นข้อเสียเล็กน้อย ตัวตึกเป็นแบบเก่า ไม่มีลิฟท์ ห้องอยู่ชั้นห้า ซึ่งไม่ลำบากนัก เย่เฟิงหิ้วสัมภาระวิ่งขึ้นชั้นห้า ไม่หอบหายใจเลยสักนิดเดียว เขาวางของลง จัดเนคไท ถ่มน้ำลายมาใช้ปาดผมต่างเจล สูดหายใจลึกๆ แล้วจึงเคาะประตู อีกฝ่ายเป็นหญิงสาว เขาควรสร้างความประทับใจแรกพบที่ดี

เสียงประตูเปิดดังขึ้น ใบหน้าแก่ชราเต็มไปด้วยริ้วรอยใบหนึ่งยื่นออกมา เย่เฟิงระบายลมหายใจ ดูท่าเขาคงคาดผิดไป นี่ไม่ใช่หญิงสาว แต่เป็นย่าของหญิงสาว เขายังคงยิ้ม เต็มไปด้วยความปรารถนาดี หญิงชรากลับจ้องเย่เฟิงเหมือนมองศัตรู ถามอย่างเย็นชา

“เธอเป็นใคร”

เย่เฟิงมองหญิงชรา ลังเลเล็กน้อย

“ที่นี่มีห้องเช่าหรือเปล่าครับ”

“ไม่มี!” หญิงชราปิดประตูทันที เสียงปังดังลั่น

ห้อง 501? ไม่ผิด น่าจะเป็นห้องนี้ เย่เฟิงชักสงสัย หันไปดูป้ายบนประตู ทันใดนั้นก็รู้ตัวว่าผิดแล้ว แม้สีที่ทาป้ายหน้าห้องจะกะเทาะร่อนไปบ้าง แต่นี่ห้อง 601! เป็นเขาเองที่เร็วเกินไป วิ่งเลยมาหนึ่งชั้น!

เย่เฟิงหัวเราะเยาะตัวเอง เดินช้าๆ ลงไปชั้นล่าง ครั้งนี้ดูประตูจนแน่ใจแล้วจึงเคาะเบาๆ สองครั้ง เสียงประตูเปิดดังขึ้น คราวนี้คนเปิดเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง ผมประบ่าเปียกชื้น คงเพราะอากาศร้อนจึงเพิ่งอาบน้ำเสร็จ คิ้วตาแจ่มใส กำลังถือผ้าขนหนูผืนหนึ่งซับผม จ้องมองเย่เฟิง

“เช่าห้องเหรอ”

เย่เฟิงพยักหน้า พริบตานั้นไม่ทราบควรเริ่มต้นอย่างไร บางครั้งความขี้อายก็มีข้อดี หญิงสาวนั้นอาจเห็นดวงตาสีดำกลมกว้างของเขาดูซื่ออย่างยิ่ง จึงยิ้มเล็กน้อย เปิดประตูออก แหย่ว่า

“เข้ามาดูเถอะค่ะ แล้วทำไมหอบสัมภาระมาด้วย เงินล่ะเอามาหรือเปล่า”

“ห้องเดิมผมหมดสัญญาพอดี หาที่อื่นไม่เจอจริงๆ” เย่เฟิงอธิบาย รู้สึกอีกฝ่ายเป็นคนเปิดเผย จึงหยิบเงินออกมาหนึ่งพันหยวน “หากคุณคิดว่าผมเหมาะจะเป็นรูมเมท นี่ก็เป็นค่าเช่าสำหรับสองเดือนครับ”

ที่ยื่นให้พันเดียวนี่ไม่ใช่เพราะเขาเหลือเงินเท่านี้พอดี แต่เพราะปกติเขาเช่าห้องที่ไหนไม่เคยเกินสองเดือนมาก่อน อย่างมากก็สามเดือน ฉะนั้นส่วนใหญ่เขาจะพักในฐานะรูมเมท ไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำห้อง

ต่อให้ต้องย้ายบ้าน สัมภาระเขาก็จัดลงกระเป๋าใบเดียวพอ กลับไม่ลำบากเท่าใด

เด็กสาวรู้สึกว่าน่าขัน เธอเคยเห็นคนซื่อ แต่ไม่เคยเห็นใครซื่อขนาดนี้มาก่อน ความประทับใจแรกพบถือว่าไม่เลว สายตาของเธอย่อมต่างจากสวี่ซูถิงที่มาสัมภาษณ์ สวี่ซูถิงนั้นต้องการพนักงานขายที่กล้าสู้กล้าลุย โอ่อ่าผ่าเผย แต่เด็กสาวต้องการรูมเมท คนซื่อย่อมดีกว่า ไม่อย่างนั้นคงไม่ขอคนที่มีสัมมาอาชีพ

“จ่ายแค่เดือนเดียวก่อนเถอะ คุณไม่ดูห้องก่อนเหรอ”

เย่เฟิงพยักหน้า ก้าวเข้าไปเปิดประตูบานหนึ่ง

“ไม่ใช่ห้องนั้น!” เด็กสาวร้องลั่น เสียงแหลมสูงทะลุทุกมาตรวัด

เย่เฟิงก็ปิดประตูอย่างรวดเร็ว ยกกระเป๋าเดินทางขึ้นทันที

“ขอโทษ ผมไม่เช่าแล้ว”

เขายื่นมือขอเงินคืน นึกเสียใจที่ตนเองจ่ายเร็วไปหน่อย แม้อยากรีบเตลิดหนี แต่หนึ่งพันนี้ไม่เอาคืนไม่ได้ หากใจกว้างยกให้คนอื่นไป สองเดือนนี้เขาคงต้องนอนข้างถนนแน่นอน

เด็กสาวสงสัย

“ทำไม คุณเห็นอะไรเข้า จูหยุน รีบออกมาเร็ว”

หญิงสาวอีกคนพุ่งออกมาราวเปลวเพลิง เสื้อสีชมพูตัวนั้นคงเพิ่งสวมเสร็จ ออกจะไม่เรียบร้อยอยู่บ้าง แต่ไม่มีทีท่าแตกตื่นโมโห กลับยิ้มกว้าง คว้ากระเป๋าเดินทางเย่เฟิงหมับ

“เย่เฟิง ทำไมเป็นนายไปได้”

ฟางจูหยุนตื่นเต้นดีใจจริงๆ ช่วงพักกลางวันเธอยังไปเดินตลาดสมัครงานมารอบหนึ่ง หวังว่าจะเจอเย่เฟิง เพราะโทรหาเขาเท่าไรก็ไม่เคยมีสัญญาณ เธอไม่รู้ว่าเย่เฟิงทิ้งหมายเลขเดิม เปลี่ยนเบอร์โทรใหม่แล้ว พอกลับมาก็หงุดหงิดไม่สบายใจ เข้าใจว่าคงไม่ได้เจอเย่เฟิงอีก ไม่นึกว่าครั้งนี้ชายหนุ่มกลับเดินเข้าประตูมาหา จะไม่ดีใจได้ยังไง!

“นายไปตายที่ไหนมา โทรหาก็ไม่ติด ฉันนึกว่านายถูกขายไปแอฟริกาแล้ว นี่ถือกระเป๋าทำอะไร รีบวาง” ฟางจูหยุนทางหนึ่งพูด ทางหนึ่งยื่นมือช่วยรับกระเป๋าจากเย่เฟิง เด็กสาวที่อยู่ด้านข้างเบิกตากลมโต สีหน้างุนงง

“จูหยุน เธอรู้จักเขาหรือ”

“จริงด้วย ลืมแนะนำพวกเธอไป นี่คือเติ้งซา เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของฉัน และเป็นเพื่อนซี้ของฉัน” ฟางจูหยุนหัวเราะ ความคับข้องใจในช่วงหลายวันนี้ถูกปัดทิ้งไปหมดสิ้น “คนนี้ชื่อเย่เฟิง เย่จากคำว่าใบเมเปิ้ล เฟิงจากคำว่าใบเมเปิ้ล!”

“เอ่อ คือ...” เย่เฟิงคิดอยู่ครู่ใหญ่ “ผมเรื่องมากเรื่องเช่าห้องนะ ในห้องมีเตียงหรือเปล่า ไม่มีเตียงไม่เอา ผมไม่ชินกับการนอนพื้น”

ฟางจูหยุนถลึงจ้องเขา มองลูกไม้เขาออกทะลุปรุโปร่ง

“ไม่มีเตียงจะนอนได้ยังไง ถ้าไม่มี นายก็มานอนเตียงฉัน” เติ้งซาตาแทบถลนออกมานอกเบ้า แต่ฟางจูหยุนยิ้ม รีบเสริมว่า “ส่วนฉันจะไปนอนฟูกตรงนั้นเอง”

เย่เฟิงกลืนน้ำลาย กลืนคำพูดต่อๆ ไปที่คิดจะพูดกลับลงไปด้วย เดิมเขาจะบอกว่า มีตู้เสื้อผ้าไหม ถ้าไม่มีตู้ไม่เช่า มีทีวีไหม ถ้าไม่มีทีวีก็ไม่เช่า แต่หากฟางจูหยุนยกห้องตัวเองให้เขาอยู่ คงยุ่งยากทีเดียว

“ที่จริงตอนแรกที่คุณเสนอห้องให้ผม ผมก็อยากจะย้ายมานะ” ในที่สุดเย่เฟิงก็ยิ้ม ตัดสินใจว่ายังไงก็คงแค่สองเดือน อย่างเก่งเขาก็หลบฟางจูหยุนเหมือนหลบเทพเจ้าแห่งโรคระบาดเท่านั้น อย่าว่าแต่ต่อให้เป็นเทพเจ้าแห่งโรคระบาดจริง ฟางจูหยุนก็เป็นเทพเจ้าโรคระบาดที่หน้าตาสะสวยทีเดียว

“งั้นทำไมนายไม่ติดต่อฉัน” ฟางจูหยุนไล่ซัก

เติ้งซามองคนทั้งคู่ ชักสงสัยว่าเย่เฟิงกำลังจับบทเฉินซื่อเหม่ยผู้ไร้หัวใจ ( เชิงอรรถ เฉินซื่อเหม่ยเป็นตัวละครในอุปรากรจีน เดินทางออกจากบ้านไปสอบเข้ารับราชการ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นราชบุตรเขย จึงทอดทิ้งพ่อแม่ลูกเมีย สุดท้ายถูกเปาเจิ่งหรือเปาบุ้นจิ้นตัดสินประหารชีวิต) หรือเปล่า รีบบอกว่า

“พวกเธอรู้จักกันก็ดีแล้ว จูหยุน เธอรับช่วงต่อ ฉันจะไปมาส์กหน้า นี่เงิน ค่าเช่าห้องของเย่เฟิง”

รอจนเติ้งซาไปแล้ว ทีท่าเย่เฟิงจึงค่อยเป็นธรรมชาติมากขึ้น

“ผมก็อยากติดต่อคุณ แต่... ใช่แล้ว มือถือร่วงลงโถส้วม ซิมการ์ดลัดวงจร ผมเปลี่ยนซิมใหม่แล้ว แต่ข้อมูลติดต่อหายหมดไม่เหลือ ผมยังคิดถึงเพื่อนร่วมงานที่ไคทว่อเจ่อ ไม่สิ ไคฮวงเจ่อ ได้เจอคุณก็ดีแล้ว คุณต้องช่วยผมลงข้อมูลติดต่อใหม่นะ”

“มือถือตกน้ำ ฉันว่าสมองนายต่างหากที่ตกน้ำ” ฟางจูหยุนทั้งโกรธทั้งขำ ไม่สนใจว่าข้ออ้างของเย่เฟิงจะมีช่องโหว่เป็นร้อยแห่ง มือเรียวงามยื่นไปตรงหน้าเย่เฟิง

คนทั้งสองยืนใกล้กัน แทบสัมผัสลมหายใจกันได้ เย่เฟิงมือไม้ปั่นป่วน เขาไม่คุ้นกับการรับมือเรื่องแบบนี้

“ค่าเช่าผมจ่ายไปแล้ว” ยื่นมือชี้มือฟางจูหยุน “นั่นไง หนึ่งพันหยวน”

“ค่าเช่าอะไร ฉันจะเอามือถือนายต่างหาก” ฟางจูหยุนตีมือเขา “นายจะให้ฉันช่วยลงข้อมูลติดต่อคนอื่นไม่ใช่เหรอ”

“ผมไม่รีบ ไม่รีบเลย” เย่เฟิงละล่ำละลัก แต่เห็นแววตาที่หญิงสาวมองเขา ในที่สุดก็ต้องควักโทรศัพท์มือถืออกมา

“ฉันก็ไม่ได้รีบ แต่ฉันกลัวแม่สาวน้อยจ้าวตันจะรีบ นายก็คิดถึงเธอเหมือนกันไม่ใช่เหรอ” ฟางจูหยุนถามเสียงราบเรียบ

“นั่น... ผมไม่ได้คิดถึงเธอเสียหน่อย” เย่เฟิงรีบอธิบาย

“งั้นนายคิดถึงใคร” ฟางจูหยุนถามพลางจ้องมองเขา

เย่เฟิงกระแอมจนคอแทบฉีก ในที่สุดก็เค้นออกมาได้ประโยคหนึ่ง

“ผมคิดถึงผู้จัดการเฉิน!”

ฟางจูหยุนหัวเราะจนตัวงอ สุดท้ายก็รับโทรศัพท์ไป พาชายหนุ่มไปดูห้อง

ห้องนั้นสะอาดเรียบร้อย เพียงแต่มีเตียงไร้ผ้าห่ม มีตู้มีโต๊ะ แค่เอาเสื้อผ้าเข้ามาก็ควรอยู่อาศัยได้เลย เย่เฟิงวางสัมภาระไว้ข้างเตียง นั่งลงช้าๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ฝั่งตรงข้ามพราวระยับไปด้วยแสงไฟ ทิวทัศน์ยามค่ำคืนสวยงามยิ่งนัก

“นายรอเดี๋ยว” ฟางจูหยุนนึกอะไรขึ้นได้ วิ่งตึงๆ ออกไปจากห้อง เพียงครู่เดียวก็หอบผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนึ่งกลับมา

“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าก่อนหน้านี้นายใช้ชีวิตยังไง อย่าบอกนะว่านี่คือสมบัติทั้งหมดของนาย”หญิงชาวชี้กระเป๋าเดินทางของเย่เฟิง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

“ตอนนี้อากาศยังไม่เย็นนัก ใช้ผ้าห่มของฉันห่มไปก่อนเถอะ”

เย่เฟิงฝืนยิ้ม

“ต้องขอโทษจริงๆ ผมอยู่แบบนี้ก็ได้ ผมชินแล้ว”

“ไม่ถูกใจใช่ไหม ถูกใจก็ไปเลือกของเอาจากห้องฉัน” ใบหน้าน่ารักของฟางจูหยุนเคร่งเครียดลง สายตาที่มองเย่เฟิงเริ่มมีแววหงุดหงิด “เย่เฟิง นายอย่าข้ออ้างเยอะขนาดนี้ได้ไหม หากนายไม่อยากอยู่ที่นี่ ฉันจะไม่รั้งนาย”

“จะไม่อยากได้ยังไง” เย่เฟิงรับผ้าห่มขนสัตว์มา ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ใบหน้าชายหนุ่มฉาบด้วยรอยยิ้ม “ที่นี่มีเตียงมีผ้าห่ม มีคนดีๆ อยู่ข้างๆ ต่อให้ฝันผมยังอยากอยู่ที่แบบนี้เลย มีแต่จะกลัวถูกคุณไล่ไปเท่านั้น ทำไมจะไม่อยากอยู่!”

ไม่สนใจว่าฟางจูหยุนจะว่าเขาลามปามหรือไม่ นิสัยชายหนุ่มนั้นเหมือนลาดื้อ ถ้าจูงไปจะไม่เดิน ถ้าตีเขาจะถอยหลังกลับ เย่เฟิงลุกขึ้นปูผ้าห่มลงไป ก่อนขึ้นไปนั่ง ยิ้มให้ฟางจูหยุน

หญิงสาวหัวเราะคิกคัก มองรอยยิ้มขัดเขินแต่จริงใจตรงไปตรงมาของเย่เฟิงแล้ว ความอึดอัดคับข้องใจทั้งหลายพลันมลายหายราวหมอกควัน ไม่เหลือร่องรอย!

หนังสือแนะนำ