บทที่ 13 กระต่ายไม่กินหญ้า

ภายในห้องส่วนตัวที่เรียบหรูของเหลาสุราแห่งหนึ่งบนถนนในเมืองผิงเจียง

“เจ้าอย่าร้องอีกเลย” เสี่ยวเยว่หยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นส่งให้อวี๋หลันจือที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ข้างโต๊ะ “เสี่ยวเตาก็บอกแล้วว่าเชื่อเจ้า”

“เป็นพวกเจ้าปรักปรำข้า” อวี๋หลันจือสูดจมูกพลางกล่าว “ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ข้า”

“คิดเสียว่าผู้บริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์ในตัวเอง ไยต้องร้องไห้” เสี่ยวเยว่ส่ายศีรษะ

“ที่นางร้องไม่ใช่เพราะถูกใส่ความ” เสี่ยวเตาเกยคางบนโต๊ะ คลึงถ้วยชาตรงหน้าเล่น “แต่โกรธที่พี่ชายไม่เชื่อนาง”

เสี่ยวเยว่พยักหน้าอย่างเข้าใจ จึงไม่พูดอะไรอีก เพียงนั่งเป็นเพื่อน

อวี๋หลันจือร่ำไห้ได้ครู่หนึ่งก็สงบลง เช็ดน้ำตาเงียบๆ

เสี่ยวเตาเห็นนางสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ค่อยเปิดปากถาม “เจ้าจะกลับบ้านจริงหรือ”

อวี๋หลันจือเม้มปาก ไม่ยอมตอบ

“ไม่ได้ความ” เสี่ยวเตาเบะปาก

อวี๋หลันจือประคองถ้วยชา กล่าวอย่างซึมเศร้า “ถ้าข้าไป ไม่แน่พี่ชายอาจดื่มเหล้าฉลองด้วยซ้ำ ข้าไม่ไปกวนใจเขา เขาก็เป็นอิสระแล้ว”

“คุณชายหวังตามใจเจ้ามากกระมัง” เสี่ยวเยว่มีความเห็นต่างออกไป “เจ้าอย่าคิดฟุ้งซ่าน”

“ก็เพราะข้าไม่ได้คิดฟุ้งซ่านถึงได้กลายเป็นแบบนี้” อวี๋หลันจือโมโห “พวกเจ้าคิดว่าพี่ชายชอบข้าหรือ? ไม่เลย!ท่านป้าต่างหากที่เอ็นดูข้า นางบอกพี่ชายให้ดูแลข้าอย่างดี พี่ชายยอมทนข้าทุกอย่างก็เพราะความกตัญญูเท่านั้น”

เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่สบตากันวูบ พากันเงียบกริบ รับฟังอวี๋หลันจือระบายความทุกข์ใจ

“ตอนยังเด็กข้าก็ตั้งปณิธานไว้ว่า จะไม่แต่งกับใครยกเว้นพี่ชาย ทว่าตั้งแต่เล็กจนโต พี่ชายล้วนมีคนมาชมชอบไม่น้อย เขาเองก็ชอบคนนั้นคนนี้เต็มไปหมด” อวี๋หลันจือบิดผ้าเช็ดหน้าในมือไปมา “แต่เขาดีต่อข้าเสมอ ข้าเข้าใจว่าเขาแค่เล่นสนุกเท่านั้น จึงเฝ้ารอมาตลอด...จนกระทั่งเขาจะแต่งกับเจ้าให้ได้”

เสี่ยวเตาก็ปั้นหน้ากลัดกลุ้ม

อวี๋หลันจือมองนางแวบหนึ่ง “ไม่รู้เขาถูกใจอะไรในตัวเจ้า สองคนเพิ่งเจอกันกี่ครั้งเชียว ข้าต่างหากที่คอยเขามาตั้งหลายปี”

เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่ต่างพยักหน้า...ถูกต้อง ใครจะยอมได้

“ข้าแม้ไม่ชอบเจ้า แต่เจ้าก็บอกเองว่าจะยกเลิกสัญญาแต่งงาน” อวี๋หลันจือย้อนถาม “แล้วข้าไยต้องเสียเวลาวางยาพิษเจ้าด้วย”

เสี่ยวเตากับเสี่ยวเยว่พยักหน้าอีกครั้ง 

“ข้ารู้ นิสัยตัวเองเป็นที่หมั่นไส้ของคนอื่น ต้องเป็นพวกสาวใช้กลั่นแกล้งข้าแน่ๆ”

“กลั่นแกล้งเจ้าถึงกับต้องฆ่าคน?” เสี่ยวเตาตบหน้าอก นึกในใจ...นี่ชีวิตน้อยๆ ของข้าเชียวนา

....................

เวลาถัดมา หวังกุ้ยนำบ่าวจำนวนหนึ่งออกตามหา บอกว่าหวังปี้โปให้เขามาตามอวี๋หลันจือ และยังเอ่ยถ้อยคำหวานหูอีกกองใหญ่ เช่นว่าท่านเจ้าบ้านสำนึกผิดแล้ว เป็นห่วงคุณหนูมาก…

เพลิงโทสะของอวี๋หลันจือค่อยสงบลง จึงตามเขากลับไป

เสี่ยวเตาหิ้วห่อกระดาษขนาดใหญ่กลับหมู่ตึกปี้โปพร้อมกับเสี่ยวเยว่ เพิ่งเข้าเรือนก็เห็นห่าวจินเฟิงนั่งอยู่บนบันไดหน้าเรือน สองมือเท้าคางทอดถอนใจ

เสี่ยวเตาเห็นเขาหน้านิ่วคิ้วขมวด จึงเข้าไปถาม “เป็นอะไรไป ดึกป่านนี้ยังไม่นอน”

ห่าวจินเฟิงขมวดคิ้วเป็นปม “ตอนแรกนอนแล้ว แต่ท้องร้องจนสะดุ้งตื่น ห้องครัวบอกว่าต้องตรวจหายาพิษ ของกินทุกอย่างล้วนเททิ้งหมดแล้ว ข้าหิวจนนอนไม่หลับ”

เสี่ยวเตาผุดยิ้มเมื่อเข้าไปนั่งลงข้างๆ เอาห่อกระดาษยัดใส่มือเขา “นึกอยู่แล้วว่าท่านต้องไม่อิ่ม”

ห่าวจินเฟิงมองเสี่ยวเตาด้วยความสงสัย เปิดห่อกระดาษไขดู พบว่าในนั้นมีซาลาเปาไส้เนื้อที่ทั้งขาวทั้งใหญ่วางอยู่สิบกว่าลูก

ห่าวจินเฟิงอ้าปากกว้าง

เสี่ยวเตายิ้มพลางเร่ง “รีบกิน กินอิ่มก็นอนหลับได้แล้ว”

“อืม” ห่าวจินเฟิงกินซาลาเปาไส้เนื้อ ยิ้มกล่าวกับเสี่ยวเตา “แม่นางเสี่ยวเตา เจ้าเป็นคนดีจริงๆ”

“แค่เลี้ยงซาลาเปาท่านก็เป็นคนดีแล้วหรือ แล้วถ้าเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่เล่า?” เสี่ยวเตาเท้าคางมองเขากิน นึกในใจ...ไม่รู้ท่านพ่อ ท่าทางตอนกินเป็นแบบนี้หรือไม่

“ไม่เหมือนกัน” ห่าวจินเฟิงยัดซาลาเปาจนเต็มปาก ยังสั่นหน้ากล่าว “ครั้งแรกที่เห็นเจ้าก็รู้สึกว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน”

เสี่ยวเตายิ้มน้อยๆ “แสดงว่าต้องชะตากัน”

“อืม น้องสาวข้าก็คงอายุไล่ๆ กับเจ้า” ห่าวจินเฟิงกินไปพึมพำไป “เมื่อใดสามารถพบหน้ากันสักคราคงจะดี”

“เช่นนั้นก่อนหาน้องสาวพบ ข้าเป็นน้องสาวท่านดีไหม” เสี่ยวเตาถามอย่างดีใจ

ห่าวจินเฟิงผงะวูบ เช็ดมุมปาก “เป็นความจริง?”

“เรียกท่านว่าพี่ใหญ่ เป็นอย่างไร” เสี่ยวเตาถามเขา

“อืมๆ” ห่าวจินเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก “หลังจากหาน้องสาวข้าพบแล้ว เจ้าก็ยังเรียกข้าพี่ใหญ่ได้ ต่อไปใครกล้ารังแกเจ้า เจ้าบอกข้าได้เลย พี่ใหญ่คนนี้จะออกหน้าให้เอง”

เสี่ยวเตายิ้มจนตาหยี “พูดแล้วห้ามคืนคำ”

“แน่อยู่แล้ว” ห่าวจินเฟิงตบอกผาง สำลักจนไอโขลก เสี่ยวเตาเข้าห้องไปรินน้ำให้เขาด้วยความสุขใจ

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวที่อยู่ในเรือนมองเห็นเต็มตา ต่างรู้สึกนึกขัน แม้กล่าวว่าเกิดจากบิดามารดาเดียวกัน แต่สองพี่น้องกลับนิสัยแตกต่างราวฟ้ากับเหว น้องสาวฉลาดแก่นแก้ว พี่ชายกลับตรงทื่อปราศจากเล่ห์เหลี่ยม

…………….…….

ค่อนดึก เสี่ยวเตาเปลี่ยนเป็นชุดดำรัดกุม เตรียมไปสำรวจพื้นที่ยามวิกาล เซวียเป่ยฝานก็มาแล้วเช่นกัน

เสี่ยวเตามองเขาอย่างขัดอกขัดใจ นึกถึงว่าต้องออกปฏิบัติการกับโจรราคะผู้นี้ตามลำพัง ให้รู้สึกทั่วร่างตะครั่นตะครอ

เซวียเป่ยฝานพินิจเหยียนเสี่ยวเตาในชุดดำทั้งตัว “จุ๊ๆ ทรวดทรงไม่เลวนี่”

เสี่ยวเตาแยกเขี้ยว นางยืมมีดสั้นจากเสี่ยวเยว่ไว้พกติดตัว อีกประเดี๋ยวถ้าเขาทำตัวเหลวไหล ก็เชือดทิ้งไปเลย

“บริเวณเขตหวงห้ามตอนกลางคืนมีปล่อยสุนัข” เพิ่งออกจากเรือน เซวียเป่ยฝานก็บอกข่าวนี้กับเสี่ยวเตา

“ไม่บอกแต่แรก ข้าจะได้เตรียมลูกชิ้นไส้เนื้อที่ผสมผงยาชามาด้วย”

ทั้งสองลัดเลาะริมกำแพง มุ่งหน้าสู่บ่อมังกรเก้ามุกด้วยความระมัดระวังสุดขีด ตลอดทางกลับไม่พบเห็นองครักษ์แม้ครึ่งคน

บริเวณบ่อมังกรไม่ล้อมรั้วและไม่มีเวรยามจริงๆ ด้วย มีแค่ป้ายศิลาแบ่งเขตจำนวนหนึ่ง และมีหมาดำตัวใหญ่บ้างยืนบ้างหมอบอยู่หลายตัว ลูกตาสีเขียวเป็นประกายแวววาว สอดส่ายโดยรอบอย่างตื่นตัว

“แปลกจริง” เสี่ยวเตาสงสัย “สุนัขพวกนั้นไฉนเชื่องนัก ล้วนกระจุกอยู่ในที่เดียวกัน ไม่แยกย้ายไปที่อื่น”

เซวียเป่ยฝานชี้ไปที่ดงไม้สูงๆ ทางด้านข้าง “ขึ้นไปบนต้นไม้แล้วกัน คุ้นเคยชัยภูมิก่อน”

เสี่ยวเตาค้อนขวับ “โง่!”

เซวียเป่ยฝานงุนงง “อะไรอีกเล่า”

“ต้นไม้พวกนั้นเป็นช่องโหว่ของเขตหวงห้ามชัดๆ คนที่คิดจะลอบเข้าไป เดาว่าทุกคนล้วนต้องเข้าจากตรงนั้น แล้วจะมีใครโง่เง่าเหลือต้นไม้พวกนั้นเอาไว้ ดังนั้นต้องมีกลไกอะไรแน่”

เซวียเป่ยฝานรุ้สึกมีเหตุผลอยู่บ้าง จึงก้มลงเก็บหินหลายก้อนจากพื้น เขวี้ยงออกไปตรงดงไม้สูงๆ เหล่านั้น

สวบๆ ดังขึ้นสองครา ก้อนหินพุ่งเข้าไปในยอดไม้ พลันได้ยินเสียงดังเกรียวกราว ปรากฏแหตาข่ายจำนวนมากโผล่ออกมาจากยอดไม้ และห่าธนูพุ่งยิงแหวกอากาศมา ตามติดด้วยเสียงกระดิ่ง หมาดำก็พากันเห่าหอนเป็นทอดๆ

ไม่ถึงครู่ เห็นผู้ดูแลหลายคนถืออาวุธวิ่งออกมา ส่งเสียงตวาดสุนัขให้หยุดเห่า เมื่อกวาดมองโดยรอบพบว่าไม่มีใคร ก็พากันขมวดคิ้วพึมพำ “คงเป็นนกเซ่อซ่าที่ไหนมาชนถูกกลไกอีกแล้ว”

พวกเวรยามจัดการกลไกทั้งหมดเข้าที่อีกครั้ง เสร็จแล้วหมุนตัวจากไป ทุกอย่างคืนสู่ปกติ 

เซวียเป่ยฝานลอบตระหนกในใจ...คุ้มกันแน่นหนาจริงๆ

“อย่างนี้คงเข้าไปไม่ได้แล้ว” เสี่ยวเตาพูดพลางลุกขึ้นเดินกลับ

“นี่ จะยอมแพ้แค่นี้หรือ” เซวียเป่ยฝานรีบฉุดนางไว้ “เช่นนั้นพรุ่งนี้ตอนประลอง ข้าจะยอมแพ้ แล้วยกเจ้าให้หวังปี้โปดีหรือไม่”

เสี่ยวเตาค้อนตาคว่ำ “ตอนนี้จะเข้าไปอีกครั้งโดยไม่สะกิดถูกกลไกคงเป็นไปไม่ได้ และข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปแล้ว แค่วันนี้ไม่ได้เท่านั้น ข้าต้องกลับไปคิดหาวิธีก่อน” จบคำ สลัดมือที่วางอยู่บนแขนออก “อย่าแตะเนื้อต้องตัว โจรราคะ”

เซวียเป่ยฝานพอฟังว่านางจะคิดหาวิธี พลันถูมือไปมาแล้วเดินตามหลัง “เจ้าต้องคิดให้ได้โดยเร็ว ถ้าคิดจนเหนื่อยเดี๋ยวข้าทุบหลังให้เจ้าเอง”

“พูดมาก”

ไม่ทันเดินได้สองก้าว เสี่ยวเตากลับเซวูบ แทบล้มหน้าคะมำ

เซวียเป่ยฝานตาไวมือว่อง พยุงนางไว้ได้ทัน สองคนก้มมองพื้น ตกใจสะดุ้งโหยง เห็นดวงตาสีแดงสดคู่หนึ่ง

เสี่ยวเตาถอยปราดไปข้างหลังเซวียเป่ยฝาน ชะโงกหน้ามาดูอีกที ค่อยเห็นชัด ที่ตนเดินสะดุดเมื่อครู่นี้เป็นแค่กระต่ายยักษ์ตัวหนึ่ง

“เจ้าหวังปี้โปเอาอะไรเลี้ยงกระต่าย ถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนี้ แถมยังไม่กลัวคน” เซวียเป่ยฝานส่ายศีรษะไปมา กระต่ายทั่วไปเห็นคนต้องวิ่งหนี แต่กระต่ายนี่ตัวใหญ่ไม่พอ ซ้ำยังจ้องตาคน ดวงตาสีแดงดั่งโลหิตที่แลดูน่ากลัว สาดแสงมุ่งร้ายชนิดหนึ่งออกมาอย่างแปลกประหลาด

เซวียเป่ยฝานถูกกระต่ายจ้องมองจนหนังศีรษะชา จึงฉุดเสี่ยวเตาให้รีบไป เสี่ยวเตากลับยื่นมือชี้ไปที่กระต่ายตัวนั้น “เอ๊ะ โจรราคะ”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว “เจ้าเก่งจริงๆ มองปราดเดียวก็รู้ว่ากระต่ายตัวนี้บ้ากาม มันไปทำหื่นใส่แม่กระต่ายบ้านไหนเข้าหรือ”

เสี่ยวเตากระทืบเท้าเขา “ข้าเรียกท่านต่างหาก ท่านดูที่ปากมัน!”

เซวียเป่ยฝานงุนงง มองลงไปยังจุดที่เสี่ยวเตาชี้ เพียงเห็นบนปากกระต่าย มีสีแดงเป็นปื้นใหญ่ คล้ายรอยเลือด

เซวียเป่ยฝานขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง ใคร่ดูให้แน่ชัด กระต่ายตัวนั้นพลันหมุนตัว กระโดดผลุงไปแล้ว

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานนั่งยองๆ ลงมาพร้อมกัน เพียงเห็นบนขาของกระต่ายตัวนั้นก็มีรอยเลือด ทั้งสองจ้องตากันแวบหนึ่ง 

“เจ้าว่า กระต่ายตัวนี้ใช่กระอักเลือดหรือไม่?” เซวียเป่ยฝานถาม

เสี่ยวเตาคร้านจะพูดฉีกหน้าเขา ชักมีดสั้นออกมา เดินขึ้นหน้าไปตามทางที่กระต่ายตัวนั้นวิ่งมา มันกระโดดออกมาจากกอดอกไม้ เสี่ยวเตาแหวกพุ่มไม้มองหา พลันเห็น...เห็นรองเท้าสีขาวปักลายข้างหนึ่ง

เสี่ยวเตาเกือบหวีดร้อง ดีที่เซวียเป่ยฝานข้างหลังอุดปากนางไว้ได้ทัน

“อือ!” เสี่ยวเตายิ่งผวาหนัก แต่เซวียเป่ยฝานไม่ยอมปล่อยมือ ลากนางเข้าไปซ่อนตัวที่หลังภูเขาจำลองลูกหนึ่ง เห็นเสี่ยวเตาดิ้นขลุกขลัก เขาก็ชักจนใจ จึงกระซิบริมหูนาง “ชู่! มีคนมาแล้ว”

เสี่ยวเตาเหล่มองเขา พลางหยิกหลังมือเขาที่โอบอยู่ตรงเอวนาง...เอามือออกไป เจ้าโจรราคะ!

เซวียเป่ยฝานเห็นท่าทางของนางยิ่งนึกสนุก จึงใช้ปลายนิ้วจิ้มเอวนาง เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง เซวียเป่ยฝานพลันคลายมือ อยากจะหลุดขำ อาการตอบสนองแบบนี้ตลกชะมัด มิคาดเสี่ยวเตากลับคว้าแขนเขาขึ้นมา งับลงไปเต็มแรง

“ซี๊ด…” เซวียเป่ยฝานครางลอดไรฟัน เจ็บจนแทบเต้น เสี่ยวเตาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาจริงๆ จึงรีบอุดปากเขาไว้

ทั้งคู่สองตาประสานสองตา เสี่ยวเตามือหนึ่งปิดปากเขา มือหนึ่งบิดหูเขา เตือนว่าอย่ายุกยิก!

เซวียเป่ยฝานได้แต่ทนเจ็บ นึกในใจ...แม่สาวน้อยคนนี้ต้องเป็นเม่นกลับชาติมาเกิดแน่ๆ

สองคนซ่อนตัวหลังภูเขาจำลอง พอสงบใจตั้งสมาธิ ก็ได้ยินมีคนเดินมาถึงในลานแล้วจริงๆ

ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นพวกเวรยาม แต่ฟังแล้วไม่คล้าย เหมือนมีแค่คนเดียว หนำซ้ำเสียงฝีเท้าของคนผู้นั้นยังแปลกๆ...ขาเป๋?

เซวียเป่ยฝานเอียงตัวชะโงกมองข้างนอกแวบหนึ่ง เห็นผู้มากลับมิใช่คนขาเป๋ แต่เป็นคนผู้หนึ่งกำลังลากถุงกระสอบขนาดใหญ่

เซวียเป่ยฝานจำได้ในปราดเดียว ถึงกับตะลึงลาน หันมาทำปากจู๋ตรงหน้าเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาตกใจตาโต นึกว่าโจรราคะจะเข้ามาจูบ จึงเงื้อมือเตรียมตบสักฉาด

เซวียเป่ยฝานเงยหน้าหลบวูบ คว้าแขนนางไว้แน่น แล้วกระซิบข้างหูนางด้วยเสียงเบาหวิว “หวังกุ้ย”

เสี่ยวเตากะพริบตา...พ่อบ้านคนนั้นหรือ?

กำลังนึกกังขา พลันได้ยินเสียงหวังกุ้ยดังมา “ออกมาเถอะ”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานสะดุ้งเฮือก...ไม่กระมัง? หลบตรงนี้ยังถูกจับได้? แต่ตอนนี้อยู่ในชุดดำ ถ้าออกไปไยมิใช่ความแตกกันพอดี

ขณะที่ทั้งสองกำลังพะวักพะวน กลับได้ยินหวังกุ้ยกล่าวขึ้นอีกว่า “กินข้าวได้แล้ว”

ทั้งคู่งงหนักกว่าเดิม...กินข้าว? และอีกอย่าง เสียงของหวังกุ้ยคนนี้ประหลาดมาก!

ในห้วงสงสัย ปรากฎเสียงสวบสาบดังระงมมาจากพุ่มหญ้าทั้งสี่ทิศแปดทาง กระต่ายยักษ์สิบกว่าตัวกระโดดดึ๋งๆ เข้ามารวมกลุ่มกัน 

จากนั้น เสียงหัวร่อน่าสะพรึงของหวังกุ้ยก็ดังขึ้นในสนธยาที่เงียบสงบ “ไม่ต้องแย่งกัน วันนี้ของสดๆ ทั้งนั้น”

เสี่ยวเตามองไม่เห็นเพราะหันหลังให้ภูเขาจำลอง เซวียเป่ยฝานกลับสามารถเห็นได้จากรูโพรงของภูเขาจำลอง บนหน้าเขาปรากฏความรู้สึกที่ยากบรรยายชนิดหนึ่ง เสี่ยวเตาอดใจไม่อยู่ จึงหันหน้ามองด้านนอก

อาศัยแสงจันทร์ เพียงเห็นหวังกุ้ยกำลังนั่งยองๆ ข้างพุ่มหญ้า หยิบบางสิ่งจากในถุงกระสอบใบใหญ่นั้นออกมาเลี้ยงกระต่าย รอยยิ้มชวนสยอง ต่างจากหวังกุ้ยคนที่ยิ้มอย่างเป็นมิตรเมื่อตอนกลางวันราวกับคนละคน

และกระต่ายพวกนั้นก็เหมือนไม่ใช่กระต่าย!

เสี่ยวเตาเคยเลี้ยงกระต่ายมาก่อน ตอนกระต่ายกินอาหารโดยมากจะนั่งยองๆ สองขาหน้าประคองพืชผัก ปากเคี้ยวดัง ‘จับๆ’ กระพุ้งแก้มพองๆ น่าเอ็นดู แต่กระต่ายฝูงนี้ ตาสีแดง แย่งอาหารกันอย่างดุเดือด เสียงในปากดัง ‘กุบๆ’ ไม่เหมือนกำลังกินพืชผักสักนิด แต่เหมือนกำลังเคี้ยวกระดูกมากกว่า

ขณะที่รอดูว่าหวังกุ้ยหยิบอะไรออกมาป้อนกระต่าย เสี่ยวเตาตกใจอ้าปากกว้าง เซวียเป่ยฝานรีบอุดปาก...แต่ยังคงมีเสียงเล็ดลอดออกมา

ทั้งคู่มองด้านนอกอย่างตื่นตระหนก

หวังกุ้ยคล้ายได้ยินแล้ว เห็นเขาค่อยๆ ลุกยืนขึ้น ชักมีดสั้นจากข้างเอว เหลียวมองรอบทิศ สุดท้าย สายตาของเขามาหยุดอยู่บนภูเขาจำลองซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

หนังสือแนะนำ

Special Deal