บทที่ 14 เสียสละ

หกแสนหยวน จะทำหรือเปล่า?

ในสายตาผู้อ่านพันคน ย่อมเห็นแฮมเล็ตต่างกันเป็นพันรูปแบบ ฉะนั้นเมื่อคนในบริษัทได้ยินประโยคนี้ ความรู้สึกย่อมต่างกันโดยสิ้นเชิง

ตอนที่ได้ยินคำพูดเย่เฟิง ความรู้สึกแรกของเสิ่นหยางคือ ภาพหลอน ทั้งหมดเป็นแค่ภาพหลอน หากงานนั้นมีความหวังแม้เพียงใยเดียว เขาต้องไม่ปล่อยทิ้ง ยิ่งไม่ส่งให้เย่เฟิง เย่เฟิงดันชุบชีวิตงานนี้ขึ้นมาได้หรือ

เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

ขั้นตอนทั้งหมดของงานมูลค่าประมาณสองล้านเจ็ดแสนหยวน หกแสนเป็นแค่หนึ่งในห้า ดูไปไม่มาก แต่บริษัทหักกำไรได้แปดเปอร์เซ็นต์ นั่นคือรายรับสี่หมื่นแปด หลังหักโน่นหักนี่แล้ว ยังเหลือประมาณสี่หมื่น เย่เฟิงไม่กี่วันมานี้เพิ่งทำยอดได้สามล้าน รายได้สามแสนหก เพิ่มยอดงานนี้เข้าไป เดือนนี้จะได้ถึงสี่แสนเชียวหรือ

โอ แม่เจ้า อู๋หงคำนวนถึงตรงนี้ สองตาก็เป็นประกาย หัวใจเต้นโครมคราม เห็นชัดๆ ว่านี่คือห่านวิเศษที่ออกไข่เป็นทองคำ ทำไมก่อนหน้านี้เธอถึงมองข้ามไปได้

หวังจวินเฉินกลับนึกเสียดายทีแรกเขาน่าจะเสียสละสักเล็กน้อย รับงานของหัวหน้าเสิ่นมาทำ แต่ตอนนั้นเขาไม่มีจิตวิญญาณร้อนแรงแห่งความเสียสละ มีแต่ความอยากต่อยเย่เฟิงถ่ายเดียว

“อ้อ” หัวคิ้วสวี่ซูถิงคลายตัว นี่เป็นข่าวดี แต่เนื่องเพราะเรื่องของแม่ถ่วงให้พะวง จึงคล้ายละลายน้ำตาลช้อนเดียวในน้ำหนึ่งถัง บั่นทอนรสชาติไปมากหลาย “ดีมาก เย่เฟิง ฉันบอกแล้ว ขอเพียงคุณตั้งใจ ยังไงก็ต้องมีวันสำเร็จ”

เย่เฟิงอึ้งไป ยังไงก็นึกไม่ออก ผู้จัดการสวี่พูดเคยพูดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

หลังเขาชิงของที่ถูกขโมยไปคืนมาจากปากเจิ้งส่วง ก็ถ่วงเวลาไว้สองววัน ก่อนฉวยโอกาสที่เหยาจวินอู่มา เอาถุงไปวางไว้หน้าประตูบ้านสวี่ซูถิง รอจนเห็นเหยาจวินอู่ยกถุงพลาสติกขึ้นมาดูด้วยสีหน้าสงสัย จึงจากมาอย่างวางใจ

จากนั้นเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากเฉินโหย่วซิ่น บอกว่าคณะกรรมการบริหารของฉินเฉิงซิ่นพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว รู้สึกแม้ความสามารถของไคทว่อเจ่อด้อยกว่าอีกสองบริษัทเล็กน้อย ซึ่งความหมายในถ้อยคำคือด้อยกว่ามาก แต่เห็นความสู้ไม่ถอยของไคทว่อเจ่อจากตัวเย่เฟิง มีจิตวิญญาณราวกระทิงคลั่งแบบเมือง S อยู่

หากคำพูดเหล่านี้ถูกสวี่ซูถิงได้ยินเข้า คงกรีดร้องว่า My God

เย่เฟิงหากมีจิตวิญญาณราวกระทิงคลั่งอะไรนั่นจริง อย่างนั้นตนเองคงเป็นเช่นที่โค้ชฟุตบอลทีมชาติเปรียบเปรย มีจิตวิญญาณของหมาบ้าแล้ว

“แต่ว่า ผู้จัดการสวี่ เรื่องนี้ยุ่งยากนิดหน่อย” เย่เฟิงรู้สึก การเอาข่าวดีขึ้นต้นจะให้ผลดีกว่า

“เหรอ แต่เย่เฟิง ฉันเชื่อในความสามารถของคุณ” สวี่ซูถิงขณะเอ่ยคำพูดนี้ รู้สึกน่าขันพอๆ กับผู้ถือหุ้นที่เชื่อว่าเจ้ามือจะคิดเผื่อกระเป๋าสตางค์ของทุกคน แฟนบอลเชื่อว่าทีมชาติจะได้ถ้วยบอลโลก “ต่อให้ยุ่งยากบ้าง คุณก็ต้องมีวิธีแก้ไขแน่นอน”

เห็นใบหน้าเหมือนกินมะระของเย่เฟิง สวี่ซูถิงก็ยิ้ม

“ให้ฉันช่วยไหม”

“พวกเขาให้ผมเตรียมรายงานที่ละเอียดกว่าเดิมกับแผนการทำงาน” เย่เฟิงสมองพองโต กับเรื่องเหล่านี้ เขาไม่รู้อะไรเลย

“เรื่องนั้น” สวี่ซูถิงพรมนิ้วกับโต๊ะราวนักเปียโน “เย่เฟิง คุณก็รู้ว่าช่วงนี้ฉันยุ่ง”

หันไปมองเสิ่นหยางแวบหนึ่ง ไม่รู้เขากลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ ลากปากกาด้ามหนึ่งไปมาเหมือนศิลปินแห่งชาติ สวี่ซูถิงทราบ เสิ่นหยางจงใจทำเป็นไม่ได้ยินปัญหาของเย่เฟิง

ช่วงนี้ตนเองวุ่นวายเรื่องโรงพยาบาล ไม่มีเวลามาทำแผน บริษัทก็เล็ก ตอนนี้เหลือเสิ่นหยางบริหารงานโดยลำพัง แต่ดูท่าแล้ว หากไม่มีผลประโยชน์เข้าล่อ เขาคงไม่รับช่วงงาน หวังจวินเฉินกับอู๋หงยิ่งไม่ต้องนึกถึง ให้งานพวกเขามิสู้ให้เย่เฟิงทำเองดีกว่า

“เอาอย่างนี้” สวี่ซูถิงเปิดตู้เก็บเอกสาร ดึงเอกสารที่หนากว่าบันทึกประวัติศาสตร์จีน หนังสือลัทธิมากซ์เลนิน และตำนานซ้องกั๋งรวมกันออกมา “นี่แฟ้มแผนงานกับใบเสนอราคาโปรเจกท์ก่อนๆ คุณดูควบไปกับเอกสารตึกฉางเซิงที่เสิ่นหยางให้คุณไปก่อนหน้า อาศัยความฉลาดของคุณ จะทำแผนการทำงานที่สมบูรณ์แบบออกมาสักแผน ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน”

“หา” เย่เฟิงรับเอกสารหนักอึ้งมา หัวใจถ่วงหนัก ที่ผ่านมาตนเองอยู่ไปวันๆ สองเดือนที่ไคฮวงเจ่อ เป็นสองเดือนที่ผ่านไปอย่างล่องลอย เหตุใดมาถึงนี่ ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปได้

“จริงด้วย พวกเขาจะดูแผนการทำงานเมื่อไหร่”​ สวี่ซูถิงถามอีกคำด้วยความเป็นห่วง

“พรุ่งนี้เช้า”

“หา” สวี่ซูถิงจ้องเอกสารในมือเย่เฟิง ได้แต่อธิฐานให้เขาโชคดีอยู่เงียบๆ “เย่เฟิง คุณทำได้ ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง”

“เสี่ยวเย่ ให้ฉันช่วยไหม” อู๋หงที่อยู่ด้านนั้นพลันผุดลุกขึ้น น้ำเสียงอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง

เธอไม่สนใจเสิ่นหยางที่ตัวแข็งเกร็งขึ้น ปากกาลูกลื่นในมือที่วาดวนไปมาอย่างรวดเร็วหยุดชะงัก ความจริงหญิงสาวรู้ดีแก่ใจ อาศัยมาตรฐานของเสิ่นหยาง เขาต้องไม่เห็นความสำคัญเธอแน่ ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกตนเองเริ่มไล่จีบเย่เฟิง จะมากจะน้อยก็มีรสชาติของคุณหนูที่ลดตัวแต่งงานกับคนฐานะต่ำกว่า

โอกาสอย่างนี้ เธอต้องคว้าเอาไว้!

“ไม่ต้อง” ประโยคเดียวของเย่เฟิงแทบทำอู๋หงขาดใจตาย

“ขี้งก” รอยยิ้มหญิงสาวเต็มฝืนอยู่บ้าง “ฉันไม่คิดเงินหรอก”

เสิ่นหยางกระซิบในใจ ท่าอย่างเธอนี่ ต่อให้แถมเงินฉันยังไม่เอา ยังจะกล้าคิดเงินอีก

เดิมเขามีอคติต่อเย่เฟิงไม่น้อย แต่เช่นเดียวกับที่กุศโลบายทางการทหารว่าไว้ จะกำราบศึกนอก ภายในต้องสงบก่อน ในสายตาเขา อู๋หงเป็นคนทรยศ ฉะนั้นก่อนต่อกรกับเย่เฟิง อู๋หงมีจุดจบเช่นนี้ เขาก็เบิกบานอย่างยิ่ง

“คือว่า พวกคุณงานเยอะแล้ว” เห็นอู๋หงประกบหนึบเข้ามาเหมือนหมากฝรั่ง เย่เฟิงก็ได้แต่โกหกด้วยเจตนาดีอีกรอบ “ไม่รบกวนดีกว่า”

ไม่สนท่าชม้ายตาปนค้อนของอู๋หง เย่เฟิงหอบเอกสารทั้งกองกลับโต๊ะตัวเอง จัดแจงเปิดคอมพิวเตอร์ แต่กลับเหลียวหน้าไปมองสวี่ซูถิงแวบหนึ่ง

ช่วงนี้เขาเริ่มติดนิสัย ทุกครั้งที่ถึงเวลาสำคัญ มักไม่จำเป็นต้องเปิดคอมฯ แต่ได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกกับสวี่ซูถิงแทน บรรยากาศในออฟฟิศอึดอัดขัดข้อง เพียงแค่ยื่นมือก็แทบแตะถูกหลังคา เขาไม่คุ้นจริงๆ แต่พูดก็พูด ที่นี่ยังดีกว่าบรรยากาศออฟฟิศไคฮวงเจ่อเล็กน้อย

ตอนที่โอกาสวางอยู่ตรงหน้า ตนเองไม่รู้จักรักถนอม ตอนนี้สูญเสียไปแล้วจึงสำนึกโหยหา เย่เฟิงมองเอกสารตั้งหนา ต้องปวดหัวเล็กน้อย หากสวรรค์ให้โอกาสเขาอีกครั้ง เขาจะรักงานที่ไคฮวงเจ่อ หากได้เวลาเพิ่มสักช่วงหนึ่ง เขาคงไม่หวังทำแค่สองเดือน แต่ขอสามเดือน!

เขาทำงานที่บริษัทนี้ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ แต่รู้สึกได้ทำงานมากกว่าที่ทำมาตลอดทั้งปีก่อนหน้านี้อีก เย่เฟิงสะทกสะท้อนยิ่งนัก มนุษย์... ความจริงควรหนักแน่น ไม่เหลาะแหละโลเล เขาทิ้งความฝันที่จะทำงานมีอนาคตอย่างยามไปแล้ว ตอนนี้มองย้อนไป ช่างเป็นการกระทำที่ไร้สติปัญญาแท้ๆ!

น่าเสียดาย สวี่ซูถิงไม่ใช่พยาธิในท้องเย่เฟิง ย่อมไม่รู้ว่าเขากำลังหวังจะออกไปข้างนอกด้วยเงินบริษัท จึงจัดเอกสาร โทรศัพท์หาหลี่เจี่ย พอรู้ว่าสินค้าของจางฟาไฉส่งออกไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็อุ่นใจขึ้น

เห็นตอนนี้บริษัทไม่มีเรื่องใหญ่อะไร ก็เป็นห่วงอาการป่วยของแม่ หญิงสาวลุกขึ้น เดินออกไปเงียบๆ เย่เฟิงได้ยินเสียงฝีเท้า ตอนหันกลับไปมองพอดีเห็นไหล่ที่บอบบางทั้งคู่ของสวี่ซูถิง อดบังเกิดความเห็นใจขึ้นบ้างไม่ได้

หากเขาไม่บังเอิญรู้ว่าครอบครัวสวี่ซูถิงเกิดเรื่อง อย่างนั้นที่เห็นตอนนี้ คงเป็นแค่ความสูงสง่าเหนือใครของผู้จัดการสวี่เท่านั้น

พลันรู้สึกมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมา เย่เฟิงจึงหันกลับไปโดยอัติโนมัติ ทันเห็นเสิ่นหยางเบนสายตาไปทางอื่นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แต่เขาไม่ใส่ใจ พลิกเอกสารบนโต๊ะ อ่านไปได้แค่สองหน้า ความสนใจที่มีต่อภาพโครงสร้างตึกฉางเซิงทั้งจากด้านบน ด้านหน้า ด้านข้าง ก็เหือดแห้งไม่เหลือ

นี่ไม่ใช่สิ่งที่สติปัญญาเขาจะทำความเข้าใจได้!

แต่งานก็ไม่อาจไม่ทำ เย่เฟิงชักปวดหัว ตอนนี้ไม่ใช่เขาหางาน แต่งานมาหาเขาเอง ทันใดนั้นชายหนุ่มก็นึกบางอย่างออก ดวงตาเป็นประกาย รอจนได้สติจึงพบว่าอู๋หงกำลังชายตามองตนเอง สายตาราวกระแสคลื่นคลั่ง ลูกแรกโถมใส่ลูกหลังตามติดเย่เฟิงลนลานเบนสายตาจากไปเพราะกลัวจมคลื่นตาย ขบคิดอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็เข้าใจสาเหตุ คงเพราะเมื่อครู่ตนเองเหม่อไปทางอู๋หงพอดี หญิงสาวนึกว่าเขามองเธอ ดังนั้นเข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างมีใจ ไม่จำเป็นต้องใช้วาจา

คิดจบแล้วเย่เฟิงก็หิว เงยหน้ามองนาฬิกา พบว่ายังห่างจากเวลากินข้าวอีกมากนัก

ชีวิตที่ทำงาน กินข้าว นอนหลับเหล่านี้ เขาคุ้นจนไม่รู้จะคุ้นยังไง ที่จริงอย่างเช่นสองวันนี้ที่ลืมกินข้าว ถือว่าผิดปกติ

เขาเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์ ต่อสายหามือถือของฟางจูหยุน

“จูหยุนเหรอ เย็นนี้ว่างไหม ผมจะเลี้ยงข้าว”

รอจนกระทั่งเขาวางโทรศัพท์ จึงพบว่าคนในออฟฟิศมองเขาด้วยสายตาสับสน ชายหนุ่มประหลาดใจ แค่ใช้โทรศัพท์บริษัทโทรหาคน ตกอกตกใจขนาดนี้ทำไม

เขาไม่รู้ว่าบริษัทมีกฎห้ามใช้โทรศัพท์บริษัทติดต่อเรื่องส่วนตัว เสิ่นหยางไม่อาจไม่นับถือความฉลาดของเจ้าเด็กนี่ ตอนผู้จัดการสวี่อยู่ ก็ทำเป็นเชื่องยิ่งกว่าหลานชาย ผู้จัดการสวี่พอไป ลวดลายก็ออก แล้วนี่... เขาจะรายงานเรื่องนี้ต่อผู้จัดการสวี่ดีไหม

หากฟ้อง จะมากจะน้อยเขาก็ต้องดูเหมือนนินทาลับหลัง แต่หากไม่ฟ้อง บริษัทมิถูกเจ้าหนอนนี่ไชจนกลวงหรือ

จินตนาการของเสิ่นหยางบรรเจิดเพริศแพร้วยิ่งกว่าเพลโต แต่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังปรักปรำเย่เฟิง

เพราะโทรศัพท์ของชายหนุ่มสายนี้โทรเรื่องงานบริษัท แต่ไหนแต่ไรเย่เฟิงก็แบ่งแยกเรื่องส่วนตัวกับงานชัดเจน ถ้าเรื่องเงานเขาไม่มีวันใช้โทรศัพท์ส่วนตัว แต่ถ้าเรื่องส่วนตัว เขาก็ไม่ใช้โทรศัพท์บริษัทเช่นกัน

ถึงเวลาเลิกงาน เย่เฟิงก็ถือเอกสารออกจากบริษัทอย่างกระตือรือร้น หวังจวินเฉินงึมงำว่า เสแสร้ง อู๋หงกลับมองอย่างดูถูกว่าหวังจวินเฉินก็เหมือนผู้ชายใจแคบ นึกด่าในใจว่าคนอื่นต่อให้เสแสร้ง ยังแสร้งได้เท่กว่าเขาทำเลย

ลูกผู้ชายไม่กลัวเรื่องเสแสร้ง กลัวแต่ปากคุยโตโอ้อวด ลงมือทำจริงไม่ได้มากกว่า

เพียงแต่ผู้ชายเมื่อมีเงินก็เริ่มชั่วร้าย ฟางจูหยุนนี่เป็นใครกัน ถึงมาร่วมเสพสุขกับเงินสี่หมื่นของเย่เฟิงได้ เงินสี่หมื่นหยวน... สำหรับเมือง S ย่อมไม่นับว่ามาก แต่สำหรับอู๋หงแล้ว ถือว่าไม่ใช่น้อยๆ

อู๋หงนึกถึงตอนกินข้าวกลางวัน ตนเองเพิ่งไปโรงอาหารครั้งแรก กลับเห็นเย่เฟิงกระตือรือร้นกับการมองเต้าหู้ผัดน้ำแดงยิ่งกว่ากินเต้าหู้ (แผลงเป็นลวนลาม)เธออีก ทำให้อู๋หงถอนหายใจอย่างสะทกสะท้อน ดูท่าเธอคงต้องยึดหลักไม่ยอมแพ้แบบเดียวกับเหมาเจ๋อตงที่บอกว่า ‘ด่านยิ่งใหญ่ทางทอดไกลต้องฟันฝ่า ก้าวกระโดดไปเบื้องหน้าอย่าหลีกหนี’ ตอนนี้การสยบเย่เฟิงคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกแล้ว

เย่เฟิงเมื่อผ่านตลาด ก็ซื้ออาหารปรุงสำเร็จเล็กน้อย หากให้เขาเลือกระหว่างทำกับข้าวกับซื้อกิน เขาต้องเลือกซื้อกินแน่นอน ด้วยเหตุผลเดียวกัน หากให้เขาเลือกระหว่างเอาผักไปผัด หรือราดซอสกินแบบเย็น เขาย่อมเลือกอย่างหลังซึ่งง่ายกว่า

เมื่อเปิดประตูอพาร์ทเมนท์ เห็นภายในสงบสลัว ประตูไม่ได้ลงกลอน เย่เฟิงประหลาดใจ คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาออกจากที่พักค่อนข้างเร็ว คนล็อกประตูควรเป็นฟางจูหยุน ทำไมเธอหละหลวมขนาดนี้ เขาชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้องฟางจูหยุนแวบหนึ่ง พบว่าว่างเปล่า

พวกเขาแม้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันแบบแยกกัน หากคนที่เข้ามาเช่าเป็นผู้ชายคนอื่น ฟางจูหยุนคงปิดประตูห้องแน่นหนา แต่เนื่องจากคนย้ายเข้ามาเป็นเย่เฟิง ดังนั้นประตู้ห้องเธอจึงแง้มไว้ครึ่งๆ ตลอดเวลา หญิงสาวรู้ว่าเย่เฟิงเป็นคนขี้อาย หากมีเรื่องอะไรมาหา พอเห็นประตูปิดสนิท แม้แต่ความกล้าจะเคาะเรียกก็คงไม่มี ฉะนั้นส่วนใหญ่เธอจึงจงใจเปิดประตูค้างไว้ หวังว่าเมื่อเย่เฟิงผ่านมา ตนเองจะได้ทำเป็นมองเห็นโดยไม่ตั้งใจ

เพียงแต่ความเพียรพยายามของเธอนับว่าเสียเปล่าไปกับคนปัญญาอ่อน นับแต่เย่เฟิงย้ายเข้ามา นอกจากกินข้าวเข้านอนแล้ว น้อยครั้งจะออกจากห้องตัวเอง

เย่เฟิงวางอาหารปรุงสำเร็จลงบนโต๊ะ เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ตรงกลับห้องตัวเอง แต่นั่งลงบนโซฟา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เริ่มห่วงความปลอดภัยของฟางจูหยุนขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้มีแต่ฟางจูหยุนกลับมาก่อนเขา ล้างผักทำกับข้าวให้ ทำไมครั้งนี้กลับบ้านช้าได้

ยิ่งเงยหน้ามองนาฬิกา ยิ่งรู้สึกกังวล ใกล้หกโมงครึ่งแล้ว เอกสารยังเหลือกองเป็นตั้ง ต่อให้ฟางจูหยุนมีประสบการณ์ช่ำชอง ก็ไม่รู้จะช่วยเขาทำรายงานยาวเหยียดเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดนี้ในเวลาจำกัดได้ไหม

ทันใดนั้นประตูห้องน้ำพลันเปิดออก เผยเห็นเงาร่างหนึ่ง เย่เฟิงเงยหน้ามองแล้วสะดุ้ง เพราะเห็นเพียงเรือนร่างขาวผุดผาดที่ยังไม่ได้สวมเสื้อผ้า

“จู...” เย่เฟิงเรียกได้คำเดียว หญิงสาวนั้นก็กรีดร้อง สุ้มเสียงแหลมสูงยิ่งนัก เรียกว่าสะท้านหูสะเทือนประสาทเลยก็ได้

หญิงสาวพุ่งเข้าห้องฟางจูหยุนด้วยความเร็วระดับแชมป์วิ่งร้อยเมตร อาศัยสายตาระดับนักบินของเย่เฟิงยังเลอะเลือน ไม่รู้ว่าคนที่เห็นคือใคร อ้อ ที่จริงนี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสายตา แต่เมื่อพบเห็นคนตลอดร่างเปล่าเปลือย ตัวเขาที่เป็นลูกผู้ชายที่มีคุณธรรม จึงไม่ได้ฉวยโอกาสเพ่งมองอีกฝ่ายอย่างละเอียด

วิญญูชนแม้อยู่ในที่รโหฐานก็ไม่ทำผิดต่อมโนธรรม เรื่องนี้เย่เฟิงพอจะรู้อยู่บ้าง เขากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ขณะลังเลว่าควรออกไปเดินข้างนอกสักรอบค่อยกลับมาดีไหม บรรยากาศอึดอัดจะได้คลายตัว ก็ได้ยินเสียงประตูห้องฟางจูหยุนเปิด คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกลิ่นหอมรวยริน

เย่เฟิงไม่กล้าหันกลับไป กลัวฟางจูหยุนจะโกรธแล้วควักลูกตาเขา แต่มือข้างหนึ่งตบไหล่เขาเบาๆ

“เย่เฟิง กลับมาเร็วจริง”

เสียงนี้คล้ายไม่ใช่ฟางจูหยุน เย่เฟิงประหลาดใจ อดไม่ได้ต้องหันกลับไป ก่อนเอ่ยตะกุกตะกัก

“เติ้งซา ทำไมเป็นคุณไปได้”

เติ้งซาสวมชุดนอนหลวมกว้าง แต่กลับขับเน้นรูปร่างอันอ้อนแอ้น

กวีคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ ว่าคนที่สวมชุดนอนมักเป็นคนรวย

แต่กวีคนนั้นคงมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์และศีลธรรมจำกัด ดังนั้นคำพูดนี้จึงไม่จริงเสมอไป คนที่มีเงินจริงๆ ต่อให้ไม่สวมเสื้อผ้าเลยยังได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชุดนอน

ยกตัวอย่างเช่นหากโจ้ว ( เชิงอรรถ - หมายถึงซางโจ้วหวัง กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง ลุ่มหลงสนมที่ชื่อต๋าจี่จนสร้างสถานที่หย่อนใจส่วนพระองค์ไว้หาความสำราญมากมาย สุดท้ายบ้านเมืองล่มสลาย ) อยู่ในสระสุราและป่าเนื้อส่วนพระองค์ ย่อมไม่สวมชุดนอนลงเล่นน้ำเคียงหญิงงามแน่นอน

ส่วนเติ้งซาแม้สวมชุดนอน แต่เห็นชัดว่าไม่ใช่คนมีเงิน เธอจัดอยู่ในประเภททำตัวคล้ายมีเงินมากกว่า ที่จริงเธอทุ่มเทเต็มที่ ทำตัวเหมือนพวกดาราที่ประโคมโหมแต่ง สร้างข่าวฉาวไม่หยุดยั้ง เรียกร้องความสนใจจากไฮโซรายใหญ่ ความหวังหนึ่งเดียวคือต้องการแต่งงานกับคนรวย

คติพจน์ของเติ้งซาคือ อ่อยผู้ชายรวยไม่น่าอาย แต่อ่อยไม่ติดจึงน่าอาย ไม่มีเงินกินข้าวไม่น่าอาย แต่ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าสวยๆ สิน่าอาย ไม่เพียงเท่านี้ หญิงสาวยังคิดแบบนี้กับเรื่องอื่นๆ เช่นกัน

ชุดนอนของหญิงสาวเป็นสีชมพู เส้นผมอมแดงจางๆ ริมฝีปากสีม่วงแดงเข้มจัดเหมือนผีดูดเลือดเพิ่งกินเด็กมา สิ่งเหล่านี้เดิมขัดกันอย่างที่สุด แต่เมื่อมาอยู่บนตัวเธอแล้ว คนอื่นมองแวบเดียวก็รู้สึกว่า เซ็กซี่! เซ็กซี่ที่สุด!

เติ้งซาสุดเซ็กซี่ตอนนี้อยู่ใกล้เย่เฟิงแค่คืบ สัมผัสลมหายใจกันได้ แถมไม่โกรธที่ถูกแอบดู แค่หัวเราะคิกคัก ถามว่า

“เย่เฟิง เมื่อกี้นายหวังให้คนที่ออกมาเป็นใคร”

เย่เฟิงกระแอมครั้งหนึ่ง

“ผม... ผมต้องหวังให้เป็นขโมยสักคนอยู่แล้ว”

เติ้งซาหัวเราะพรวด ยื่นมือไปตบหน้าผากเย่เฟิง

“เสี่ยวเย่ นายไม่ได้ทื่มทื่ออย่างที่เห็นเลย ที่จริงหากนายมีเงินล่ะก็ เมื่อกี้ต่อให้นายดูสักหลายครั้งก็ไม่เป็นไร”

เย่เฟิงสะดุ้ง ฝืนยิ้มบอกว่า

“งั้นผมเสียดายขึ้นมาจริงๆ แล้ว เพราะผมมีทุกอย่าง แต่ไม่มีเงิน”

เติ้งซาเอื้อมมือไปถอดแว่นเย่เฟิงออกมา กิริยานี้จะมากจะน้อยก็มีร่อยรอยการยั่วเย้าอยู่บ้าง แต่เย่เฟิงเหมือนเพิ่งทำความผิดมา ทีท่าจึงสำรวมยิ่งกว่าพระถังซำจั๋ง เพียงมองเติ้งซาอย่างไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไร

เขาไม่กล้าล่วงเกินแม่สาวคนนี้จริงๆ การกระทำของเธอเปิดเผยเผ็ดร้อน เรื่องที่คนอื่นนึกไม่ถึง เธอล้วนทำได้ทุกอย่าง ดีไม่ดีให้เธอร้องตะโกนว่าเขาชั่วช้าสารเลวลวนลามเธอ ยังน่าจะทำได้เลย

หลังถอดแว่นเย่เฟิงออกมา เติ้งซาก็พิจารณาเขาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนถอนหายใจ

“เสี่ยวเย่ ที่จริงนายหน้าตาไม่เลว ฉันชอบคิ้วเข้มคู่นี้ของนายที่สุด เข้มหนามีสไตล์จริงๆ หากฉันรู้จักนายก่อนหน้านี้สักหลายปี ตอนที่ยังเป็นสาวน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ยังอยู่ในวัยบูชาหนุ่มหล่อกับวีรบุรุษ หรือหากฉันมีเงินขึ้นมา มีเงินมากๆ วันที่นายช่วยฉันไล่ไอ้คนชั้นต่ำเฉินหมิง ฉันอาจมีอะไรกับนายคืนนั้นเลยก็ไม่แน่”

เย่เฟิงทำท่าเสียดายหนักหนา แต่ในใจกลับยินดีปรีดา

“ได้ยินคุณพูดแบบนี้ ผมชักรู้สึกเหมือน ‘คืนมณีล้ำค่าน้ำตานอง ไม่อาจครองคู่เคียงเพราะสายเกิน ’( เชิงอรรถ - บทกลอนของจางจี๋ กวีสมัยราชวงศ์ถัง ) แล้วครับ”

“เยี่ยม เยี่ยมมาก พอชมเข้าหน่อย นายก็ตัวพองเชียว ดูไม่ออกว่านายเป็นคนฉลาด” เติ้งซานั่งแปะลงบนที่เท้าแขนโซฟา แทบอิงอยู่บนร่างเย่เฟิง “ฉันรำคาญเวลาคนอื่นพ่นตำราใส่ที่สุด แต่พอเสี่ยวเย่พูด กลับมีรสชาติต่างไปบ้าง เพียงแต่คำพูดพวกนี้นายไปพูดกับคนอื่นเถอะ อย่างเช่นจูหยุน เธอต้องซาบซึ้งน้ำตาคลอแน่ ฉันบอกเธอหลายครั้งแล้ว ความรักก็เหมือนขนมปัง ครีม ไข่มุก เพชร ไม่ใช่อะไรอื่น เธอมักบอกว่าฉันพูดผิด ความรักคือความรู้สึกใจสั่นหวั่นไหว หวั่นไหวบ้าอะไร เรื่องนี้ทีหลังฉันต้องเปิดโลกเธอให้ได้ นายคิดดู คนโบราณโง่เกินไปแล้ว ผู้หญิงเขาคืนมณีล้ำค่าให้แล้ว ก็อภัยให้เขาไปสิ ยังจะติดค้างเสียดายอะไรอีก ฉันไม่เข้าใจ ทำไมคนโบราณโง่นัก หลายวันก่อนฉันดูหนังศึกโค่นบัลลังก์วังทองอะไรสักอย่างของผู้กำกับใหญ่อะไรสักคน แม่เจ้า ผู้หญิงในเรื่องแต่งตัวอย่างที่ผู้หญิงสมัยนี้ไม่กล้าแต่งด้วยซ้ำ คนโบราณเปิดเผยอะไรอย่างนี้ บอกได้คำเดียวว่านมหก เสี่ยวเย่ นายก้มหน้าทำอะไร อย่ามาทำเขินเหมือนเด็กหนุ่มบริสุทธิ์ ยุคนี้ไม่ฮิตคนแบบนี้แล้ว”

เย่เฟิงได้แต่เงยหน้า

“เติ้งซา ถ้าพูดแบบนี้ พอคนอื่นให้เพชรพลอยคุณ ต่อให้คุณแต่งงานแล้ว ก็คงคิดจะแต่งใหม่ใช่ไหม”

“ราวๆ นั้น” เติ้งซาพยักหน้าอย่างเป็นจริงเป็นจัง

เย่เฟิงหัวเราะ

“ที่จริงความหมายดั้งเดิมของกลอนบทนี้ไม่ใช่อย่างนั้น นี่เป็นเรื่องของกวีสมัยราชวงศ์ถังคนหนึ่งชื่อจางจี๋ แต่ไหนแต่ไรไม่สนใจลาภยศศฤงคาร ขุนนางราชสำนักที่มีอำนาจคุมกรมการศึกษาแซ่หลี่รายหนึ่งเห็นเขามีความสามารถ ก็เชิญเขามาเป็นผู้ช่วย จางจี๋ใช้กลอนบทนี้ปฏิเสธโดยอ้อม แต่กลับถูกคนรุ่นหลังจับมาโยงกับเรื่องความรัก”

“ให้เป็นขุนนางแล้วไม่เอาเหรอ” เติ้งซาชักสนใจ ตบไหล่เย่เฟิงแรงๆ “โลกนี้มีคนโง่บ้าแบบนี้ด้วย เขาไม่รู้หรือไงว่ามีอำนาจก็เท่ากับมีเงิน”

เย่เฟิงฝืนยิ้ม แม่สาวคนนี้ดียิ่ง ในสามประโยคไม่ห่างจากคำว่าเงินเลย

“แต่ว่า เสี่ยวเย่ นายเป็นอัจฉริยะจริงๆ เรื่องนี้ก็รู้ด้วย” เติ้งซาเอ่ยอย่างจริงใจ

ท่านั่งของหญิงสาวมีลักษณะคุกคามเล็กน้อย ทรวงอกตูมตั้งทั้งคู่แทบแตะไหล่เย่เฟิง เย่เฟิงขยับไปด้านข้างอย่างรู้ตัว เติ้งซากลับไม่รุกต่อ

“พูดถึงกลอนบททนั้น ฉันนึกถึงคนๆ หนึ่ง เดิมทีมีกวีนิสัยไม่น่าคบคนหนึ่ง ได้ยินว่ามีชื่อเสียงมาก” เติ้งซาเล่าอย่างสะทกสะท้อน “ได้ตีพิมพ์เรื่องยาวลงในนิตยสารประจำเมืองประจำมณฑล ตัวเองก็ออกหนังสือ คิดจะมาจีบฉัน แต่ฉันคุยกับเขาแล้วอึดอัด เขาบอกฉันว่าความรักเหมือนตะเกียงที่ส่องสว่างเหนือกาลเวลา จ้องตรงฝ่าพายุอย่างไม่หวั่นไหว ความรักคือสิ่งเติมเต็มชีวิต เหมือนจอกเหล้าที่มีเหล้าเต็มเปี่ยม”

“หือ” เย่เฟิงฟังแล้วรู้สึกคุ้นหู

เติ้งซาไม่ได้สังเกตสีหน้าเขา

“นี่เป็นกลอนบทแรกที่มีคนส่งให้ฉัน ความจำฉันไม่ค่อยดี แต่เรื่องนี้ยังจำได้ชัดเจน”

“คล้ายเป็นกลอนที่รพินทรนาถ ฐากูรแต่ง ไม่ใช่แฟนนักกวีของคุณแต่ง” เย่เฟิงยิ้ม “เขาคงหยิบมาใช้ใช่ไหม”

“หือ เรื่องนี้นายก็รู้เหรอ ปิดนายไม่อยู่เลย” เติ้งซาปากอ้าค้าง “ไอ้อ่อนหัดนั่น ที่แท้ก็ลอกคนอื่นมา เฮ้อ แต่ยุคนี้แล้ว คนไม่ลอกจะเป็นกวีได้เหรอ”

เย่เฟิงได้แต่พยักหน้า

“คุณพูดถูกต้องที่สุด”

เติ้งซาอดมองเย่เฟิงอย่างพิจารณาไม่ได้ “เย่เฟิง นายคงไม่ได้เคยทำแบบนี้เพื่อจีบหญิงเหมือนกันใช่ไหม”

เย่เฟิงลังเลเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “ผมคงไม่เคยทำมั้ง”

“โกหก นายโกหกแน่ๆ สมัยอยู่มหาวิทยาลัย นายต้องเคยเขียนกลอนรักจะเป็นจะตายให้สาว ยังมาเสแสร้งเป็นเพิ่งมีรัก แสร้งว่าไร้เดียงสาต่อหน้าฉัน เย่เฟิง บอกมาตามตรง เคยจีบมากี่คน ดูนายเถอะ อย่าคิดว่าฉันมองไม่ออก หากนายไม่เคยเขียน ทำไมถึงจำเรื่องพวกนี้ได้!”

หนังสือแนะนำ