บทที่ 14 มิใช่กลิ้งกลอกก็หลอกลวง

หวังกุ้ยกระชับมีดในมือ เพ่งมองภูเขาจำลองสีหน้าเครียดเคร่ง “ใคร...ใครอยู่ตรงนั้น”

เสี่ยวเตาขยิบตาให้เซวียเป่ยฝานทีหนึ่ง...ถูกจับได้แล้ว

เซวียเป่ยฝานขมวดคิ้วแน่น

“ออก...ออกมาเดี๋ยวนี้” เสียงของหวังกุ้ยสั่นนิดๆ เมื่อย่างเท้ามาที่ภูเขาจำลอง

ขณะเซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาลังเลอยู่ว่าจะทุบเขาให้สลบแล้วหนีไป หรือคิดหาวิธีอื่น พลันได้ยินหวังกุ้ยร้องโอ๊ยคำหนึ่ง

เสียงดังฟุ่บ หวังกุ้ยคล้ายสะดุดถูกอะไรล้มลง หน้าคะมำลงไปในกอดอกไม้

เซวียเป่ยฝานเห็นจังหวะเหมาะ จึงตั้งท่าฉุดเสี่ยวเตาวิ่ง กลับได้ยินเสียงโอดโอยของหวังกุ้ยดังมา

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานตะลึงวูบ ชะเง้อมองไป เพียงได้ยินหวังกุ้ยแหกปากลั่น “เลือด เลือด มี...มีคนตาย! ใครอยู่แถวนี้ เร็วเข้า” ตะโกนพลางตะกายลุกขึ้นวิ่งไป

เซวียเป่ยฝานจูงเสี่ยวเตาออกมาด้านนอก เพียงเห็นกลางดงดอกไม้มีซากศพนอนอยู่ศพหนึ่ง สวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนเหมือนกับเหล่าสาวใช้ในหมู่ตึกปี้โป เสี่ยวเตาเห็นศพนอนคว่ำ เปลือยเท้าข้างหนึ่ง พลันนึกถึงรองเท้าปักลายข้างหนึ่งที่เห็นเมื่อครู่ก่อนขึ้นมา

หันมองกระต่ายฝูงนั้นอีกครั้ง ตามขากระต่ายล้วนมีรอยเลือด แต่ละตัวกำลังกินของที่หวังกุ้ยหยิบออกมาจากถุงกระสอบในพงหญ้าด้านข้าง

เสี่ยวเตาชะโงกไปดูใกล้ๆ เมื่อครู่มองห่างๆ เห็นหวังกุ้ยเอาอะไรบางอย่างเป็นก้อนเหลืองๆ ให้กระต่ายกิน นางยังนึกว่าหวังกุ้ยไร้คุณธรรมถึงกับเอาอาจมมาเลี้ยงกระต่าย

แต่พอดูละเอียด กลับพบว่าเป็นก้อนสีเหลืองก็จริงทว่าไม่เหม็น ก็ไม่ทราบว่าคืออะไร นิ่มๆ หยุ่นๆ เต็มถุง ดูอีกที ในนั้นยังเหมือนผสมกากถั่วด้วย มิน่าถึงได้เคี้ยวดังกุบๆ

เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ศพ บริเวณลำคอมีบาดแผลลึกมากรอยหนึ่ง เนื้อหนังเหวอะหวะ เลือดไหลนองพื้น...เลือดบนตัวกระต่ายอ้วนตัวที่เห็นก่อนหน้านี้ เป็นไปได้ว่าติดมาตอนที่มันย่ำผ่าน

ยามนั้น ไม่ไกลออกไปปรากฏเสียงคนแว่วๆ อาจเป็นหวังกุ้ยพาคนมาแล้ว เซวียเป่ยฝานฉุดเสี่ยวเตาออกวิ่ง เร่งกลับเรือนผลัดเปลี่ยนอาภรณ์

เสี่ยวเยว่เห็นพวกเสี่ยวเตาเพิ่งไปไม่นานก็กลับมาแล้ว จึงถามเสียงฉงน “เสี่ยวเตา สืบได้อะไรบ้าง”

“อย่าให้พูดเลย” เสี่ยวเตาเปลี่ยนเสื้อผ้ามือไม้พัลวัน ก่อนเอาชุดดำยัดเข้าห่อสัมภาระ “เจอศพสาวใช้คนหนึ่งนอนตายอยู่ในลานสวน ไม่รู้ถูกใครฆ่า”

เสี่ยวเยว่ตกใจเช่นกัน จังหวะนั้น ข้างนอกมีเสียงคนเอะอะอึกทึก คล้ายแตกตื่นกันทั้งหมู่ตึกแล้ว

เสี่ยวเตาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ รีบลากเสี่ยวเยว่ออกจากห้อง “ไป พวกเราไปดูกัน”

พอพ้นประตู พบว่าพวกเซวียเป่ยฝานก็ออกมาชมดูความโกลาหลเช่นกัน

เซวียเป่ยฝานชำเลืองเสี่ยวเตา รอยยิ้มชั่วร้าย คล้ายบอกว่า...เปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วดีนี่

เสี่ยวเตาทำเป็นไม่เห็น คล้องแขนเสี่ยวเยว่วิ่งนำหน้าไป อยู่ห่างจากเจ้าโจรราคะนี่เท่าไรยิ่งดี!

มาถึงเรือนด้านหน้า มีคนมุงเต็มไปหมดตามคาด หวังปี้โปนั่งขมวดคิ้วอยู่ข้างๆ ศพซึ่งถูกพลิกกลับขึ้นมาแล้ว เสี่ยวเตามองปราดเดียวก็จำได้...เป็นสาวใช้ที่เจอตรงริมสระบัววันนั้น! สีหน้าท่าทีดีอกดีใจของนางขณะพูดว่าไม่อาจเอื้อมเป็นอนุของหวังปี้โป ยังลอยอยู่ตรงหน้า เวลานี้...กลับนอนหมดลมหายใจกลายเป็นปุ๋ยอยู่ในดงดอกไม้เสียแล้ว

หวังกุ้ยยืนรายงานอยู่ด้านข้างหวังปี้โป “ท่านเจ้าบ้าน ตอนข้ามาให้อาหารกระต่าย รู้สึกเหมือนหลังภูเขาจำลองมีคนอยู่ จะเข้าไปดูให้ชัด กลับสะดุดกับศพเข้า”

“หืม?” หวังปี้โปเดินไปสำรวจด้านหลังภูเขาจำลอง เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานมองฟ้า

ห่าวจินเหิงอย่างไรก็เป็นมือปราบ ก้าวยาวๆ ถึงข้างศพ นั่งลงตรวจดู “โดนเชือดคอหอยตาย ดูจากสภาพศพ เพิ่งเสียชีวิตไม่นาน”

“เมื่อตอนบ่ายข้ายังเจอนางอยู่เลย” เสี่ยวเตาชะโงกเข้าไปดูศพ เท้าข้างหนึ่งเหยียบถูกอะไรบางอย่างสีน้ำตาล จึงสะบัดรองเท้า “นี่อะไร”

“อ้อ เปี๊ยะผัก” หวังกุ้ยตอบทันควัน “กระต่ายที่นี่เลือกกิน และยังตะกละ ถ้าไม่ให้อาหารจนอิ่มจะกัดแทะดอกไม้ไปทั่ว ดังนั้นข้าจึงใช้กากถั่ว หงสู่* ผักเชอเฉียน หญ้าผูกงอิงผสมกันทำเป็นเปี๊ยะผักโดยเฉพาะ วันนี้ยังเพิ่มผิงกั่ว**สดๆ อีกหลายลูกด้วย”

[*มันเทศ]

[**แอปเปิ้ล]

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานสบตากันเงียบๆ ที่แท้เป็นเช่นนี้ เมื่อครู่นึกว่าเขาเอาอาจมให้กระต่ายกิน หนำซ้ำตอนหวังกุ้ยให้อาหารกระต่ายยังหน้าตาน่ากลัว ออกจะแปลกพิลึกอยู่บ้าง

หวังปี้โปขมวดคิ้วถามหวังกุ้ย “เจ้าบอกนางลาออกแล้วมิใช่หรือ”

“ข้า…” หวังกุ้ยอึกอัก ก้มศีรษะต่ำ

“พูด” เสียงของหวังปี้โปดังขึ้นหลายส่วน หวังกุ้ยรีบตอบทันใด “เป็นแม่นางอวี๋ให้คนมาตามตัวไป ข้ารู้สึกเป็นห่วง พอตามไปดูก็ได้ยินเสียงกรีดร้องคำหนึ่งที่หน้าประตูเรือน จึงรีบถอยออกมา” จบคำ เขาชี้มือมาที่เสี่ยวเตา “แม่นางเสี่ยวเตาก็เห็นเช่นกัน”

เสี่ยวเตานึกย้อนเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ก่อนพยักหน้า “อืม...เสียงกรีดร้องข้าได้ยิน และบังเอิญเจอกับพ่อบ้านหวังด้วย แต่เขาบอกว่านั่นเสียงแมวร้อง ข้าเองก็มิได้ใส่ใจอีก”

“คุณหนูอวี๋เล่า?” หวังปี้โปถามสาวใช้แถวนั้น

พวกสาวใช้พากันก้มหน้าถอยไปทางหนึ่ง “ตั้งแต่กลับมา คุณหนูอวี๋ก็อยู่ในห้องตลอด เวลานี้เกรงว่าคงเข้านอนแล้ว”

หวังปี้โปหมุนตัวเดินไปด้านหลังทันที

ทุกคนจะตาม เขากลับตะคอก “จะตามมาทำไม มีหน้าที่อะไรก็ไปทำ”

บ่าวไพร่สาวใช้รีบแยกย้ายแทบไม่ทัน

เซวียเป่ยฝานกับเสี่ยวเตาสบตาอย่างรู้กัน คนในหมู่ตึกปี้โปต้องฟังคำสั่งหวังปี้โป แต่พวกเขาไม่มีเหตุผลอะไรต้องเชื่อฟังมิใช่หรือ! เพราะฉะนั้น ทั้งคู่ฉวยจังหวะทุกคนเผลอแอบแวบไปที่เรือนด้านหลัง ซึ่งเป็นเรือนพักของอวี๋หลันจือ ฟังว่าหวังปี้โปจะพูดอะไรกับนาง

“เจ้ารู้สึกไหมว่า…” เซวียเป่ยฝานหาเรื่องชวนคุย “ความจริงพวกเราออกจะเข้าขากันได้ดี” 

เสี่ยวเตาไพล่มือเดินหน้า แสดงชัดว่าไม่เห็นด้วย “อย่ามาทำตีสนิท ใครไปเข้าขากับท่านกัน”

........................

มาถึงบริเวณเรือนพักของอวี๋หลันจือ ทั้งสองเห็นสาวใช้หลายคนกำลังชะโงกมองข้างในอย่างใคร่รู้ แต่ละคนสีหน้าเยาะหยันซ้ำเติม 

เสี่ยวเตาหรี่ตาตั้งท่าเข้าไป กลับถูกเซวียเป่ยฝานฉุดไว้ พาลากมาหลบข้างหลังระเบียงทางเดิน เงี่ยหูฟังข้างใน

สาวใช้หลายคนกำลังซุบซิบนินทา

“คราวนี้ท่านเจ้าบ้านจะขับไล่คุณหนูอวี๋ออกไปไหม”

“ทางที่ดีไล่ออกไปเลย เห็นแล้วหมั่นไส้จริงๆ”

“แต่ท่านเจ้าบ้านท่าทางดุดันมาก คุณหนูอวี๋อุตส่าห์ชอบเขาปานนั้น”

“ฮึ นี่เรียกว่า รีบเสนอตัวเกินไป ไม่มีใครเห็นค่า”

เสี่ยวเตาส่ายหน้า เซวียเป่ยฝานจุ๊ๆ สองคำ “จิตริษยาของสตรี ชวนให้ผู้คนรับไม่ได้จริงๆ”

เสี่ยวเตาหัวร่อ “จิตริษยาเดิมทีก็เป็นสิ่งที่ร้ายกาจ สตรีมีบุรุษก็มีเช่นกัน”

“ดังนั้นอวี๋หลันจือมีความเป็นไปได้สูงสุดว่าฆ่าชุ่ยเอ๋อร์เพราะจิตริษยา” เซวียเป่ยฝานกอดอกพิงเสาระเบียงด้านหลัง ชะโงกหน้าบอกกับพวกสาวใช้เหล่านั้นประโยคหนึ่ง “ศัตรูของสตรีคือสตรี”

สิ้นเสียงเขา พวกสาวใช้ต่างก้มหน้าวิ่งหนีด้วยความกระดากใจ

เสี่ยวเตาอมยิ้มเหล่มองเขา “ไยต้องรังแกสาวใช้พวกนั้นด้วย”

“ทนดูไม่ได้เท่านั้นเอง” เซวียเป่ยฝานยักไหล่ เห็นเสี่ยวเตาหมุนตัวเดินออกจากระเบียง กระโดดขึ้นไปบนหลังคาห้องของอวี๋หลันจือ จึงตามขึ้นไปอีกคน

ห้องของอวี๋หลันจือกลับมิได้ปิดประตู สุ้มเสียงหวังปี้โปดังลั่น ต่อว่าต่อขานรุนแรง พักเดียวอวี๋หลันจือก็ปล่อยโฮออกมา หนำซ้ำยิ่งร้องยิ่งน่าเวทนา

เสี่ยวเตามองเห็นอย่างชัดแจ้ง จึงกระตุกมุมปาก ตบเซวียเป่ยฝานเบาๆ “ไปเถอะ ก่อนฟ้าสางยังมีเวลานอนได้อีกงีบสบายๆ ง่วงจะตายแล้ว”

“เอ๊ะ” เซวียเป่ยฝานรั้งนางไว้ “นี่ไม่เหมือนเจ้าสักนิด อวี๋หลันจือโดนข่มเหงแบบนี้ เจ้ากลับไม่เข้าไปผดุงความยุติธรรม ปกติเจ้าเป็นผู้ช่วยของสตรีทั่วหล้ามิใช่หรือ”

“ไปห่างๆ!” เสี่ยวเตาสลัดแขนเขา พึมพำลอยๆ “ดูไม่ออกจริงๆ ตอนแรกข้ายังนึกว่าหวังปี้โปเป็นเจ้างั่งคนหนึ่ง คิดไม่ถึงจะต่างจากเสิ่นซิงไห่ หัวสมองยังพอแจ่มชัดอยู่บ้าง” 

“หมายความว่ากระไร” เซวียเป่ยฝานไล่ตาม “หวังปี้โปยังไม่ทันสืบชัดก็ตำหนิอวี๋หลันจือแล้ว ข้าว่าออกจะไร้น้ำใจเกินไป”

“เชอะ” เสี่ยวเตาชำเลืองเขาแวบหนึ่ง “ทำมาเป็นคนดี นี่ไม่ใช่กลเม็ดที่บุรุษอย่างพวกท่านชอบใช้หรอกหรือ หวังปี้โปใช้เป็น ท่านก็เช่นกัน” พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาส่ายหน้า “เริ่มจากแกล้งเป็นคนไม่ดีก่อน จากนั้นค่อยทำให้อีกฝ่ายค้นพบโดยบังเอิญว่าความจริงแล้วท่านทำไปด้วยความปรารถนาดี หลอกให้ผู้อื่นหลงใหลในตัวท่านได้อย่างง่ายดายอีกครั้ง” จบคำ เสี่ยวเตาแบมือ “จอมปลอม!”

จวบจนทั้งสองกลับมา ด้านหน้าก็เละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่งแล้ว

ไม่ถึงครู่ หวังปี้โปเดินนำอวี๋หลันจือที่ตาแดงก่ำออกมา ติเตียนต่อหน้าธารกำนัล อวี๋หลันจือทรุดนั่งบนม้าหินร่ำไห้น้อยอกน้อยใจ แม้กระทั่งห่าวจินเฟิงยังทนดูต่อไปไม่ไหว “ท่านเจ้าบ้านหวัง ในเมื่อเรื่องราวยังไม่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าเกี่ยวข้องกับญาติผู้น้องของท่าน ทำเช่นนี้ไยมิใช่ด่วนสรุปความเกินไป”

“ถูกต้อง” ฉงหัวชี้ปากแผลบนศพ “แรงกดมีดค่อนข้างหนัก แม้แต่กระดูกยังแตก ฆาตกรสมควรเป็นบุรุษ หรือไม่ก็คนที่มีพลังฝีมือ”

ทุกคนต่างรู้สึกมีเหตุผล

“ข้าไม่มีพลังฝีมือสักหน่อย ไก่สักตัวก็ไม่เคยเชือด ท่านกลับใส่ความว่าข้าฆ่าคน” ความไม่เป็นธรรมที่อวี๋หลันจือได้รับในวันนี้ คาดว่ายังมากกว่าที่เคยได้รับมาในชีวิตของการเป็นคุณหนูลูกผู้ดีเสียอีก

“แต่บ่ายวันนี้เจ้าก็เจอชุ่ยเอ๋อร์เป็นคนสุดท้ายจริงๆ” หวังปี้โปคล้ายยังคลางแคลง

“ข้าพูดอย่างไรท่านล้วนไม่เชื่ออยู่ดี ในใจท่าน ข้ายังเทียบบ่าวไพร่คนหนึ่งไม่ได้เลย”

………………

ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของหมู่ตึกปี้โป เจ้าของบ้านย่อมมีวิธีจัดการ พวกเสี่ยวเตามาเป็นอาคันตุกะ ดังนั้นมิได้ก้าวก่ายเกินควร

กลับถึงเรือนพัก เสี่ยวเตาล้างหน้าล้างตาขึ้นเตียง ขบคิดวิธีเข้าสู่บ่อมังกรเก้ามุก

เสี่ยวเยว่กลับนอนไม่หลับพลิกตัวไปมา ก่อนถอนใจยาวๆ ออกมาในที่สุด

“เป็นอะไรไปเสี่ยวเยว่” เสี่ยวเตากระดกเท้า ดันผ้าห่มบนตัว มองเสี่ยวเยว่ที่อยู่อีกฟาก

“อวี๋หลันจือไม่ควรมอบหัวใจให้หวังปี้โปจริงๆ” เสี่ยวเยว่พลิกตัว “เขาไม่เชื่อใจนางแม้แต่น้อย”

เสี่ยวเตาพิงหมอน “ที่หวังปี้โปจะแต่งกับข้าให้ได้ ต้องมีจุดประสงค์อะไรแน่ คนที่เขาชอบพอจริงๆ คือญาติผู้น้องของเขา”

“ว่ากระไร?” เสี่ยวเยว่ไม่เข้าใจ มองเสี่ยวเตาตาโต “จริงหรือ?”

“ข้าจะแจกแจงให้เจ้าฟัง” เสี่ยวเตาเขยิบเข้ามานอนคว่ำอยู่ข้างๆ เสี่ยวเยว่ “ตอนแรกมีคนวางยาพิษข้า คราวนี้ก็ฆ่าชุ่ยเอ๋อร์อีก คนที่เข้าข่ายน่าสงสัยที่สุดก็คืออวี๋หลันจือ ใช่ไม่ใช่”

“อืม ดังนั้นเป็นการพุ่งเป้าไปที่นาง ให้เหมือนใส่ร้ายป้ายสี”

“นอกจากนั้น ในบ้านมีคนไม่น้อยที่พูดถึงนางไม่ดี ใช่ไม่ใช่”

“ใช่”

“ดังนั้นหวังปี้โปดุด่านางโดยไม่แยกแยะขาวดำ จึงมีผลลัพธ์สองประการ” เสี่ยวเตาเอาหมอนมารองใต้แขน เท้าคางพลางแกว่งเท้าไปมา “ถ้ามีคนป้ายความผิดให้อวี๋หลันจือ คราวนี้ย่อมได้ประโยชน์ และเรื่องราวอาจลุกลามรุนแรง ง่ายต่อการเผยพิรุธ ส่วนอีกประการหนึ่ง เจ้าก็ไม่ชอบอวี๋หลันจือคนนี้เช่นกันกระมัง” 

เสี่ยวเยว่นิ่งคิด ก่อนสั่นหน้าอย่างอ่อนใจ “อวดดี เอาแต่ใจ ไม่น่ารักจริงๆ”

“ขนาดเจ้าไม่ชอบนางและไม่รู้จักนางดีพอ ยังคิดว่านางทำเช่นนี้ไม่คุ้มค่า สาวใช้พวกนั้นถึงปกติจะไม่ชอบนาง แต่อวี๋หลันจือดีต่อหวังปี้โปแค่ไหน พวกนางล้วนประจักษ์แก่สายตา หากคิดถึงใจเขาใจเรา ย่อมอดเห็นใจนางมิได้”

“เรื่องในครั้งนี้ ยุ่งยากที่สุดคือสยบลมปากคน ถ้าหวังปี้โปปกป้องอวี๋หลันจือ พวกสาวใช้ก็จะนินทานางไปทั่ว ว่านางเป็นคนฆ่าชุ่ยเอ๋อร์แน่นอน ดีไม่ดีเรื่องอาจถึงหูทางการ ถึงเวลานั้นคุณหนูอวี๋ผู้เอาแต่ใจตัวคงได้ตกระกำลำบากแน่ แต่คราวนี้บ่าวไพร่คนรับใช้ต่างเห็นใจนาง คิดว่านางโดนปรักปรำกันหมด อวี๋หลันจือแม้ถูกดุด่า แต่ความจริงคือถูกปกป้อง นี่ก็คือสิ่งที่หวังปี้โปต้องการ”

เสี่ยวเยว่ฟังจบก็กระจ่าง “ก็หมายความว่า หวังปี้โปจงใจให้ตัวเองรับบทผู้ร้าย!”

“หวังปี้โปผู้นี้รักหน้าตายิ่งกว่าอะไร การปฏิบัติต่อสตรีก็นุ่มนวลอ่อนโยนจนขึ้นชื่อ คราวนี้ยอมเสียหน้าเพื่ออวี๋หลันจือ แสดงว่าเขารักจริง” เสี่ยวเตาถอนใจ “เฮ้อ ข้าถึงได้กลุ้ม ไม่รู้เขาจะหลอกใช้อะไรข้า”

เสี่ยวเยว่ตกใจ จ้องมองเสี่ยวเตา “หลอกใช้เจ้า?”

เสี่ยวเตายื่นมือจิ้มแก้มเสี่ยวเยว่ “เจ้าน่ะ คิดว่าโลกนี้มีรักแรกพบจริงหรือ? บุรุษผู้หนึ่งเกิดความสนใจสตรีนางหนึ่งขึ้นมาอย่างประหลาด สาเหตุไม่พ้นสองประการ หนึ่งรักชอบ สองก็คือมีจุดมุ่งหมาย ส่วนสตรี มีที่ดีงาม ก็มีที่ดีงามกว่า คุณสมบัติของข้าอย่างมากก็จัดอยู่ระดับกลางๆ ยังไม่ถึงขั้นสะกดให้ผู้คนลุ่มหลงได้ง่ายปานนั้น เซวียเป่ยฝานก็ดี หวังปี้โปก็ช่าง ล้วนเป็นชายชาญผู้ไม่ขาดอิสตรี อยู่ดีๆ ถูกพวกเขาต้องตาขึ้นมากลับมิใช่เรื่องดีสักนิด” พูดพลางยื่นปลายนิ้วคลึงจมูก “ท่านแม่ข้ากล่าวได้ประเสริฐ อันว่าผู้ใดทำดีด้วยโดยปราศจากมูลเหตุ มิใช่กลิ้งกลอกก็หลอกลวง”

หนังสือแนะนำ