บทที่ 15 สมองกับสมบัติ

ในความคิดของเติ้งซา มนุษย์ ความจริงเป็นสัตว์ตลบตะแลงชนิดหนึ่ง บุคคลยิ่งใหญ่ที่ไม่ตลบตะแลง เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย ขงจื้อเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ ตลบตะแลงหรือเปล่าเธอไม่รู้ แต่เธอไม่เคยพบเขามาก่อน

หญิงสาวเชื่อว่าเย่เฟิงต้องเป็นพวกเสแสร้งจอมปลอมเช่นกัน แต่ไม่สนใจกระชากหน้ากากเขา เล่าเรื่องของตนเองต่อว่า

“ตอนนั้นไอ้ปัญญาชนสารเลวนั่นให้หนังสือของเขามาเล่มหนึ่ง ในหนังสือมีชื่อฉันพิมพ์อยู่ด้วย โอ้แม่เจ้า ชีวิตของฉัน นอกจากมีชื่อพิมพ์ในหนังสือสมัครงานแล้ว ไม่เคยได้ขึ้นแท่นอย่างสลักสำคัญขนาดนี้มาก่อน”

เติ้งซาเติมคำด่าหลังคำว่าปัญญาชน นี่ก็ว่าไม่ได้ ปัญญาชนนั้นแต่โบราณมาก็ถูกวิจารณ์ว่า เส้นผมยาว ทัศนคติสั้น

“เขียนว่าอะไร” เย่เฟิงอดถามไม่ได้

ชายหนุ่มพอรู้มาบ้าง การให้ของทำนองนี้ ความจริงไม่ต่างจากรัฐบาลกลางสมัยก่อนเปิดประเทศคืนอำนาจให้ประชาชนเท่าไหร่ ใช้กลวิธีเดียวกับมีดบินในมือนักมายากล ทำท่าว่าซัดออกไปแล้ว แต่ที่จริงยังกุมอยู่ในมือ ซ่อนไว้ในแขนเสื้อหรือไม่ก็กระเป๋า

หนังสือเล่มนั้นต่อให้มีชื่อเติ้งซา แต่หากกวีนั่นพลาดพลั้งผิดหวังในรัก ยังสามารถใช้ชื่อนี้ไปถักทอเป็นเรื่องราวความรักโศกซึ้งหนึ่งท่อน สร้างความประทับใจให้สาวน้อยไร้เดียงสาไม่รู้ความคนอื่นได้

“เขาบอกว่าหนังสือรวมบทกวีนั่นตีพิมพ์เพื่อฉัน ในนั้นเขียนไว้ว่าอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้คนรักตลอดชีวิต” ใบหน้าเติ้งซามีรอยยิ้มเล็กน้อย มีสภาพของผู้กร้านโลกอยู่บ้าง

เย่เฟิงอดถามไม่ได้

“ชื่อคุณอยู่ตรงไหน”

“ฉันก็คือคนรักตลอดชีวิตคนนั้นไง” เติ้งซาอธิบายอย่างจริงจัง “นี่ เย่เฟิง เป็นอะไรไป”

“ไม่มีอะไร” เย่เฟิงกลบเกลื่อน ได้แต่ถอนหายใจ “คุณดูเหมือนผู้หญิงที่โตเป็นผู้ใหญ่จนไม่รู้จะผู้ใหญ่ยังไงอีก ทำไมถูกล่อลวงด้วยลูกไม้แบบนี้ได้”

“ล่อลวงผีบ้าน่ะสิ” เติ้งซาหัวเราะออกมา “นายคิดว่าฉันยอมเขาเปล่าๆ เหรอ ฉันมองลูกเล่นเขาออกทะลุปรุโปร่ง แต่เวลานั้นที่ฉันนึกถึงคือ ตอนนี้ออกหนังสือได้หนึ่งเล่มแล้ว จะต้องได้เงินเยอะแน่ๆ นี่ เย่เฟิง นายเป็นอะไรอีก คุยกับฉันสิ อย่าเอาแต่กลอกตา”

ในห้องสลัวเลือนรางอยู่บ้าง ทั้งสองล้วนลืมเปิดไฟ เติ้งซานั้นไม่รู้สึกว่ามืดเลย เธอเป็นหญิงสาวไวไฟ และไวเรื่องประสาทสัมผัส รู้สึกการพูดคุยเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนม ส่วนเย่เฟิงนั้นเป็นคนขี้เกียจ ชนิดที่ต่อให้ขวดน้ำมันหกยังคร้านจะไปยกตั้งขึ้น ทั้งรู้สึกว่าการพูดคุยมีหูก็ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องใช้สายตา จะเปิดไฟไปทำไม เปลืองเงิน

จากนิสัยอันพิเศษเหล่านี้ ที่จริงทั้งสองจับคู่กันได้เหมาะสมมาก ฉะนั้นคุยไปคุยมาจึงถูกคอยิ่งนัก

เย่เฟิงแม้ไม่รู้จักเติ้งซากระจ่างชัด แต่กลับไม่มีความรู้สึกต่อต้าน ที่จริงเขาชอบนิสัยตรงไปตรงมาเช่นนี้ของเติ้งซามาก อย่างน้อยเธอคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น เมื่อเชื่อเรื่องใดแล้ว ก็จะต่อสู้เพื่อเรื่องนั้นอย่างหัวชนฝา ไม่คล้ายพวกที่เปลือกนอกเรียกหาเป็นพี่น้อง พอลับหลังก็เอามีดจ้วงแทง

“แต่คุณนี่นอกจากเงินแล้ว คิดเรื่องอื่นไม่ได้เลยเหรอ” เย่เฟิงยิ้มออกมา ท่าทีของเขาที่มีต่อเงินต่างจากเติ้งซาโดยสิ้นเชิง แต่เขาก็แย้งไม่ได้ว่าความคิดเติ้งซาผิด คนเราเมื่อมีชีวิต ย่อมมีอำนาจเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง มิใช่หรือ

ขณะเขาคิดถึงประโยคนี้ ในใจพลันเกิดความรู้สึกประหลาด แต่เขารีบสะบัดศีรษะอย่างรวดเร็ว รู้สึกทำเช่นนี้จะสลัดความคิดที่ไม่ต้องการคิดออกไปได้

“แน่นอนว่ามีเรื่องอื่นด้วย”

“เรื่องอะไร”

“อย่างเช่นอัญมณีเอย เครื่องประดับผมเอย สร้อย เพชร อะไรพวกนี้ หรือต่อให้หนังสือเล่มนั้นของเขา ฉันก็คิดเทียบว่า ถ้าเอาไปแลกเป็นเงินจะได้เท่าไหร่แน่ อืม พอพูดแล้ว... เย่เฟิง นายเป็นอะไรไปอีก”

เย่เฟิงได้แต่เบิกตามองเติ้งซา ถามว่า

“ตอนหลังเป็นยังไง”

“ตอนหลังฉันถึงพบว่า” เติ้งซาถอนหายใจ “ที่แท้ไอ้กวีสารเลวนั่น พิมพ์หนังสือเล่มนี้ด้วยทุนตัวเอง แถมในสัญญายังระบุว่า ตัวเองต้องขายเองสองพันเล่ม ไอ้หน้าปลาจวดนั่น ที่บ้านยังมีหนังสือแบบนี้กองอยู่อีกเป็นภูเขา บากหน้าไปขายไม่ลง ถึงตอนนี้ยังติดหนี้ที่ยืมชาวบ้านมาหมื่นกว่าหยวนเลย”

“หา” เย่เฟิงเบิกตา “คนแบบนี้ก็มีด้วย”

“จับได้จังๆ เลย ฉันซึ้งแล้ว ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น” เติ้งซาสีหน้าเหยียดหยาม “เพื่อชื่อเสียงจอมปลอม เขาถึงกับจ่ายเงินไปซื้อมา โง่สุดๆ จนไม่อาจโง่ได้อีก นักเขียนบ้าบออะไร หากตอนนั้นที่เขาให้ฉันไม่ใช่หนังสือเล่มหนึ่ง แต่เป็นเงินที่หนาเท่าหนังสือปึกหนึ่ง ไม่ต้องทำเป็นสุขุมบอกว่า ‘ความรักที่เติบโตเต็มที่ ความเคารพ ความจริงใจจะไม่ถูกแสดงออกมาโดยง่าย น้ำเสียงของมันจะแผ่วเบา ตัวตนของมันจะอ่อนน้อม ยอมถอย ยอมอ่อนข้อให้ เฝ้ารอคอยได้’ รอกับผีอะไร เขามีเวลารอ แต่วัยสาวของฉันมีแค่ไม่กี่ปี เสี่ยวเย่ คำพูดประโยคนี้ใครพูด เขาลอกมาเหมือนกันใช่หรือเปล่า”

“รอกับผีอะไรของเขาน่ะเหรอ” เย่เฟิงพึมพำกับตัวเอง “เหมือนไม่เคยได้ยินคนมีชื่อเสียงที่ไหนพูด”

เติ้งซาอึ้งไป แต่พริบตาเดียวก็หัวเราะจนตัวงอ

“เสี่ยวเย่ นายเป็นคนน่าสนใจจริงๆ รู้ชัดๆ ว่าฉันถามถึงประโยคก่อนหน้านั้น นายต้องรู้แน่ๆ ฉันรู้ว่านายเป็นอัจฉริยะ”

“นั่นชาร์ลส์ ดิกเคนส์พูด เขาต่างหากที่อัจฉริยะ” เย่เฟิงยิ้มออกมา “ผมไม่ใช่หรอก”

“ที่จริงเป็นอัจฉริยะมีประโยชน์ตรงไหน” เติ้งซาคล้ายเพิ่งสนใจเรื่องอัจฉริยะ แต่พริบตาถัดมากลับเชิดจมูกใส่คนที่ถูกเรียกเป็นอัจฉริยะ พฤติกรรมคล้ายผู้ชายจำพวกหนึ่งที่ทำกับหญิงสาวที่เขาได้ตัวเธอแล้วไม่มีผิด “นายอย่าเข้าใจว่าฉันเป็นคนหยาบไร้การศึกษา ความจริงสิ่งที่ฉันรู้ก็ไม่น้อย เออร์เนสต์ แฮมมิงเวย์เป็นอัจฉริยะใช่ไหม เขาฆ่าตัวตายไปแล้ว ชวีหยวนก็อัจฉริยะใช่ไหม กระโดดน้ำตายเหมือนกัน หวังเวย ( เชิงอรรถ – กวีจีนสมัยราชวงศ์ถัง) อัจฉริยะไหม ก็อายุสั้น ตกลงไปในแม่น้ำจมน้ำตาย”

ที่จริงเย่เฟิงคิดจะแย้ง คนที่จมน้ำตายคล้ายเป็นหวังปัว ( เชิงอรรถ – กวีจีนสมัยราชวงศ์ถัง ) ไม่ใช่หวังเวย หวังเวยอยู่จนอายุหกสิบกว่า คุณแก้ให้เขาจมน้ำตายเร็วขนาดนั้น เดี๋ยวเขาก็ปีนขึ้นจากโลงมาฟ้องร้องคุณหรอก

แต่คิดอีกที ไม่แย้งจะดีกว่า หากเขาเถียงไป เท่ากับลากตนเองไปผูกพันกับอัจฉริยะ ความรับผิดชอบนี้ใหญ่หลวงนัก อาจถึงขั้นต้องเลียนแบบปราชญ์โบราณไปกระโดดน้ำตายเพื่อขับเน้นความคิดอันสูงส่งของตัวเอง ไม่อย่างนั้นคงฉีกขนบ ทำให้คำว่าอัจฉริยะแปดเปื้อน

“ฉันตัดหางเขาทันที แต่ตอนนี้เริ่มนึกถึงบ้างแล้ว” เติ้งซาพูดต่อด้วยสีหน้าเป็นประกาย มีความสุขเหมือนพูดว่าวันนี้ฉันได้กินอาหารทะเล แต่แล้วกลับถอนหายใจอีกรอบ “ที่จริง เย่เฟิง คนๆ นั้นหน้าตาไม่เลวเลย เป็นอัจฉริยะหาได้ยากอีกด้วย แถมยังมีคิ้วหนาๆ เหมือนนาย”

เห็นสีหน้าเย่เฟิงเขียวขึ้นเล็กน้อย เติ้งซาก็หัวเราะจนตัวงออีกรอบ

“เย่เฟิง นายวางใจ ฉันไม่จีบนายแน่ นายตรงตามมาตรฐานของฉันเมื่อห้าปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนี้ เฮ้อ สายไปแล้ว”

ขณะที่เติ้งซาพูดคำว่าสายไปแล้ว น้ำเสียงคล้ายหมอที่เผชิญกับคนไข้ป่วยหนักไม่มีทางรักษา เย่เฟิงกลับรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้ปลดเปลื้องภาระ แต่แสร้งบอกว่า

“ดูท่าเงินเป็นของดีจริงๆ อย่างน้อยมีเงินไม่ต้องกลัวหาเมียไม่ได้” คิดอย่างจริงจังอีกครู่ ก่อนเสริมว่า “อย่างน้อยไม่ต้องกลัวหาเมียอย่างเติ้งซาไม่ได้”

เติ้งซากลับไม่ถือสาแม้แต่น้อย แกว่งแว่นตาของเย่เฟิงในมือไปมา อยู่ดีๆ ก็ถาม

“นายอัจฉริยะขนาดนี้ ทำไมไม่ไปเขียนบทกวีอะไรสักอย่าง”

“เขียนบทกวีทำอะไร”

“ตีพิมพ์หาเงินไง” เติ้งซาหนีเงินได้ไม่ถึงสามประโยคจริงๆ

“หาเงินทำอะไร” เย่เฟิงอดถามไม่ได้

“หา” เติ้งซาเบิกตากลมโต คล้ายเพิ่งรู้จักเย่เฟิงเป็นครั้งแรก “คำถามแบบนี้นายก็ถามออกมาได้ เสี่ยวเย่หนอ ฉันว่านายถูกสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมวางยาสาหัสแล้ว เงินเป็นของดี หากนายมีเงิน ก็ไม่ต้องทำงาน เสพสุขไปวันๆ”

“ไม่ต้องทำงานเหรอ” เย่เฟิงฝืนยิ้ม “หากไม่ต้องทำงาน งั้นแต่ละวันของผมไม่ยิ่งน่าเบื่อเหรอ”

“นายเกิดมาพร้อมกับชะตาทาสแท้ๆ” เติ้งซาพอได้ยินประโยคนี้ ก็ชี้บทสรุปให้เย่เฟิงได้ทันที “ยังมีคนคนที่ชอบทำงานอยู่อีกเหรอ”

เย่เฟิงพึมพำกับตัวเอง

“ผมไม่ได้ชอบทำงาน ผมแค่รู้สึกว่าทำงานแล้ว ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านเหลวไหล”

เติ้งซาไม่ได้ยินชัดเจนว่าเย่เฟิงพูดอะไร เอาแต่โบกแว่นตาในมือ ทันใดนั้นหญิงสาวร้องออกมาเหมือนเพิ่งค้นพบทวีปใหม่

“เย่เฟิง นี่ไม่ใช่แว่นสายตาสั้นนี่”

“ไม่ใช่” เย่เฟิงตอบเรียบๆ “ถึงจะคล้ายมากก็เถอะ”

“นายป่วยเหรอ”

“ผมไม่ได้ป่วย”

“นายไม่ป่วยแล้วใส่แว่นกระจกธรรมดาแบบนี้ทำไม”

เย่เฟิงครุ่นคิดชั่วครู่ ได้แต่อธิบายว่า

“ความจริงผมป่วยเล็กน้อย สมองผมไม่ค่อยดี ถ้าผมเห็นแสงอาทิตย์จ้าเกินไป จะแยกทิศเหนือใต้ออกตกไม่ได้”

คำพูดเขาไม่ได้โกหก แต่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับแว่นกระจก ต่อให้เขาไม่มองแสงอาทิตย์จ้ามาก ก็แบ่งทิศเหนือใต้ออกตกไม่ได้อยู่แล้ว และคนจำนวนมากหากจ้องแสงอาทิตย์ที่แรงจัด ก็เวียนหัว แยกทิศไม่ออกเหมือนกัน

เติ้งซาไม่รู้ว่าเขากำลังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ สายตาที่มองเย่เฟิงจึงมีแววเห็นใจ

“นายเป็นอัจฉริยะหน้าตาดีขนาดนี้ น่าเสียดายที่ถูกแว่นอันนี้กระทำย่ำยี”

เย่เฟิงได้แต่ฝืนยิ้ม

“แต่ฉันมีคำแนะนำ ไม่ใช่งานทุกงานจะต้องทำตอนกลางวัน” เติ้งซายิ้มออกมา

“งานอะไร”

“อย่างหนุ่มโฮสต์ อาศัยรูปร่า

หน้าตานาย ต้องโดดเด่นได้ไม่ยาก” เติ้งซาเอ่ยคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าถึงกลับไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย

“ฟังดูดี แต่งานแบบนี้ต้องมีคนนำเข้าวงการ รอผมหาคนนำเข้าวงการได้ก่อนค่อยว่ากัน” เย่เฟิงพูดยิ้มๆ เหมือนพูดเรื่องวันนี้เนื้อหมูขึ้นราคาอีกหนึ่งหยวนแปดเหมา

“ตกลงตามนี้ หากนายไปเป็นโฮสต์ ฉันจะไปเลี้ยงดูนายสักหลายวัน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่ต้องแสดงละครความรักอะไร เย่เฟิง นายมีคุณสมบัติของโฮสต์จริงๆ”

เติ้งซาหัวเราะดังๆ ออกมาอีกรอบ แทบฟุบลงไปบนร่างเย่เฟิง

“ที่จริงตอนนี้คุณก็เลี้ยงดูผมได้” เย่เฟิงพลันพบว่าเติ้งซาไม่น่ารำคาญแม้แต่น้อย

“ฉันไม่มีเงิน” เติ้งซาเอ่ยอย่างจริงจัง “ตอนนี้ให้เลี้ยงดูนาย ได้แต่จ่ายเป็นความรู้สึก แต่เล่นกับความรู้สึกถ้าไม่เจ็บใจก็เจ็บตัว ไม่เหมือนหากนายเป็นโฮสต์ ฉันจ่ายเงินก็ใช้ได้แล้ว”

เย่เฟิงหัวเราะออกมาเช่นกัน

“ที่แท้อย่างนี้ งั้นต่อไปหากมีโอกาส ผมจะพิจารณา ลดราคาให้คุณยี่สิบเปอร์เซ็นต์”

ทั้งคู่หัวเราะตัวงอเป็นก้อน เติ้งซาแทบกลิ้งลงไปบนโซฟา ทันใดนั้นหญิงสาวพลันชะงักรอยยิ้ม เงยหน้ามองตรงไปทางประตู

“จูหยุน กลับมาแล้วเหรอ”

เย่เฟิงหันไปมอง จึงพบว่าที่ช่องประตูมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ คือฟางจูหยุนนั่นเอง

เสียง ‘เพี๊ย’ ดัง แต่ไม่ใช่ฟางจูหยุนตบหน้าทั้งสองคนในห้อง แล้วร้องว่าหน้าด้านไร้ยางอาย หญิงร้ายชายชั่วอะไร เธอแค่เปิดไฟเท่านั้น

พริบตานั้นในห้องสว่างโร่ ช่วงที่เปลี่ยนจากมืดเป็นสว่าง แทบรู้สึกเหมือนเวลาหยุดชะงักไปชั่วครู่ ฟางจูหยุนคล้ายเห็นเติ้งซาผละออกจากเย่เฟิงอย่างรวดเร็ว สีหน้ากระอักกระอ่วน

“ทำอะไรกัน” ฟางจูหยุนถาม “ไฟก็ไม่เปิด พวกเธอจะประหยัดก็ให้มีขอบเขตบ้าง”

เย่เฟิงยังมีทีท่าเหมือนหมูตายไม่กลัวน้ำร้อน ซึ่งความจริงเขาก็ไม่ได้ทำอะไรละอายต่อมโนธรรมประจำใจ

“จูหยุน กลับมาแล้วเหรอ ดีจัง วันนี้ทำไมกลับช้าแบบนี้”

ในใจฟางจูหยุนบังเกิดสายใยอันอบอุ่น เธอไม่ใช่คนใจคอคับแคบ เห็นเพื่อนสนิทที่สุดของตัวเอง ฟุบอยู่บนไหล่ผู้ชายที่ตัวเองหมายปอง เธอย่อมไม่พอใจอยู่บ้าง ตอนเดินขึ้นตึกมา ได้ยินทั้งคู่หัวร่อต่อกระซิก หญิงสาวก็ทดท้อ ไม่รู้ทำไมตนเองกับเย่เฟิงไม่เคยมีช่วงเวลาที่หัวเราะด้วยกันอย่างนี้มาก่อน

เธอเข้าใจดีว่าทำไมตนเองชอบเย่เฟิง เพราะเขาซื่อสัตย์ดีงาม เขาไม่มีนิสัยเสียๆ เห็นตัวเองสูงส่งยิ่งใหญ่อย่างที่ผู้ชายหลายๆ คนมี ช่วงเวลาที่เขาทำงานกับเธอที่บริษัทไม่กี่เดือนนั้น อย่างน้อยเขาช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานไปหลายสิบครั้ง ไม่เคยมีข้อแม้เงื่อนไขมาก่อน หลายคนได้รับการช่วยเหลือจากเขา เปลือกนอกบอกว่าซาบซึ้งใจ ลับหลังกลับด่าเย่เฟิงว่าโง่ แต่เขาไม่เคยใส่ใจเลย!

เธอชอบความโง่ของเย่เฟิง ดังนั้นเธอจึงปฏิเสธการตามจีบของชายหนุ่มมากมายที่ดูดีกว่าเย่เฟิง เธอรู้ว่าเย่เฟิงขี้เกียจ ขี้เกียจจนแม้รองเท้าจะขัดเดือนละครั้งยังยาก ขี้เกียจจนแม้ยามลุกจากเตียง ยังลืมล้างหน้าแปรงฟันได้ เขาขี้เกียจใส่ใจเรื่องหยุมหยิมในชีวิต เรื่องเดียวที่เขารักชอบคือการเหม่อลอย เธอเข้าใจเย่เฟิงหลายอย่างมากมาย แต่เธอไม่เข้าใจ ทำไมดูไปแล้ว เย่เฟิงคล้ายไม่ชอบเธอเอาเลย

ฟางจูหยุนมองเย่เฟิง อารมณ์กระเพื่อมไหวราวกระแสคลื่น ตนเองไม่สวยหรือ... คล้ายจะไม่ใช่ หากไม่สวยจริง ทำไมตอนเดินไปบนถนน คนมากมายถึงหันกลับมามองเธอจนเหลียวหลัง

อย่างนั้นเพราะตนเองไม่มีเงินหรือ... คล้ายไม่ใช่เช่นกัน แต่ไหนแต่ไรเย่เฟิงไม่เคยสนใจอะไรเรื่องเงินมาก่อน

เขาคล้ายไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษเลย!

ครั้งก่อนเธอไปซื้อเสื้อเชิ้ตให้เย่เฟิง สาวคนขายนั่นยั่วยวนมาก ถึงกับสวมชุดแบบเผยสะโพก เธอรู้สึกชุดแบบนั้นน่าขายหน้าจะตาย ทำไมยังมีคนกล้าใส่ แต่เห็นชัดว่าผู้ชายชอบมอง ผู้ชายที่เดินผ่านไปมาจะมากจะน้อยล้วนจ้องกันคนละหลายรอบ บางคนเดิมไม่คิดจะซื้อเสื้อผ้า ก็ยังมาเดินวนในร้าน แต่เธอลอบสังเกตเย่เฟิง พบว่าเขามองผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว จากนั้นก็ขมวดคิ้ว

สายตาที่เขามองเรือนร่างขาวโพลนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าของหญิงสาว เหมือนกำลังมองเนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นที่กินจนเบื่อแล้วไม่มีผิด หรือเขามีปมอะไรอยู่ก่อน... ฟางจูหยุนนึกไปถึงนั่น แต่วันนี้เขากับเติ้งซายั่วล้อกัน ทำลายความคิดเหล่านั้นของเธอไปหมดสิ้น

“ระหว่างทางรถติด”

ฟางจูหยุนอธิบาย วางถุงพลาสติกในมือลง ตอนนี้ข้ออ้างเรื่องรถติดเปลี่ยนจากเรื่องไม่ปกติ กลายเป็นเรื่องปกติที่สุดไปแล้ว

ฟางจูหยุนรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เดิมเธอเข้าใจว่าเย่เฟิงโทรหาเธอเพราะมีเรื่องอะไรพิเศษ จึงบรรจงแต่งตัวกว่าปกติ แต่เห็นสายตาเย่เฟิง เธอก็รู้ว่าตนเองเสียแรงเปล่า หญิงสาวสาบาน ต่อไปจะไม่แต่งเนื้อแต่งตัวเพื่อผู้ชายคนนี้อีก เพราะเขาไม่รู้จักชื่นชม

“เย่เฟิง โทรหาฉันมีเรื่องอะไร”

“เร็วๆ นี้ผมได้ลูกค้ามาหนึ่งเจ้า ต้องทำแผนงานอะไรสักอย่างกับรายงานที่เป็นรูปธรรมหน่อย” เย่เฟิงตบเอกสารบนโซฟา “ผมไม่ถนัดเรื่องนี้ แต่นึกขึ้นได้ว่าคุณเคยทำมาหลายรอบ เรื่องนี้ รบกวนจูหยุนแล้ว”

“นายบอกว่ารบกวนด้วยก็รบกวนได้เหรอ” เติ้งซาลุกขึ้น รอยยิ้มเมื่อครู่ถูกปาดทิ้ง เห็นสีหน้าฟางจูหยุนแล้วพยายามทำความดีชดใช้ความผิด “จะยังไงก็ควรพูดดีๆ กับจูหยุนหน่อยหรือเปล่า”

“นายได้ลูกค้าเหรอ” ฟางจูหยุนดีใจออกนอกหน้า เดินเข้ามาหา รับเอกสารไป เอ่ยอย่างกระตือรือร้น “สองล้านเจ็ดแสนเชียวเหรอ”

เย่เฟิงละอายใจอยู่บ้าง

“ไม่ใช่ บริษัทเราเล็ก รับงานได้แค่ส่วนเดียว ราวหกแสนหยวน แต่มูลค่ารวมของงานทั้งหมดสองล้านเจ็ด เรารับผิดชอบแค่ระบบความปลอดภัยของประตูและการเดินสาย”

“อ้อ” ฟางจูหยุนยังยิ้มออก “บิลมูลค่าหกแสน ถือว่าไม่เลว ส่งเมื่อไหร่”

“พรุ่งนี้”

“หา” ฟางจูหยุนอึ้งไป ก่อนถามออกมา “ทำไมเร่งขนาดนี้ คงไม่ใช่ว่านายหาผู้ช่วยคนอื่นไม่ได้ เลยมาหาฉันใช่ไหม”

เติ้งซาได้แต่พูดไม่ออก ไม่รู้ฟางจูหยุนคิดยังไง ผู้หญิงหนอ เวลาโรแมนติกเขานึกถึงคุณยังพอทำเนา แต่เวลาทำงานเขานึกถึงคุณ คุณยังคิดว่าเป็นเรื่องดีได้เหรอ ไม่มีทาง ตนเองต้องชี้ทางสว่างให้จูหยุน ผู้หญิงอย่างเธอ เสียเปรียบง่ายดายอย่างยิ่ง

เย่เฟิงก็ไม่เข้าใจ ทำไมผู้หญิงชอบเดานัก ได้แต่อธิบายว่า

“ผมทำไม่เป็น บิลนี้มาตอนบ่าย แต่อย่างแรกที่นึกถึงก็คือให้คุณสอน อีกอย่าง หากผมไม่ขอร้องคุณ ผมก็ไม่รู้จะไปขอร้องใคร”

แต่ไหนแต่ไรเติ้งซาก็เห็นว่า หากผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา ก็เท่ากับพ่ายแพ้ ผู้ชายที่ไม่อาจทำให้ผู้หญิงเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ ตัวเองโคจรวนรอบ จะทำให้หญิงสาวภูมิใจมีเรื่องไปโอ้อวดได้อย่างไร แต่ฟางจูหยุนกลับยิ้ม ชมว่า

“ถือว่านายซื่อสัตย์” พอเห็นเอกสารหนาเป็นตั้งในมือ ฟางจูหยุนก็ขมวดคิ้ว พลิกดูอีกหลายหน้า ก่อนเอ่ยอย่างดีใจ “มีแฟ้มเก่าของบริษัทนายด้วย ลอกมาก็ง่ายแล้ว”

เธอพูดถึงตรงนี้ ก็ขยับเท้าจะเดินไปห้องตนเอง พลันมองเติ้งซาด้วยสายตาประหลาด

“เติ้งซา ชุดนอนคุ้นๆ”

เติ้งซายิ้ม

“ก็ของเธอนี่”

“ช่วงนี้เธอคงไม่ได้จนขนาดชุดนอนยังต้องใช้ของคนอื่นหรอกใช่ไหม” ฟางจูหยุนไม่รู้ว่าเติ้งซาพุ่งเข้าห้องตัวเองไปทั้งร่างเปลือย ได้แต่หยิบชุดมาสวมโดยไม่เลือกมาก

“ฉันชอบสีชุดนอนเธอมานานแล้ว ตอนนี้เลยลองสักหน่อย ให้เสี่ยวเย่ดูว่าเป็นยังไง” เติ้งซาโกหกหน้าไม่เปลี่ยนสี

“อ้อ แล้วผลเป็นยังไง” ฟางจูหยุนมองเติ้งซาอย่างเฉยชา ตนเองเป็นผู้หญิง ย่อมมองผู้หญิงด้วยกันออก จากสายตาของเธอ เติ้งซานอกจากชุดนอนแล้ว ไม่ได้สวมอะไรอีก นี่เป็นการกระทำที่เธอไม่อาจไม่สงสัย

แต่เห็นชัดว่าเย่เฟิงไม่ใช่สเป็กเติ้งซา หรืออยู่ดีๆ คนบ้าเงินนี้จะเปลี่ยนรสนิยมตามนโยบายห้างสรรพสินค้า ที่กำลังฮิตซื้อครึ่งแถมอีกครึ่ง ชนิดที่ว่าปาดน้ำตาลดกระหน่ำกันทีเดียว

“ผลก็คือ...” เติ้งซากลอกตารอบหนึ่ง “ผลก็คือ ตอนนี้ฉันเริ่มหิวแล้ว จูหยุน ถึงงานจะสำคัญ ช่วยคนถือเป็นความสุข แต่ร่างกายเราเป็นต้นทุนในการทำการใหญ่”

ฟางจูหยุนตอนนี้จึงเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ทำกับข้าว ส่ายหน้าบอกว่า

“ชาติก่อนเธอคงเป็นแม่ครัวของฉันแน่”

“ทำไม” เติ้งซาไม่เข้าใจ

“ไม่งั้นทำไมชาตินี้ฉันต้องทำกับข้าวให้เธอใช้กรรมด้วย” ฟางจูหยุนแม้พูดอย่างนั้น แต่ยังวางเอกสารลง เดินเข้าไปในครัว

“หากชาตินี้ใครได้แต่งงานกับจูหยุน คงเป็นลาภปากแล้ว” เติ้งซาเอ่ยดังๆ ส่งสัญญาณสายตาให้เย่เฟิง แต่เจ้าทึ่มเย่เฟิงไม่เข้าใจความหมายของเธอ ถืออาหารปรุงสำเร็จที่ซื้อมาเดินเข้าไป

“จูหยุน ไม่ต้องยุ่งยากแล้ว ผมซื้ออะไรง่ายๆ มาแล้ว”

การกระทำของเขานี้ ทำเอาเติ้งซาเกิดแรงจูงใจในการฆ่าคน สำนึกเสียใจกับการตัดสินของตนยิ่งนัก คุณสมบัติพื้นฐานของโฮสต์นั้นเย่เฟิงมี แต่ต้องไม่พัฒนาไปไหนแน่นอน การเป็นโฮสต์ หากไม่เข้าใจว่าท่านราชินีคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ใช่โฮสต์ที่ดีแล้ว

“ของแบบนี้ทีหลังอย่าซื้อเยอะเป็นดี มันใส่สี” ฟางจูหยุนค้อนเขาวงหนึ่ง แต่ยังคงรับของมา เอ่ยถามเรื่อยๆ “เย่เฟิง กลางวันกินอะไร”

“กินเต้าหู้1” เย่เฟิงตอบซื่อๆ

“หา”

“หา!”

เติ้งซากับฟางจูหยุนใบ้สนิทไร้วาจา ได้แต่เหม่อมองเขา พูดอะไรไม่ออก

1มีความหมายแฝงว่าลวนลาม เอาเปรียบทางเพศ

หนังสือแนะนำ

Special Deal