บทที่ 16 เล่นละคร

ฟางจูหยุนอึ้งไปพักหนึ่ง นึกถึงงานของเย่เฟิงขึ้นมาได้ก็รีบเข้าครัวก่อน ไม่ได้อยู่ฟังเขาอธิบายว่า กินเต้าหู้ตอนกลางวันคือเต้าหู้จริงๆ ไม่ใช่ ‘เต้าหู้’ ของเติ้งซาเมื่อตอนเย็น

เติ้งซากลับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เห็นเขายิ่งอธิบายยิ่งแย่ แย่เสียยิ่งกว่าแย่ หากแย่กว่านี้ อาจมีคนถูกหั่นศพก็เป็นได้ ฉะนั้นจึงได้แต่หาข้ออ้าง กินข้าวเสร็จแล้วก็เผ่นออกไป แต่บอกอย่างสวยหรูว่า เพื่อให้ทั้งสองมีที่ทางมากขึ้น

ฟางจูหยุนใช้สามสิบนาทีทำกับข้าว สิบนาทีกินข้าว เท่านี้ก็เสียเวลาไปมากแล้ว เดิมเธอยังคิดว่ากินเสร็จแล้วจะล้างจานอีกหน่อย แต่เห็นท่าทางเย่เฟิงกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว ก็ไม่อาจหักใจไปเร่งให้เขารีบกิน

“กินข้าวเสร็จแล้ว ก็วางชามไว้บนโต๊ะเถอะ ฉันทำแฟ้มงานเสร็จแล้วค่อยมาล้างอีกที” ฟางจูหยุนทิ้งท้ายไว้ แล้วหอบแฟ้มตรงเข้าห้องตัวเองไป

เธอเป็นคนแบบนี้เอง เวลาต้องทำงาน สามารถลืมเลือนทุกสิ่ง เพียงแต่งานครั้งนี้เธอทำเพื่อคนอื่น

เสียง ‘อืม’ ของเย่เฟิงยังไม่ทันขาดหาย เงาร่างของฟางจูหยุนก็หายไปจากสายตาแล้ว แต่เขายังไม่หน้าด้านถึงขั้นรอให้คนอื่นมาเก็บล้างจานชามของตัวเองจริงๆ แม้ก่อนหน้านี้จะขี้เกียจมาโดยตลอด หากครั้งนี้ต่างออกไปเล็กน้อย หากคุณเชือดเนื้อใครมากิน คุณย่อมไม่อาจใช้คนที่ถูกเชือดต้มน้ำให้ด้วย

หลังล้างชามตะเกียบโดยไม่ได้ทำชามแตกสักใบก่อนเก็บเข้าตู้ฆ่าเชื้อแล้ว เย่เฟิงก็ล้างคราบมันที่ติดอยู่บนมือออก ไม่ทราบเหตุใด คราบมันบนมือกลับให้ความรู้สึกประหลาดชนิดหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตนี้

ช่างเป็นคุณชายแท้ๆ... เย่เฟิงฝืนยิ้ม ไม่รู้สมัยก่อนเคยลูบจับขวดน้ำมันมาก่อนหรือเปล่า แต่เขาคิดว่า ความรู้สึกนี้ ที่จริงไม่เลวเลย

ไม่รู้ทำไม ช่วงนี้เขาเริ่มฝัน ทุกครั้งที่ฝันล้วนรู้สึกไม่สบายใจ เขาเข้าใจว่าตนเองเป็นคนไม่คิดมากมาตลอด ฉะนั้นจึงหลับได้โดยง่าย นึกไม่ถึงพอฝันขึ้นมา กลับฝันจนสับสนซับซ้อน ทุกครั้งที่ตื่น เขาจะหวั่นไหวใจ แต่จำความฝันไม่ได้เลยสักนิดเดียว เพียงรู้สึกผ่านมานานยิ่งนัก ยาวไกลยิ่งนัก ตนเองในความฝันปรารถนาจะกระโจนหนีออกจากฝันมา

ตอนที่เย่เฟิงนั่งลงบนโซฟา ก็เห็นห้องฟางจูหยุนยังเปิดไฟสว่าง เสียง ‘ต๊อกแต๊ก’ แผ่วเบาดังลอดออกมา ทราบว่าฟางจูหยุนกำลังเคาะคีย์บอร์ดอยู่วุ่นวาย

หลังอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับฟางจูหยุนมาหลายวัน เขาพบว่าที่จริงฟางจูหยุนก็ไม่เลว อย่างน้อยสมัยนี้หญิงสาวที่ทำกับข้าวได้ยิ่งมายิ่งน้อย แม้ไม่ถึงกับสูญพันธุ์ไปเหมือนปลาในทะเลสาบเดดซี เคยแต่ได้ยิน ไม่เคยเห็นกับตา

เธอความจริงขยันอย่างยิ่ง ทีแรกตอนอยู่ที่บริษัท เย่เฟิงเคยเห็นเธอยุ่งตลอดวัน ยอดขายผลงานก็ดี เดิมนึกว่าเธอคงโชคดี แต่ไม่เคยนึกว่าผลงานของเธอล้วนเป็นหยาดเหงื่อแรงกายไปแลกมาเทียบกับเธอแล้ว เย่เฟิงรู้สึกตนเองใช้ชีวิตไม่ต่างจากหมู ชายหนุ่มนึกถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกละอาย แต่ระหว่างนั้นก็อดนึกถึงสวี่ซูถิงด้วยไม่ได้

พวกเธอสองคนดูไปไม่คล้ายกันเลย แต่กลับเหมือนกันหลายเรื่อง พวกเธอชอบทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ ไม่มีเวลาว่างแม้สักน้อยนิด เหมือนผึ้งที่บินไปบินมาตลอดทั้งวัน วุ่นวายอยู่แต่กับการหาน้ำหวาน นั่นเป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่ง แต่เป็นวิถีชีวิตที่เย่เฟิงไม่ชอบ

เขารู้สึกปัจจุบันดีอย่างยิ่ง เพียงแต่นรกชังสวรรค์แกล้งให้เขารับงานของตึกฉางเซิง เพื่ออะไรกัน...

สมัยก่อนหากพบเจอสถานการณ์แบบนี้ เลี่ยงได้เขาจะเลี่ยง คิดไปคิดมาใจก็เริ่มสับสน ต้องลุกขึ้นไปรินน้ำแก้วหนึ่งดื่มลงไป อยู่ๆ นึกได้ว่าฟางจูหยุนคงกระหายเช่นกัน จึงหาแก้วสะอาดมาอีกใบ รินน้ำลงไป ผลักประตูที่เปิดแง้มไว้ครึ่งๆ เดินเข้าไปด้านใน

“จูหยุน ดื่มน้ำหน่อย” เย่เฟิงยืนอยู่ด้านหลังฟางจูหยุน ประคองแก้วน้ำส่งให้ และคล้ายประคองความรู้สึกขอบคุณส่งให้เช่นกัน

ฟางจูหยุนกลับไม่หันกลับมาด้วยซ้ำ

“เย่เฟิง นายมาได้จังหวะเลย ฉันอยากถามเรื่องราคาเสนอของสินค้าตัวนี้ แคปเจอร์การ์ดของจอภาพส่วนกลาง กับซอฟท์แวร์ที่รองรับ 16 channel DVR บริษัทนายเหมือนจะใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น...”

ครู่ใหญ่ผ่านไปไม่ได้ยินเย่เฟิงตอบ ฟางจูหยุนจึงหันหน้าไปมองแวบหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเฮือก

“ฉันค้นเองดีกว่า จริงสิ นายเข้ามามีอะไร”

“ดื่มน้ำหน่อยเถอะ” เย่เฟิงได้แต่พูดสิ่งที่ตั้งใจไว้อีกรอบ

ฟางจูหยุนส่ายหน้า

“ฉันไม่ดื่ม” แม้ปากว่าอย่างนั้น มือกลับยื่นไปรับแก้วมา ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม เย้าว่า “เพราะมีเรื่องขอให้คนอื่นช่วย เลยรู้จักส่งน้ำส่งท่าให้คนอื่นแล้ว”

เย่เฟิงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย และรู้ว่าตนเองเป็นเช่นที่ฟางจูหยุนพูดจริงๆ ไม่มีเรื่องไม่จุดธูปไหว้พระ ซึ่งความจริงต่อให้เขามีเรื่อง หลายครั้งก็ไม่จุดธูปเช่นกัน

“ดูเถอะ หน้าบางจริงๆ ว่านายสองคำเขินแล้ว” ฟางจูหยุนส่ายหน้า “เย่เฟิง การเป็นพนักงานสิ่งสำคัญสุดคือหน้าต้องหนา ลูกค้าว่านายสองประโยค ถ้านายตอบอะไรไม่ได้ จะใช้ได้ที่ไหน หากนายยังอยากเอาดีด้านนี้ หรือเติบโตต่อไปในบริษัท นายต้องเข้าใจเรื่องนี้”

เย่เฟิงเข้าข่ายคนพูดจริงจัง คนฟังไม่ใส่ใจ เขาแม้ไม่ต้องการเอาดีด้านนี้ แต่ไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาดีของฟางจูหยุน ได้แต่พยักหน้าพลางกล่าวว่า

“จูหยุน คุณพูดถูก ถูกยิ่งกว่าคำพูดดังๆ เสียอีก ผมจะจำไว้”

“จำไว้กับผีน่ะสิ” ฟางจูหยุนถอนหายใจโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หยุดงานในมือ “เย่เฟิง นายไม่เคยคิดจริงๆ จังๆ หรือ ว่าจะเอาดีทางด้านไหน”

“คนมาตรฐานระดับมัธยมอย่างผม จะเอาดีด้านไหนได้” ทุกครั้งที่เย่เฟิงได้ยินฟางจูหยุนพูดถึงแผนการชีวิตของตัวเอง ล้วนรู้สึกปวดหัว “ผมว่าจัดการงานชิ้นนี้ก่อนดีกว่า ผู้จัดการใหญ่ของเรายังไงก็เห็นความสำคัญของผม”

“ที่ผู้จัดการใหญ่เห็นความสำคัญคือพนักงานที่มีผลงานโดดเด่น” ฟางจูหยุนถอนหายใจ “ฉันไม่รู้ว่านายรับงานนี้มาได้ยังไง แต่รู้สึกว่ามีส่วนที่เป็นโชคช่วยอยู่ด้วย แต่การเป็นคนต้องอาศัยความสามารถที่แท้จริงถึงจะได้”

“ครับ” เย่เฟิงได้แต่ทนฟังเธออบรม มองหน้าจอคอมพิวเตอร์แวบหนึ่ง “จูหยุน งานผมชิ้นนี้ทำเสร็จวันนี้หรือเปล่า เงินเดือนคอมมิชชั่นอะไรพวกนั้นของผม หวังพึ่งคุณอยู่นะ”

ฟางจูหยุนส่ายหน้า ในที่สุดก็เบนสายตากลับไปที่หน้าจอ

“งานด่วนแบบนี้ ไม่คุยกับนายแล้ว ฉันจะเร่งล่ะ”

 

ฟางจูหยุนไม่เคยรู้มาก่อนเลย ที่แท้การทำงานก็มีช่วงแห่งความสุขอยู่

เพียงรู้สึกถึงสายตาของผู้ชายที่อยู่เบื้องหลัง ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเมื่อครู่ก็มลายหายไร้ร่องรอย ฟางจูหยุนทุ่มเวลาอันจำกัดไปกับเอกสารกับการเตรียมงานที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใดจึงหันไปหาเย่เฟิง

“เย่...”

เพิ่งหลุดไปได้คำเดียว หญิงสาวก็ชะงักคำพูด เธอนึกมาตลอดว่าเย่เฟิงจ้องงานในมือของเธออย่งมีสมาธิ เพื่อหวังเรียนรู้บางสิ่งเอาไปใช้ประโยชน์ แต่นึกไม่ถึงว่าเย่เฟิงพิงหัวเตียง หลับไหลอย่างแสนสุขตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

ฟางจูหยุนส่ายหน้า เหม่อมองเขาเนิ่นนานจึงเพิ่งได้สติ ถอดแว่นชายหนุ่มลงมา จ้องนิ่งอยู่ชั่วครู่ จึงได้ลากผ้าห่มขนสัตว์ คลุมลงไปบนร่างเขาอย่างแผ่วเบายิ่ง กลัวจะทำเขาตกใจตื่นขึ้นจากฝันดี

 

ตอนที่เย่เฟิงตื่นขึ้นมา ก็เห็นดวงตะวันสาดแสงแยงตาแล้ว!

ความคิดแรกของเขาคือสายแล้ว ตกเย็นแล้ว ซวยแล้ว แต่พอพลิกตัวลงจากเตียง พลันตะลึงตะลานกับที่

ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ไม่ใช่ห้องของเขาเองแน่นอน!

ห้องเขาแม้ไม่ถึงกับรกเป็นตลาดปลาน้ำเค็ม ทิ้งไว้นานก็ไม่เหม็น แต่ก็ทาสีทึบทึม ทว่าสีสันวอลเปเปอร์ตรงหน้ากลับสดใสสบายตา บันดาลให้ผู้คนรู้สึก หากตื่นมาแล้วไม่ดิ้นรนสู้ชีวิตคงรู้สึกผิดต่อกำแพงผืนนั้น

เมื่อครุ่นคิดครู่หนึ่งก็นึกออกว่านี่คือห้องของฟางจูหยุน ...หรือเมื่อวานตนเองหลับไปในห้องนี้

เขามองไปรอบๆ พบว่าฟางจูหยุนฟุบอยู่บนโต๊ะ ศีรษะตะแคงข้าง กำลังหลับอย่างสบาย บนโต๊ะมีเอกสารที่พิมพ์ออกมาจัดเรียงไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย ตอนที่เย่เฟิงยื่นมือออกไปนั้น เดิมคิดจะหยิบเอกสาร แต่เอกสารกลับถูกศอกฟางจูหยุนทับไว้

มือที่ยื่นออกไปได้ครึ่งทาง ในที่สุดก็หดกลับมา ดึงเสื้อตัวหนึ่งคลุมลงบนร่างฟางจูหยุน อากาศเย็นลงมากแล้ว หากเธอปวดหัวตัวร้อน ตนเองก็จะช้าจะเร็วก็ต้องลำบากเช่นกัน

เย่เฟิงดูเวลา เห็นว่ายังเช้าอยู่ คิดว่าตนควรซื้ออาหารเข้ามาเป็นการตอบแทนสักหน่อย จึงผลักประตูออกไปอย่างเบามือ พบว่าคืนวานเติ้งซาก็คล้ายออกไปเร่ร่อนข้างนอก ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมายังไม่กลับมา ก็ผ่อนลมหายใจยาวๆ ไม่งั้นหากต้องร่วมวงนินทากับสาวช่างเมาท์นี่ คาดว่าต่อให้เป็นอัจฉริยะอย่างเหวินหวัง (เชิงอรรถ - โจวเหวินหวัง เกิดในยุคปลายราชวงศ์ซาง เป็นหนึ่งในกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โจว และได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีสติปัญญามาก)ยังสับสนได้

 

ได้ยินเสียงประตูเปิด ฟางจูหยุนจึงลืมตาขึ้น กระชับเสื้อที่คลุมอยู่บนตัว มุมปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย คล้ายความเหน็ดเหนื่อยตลอดคืนได้รับการชดเชยแล้ว

เย่เฟิงกลับเข้ามาด้วยฝีเท้าแผ่วเบาราวกับโจร มือซ้ายหอบซาลาเปาหลายใบ มือขวาถือน้ำเต้าหู้สองถ้วย เห็นฟางจูหยุนแต่งกายงดงามราวดอกไม้เดินเข้ามาหาก็ตกใจ

เขานึกถึงคำกล่าวหนึ่งขึ้นได้ คือบุรุษตายเพื่อสหายรู้ใจ สตรีแต่งกายงามเพื่อคนรัก ฟางจูหยุนแต่งตัวขนาดนี้ย่อมไม่ใช่เพื่อเขาแน่ เขามีอะไรดี แผนงานสักเล่ม หนังสือเสนอราคาสักฉบับยังทำไม่เป็น

เมื่อคิดได้อย่างนี้ เย่เฟิงก็สบายใจ ชูซาลาเปากับน้ำเต้าหู้ ยิ้มบอกว่า

“ข้าวเช้า”

ฟางจูหยุนเห็นเขาท่าทางโง่ทึ่ม อดรู้สึกน่าขำไม่ได้ มองนาฬิกาข้อมือแล้วเห็นว่ายังเช้า จึงส่งเอกสารใส่มือเย่เฟิง กลัวโรคลืมโน่นลืมนี่ของเขาจะกำเริบ

“นายนี่ดีจริงๆ นอกจากกินก็นอน”

เย่เฟิงรู้สึกละอายเล็กน้อย บอกว่า

“จูหยุน โชคดีที่ได้เจอคุณ” คำพูดนี้กล่าวออกไปแล้วรู้สึกคร่ำครึไปบ้าง ทั้งส่อความหมายสารภาพรัก จึงรีบเสริมอย่างกระอักกระอ่วน “จูหยุน ผมหมายถึง งานชิ้นนี้โชคดีที่เจอคุณ”

นี่คล้ายเอาแท่งถ่านไปถูกลบความผิดพลาดบนกระดาษขาว มีแต่ยิ่งมายิ่งดำ ยิ่งมายิ่งแย่ ฟางจูหยุนคุ้นเคยกับท่าทางประดักประเดิก สำรวมตัวของเขา ในความรู้สึกน่าขันยังมีความคับข้อง เธอหวังจริงๆ ว่าเย่เฟิงไม่ต้องสำรวมขนาดนี้

ตั้งแต่เธอได้พบกับเย่เฟิง ทีท่าที่เขามีต่อเธอคล้ายไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

“พูดอะไรไร้สาระไปทำไม” ฟางจูหยุนกอดความท้อแท้ไว้ ยิ้มออกมา “ต้องแสดงความจริงใจออกมาต่างหาก ถึงจะใช้ได้”

ขณะเย่เฟิงวางซาลาเปาและน้ำเต้าหู้ในมือลง เขาพบว่าซาลาเปาก็คือซาลาเปา น้ำเต้าหู้ย่อมเป็นน้ำเต้าหู้ แปลงร่างเป็นความจริงใจไม่ได้ ได้แต่ยิ้มอย่างเก้อเขิน

“ที่จริงงานนี้หากสำเร็จ คุณมีความดีความชอบที่สุด คุณอยากได้อะไร บอกมาได้เต็มที่”

รอยยิ้มของฟางจูหยุนเจื่อนลง เอ่ยแผ่วเบา

“ถ้าฉันพูดไป จะเรียกว่าความจริงใจของนายได้เหรอ”

เย่เฟิงคิดดูก็รู้สึกว่าใช่ เห็นหญิงสาวท่าทางลังเล ได้แต่บอกว่า

“งั้นคอมมิชชั่นผมครั้งนี้แบ่งกับคุณครึ่งหนึ่ง”

ใบหน้างดงามราวบุปผาเบ่งบานของฟางจูหยุนซีดสลดลง ตอนนี้เย่เฟิงคิดจริงๆ ว่าหากเป็นเติ้งซาต้องดีใจมาก รับค่าแรงไปเลยแน่ เติ้งซาต้องคิดว่าความจริงใจของเย่เฟิงเทียบเท่ากับทองคำแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“ล้อนายเล่นเท่านั้น นายจริงจังไปแล้ว” ฟางจูหยุนนั่งลง ความหดหู่ในสีหน้าหายวูบรวดเร็วราวกับดาวตก ทำให้ผู้คนคิดตามไม่ทัน “รีบกินข้าวเถอะ ไม่งั้นจะไปทำงานสายอีก”

ทั้งคู่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่กินข้าวเช้าด้วยกัน ฟางจูหยุนค่อนข้างเงียบ เย่เฟิงเห็นคิ้วเธอขมวดเล็กน้อย ใจก็เต้นระทึก แต่ไม่กล้าถามไถ่แสดงความเห็นใจ กลัวเธอจะบอกว่าขมวดคิ้วเพราะเขา แล้วจะตอบไม่ถูกเอา

หลังกินข้าวเช้าเสร็จ ฟางจูหยุนก็อดถอนหายใจไม่ได้ แอบคิดว่ามีโอกาสได้อยู่กันตามลำพังอย่างยากลำบาก กลับเสียเปล่าไปแล้ว ขณะจะพูดอะไร เย่เฟิงก็เรอออกมา ลุกขึ้นยืน

“จูหยุน ผมจะไปบริษัทแล้ว”

“เอาเอกสารไปด้วย” ฟางจูหยุนเห็นเขาจะเดินออกไปด้วยท่าเหมือนพวกมิจฉาชีพ ก็อดเรียกไว้ไม่ได้ เย่เฟิงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เดินกลับมารับเอกสารไป ฝืนยิ้มบอกว่า

“ผมนี่แย่จริง ลืมนั่นลืมนี่เรื่อย”

“ฉันออกไปกับนายด้วย” ฟางจูหยุนลุกขึ้น เดินไปท่ารถกับเขาเงียบๆ ทั้งคู่นั้นหนึ่งเดินไปซ้าย อีกหนึ่งเดินไปขวา ในที่สุดฟางจูหยุนก็แยกกับเขาอย่างสุดเสียดาย เบียดขึ้นไปบนรถเมล์ ไม่เห็นกันและกันอีก

เย่เฟิงกลับถอนหายใจ รู้สึกแรงกดดันคลายตัวลง ท่าเดินก็เป็นธรรมชาติขึ้นมาก ขณะเบียดขึ้นไปบนรถ ก็ได้รับโทรศัพท์จากฉินเฉิงซิ่น ถามเขาว่าเอกสารเตรียมพร้อมหรือยัง ตอนนี้งานกำลังเร่ง หากเริ่มงานไปพร้อมกันเลย จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก

 

 

เย่เฟิงรู้สึกว่างานของฉินเฉิงซิ่นคราวนี้เหมือนคลอดลูกไม่มีผิด ทั้งเลอะเทอะทั้งรีบร้อน แต่อดรู้สึกยินดีไม่ได้ที่ฟางจูหยุนช่วยเหลือ ไม่งั้นเขาคงไม่เพียงคลอดยาก แต่ยังอาจถูกผู้จัดการสวี่จัดการผ่าคลอดเอาด้วย

แต่ครั้งนี้เมื่อมาถึงบริษัทฉินเฉิงซิ่น คนที่มารับหน้าตนกลับไม่ใช่เฉินโหย่วซิ่น ผู้จัดการใหญ่โตขนาดนั้นมาต้อนรับพนักงานทั่วไปทุกวันไม่ได้อยู่แล้ว เขาย่อมต้องมีงานอื่นอีกมากต้องไปทำ

คนที่มาต้อนรับเย่เฟิงเป็นเด็กหนุ่มอายุน้อย คนอื่นเรียกเขาว่าหัวหน้าจาง หัวหน้าจางนั้นใบหน้าแฝงแววโอหังลำพอง ปกติคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยล้วนมีสีหน้าแบบนี้

เขายื่นนิ้วออกมสองนิ้ว คีบแฟ้มของเย่เฟิงไปอย่างเบามือ คล้ายคีบแมลงเหม็นโฉ่ตัวหนึ่ง หัวหน้าจางพอจะรู้มาบ้างว่าผู้จัดการเฉินเป็นคนกลัวเมีย กับคำพูดของภรรยาล้วนรับฟังและทำตาม ที่ไคทว่อเจ่อได้รับงานนี้ ที่จริงหวังฟางฟางมีบทบาทสำคัญยิ่ง

ดังนั้นเขาจึงดูแคลนพวกที่ได้งานโดยใช้เส้นสาย ไม่ได้พึ่งพาความสามารถที่แท้จริง แต่พลิกเอกสารไปสองหน้า สีหน้าหัวหน้าจางก็คล้ายปลาแช่แข็งที่เพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็น แม้ไม่มีความรู้สึกใด แต่ทีท่ากลับอ่อนลงไม่น้อย

“ไม่เลว แผนงานทำได้ไม่เลว วางไว้นี่ก่อนเถอะ พวกเราต้องศึกษากันดูอีกรอบ”

“ครับ” เย่เฟิงนั้นเมื่อได้รับคำสัญญาเป็นมั่นเหมาะ ก็กลัวพวกเขาจะถามคำถามเกี่ยวกับแผนงาน จึงพลิกอ่านคร่าวๆ รอบหนึ่งตั้งแต่อยู่บนรถ รู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนเองจะเข้าใจในเวลาสั้นๆ ได้ ตอนนี้อีกฝ่ายเพียงต้องการหารือ ดูท่าควรมีเวลาให้กอดขาพระพุทธรูปวิงวอนเมื่อยามฉุกเฉินได้

เมื่อออกจากฉินเฉิงซิ่น เย่เฟิงเพิ่งบิดขี้เกียจ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกรอบ เขาเอื้อมมือไปกดปุ่ม รับสายแล้วอดอึ้งไปไม่ได้

“ครับ ผู้จัดการสวี่ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

ตอนที่เขามาถึงโรงพยาบาล ก็เป็นคุณนายสวี่นอนหันหน้าเข้าข้างฝา หันหลังให้สวี่ซูถิงกับเหยาจวินอยู่ หัวไหล่คุณนายสวี่สั่นสะท้าน คล้ายกำลังร้องไห้ ชายหนุ่มไม่รู้สวี่ซูถิงรีบร้อนเรียกตัวเองมาเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเพื่ออะไรแต่เห็นเธอตรงเข้ามาหา ใบหน้าร้อนรน ต้องการให้เธอรู้สึกดีขึ้นบ้าง จึงบอก

“ผู้จัดการสวี่ งานของตึกฉางเซิงท่าทางไปได้สวย จะให้ผมรายงานไหม”

สวี่ซูถิงอยากจะถีบเขาออกไปในเท้าเดียวจริงๆ แต่ยังคงสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ จูกัดเหลียงเมื่อไม่มีใครให้ใช้ ยังต้องกระตุ้นเลียวฮัวขึ้นมาเสริม ตอนนี้คนของเธอมีจำกัด จำเป็นต้องอดกลั้นไว้ก่อน

แต่ตอนอยู่บริษัทไม่เคยเห็นเขากระตือรือร้นขนาดนี้เลย ทำไมทุกครั้งที่ทั้งสองพบกัน เป็นต้องเหมือนเป็นสมาชิกสมาคมใต้ดิน ไม่รีบถามไถ่ความเป็นอยู่ แต่รีบพูดเรื่องงานกันก่อน

“เย่เฟิง ออกมานี่หน่อย จวินอู่ เธอดูแลแม่” สวี่ซูถิงออกคำสั่ง ไม่ปล่อยให้ใครทักท้วง เหยาจวินอู่มองเย่เฟิง ในความกังวลยังแฝงแววขบขัน ทำให้เย่เฟิงรู้สึกไม่มั่นใจ

ทั้งคู่เดินไปบนระเบียง ซึ่งยังถือว่าสงบเงียบ ที่นี่ไม่เหมือนห้องตรวจผู้ป่วยนอก คนป่วยพลุกพล่านอย่างยิ่ง

“ฉันต้องขอให้คุณช่วยอีกเรื่อง เรื่องส่วนตัว” สวี่ซูถิงรู้ว่าการอ้อมค้อมไปมาไม่เหมาะกับเย่เฟิง ดังนั้นเปิดปากก็เอ่ยตรงๆ

“หา” เย่เฟิงอึ้งไป “เรื่องกินข้าวอีกหรือครับ”

สวี่ซูถิงพึมพำในใจ นายมันหมูจริงๆ รู้จักแต่จะกิน

“เรื่องกินไม่รีบ ถ้าคุณช่วยฉัน จะกินกี่มื้อ จดในบัญชีฉันได้เลย”

“อย่างนั้นไม่ดี” เย่เฟิงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง แต่ประโยคถัดมากลับแทบทำให้สวี่ซูถิงกระอักเลือด “แค่สามสี่มื้อก็พอแล้ว”

“ตามใจคุณ” สวี่ซูถิงมองเนคไทเส้นนั้นของเย่เฟิงตลอดเวลา คำนวนว่าแข็งแรงพอจะใช้รัดคอคนตายไหม

“ตกลงเรื่องอะไรครับ” ในที่สุดเย่เฟิงก็ถามต้นสายปลายเหตุ

“แม่ฉันไม่ยอมผ่าตัด” สวี่ซูถิงถอนหายใจ “พวกเราเกลี้ยกล่อมยังไง แม่ก็ไม่ฟัง”

“หา” เย่เฟิงงงจัด พึมพำว่า “ผู้จัดการสวี่ งั้นคุณเรียกผมมาทำอะไร ผมไม่ใช่หมอ ผมขอเสนอว่าคุณให้หมอมากล่อมดีกว่า”

สวี่ซูถิงมองเขาแวบหนึ่ง

“หมอบอกว่านี่เป็นงานที่ครอบครัวควรทำ”

“อ้อ” เย่เฟิงส่งเสียงเออออ แต่ในใจลอบคิด ผมไม่ใช่คนในครอบครัวเสียหน่อย คุณเรียกผมมาทำอะไร

“ฉันอยากให้คุณช่วยเกลี้ยกล่อมแม่ เย่เฟิง ที่จริงคุณเป็นคนเก่ง มีความสามารถ อย่าประเมินตัวเองต่ำไป” สวี่ซูถิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“นี่ไม่ใช่เรื่องประเมินตัวเองต่ำหรือไม่ต่ำ” เย่เฟิงฝืนยิ้ม “คุณป้าไม่อยากผ่าตัด คิดว่าคงไม่ได้กลัวการผ่า แต่ยังเป็นกังวลอะไรอยู่ อย่างเช่นเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากผ่าตัด”

สวี่ซูถิงจับจ้องเย่เฟิงอยู่ครู่ใหญ่ คล้ายเพิ่งเคยมองเขาตรงๆ เป็นครั้งแรก

“คุณพูดไม่ผิดเลย แม่ฉันเป็นห่วงเรา กลัวเราไม่มีคนดูแล หมอบอกว่าการผ่าตัดครั้งนี้เสี่ยงมาก แน่นอน ขอเพียงเป็นการผ่าตัด ย่อมต้องมีความเสี่ยง”

“ใช่” เย่เฟิงอ้าปาก เดิมคิดจะบอกว่า คุณพูดเรื่องนี้กับผมก็ไม่มีประโยชน์ ต้องไปพูดกับแม่คุณหรือไม่ก็หมอถึงจะพอเข้าที ปรึกษาผมไป ก็เหมือนถามคนตาบอด

“คุณกับฉันไปปลอบแม่ฉันด้วยกัน” สวี่ซูถิงพลันยื่นมือมา กุมมือเย่เฟิงไว้แน่น “เย่เฟิง คุณอย่าปฏิเสธเลย”

ว่ากันว่าผู้เข้าใจบุตร ไม่มีใครเกินบิดา แต่ตอนนี้อาจกล่าวได้ว่าผู้เข้าใจมารดา ไม่มีใครเกินบุตรี สวี่ซูถิงย่อมรู้ดี ว่าแม่กังวลเรื่องอะไร

เย่เฟิงสะดุ้ง ไม่เข้าใจว่าการเกลี้ยกล่อมเกี่ยวกับการที่คนสองคนจูงมือกันตรงไหน

“ผู้จัดการสวี่...”

สวี่ซูถิงไม่รอให้เขาแสดงความเห็นอะไรออกมา ก็ชิงลดเสียงลงบอกว่า

“คุณช่วยเล่นละครให้ฉัน ไม่ต้องพูดอะไร เดี๋ยวแค่ไหลตามฉันไปก็พอ”

“เอ่อ” เย่เฟิงคิดจะพูดอะไรอีก แต่พบว่าตนมาถึงเตียงคุณนายสวี่แล้ว

“แม่ เย่เฟิงมาเยี่ยมแล้ว” ตอนที่สวี่ซูถิงเอ่ยประโยคนี้ เย่เฟิงจึงพบว่า เสียงโทนนี้ของสวี่ซูถิงยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ในน้ำเสียงพูดจา มีแต่เป็นการเป็นงานเหมือนเจรจาการทูตเท่านั้น

คุณนายสวี่ใช้หลังมือปาดหางตาแล้วจึงหันกลับมา รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า

“เสี่ยวเย่ใช่ไหม ฉันได้ยินถิงถิงพูดถึงเธอ บอกว่าเธอดีกับถิงถิงมาตลอด ได้ยินถิงถิงบอกว่า ตอนที่ฉันมาโรงพยาบาล ได้เธอฮึด ช่วยแบกลงมาจากชั้นสิบเจ็ด ตอนหลังเธอยังวิ่งวุ่นคอยช่วย ทุกเรื่องเธอเป็นคนจัดการ สมัยนี้คนหนุ่มอย่างนี้มีไม่มากแล้ว”

สายตาที่คุณนายสวี่มองเย่เฟิงอ่อนโยนยิ่งนัก นี่เป็นอีกครั้งที่ยืนยันว่าเย่เฟิงเป็นพวกชนะทางคนแก่อย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นข้อพิสูจน์ว่าความสามารถด้านนี้ของเขายังมีค่า เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งร่วงโรย คนส่วนมากมักมอกว่ามันดูไร้หัวใจ แต่ไม่มีใครรู้ว่าดอกไม้ที่โรยรานั้นกลายเป็นโคลนอย่างเงียบงัน หล่อเลี้ยงต้นไม้ให้ผลิดอกใหม่ต่อไป

คนเป็นแม่หลายต่อหลายคน ยังมุ่งหวังให้ลูกสาวได้พบเจอคนที่ไม่เหลาะแหละ ไม่เจ้าชู้ แต่ยุคสมัยนี้ เหตุใดจึงยากนัก

หนังสือแนะนำ

Special Deal