บทที่ 13 โชคร้ายไม่เกิดเพียงหนเดียว

ตอนที่สวี่ซูถิงกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วยอีกครั้ง ก็พบว่าแม่ตัวเองฟื้นแล้ว รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาบ้าง

“แม่ เป็นยังไงบ้างคะ”

“คนนี้คือ...” คุณนายสวี่มองเย่เฟิง มุมปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย “เย่เฟิงที่ลูกพูดถึงหรือ ไม่เลวเลย”

สวี่ซูถิงดูไม่ออกว่าเย่เฟิงไม่เลวตรงไหน จึงได้แต่พยักหน้า

“แม่ แม่เพิ่งฟื้น อย่าเพิ่งพูดอะไรมาก พักต่อสักหน่อยเถอะ”

“แม่แค่เวียนหัวนิดหน่อยเท่านั้น” คุณนายสวี่เริ่มสงสัย “จากนั้นก็ไม่รับรู้อะไร ทำไมแม่ถึงมาที่โรงพยาบาลได้ ถามเสี่ยวเย่ เขาก็บอกแค่โรคประจำตัวคนแก่ แต่ลูกเป็นห่วงสุขภาพแม่ ถึงได้รีบพามาส่งโรงพยาบาล”

สวี่ซูถิงมองเย่เฟิงอย่างขอบคุณแวบหนึ่ง คิดในใจว่า ถึงอย่างไรในเวลาแบบนี้ เย่เฟิงก็ยังมีสมองอยู่บ้าง

“เย่เฟิงพูดถูก แม่ พักสักนิดเถอะค่ะ มีเรื่องอะไร เราค่อยพูดกันพรุ่งนี้”

หญิงสาวรู้สึกกังวลเล็กน้อย ไม่รู้จะบอกข่าวนี้กับแม่อย่างไร แต่เรื่องเข้าผ่าตัดยังไงแม่ก็ต้องรู้ อยู่ดีๆ ต้องเจาะเปิดกระโหลก เป็นใครก็ต้องรู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี

“อ้อ” คุณนายสวี่ไม่ถามอะไรอีก แต่สายตากลับเบือนมาจับที่ใบหน้าเย่เฟิง พิจารณาซ้ายขวา คล้ายพอใจอย่างยิ่ง

สายตาที่คนมีอายุมองลูกเขยย่อมต่างจากสายตาหนุ่มสาวมองหาคู่รัก นอกจากพ่อแม่ส่วนน้อยที่มุ่งจะหาลูกเขยร่ำรวยแล้ว ส่วนใหญ่มักหวังให้ลูกสาวได้เจอกับคนเฉลียวฉลาด หน้าที่การงานดี พูดถึงเรื่องรูปร่างหน้าตา ในสายตาคนอื่น เจ้าแว่นอย่างเย่เฟิงอาจดูโง่ๆ เขลาๆ แต่ในสายตาของคุณนายสวี่ นั่นกลับแสดงถึงความซื่อสัตย์มั่นคง

แน่นอน ยุคสมัยเช่นปัจจุบันนี้ บางครั้งการบอกว่าคุณซื่อสัตย์มั่นคง ก็คือการบอกว่าคุณโง่นั่นแหละ

“ได้ยินว่าเสี่ยวเย่อยู่บริษัทเดียวกับถิงถิง” คุณนายสวี่เลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง ไม่ยอมพูดถึงระดับตำแหน่ง เห็นชัดว่ารอบคอบใส่ใจยิ่งนัก

“ครับ” เย่เฟิงไม่ได้เตี๊ยมบทกับสวี่ซูถิงมาก่อน จึงได้แต่อือๆ อาๆ ตามน้ำไป

“ยายหนูถิงถิง มักไม่ค่อยรอบคอบ” คุณนายสวี่พูดต่อ “เสี่ยวเย่ ต่อไปคงต้องพึ่งเธอให้ดูแลเขาแล้ว”

“ครับ” เย่เฟิงได้แต่พยักหน้า

“แม่ เรื่องพวกนี้รอแม่หายก่อนแล้วค่อยพูดก็ได้” สวี่ซูถิงทนไม่ไหวต้องเอ่ยขัด “หมอก็บอกแล้ว ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพักผ่อน”

นางพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามา ตรวจอาการตามหน้าที่ พยักหน้า แต่แล้วก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนเดินออกไป สีหน้าอ่านยากเหมือนกับหมอตอนจ่ายยาไม่มีผิด

“เย่เฟิง ออกไปกับฉัน ให้แม่พักบ้าง” พูดแล้วสวี่ซูถิงก็รู้ตัวว่าใช้คำผิดพลาดไป คุณนายสวี่ยิ้มด้วยรอยยิ้มแฝงความหมาย มองเธอพาเย่เฟิงออกจากห้อง หญิงสาวออกมาแล้วก็เข้าไปรั้งตัวพยาบาล “คุณพยาบาล แม่ฉันเป็นยังไงบ้างคะ”

“อาการทรงตัวแล้ว แต่ยังต้องคอยสังเกตต่อไป ส่วนรายละเอียดเป็นยังไง ต้องรอถามเอาจากคุณหมอ” พยาบาลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพียงไม่กี่ประโยค ก็หมุนตัวจากไป

คนป่วยหนักไม่เลือกแพทย์ คำพูดนี้ว่าไว้ไม่ผิดแม้แต่น้อย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่พยาบาล สวี่ซูถิงก็ยังอดถามไม่ได้ และเมื่อได้คำตอบที่ไม่มีใจความสำคัญ เธอก็ถอนหายใจ

“เย่เฟิง ในบรรดาคนที่คุณรู้จัก มีใครเป็นหมอไหม”

“หือ” เย่เฟิงตั้งอกตั้งใจนึก แต่สุดท้ายยังคงส่ายหน้า “ไม่มี”

“อ้อ” สวี่ซูถิงเจอม้านั่งตัวหนึ่ง ก็นั่งลงอย่างหมดแรง “ฉันก็ไม่รู้จัก”

“พี่ ทำไมพากันออกมาล่ะ” เหยาจวินอู่โผล่มากจากมุมทางเดินราวภูตผีปีศาจ “แม่ล่ะ”

“ฟื้นแล้ว แต่ยังต้องดูอาการต่อไปอีกสักระยะ” สวี่ซูถิงเห็นเสื้อผ้าที่น้องชายถือมา ยังน้อยกว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่เสียอีก อดถามไม่ได้ว่า “ทำไมไม่เอามาให้มากหน่อย”

“พี่” เขามองเย่เฟิงแวบหนึ่ง อ้ำๆ อึ้งๆ ตอบว่า “ตอนพี่ออกมาได้ล็อกประตูหรือเปล่า”

“ทำไมเหรอ” สวี่ซูถิงลุกพรวด ตอบโดยไม่ต้องคิด “ล็อกแล้ว ทำไม”

“ตอนผมไปถึง ประตูเปิดอยู่” สีหน้าเหยาจวินอู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “เป็นไปได้ว่าบ้านคงโดนขโมยขึ้น”

สวี่ซูถิงแทบล้มพับลงให้ได้

“ยังจะเป็นไปได้ว่าอะไร ขโมยแน่ ตอนนี้บ้านเป็นยังไงบ้าง”

เหยาจวินอู่ก้มหน้า

“กวาดเกลี้ยงจนเละเทะ นอกจากของชิ้นใหญ่ๆ ที่ไม่ได้เอาไปแล้ว ตู้กับลิ้นชักรกไปหมด พี่ ในบ้านมีของมีค่าหรือเปล่า”

สวี่ซูถิงนั่งลงอีกรอบ ส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง

“พวกเครื่องประดับกับเงินสดนิดหน่อย ไม่เป็นไร ถือว่าฟาดเคราะห์แล้วกัน”

“จวินอู่ ทำไมคุณไม่แจ้งความ” เย่เฟิงอดถามไม่ได้

“แจ้งแล้วมีประโยชน์เหรอ” เหยาจวินอู่ลังเล “พวกตำรวจนอกจากทำให้เราเสียเวลาแล้ว ไม่เห็นทำอะไรได้”

“แจ้งความเถอะ” สวี่ซูถิงส่ายหน้าอย่างอับจน “ไม่ว่ายังไง ก็ยังดีกว่าพวกเราไม่ทำอะไรเลย”

“งั้นผมจะไปแจ้งความ” เย่เฟิงอาสา

“คุณ / นายเหรอ” สวี่ซูถิงสองพี่น้องประสานเสียง “พวกเราไปเองดีกว่า”

เย่เฟิงวุ่นวายมาครึ่งค่อนคืน แต่สุดท้ายยังอุตส่าห์ออกไปซื้อข้าวกล่องมาให้สวี่ซูถิง จากนั้นจึงได้ออกจากโรงพยาบาล

สายตาสวี่ซูถิงมีแววละห้อยหาอยู่บ้าง น้องชายไปแจ้งความ ตัวเองก็ไม่วางใจ คืนนี้คิดจะอยู่เป็นเพื่อนแม่ แต่เธอหวังอย่างยิ่งว่าเย่เฟิงอาจพูดออกมาเอง ว่าผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ

เธอเหนื่อยแล้ว คิดหาไหล่ข้างหนึ่งเพื่อซบลงไป แต่เห็นชัดว่าเย่เฟิงไม่เข้าใจความหมายในแววตาของเธอ บอกลาแล้วกลับออกไปอย่างมีมารยาท

สวี่ซูถิงถอนหายใจ มองข้าวกล่องใบนั้น แต่ไม่มีแก่ใจจะกิน โบราณว่าไว้เรื่องดีไม่มีซ้ำสอง โชคร้ายไม่มาเพียงครั้งเดียว หรือช่วงนี้ตนเองจะดวงไม่ดี เดิมเข้าใจว่าในที่สุดงานของบริษัทก็เข้าที่ แต่เรื่องกวนใจกลับเกิดขึ้นติดต่อกัน

เย่เฟิงพอก้าวเท้าออกนอกประตู ก็ควักเครื่อง NPC ออกมา กดปุ่มติดต่อ สัญญาณดังยังไม่ทันถึงสองครั้ง ฝั่งนั้นก็รับสาย ทำเอาเย่เฟิงสงสัย ผู้เร้นกายนั่นนั่งเฝ้าอยู่ข้างโทรศัพท์ตลอดหรือเปล่า

“คิดถึงฉันหรือ” สุ้มเสียงราบเรียบแก่ชราเสียงนั้นยังคงแฝงแววยิ้มหัวเช่นก่อนๆ

“ท่านผู้เฒ่าไม่มีอะไรอย่างอื่นจะพูดเหรอครับ” เย่เฟิงหน้าแดงเล็กน้อย ในที่สุดก็รู้แล้วว่าทำไมตนเองชอบโกหก เดิมเขาเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดีแท้ๆ มาเสียคนก็เพราะอย่างนี้เอง “ครั้งก่อนข่าวที่คุณให้ถูกต้องไม่ผิดพลาด ผมเลยขอเป็นตัวแทนเฉินโหย่วซิ่น เป็นตัวแทนของประชาชนคนจีน ขอบคุณอย่างสุดซึ้ง”

“เธอคิดว่าตัวเองเป็นนักบาสจีนที่ได้ไป NBA หรือไง ถึงเป็นตัวแทนคนจีนทั้งหนึ่งพันสามร้อยล้านได้” ปลายสายถอนหายใจเฮือก “ดูท่าเธอคงมีปัญหาอีกแล้วใช่ไหม ว่ามา มีอะไร เวลาฉันเป็นเงินเป็นทอง”

“ถ้าผมเก่งอย่างคนอื่นๆ จะไปรบกวนคุณทำไม” เย่เฟิงหัวเราะ “ถามตรงๆ ท่านผู้เฒ่าไม่รู้สึกหรือว่าทำความดีแล้ว ร่างกายจะปลอดโปร่งขึ้น”

“ไม่รู้สึก ฉันแค่รู้สึกว่าเธอเหมือนนกฮูกขึ้นบ้าน ไม่มีเรื่องคงไม่มา ตกลงไม่มีอะไรใช่ไหม ถ้าไม่มีฉันจะวางสาย” ฝ่ายนั้นเอ่ยยิ้มๆ แต่น้ำเสียงไม่เร็วไม่ช้า ไม่มีเค้าจะรีบวางสายอะไรเลย

“เรื่องเล็กน้อยมาก ที่จริงผมไม่คิดจะรบกวนท่านผู้เฒ่า” เย่เฟิงเอ่ยเสียงเบา “แต่ผมรู้ว่าถ้าผมสืบเอง ต่อให้สืบจนพิธีเปิดโอลิมปิกเริ่ม ก็สืบอะไรไม่ได้”

“แน่นอน หากให้เธอสืบ คงต้องรอจนบอลจีนได้แชมป์โลกนั่นล่ะ” ฝ่ายนั้นเอ่ยเรียบๆ

“ผมแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” เย่เฟิงชักไม่พอใจ “ท่านผู้เฒ่าดูถูกไอคิวผมได้ แต่ดูถูกน้ำใจผมไม่ได้ ยังไงผมก็ยังจิตใจดีกว่าคนอื่นๆ”

“ก็ได้ๆ” ปลายสายหัวเราะ “มีเรื่องอะไร”

“ผมอยากให้คุณช่วยสืบ เกี่ยวกับคดีโจรกรรมที่คอนโดแห่งหนึ่ง” ในที่สุดเย่เฟิงก็บอกจุดประสงค์ตนเอง

 

อันที่จริงโลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตขยันขันแข็งมากมาย นอกจากผึ้งแล้ว ยังมีหัวขโมย

ขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่าวันหยุดจะไปพักผ่อนที่ไหน หัวขโมยกลับไม่พักผ่อนเลยตลอดปี แถมยังเตรียมทำงานล่วงเวลาในวันหยุด เพื่ออะไรหรือ ก็ไม่ต่างจากคนทำงานล่วงเวลาทั่วไป นอกจากเงินแล้วไม่มีเหตุผลอื่น เทียบกับข้าราชการฉ้อราษฎร์ นักการเมืองคอรัปชั่นแล้ว ยิ่งไม่นับเป็นอย่างไรได้

หากมองจากมุมนี้ แม้ด้านคุณธรรมของพวกเขาควรถูกติฉิน แต่ด้านการลงมือ พวกเขาเพียงแต่แสดงวิธีการคอรัปชั่นของนักการเมืองออกมาเป็นรูปธรรมเท่านั้น

“เจิ้งส่วง วันนี้รายได้เป็นไงบ้าง เด็กหนุ่มสวมเสื้อผ้าลายพร้อยแกว่งสายสร้อยเส้นหนึ่งด้วยท่าทางโอหังลำพอง ท่อนแขนที่โผล่พ้นเสื้อสักลายมังกรเขียว ขาดแค่สักหน้าผากสี่คำว่า ข้าเป็นคนเลว เท่านั้น

“ไม่ยังไง สร้อยเส้นเดียว เงินสดพันสาม แต่อีกบ้านดีหน่อย ได้เป็นกอบเป็นกำ ของดีๆ ทั้งนั้น เอาไปขายได้หลายพัน” เจิ้งส่วงที่รูปร่างผอมเกร็งยื่นมือแย่งสร้อยเส้นนั้นมา

“งก แค่สร้อยทองคำขาวเส้นเดียว ทำเป็นจริงจังไปได้” เด็กหนุ่มที่มีรอยสักไม่พอใจ แต่ไม่ลงมือแย่งกลับคืน

“วันๆ แกกินกับฉัน อยู่กับฉัน ยังจะว่าฉันงกอีกเหรอ” เจิ้งส่วงเงยหน้า เอ่ยอย่างเย็นชา “ของพวกนี้ต้องจัดการอย่างรอบคอบ ทำลวกๆ ไม่ได้เด็ดขาด จำไว้ว่าอาชีพอย่างพวกเรา ระวังไว้จะอยู่ได้หมื่นปี ถ้าให้แกจัดการ ไม่ถึงสองวัน ตำรวจต้องมาหาถึงบ้าน แกคิดว่าของพวกนี้ขายง่ายนักเหรอ”

เจิ้งส่วงจัดของบนเตียง นิ้วชี้กับนิ้วกลางเคลื่อนไหวแคล่วคล่องสอดประสาน บางส่วนเป็นผลมาจากการฝึกล้วงกระเป๋า บางส่วนเป็นพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

“นี่ก็ไม่เลวแล้ว” เด็กหนุ่มวายร้ายที่สักลายถอนหายใจเฮือก “ตอนนี้กิจการไม่ค่อยดี นายลองคิดดู นายลงมือรอบเดียว ก็ได้มาหลายพัน แต่ฉันออกไปเก็บค่าคุ้มครอง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ยังไม่ได้เท่านี้เลย บางครั้งยังต้องควักค่าหมอค่ายาเองอีก เพราะงั้นฉันว่า นายรู้จักพอเสียบ้างเถอะ!”

เจิ้งส่วงบ่นงึมงำ

“รู้จักพอบ้าอะไร ตอนนี้ทั้งเช่าห้อง หาสมัครพรรคพวก ดูต้นทาง สืบหาเป้าหมาย อะไรบ้างไม่ต้องใช้เงิน โจวเค่อหย่ง ถึงแกจะเป็นเพื่อนฉัน แต่กฏต้องเป็นกฏ ค่าเช่าห้องเดือนนี้ยังไม่ได้จ่ายเลย”

“รู้แล้ว” โจวเค่อหย่งเอ่ยอย่างไม่พอใจ “เพื่อนกันแท้ๆ หายไปแค่เดือนสองเดือนจะคิดเล็กคิดน้อยไปทำไม”

“งั้นแกไม่ต้องกินข้าวสักวันสองวันได้ไหมล่ะ” เจิ้งส่วงไม่สบอารมณ์ขึ้นบ้าง “ไอ้หนู ช่วงนี้งานเราไปได้ไม่สวย พวกที่รวมตัวกันเป็นแก๊งบีบเราสาหัส อย่างไอ้แก๊งมังกรเขียว มังกรดำอะไรนั่น เมื่อวานก็เพิ่งส่งคำเตือนมา ให้พวกเราออกจากเขตนี้ ถึงฉันจะมีดีพอตัว แต่สู้พวกมากไม่ได้ สองวันนี้กำลังคิดเรื่องย้ายถิ่นอยู่ ยังไงอยู่ที่นี่ก็ถูกตำรวจจับตามองได้ง่ายอยู่แล้ว”

“นายจะกลัวอะไร” โจวเค่อหย่งเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เข้าร่วมกลุ่มเขาไปยังมีที่ทางให้หากิน อย่าว่าแต่นายเองก็เด็ด ตั้งแต่มาอยู่นี่ ฉันยังไม่เคยต้องช่วยเก็บศพให้เลย”

“ไอ้บ้า แกอยากให้ฉันเข้าร่วมแก๊งนักใช่ไหม” เจิ้งส่วงด่า ก่อนบ่นพึมพำ “ทำไมข้าวกล่องยังไม่มาส่งอีก กะให้ฉันอดตายหรือไง หรือได้ที่ฉันจ่ายให้ไม่ใช่เงิน ไม่ดูเลยว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว”

“กินข้าวหรือ” สุ้มเสียงหนึ่งดังแทรกมา “ยังไม่ต้องรีบร้อน คายของที่ขโมยไปเมื่อวานซืนก่อนแล้วค่อยกิน”

ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงช่องประตูอย่างเกียจคร้าน ชุดสูทที่สวมเปรอะคราบเลือดเป็นด่างดวง เหนือริมฝีปากมีหนวดสองเส้น เสื้อเชิ้ตตัวในกลับขาดไปแถบหนึ่ง

สารรูปเขาเหมือนเพิ่งวิวาทกับใครมา เจิ้งส่วงใจเต้นระทึก มองโจวเค่อหย่งแวบหนึ่ง ทั้งคู่พากันลุกขึ้น ขนาบเข้ามาทั้งซ้ายขวา โจวเค่อหย่งขยับไหล่ เหมือนกลัวไอ้หนุ่มตรงหน้าไม่เห็นรอยสักของตัวเอง

“น้องชาย แกมาจากทางไหน”

“ทางเท้าคนเดิน” เย่เฟิงถอนหายใจตอบอย่างราบเรียบ

เขารู้สึกว่าเครื่อง NPC นั่นรอบรู้กว้างขวางจริงๆ ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ไปจนเรื่องเล็กขี้หมูราขี้หมาแห้ง เดิมเขาไม่ได้หวังอะไรมาก แต่นึกไม่ถึง แค่ชั่วคืนเดียว ท่านผู้เฒ่าจะส่งข่าวและที่อยู่ของหัวขโมยมาให้ได้

เจิ้งส่วงพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ อาศัยสายตาระดับเขายังมองไม่ออกว่าไอ้หนุ่มนี่มีความเป็นมาอย่างไร สำเนียงเย่เฟิงค่อนไปทางภาษากลาง แต่ภาษากลางในที่นี้คือมีทั้งสำเนียงเหนือใต้ปะปนกัน ไม่ใช่ภาษาปักกิ่ง

“น้องชาย คนวงการเดียวกัน ถ้าล่วงเกินอะไรไปก็ขออภัยด้วย สักครู่ข้าวจะมาส่ง กินด้วยกันไหม”

เขายึดหลักมารยาทก่อนทหารตามหลัง ต้องหยั่งเชิง ดูสถานการณ์ แล้วค่อยตกลงใจว่าจะลงมืออย่างไร

“พี่เจิ้ง เกรงใจอะไรกับไอ้เด็กนี่” โจวเค่อหย่งเห็นลายสักตนเองคล้ายไม่มีอานุภาพใดก็สะบัดมือ ได้ยินเสียง ‘เช้ง’ มีดสปริงเล่มหนึ่งถูกกุมกระชับในอุ้งมือ “ไอ้หนู ถ้ารู้สถานการณ์ก็ไสหัวไป วันนี้ฉันอารมณ์ดี ไม่อยากฆ่าคน”

เจิ้งส่วงเริ่มไม่พอใจ โจวเค่อหย่งคนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นของตน แต่ทำงานไม่ใช้สมอง รู้จักแต่วิวาทฆ่าฟัน ไม่มีไหวพริบ หากไม่เห็นแก่แม่ที่ตายไปแล้วของเขา เจิ้งส่วงไม่เอาเขาไว้แน่

“งั้นหรือ” เย่เฟิงส่งเสียงเย็นชา “แต่วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี อยากฆ่าสักสองคนระบายอารมณ์”

โจวเค่อหย่งคำรามเสียงต่ำ พุ่งตัวเข้าหา ควงแขนวูบ ประกายเย็นเยียบของมีดก็กรีดใส่หน้าอกเย่เฟิง

เย่เฟิงไม่รอให้โจวเค่อหย่งเข้าใกล้ สะบัดมือขว้างอิฐก้อนหนึ่งออกไป กระแทกโดนศีรษะโจวเค่อหย่งถนัดถนี่

เสียงโครมดังลั่น ตามด้วยเสียง ‘ตึง’ ผสานกับเสียงร้องโหยหวนของโจวเค่อหย่ง รอจนเจิ้งส่วงได้สติ โจวเค่อหย่งก็หมอบอยู่กับพื้นแล้ว กำลังกุมศีรษะร้องโอดโอย เลือดสดๆ ทะลักออกมา พริบตาเดียวก็ไหลนองเต็มพื้น

เย่เฟิงหันไปยิ้มกับเจิ้งส่วง

“เจิ้งส่วงใช่ไหม”

เจิ้งส่วงตอนนี้จึงตื่นตระหนกขึ้นจริงๆ ความคิดถัดไปวาบขึ้นมาทันที ไอ้เด็กนี่เตรียมพร้อมอยู่ก่อน ไม่อย่างนั้นทำไมแม้แต่ชื่อตนเองยังรู้กระจ่าง ตำรวจหรือ...

“คายของที่เอาไปจากคอนโดเจี้ยรื่อหมิงเฉิงเมื่อวานซืนมา จากนั้นเราสองคนไม่เกี่ยวข้องกัน” เย่เฟิงมองโจวเค่อหย่งที่กลิ้งตัวไปมาบนพื้นเหมือนมองหนูขาขาดตัวหนึ่ง มีแต่ความรังเกียจ ไม่สงสารแม้แต่น้อย

“ถ้าฉันไม่คืนล่ะ” เจิ้งส่วงกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น

“งั้นฉันจะช่วย” เย่เฟิงพอพูดจบ ไม่ทราบทำอย่างไร ถึงกับโผล่มาประชิดด้านหน้าเจิ้งส่วง ต่อยท้องน้องเขาหมัดหนึ่งอย่างไม่ปราณี

ได้ยินเสียง ‘อั่ก’ เจิ้งส่วงรู้สึกหน้าอกช่องท้องปั่นป่วน ต้องขย้อนกรดในกระเพาะออกมา

“ตอนนี้ที่คายออกมาเป็นน้ำ สักพักที่คายออกมาจะเป็นเลือดแล้ว หากต่อไปคายตับไตไส้พุงอะไรออกมา คิดจะกลืนกลับเข้าไปคงยุ่งยากอยู่บ้าง” เย่เฟิงถอนหายใจ คลึงกำปั้นไปมา “เป็นยังไงบ้าง ยังต้องให้ฉันช่วยอีกไหม”

“ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องแล้ว” เจิ้งส่วงส่ายหน้าดิก เดิมเข้าใจว่าที่หมอนี่คว่ำโจวเค่อหย่งได้เพราะฟลุค แต่หมัดเมื่อครู่แทบกระแทกเอาปอดเขาหลุดออกมา นี่ไม่เกี่ยวกับการฉวยโอกาสไม่ฉวยโอกาสแล้ว ไอ้เด็กนี่มันร้ายกาจของจริง!

เขาลนลานกวาดของบนเตียงยัดเข้าถุงผ้า ประคองด้วยสองมือส่งให้เย่เฟิง

“พี่ชาย อยู่นี่หมดแล้ว ลองนับดู”

เย่เฟิงยื่นมือไปรับมา แต่ไม่เหลือบแลสักแวบเดียว ขณะหมุนกายจากไปก็เอ่ยทิ้งท้าย

“คราวหน้าจะขโมย ก็ไปขโมยของเศรษฐีหน้าเลือด อย่าไปซ้ำเติมคนกำลังลำบาก”

“หา” ในความประหลาดใจ เจิ้งส่วงยังรู้สึกโชคดีอยู่บ้าง เหม่อมองแผ่นหลังของเย่เฟิง คนผู้นี้ดูไปไม่ใช่ตำรวจ หรือวีรบุรุษทมิฬที่เล่าขานกันในหมู่นักเลงจะมาถึงเมือง S แล้ว?

 

“พี่ครับ พี่” เหยาจวินอู่ร้องพลางพุ่งเข้ามาในห้องคนไข้ เห็นแววตาตำหนิของสวี่ซูถิง ก่อนหันไปเจอแม่กำลังมองตนเองอย่างประหลาดใจ มือที่ถือถุงพลาสติกต้องวกไปซ่อนด้านหลังโดยไม่รู้ตัว

“มีอะไรเหรอ” สวี่ซูถิงสะลึมสะลือ แต่ฝืนตั้งสติไว้ ไม่กี่วันที่ผ่านมาคุณแม่สลบไปอีกรอบแล้ว หมอบอกว่าสภาพการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ทางโรงพยาบาลเร่งให้ตนเองตัดสินใจผ่าตัดเร็วๆ ทุกวัน แต่แม่กลับไม่ทราบเรื่องเลย ทั้งเสาร์อาทิตย์ล้วนพักอยู่ที่โรงพยาบาล พริบตาเดียวก็จะเข้าสัปดาห์ใหม่แล้ว งานที่บริษัทก็เร่ง สวี่ซูถิงเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแล้วจริงๆ

“ไม่มีอะไร พี่ พี่เฝ้าไข้มาหลายวันแล้ว วันนี้ไม่ว่ายังไง ก็ควรให้ผมดูแลแม่ได้แล้ว” เหยาจวินอู่มองพี่สาว รู้สึกรักเวทนา พวกเขาแม้ไม่มีความผูกพันทางสายเลือด แต่หลายปีมานี้เติบโตมาด้วยกัน เขารู้ว่าพี่สาวยังรักดูแลตนเองยิ่งกว่าน้องแท้ๆ เสียอีก

สวี่ซูถิงหาวออกมา

“วันนี้ฉันต้องเข้าบริษัทหน่อย จวินอู่ เธออยู่เป็นเพื่อนแม่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวฉันค่อยกลับมาเปลี่ยนเวรกับเธอ”

หญิงสาวส่งสายตาบอกใบ้ให้จวินอู่เดินตามออกจากห้อง สองพี่น้องยืนเงียบๆ อยู่บนระเบียงทางเดินโรงพยาบาลครู่หนึ่ง

“เรื่องผ่าตัดของแม่ ให้ฉันพูดเถอะ” สวี่ซูถิงเอ่ยในที่สุด

“ได้” เหยาจวินอู่มองกลับไปทางห้องคนไข้แวบหนึ่ง ก่อนชูถุงพลาสติกที่ซ่อนไว้ด้านหลังขึ้นอย่างลังเลเล็กน้อย “พี่ ดูสิ นี่ใช่ของที่หายไปหรือเปล่า”

“หา” สวี่ซูถิงประหลาดใจ “เพิ่งแจ้งความเมื่อวานซืน วันนี้ปิดคดีแล้วเหรอ”

“เปล่า” สีหน้าหยาจวินอู่ประหลาดพิกล “วันนี้ผมไปที่นั่นเพื่อเอาของให้พี่ แต่เจอถุงพลาสติกใบนี้วางอยู่ตรงประตู บนถุงมีโน้ตแผ่นหนึ่ง บอกว่าบุตรชายเสเพลกลับใจมีค่ายิ่งกว่าทองคำอะไรสักอย่าง”

“เธอจะบอกว่าหัวขโมยส่งของคืนมาเหรอ” สวี่ซูถิงตกใจกว่าเดิม

“เหมือนจะใช่ ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ” เหยาจวินอู่ส่ายหน้า “ถ้าไม่ใช่โจรเกิดมีจิตสำนึกขึ้นมา ยังจะอธิบายว่าอะไรได้อีก”

สวี่ซูถิงรับถุงพลาสติกไป กวาดตามองแวบหนึ่งแล้วขมวดคิ้ว

“ไม่ถูก”

“อะไรไม่ถูก พวกมันสลับของ หรือมีอะไรหายไป” เหยาจวินอยู่ไม่เข้าใจ

“ไม่ได้มีอะไรหาย แต่มีเพิ่มมาหลายชิ้น” สวี่ซูถิงตอบอย่างไม่แน่ใจ

 

ตอนที่สวี่ซูถิงมาถึงบริษัท ก็ล่วงเข้าสิบโมงเช้าแล้ว ตั้งแต่เธอรับช่วงต่อมาจากพ่อ นี่เพิ่งเป็นครั้งที่สองที่ไม่ได้มาทำงานตรงเวลา ครั้งแรกคือหลังจากรับช่วงมาได้ครึ่งปี เกิดล้มป่วย ไข้ไม่ยอมลด แต่หยุดงานแค่วันเดียว วันถัดมาก็แทบจะเกาะเสาน้ำเกลือมาทำงาน ความจริงเช้าวันนี้เธอนึกว่าเย่เฟิงจะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ไม่ทราบทำไม เธออยากหาใครสักคนมาคุยด้วยเหลือเกิน แต่คำกล่าวหนึ่งว่าไว้ถูกต้อง คือยิ่งหวังมาก ก็ยิ่งผิดหวังมาก

เย่เฟิงหายหัวไม่เห็นแม้เงา!

หญิงสาวยิ้มในใจอย่างเต็มฝืน เพราะไม่ว่ามองจากมุมใด เย่เฟิงจะมาหรือไม่ล้วนเป็นสิทธิ์ของเขา ไม่ใช่เรื่องงานที่จำเป็นต้องทำเลย ที่เขาช่วยแม่ของเธอ ก็เหนือกว่าที่เธอคาดหมายไว้แล้ว แต่คนอย่างเขานี้ หากกระตือรือร้นสักนิด ก็ควรจะสร้างผลงานได้ สวี่ซูถิงคิดอย่างนั้น

“ผู้จัดการสวี่ ได้ยินว่าบ้านคุณเกิดเรื่องเหรอ”

เสิ่นหยางมองประตูออฟฟิศอย่างใจลอยมาตลอด พอเห็นสวี่ซูถิงเดินเข้ามา ก็ลุกขึ้นเป็นคนแรก แสดงจิตวิญญาณสุนัขรับใช้ที่หนึ่งไม่กลัวลำบาก สองไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย

“อืม เย่เฟิงล่ะ” สวี่ซูถิงประหลาดใจเล็กน้อย เห็นที่นั่งเย่เฟิงว่างเปล่า ไม่ทราบอย่างไร ในใจตนเองก็เวิ้งว้างเลื่อนลอยเช่นกัน

เสิ่นหยางได้ยินคำว่าเย่เฟิงสองคำก็เซ็งจัด สีหน้าขรึมขึ้นเล็กน้อย

“ผู้จัดการสวี่ ผมเห็นสีหน้าคุณไม่ค่อยดี ไม่สบายหรือเปล่า หากไม่สบาย ก็พักสักสองวัน บริษัทยังมีพวกเรา”

“อืม” สวี่ซูถิงนั่งประจำที่ แต่กลับหันไปถามประชาสัมพันธ์สาวจางเสี่ยวจ้วน “เสี่ยวจ้วน วันนี้เย่เฟิงมาหรือยัง”

เสิ่นหยางแทบกระอักเลือดออกมาจริงๆ

“มาแล้วค่ะ” จางเสี่ยวจ้วนพยักหน้ายืนยัน “แต่เขาเข้ามาแล้ว ไม่พูดอะไรสักคำก็ออกไปอีก”

“ผู้จัดการสวี่ ไม่ใช่ผมชอบนินทาคนลับหลัง แต่เสี่ยวเย่คนนี้ จะว่ายังไงดี เขาเป็นคนเหลวไหล” เสิ่นหยางรู้สึกตนเองจำเป็นต้องช่วยให้สวี่ซูถิงเห็นธาตุแท้ของคนบางคน ไม่อาจปล่อยให้ถูกเปลือกนอกของหมอนั่นล่อลวงต่อไป “เอาแค่เรื่องตึกฉางเซิงที่เรามอบหมายให้เขาก็พอ”

พูดถึงตรงนี้ สีหน้าเสิ่นหยางก็เปลี่ยนเป็นหนักใจเหมือนพ่อที่ให้ลูกชายรับช่วงงานสำคัญ

“ในเมื่อเรียกเราเข้าไปคุย ก็แสดงว่ายังมีหวัง แต่คุณดูเขา ไม่เพียงไม่คว้าโอกาสให้แน่น แย่งทำยอดให้ได้ กลับทำเหมือนรู้ว่าวันนี้คุณจะไม่มา เลยหาข้ออ้างออกไปข้างนอก ผู้จัดการสวี่ คุณเชื่อเสี่ยวเย่คนนี้มากเกินไปจริงๆ แต่เขาเป็นพนักงานที่คุณรับมา อยู่ใต้การดูแลของคุณ ผมไม่สะดวกพูดมาก”

สวี่ซูถิงนวดขมับ รู้สึกสมองพองโตขึ้นเล็กน้อย

“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว เสิ่นหยาง ทำงานเถอะ”

“ครับ” เสิ่นหยางเหมือนลูกบอลหนังที่ลมรั่ว เคียดแค้นน่ะมีบ้าง แต่สุดท้ายยังคงเดินกลับโต๊ะตัวเองอย่างประดักประเดิก

หวังจวินเฉินกับอู๋หงกลับไม่มองอีกฝ่ายแม้แต่แวบเดียว ก้มหน้าก้มตาทำงาน

ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มาเร็วไปเร็ว ตั้งแต่อู๋หงรู้ว่าเย่เฟิงทำยอดขายได้สามล้าน ก็ตกลงใจลากเส้นแบ่งเขตกีดกันหวังจวินเฉิน เพื่อเตรียมสร้างความใกล้ชิดกับเย่เฟิง

อู๋หงใส่ใจสภาพตลาดอย่างยิ่ง รู้สึกช่วงนี้ราคาเนื้อหมูถีบตัวขึ้น ถ้าอยู่กับหวังจวินเฉิน อยากกินกระดูกหมูผัดน้ำแดงสักที่ยังต้องลังเล ดังนั้นเธอจึงฝากความหวังเรื่องกินเนื้อหมูไว้กับเย่เฟิงแทน

หวังจวินเฉินกลับคล้ายเสียดายและคล้ายไม่ใส่ใจ เพราะเขาเองก็เชื่อว่าความรักมาเร็วก็ไปเร็ว มีแต่เนื้อหมูเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์!

เขาเชื่อมาตลอด ว่าช่วงเวลาที่หญิงสาวส่วนใหญ่ทรงเสน่ห์ที่สุด ก็คือตอนที่ยังไม่ได้เธอมา แต่หลังขึ้นเตียงกับอู๋หง เขาก็พบว่าอู๋หงตาเล็กไป ปากใหญ่ไป ใบหน้าที่เดิมเข้าใจว่าขาวผุดผาดเย้ายวนตาเมื่อเพ่งโดยละเอียดกลับมีรอยปรุหลายแห่ง เสน่ห์ของอีกฝ่ายตอนนี้เหมือนฟองสบู่ที่แตกออก ไม่หลงเหลือแม้ใยเดียว แถมเงินในกระเป๋าเขาเองก็แห้งขอดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อเนื้อหมูของตน เขาจึงตกลงใจเงียบๆ เก็บความรักครั้งนี้แช่แข็งในตู้เย็นไว้ชั่วคราวเช่นกัน

หากมีอาหารสดใหม่ ใครจะอยากกินของแช่แข็งเหลือค้างเล่า

ช่วงเช้าจึงผ่านไปอย่างเงียบเชียบ สวี่ซูถิงแม้ดูตารางรายงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่หัวใจทั้งดวงล่องลอยไปถึงโรงพยาบาลเรียบร้อย

หญิงสาวไม่รู้ว่าจะบอกแม่เรื่องการผ่าตัดอย่างไร เธอรู้สึก หากแม่รู้เข้า จะต้องเป็นห่วง จะต้องไม่อยากผ่าตัด แต่หมอบอกไว้แล้ว ยิ่งเริ่มผ่าได้เร็ว ความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จก็ยิ่งมาก สวี่ซูถิงลอบตกลงใจ บ่ายวันนี้ไปเยี่ยม จะต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนให้ได้

“เย่เฟิง มาแล้วเหรอ” เสียงจางเสี่ยวจ้วนดังมาจากหน้าประตู

“หือ” คนที่อยู่ในห้องทำงานพากันเงยหน้า

สวี่ซูถิงกลับตะลึงตะลานไปเล็กน้อย เย่เฟิงเมื่อวานยังทำให้เธอรู้สึกว่าไม่เลวอยู่เลย แม้จะสวมแว่นกรอบสี่เหลี่ยมกว้างสีดำ ดูงุ่มง่ามไปบ้าง แต่เสื้อผ้าได้มาตรฐาน ให้เจ็ดสิบคะแนน ทำไมผ่านไปแค่คืนเดียว ถึงกลับมาเป็นอย่างเดิมได้

แต่พอหวนคิด สวี่ซูถิงก็นึกขึ้นได้ เมื่อวานเย่เฟิงเองก็ทุลักทุเลไม่น้อยเช่นกัน ใช้สูทแทนผ้าขี้ริ้ว เสื้อเชิ้ตแทนผ้าก๊อซ พูดไปพูดมา ยังคงเพราะแม่ของเธอเอง เดิมหญิงสาวคิดจะคุยกับเย่เฟิงเรื่องกฎของบริษัท แต่พอคิดถึงตรงนี้ หัวใจก็อ่อนลง สวี่ซูถิงจึงเพียงก้มหน้าก้มตาทำงาน เหมือนไม่พบเห็นสมบัติเดินได้ชิ้นนี้เลย

แต่เธอคิดไม่ถึง เย่เฟิงกลับเดินตรงเข้ามาหา

“ผู้จัดการสวี่ มีเรื่องนิดหน่อย”

“เรื่องอะไร” สวี่ซูถิงเงยหน้า นึกอยากมองทะลุเลนส์หนาเตอะแผ่นนั้นเข้าไป ดูว่าเย่เฟิงคิดอะไรอยู่ แต่ทำแล้วเสียแรงเปล่าทั้งเพ

“ทางตึกฉางเซิงเพิ่งโทรหาผม พวกเขาบอกว่าให้เราร่วมงานกับบริษัทเฟิงต๋าได้ เรารับผิดชอบระบบความปลอดภัยของประตูกับเดินสาย แต่จะได้แค่ประมาณหกแสนหยวนเท่านั้น จะทำหรือเปล่า”

หนังสือแนะนำ