บทที่ 12 ริษยาพาเดือดร้อน

เมื่อเซวียเป่ยฝานกลับมาอีกครั้ง เห็นประตูห้องของเสี่ยวเตาปิดสนิท มองจากหน้าต่างเข้าไป เสี่ยวเตานั่งอยู่กับเสี่ยวเยว่ สองสาวคล้ายกำลังซุบซิบเรื่องส่วนตัว เสี่ยวเยว่ทำหน้าตกใจมองเสี่ยวเตา เสี่ยวเตากลับขุ่นเคืองอย่างชัดเจน บอกว่าเซวียเป่ยฝานเป็นนักเลงอันธพาลตั้งแต่หัวจรดเท้า

ฉงหัวเดินเข้ามาจากนอกเรือน ถือองุ่นที่ล้างเสร็จแล้วถาดหนึ่ง เห็นเซวียเป่ยฝานเกาะหน้าต่างแอบดู รู้สึกงุนงง

เซวียเป่ยฝานหันมาเห็นเขา จึงลากออกไปด้านนอก

“อะไรของเจ้า”

“ตอนนี้เข้าไม่ได้”

“เพราะอะไร?”

เซวียเป่ยฝานเห็นฉงหัวงุนงง จึงกระแอมคำหนึ่ง แสร้งทำท่าเคร่งขรึม “ไม่เพราะอะไร”

ฉงหัวเหล่มองอีกฝ่าย อึดใจใหญ่ค่อยว่า “เจ้าคงไม่ได้ไปลวนลามผู้อื่นจนถูกเขาชังน้ำหน้ากระมัง?”

เซวียเป่ยฝานปั้นหน้าเหมือนถูกแทงใจดำ “พูดราวกับข้าเป็นตัวน่ารังเกียจไปได้”

“ก็เจ้าแส่หาเรื่องเอง” ฉงหัวอดถอนใจมิได้ “ข้าไม่เข้าใจเลย บุรุษดีงามที่เก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊อย่างเจ้า ไฉนชอบทำตัวเสเพล สตรีที่ดีส่วนมากล้วนรังเกียจบุคลิกเช่นนี้ของเจ้า ตัวเจ้าเองคงไม่ใช่ไม่รู้กระมัง”

เซวียเป่ยฝานยักไหล่ “พอดีเลย ข้าก็ไม่ชอบตอแยสตรีดีงามอยู่แล้ว”

“โอ?” ฉงหัวคล้ายฟังออกถึงบางสิ่ง จึงยิ้มถาม “เจ้ารู้สึกเหยียนเสี่ยวเตาเป็นสตรีดีงาม?”

เซวียเป่ยฝานแบมือ ไม่ยอมรับไม่ปฏิเสธ เดินกลับเรือนตัวเอง พลางพึมพำ “หวังปี้โปคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ในบ้านมีภูตผีปีศาจเต็มไปหมด”

“เฮ้อ อย่ามาทำเปลี่ยนเรื่อง” ฉงหัวไล่ตามสองก้าว “เจ้าไม่ใช่เด็กแล้ว คิดว่าดีก็รักษาโอกาสไว้ ทำตัวสุภาพเรียบร้อยให้ผู้อื่นสนใจเจ้า”

“วิธีทำให้สตรีสนใจ บนโลกนี้มีอยู่สอง” เซวียเป่ยฝานชูสองนิ้ว “ไม่รักก็เกลียด”

ฉงหัวฟังเขาพูดจนเหม่อ ในใจคิดถึงโหลวเสี่ยวเยว่...นั่นสิ ไม่รักก็เกลียด! ผลลัพธ์ที่ไม่ใช่ทั้งรักและไม่ใช่ทั้งเกลียด ก็คือมองข้ามอย่างสิ้นเชิง

เซวียเป่ยฝานกลับห้องโดยไม่สนใจรอบข้าง ยังคงเอ้อระเหยลอยชายเหมือนเดิม ไม่แยแสใดๆ ทั้งสิ้นเหมือนเดิม

.......................

ตะวันลับเหลี่ยมเขาทิศประจิม

เสี่ยวเตางีบหลับด้วยความอัดอั้นตลอดบ่าย นอนจนปวดเศียรเวียนเกล้า ก่อนลุกขึ้นสางผม

ฉงหัว เซวียเป่ยฝานกับห่าวจินเฟิงล้วนเตรียมตัวพร้อมแล้ว กำลังสรวลเสเฮฮา รอคอยอยู่นอกเรือน

เสี่ยวเตาเงี่ยหูฟัง ได้ยินเซวียเป่ยฝานแนะนำกับฉงหัวและห่าวจินเฟิงอย่างคึกคัก ว่าเมืองผิงเจียงนี้เหลาสุราแห่งไหนเมรัยรสดี แห่งไหนมีแม่นางเลอโฉม และยังไม่ลืมหยอกล้อสาวใช้ที่มานำทาง เสี่ยวเตาอดมุ่นคิ้วมิได้ “เจ้าโจรราคะ!”

เสี่ยวเยว่ที่อยู่ด้านข้างช่วยส่งปิ่นปักผมให้เสี่ยวเตา พลางกระซิบว่า “คุณชายเซวียท่านนี้ ชวนให้ผู้คนงงงวยจริงๆ”

“ใช่ ความคิดของโจรราคะ ใครจะไปเข้าใจ”

“แต่ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนลามก” เสี่ยวเยว่เท้าคางช่วยตรวจดูคิ้วสองข้างของเสี่ยวเตาว่าเท่ากันหรือไม่ “เขาพำนักอยู่ในบ้านสวนซิงไห่นานมาก แม้ชอบพูดคุยเย้าแหย่สาวๆ กลับไม่เคยเห็นเขาพาใครมาหลับนอน”

“เสี่ยวเยว่” เสี่ยวเตาเกล้าผมเสร็จ บอกกับเสี่ยวเยว่น้ำเสียงจริงจัง “รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ ไม่แน่อาจแอบทำลับหลังก็ได้”

“โอ” เสี่ยวเยว่พยักหน้าหนักแน่น ยังคงเชื่อถือทุกคำพูดของเสี่ยวเตา “ที่แท้เป็นเช่นนี้” 

ทั้งสองแต่งตัวเสร็จออกจากห้อง ขณะนั้นใกล้ถึงเวลาจุดโคมไฟ บุรุษสามคนที่ปากประตูเรือนพากันหันมองพร้อมเพรียง อดที่จะอุทานชมเชยมิได้

เสี่ยวเตาไม่เพียงจับตัวเองแต่งตัวจนสวย ยังแปลงโฉมเสี่ยวเยว่ได้ชวนมองเป็นพิเศษ สองพี่น้องคล้องแขนเยื้องย่างออกมา งามพิลาสยิ่งกว่ามวลผกาทั่วอุทยาน

ความคิดอยากแกล้งของเซวียเป่ยฝานคล้ายผุดขึ้นอีกครั้ง รีบไล่ตามเสี่ยวเตา “ต่างหูทำจากอะไร แลดูแพงระยับจริงๆ”

เสี่ยวเตาหรี่ตาเล็กน้อย เซวียเป่ยฝานตาแหลมนัก ต่างหูคู่นี้เป็นเหยียนหรูอวี้มารดาของนางมอบให้ ทำจากหยกม่วงเป่ยไห่…ดีไม่ดีอาจเล็ดลอดมาจากพรรคเป่ยไห่ด้วยซ้ำ 

“มรดกประจำตระกูล” เสี่ยวเตาตอบ

เซวียเป่ยฝานหัวร่อ “บังเอิญจริง มารดาข้าก็มีคู่หนึ่งที่เหมือนกันทุกประการ เก็บไว้ให้ข้าเป็นมรดกประจำตระกูล”

เสี่ยวเตาสะดุ้ง นึกในใจ...คงไม่ใช่ท่านแม่ของนางลักขโมยมาจากมารดาของเซวียเป่ยฝานจริงๆ กระมัง?

“ต่างหูหยกม่วงในโลกหล้า ล้วนหน้าตาไม่แตกต่าง” เสี่ยวเตางึมงำ

“ของมารดาข้าคู่นั้นสั่งทำพิเศษ” เซวียเป่ยฝานเอ่ยเนิบๆ “หยกม่วงชนิดนั้นเป็นหยกขาวแซมลายม่วง เหมือนกับดอกจื่อหลัวหลัน*ที่บานสะพรั่งอยู่ในปุยเมฆสีขาว มูลค่าระดับล่มเมือง” 

[*ดอกไวโอเล็ต]

เสี่ยวเตาเริ่มร้อนตัว… หรือเป็นของพรรคเป่ยไห่จริง? เป็นไปได้ไหมเซวียเป่ยฝานโกหก?

“นั่นเป็นสมบัติล้ำค่าซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว” เซวียเป่ยฝานชะโงกเข้าไปใกล้ขึ้น ลากเสียงยาว “ท่านแม่บอกข้าว่า มอบให้ข้าไว้สำหรับหมั้นหมายสตรีที่ชมชอบ”

เสี่ยวเตาหน้าแปรสี ยื่นมือถอดต่างหูสองข้างออกมา โยนใส่มือเขา แล้วฉุดเสี่ยวเยว่ที่หน้าตางุนงงผละไปทันที

ฉงหัวเห็นเซวียเป่ยฝานถือต่างหูหน้าระรื่น จึงขมวดคิ้ว “นี่เจ้าทำอะไร มารดาเจ้าเคยทิ้งต่างหูไว้ให้เจ้าเมื่อไรกัน”

เซวียเป่ยฝานโยนต่างหูหยกม่วงขึ้นฟ้าเบาๆ แล้วรับไว้ เชิดมุมปากกล่าวว่า “ข้าย่อมมีเหตุผลของข้า” จบคำก็เดินตามไปด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

เสี่ยวเยว่เห็นเสี่ยวเตาอารมณ์ขุ่นตลอดทาง จึงถาม “เสี่ยวเตา เจ้าโกรธขึ้งปานนี้ หรือจะไม่ไหว้วานคุณชายเซวียไปยั่วโทสะหวังปี้โปแล้ว?”

เสี่ยวเตาพลันฉุกคิดขึ้นได้ ยังต้องใช้เจ้าตัวดีเซวียเป่ยฝานขับไล่หวังปี้โปนี่นา

“เฮ้อ…” เสี่ยวเตาถอนใจ คนอยู่ใต้ชายคาย่อมไม่อาจไม่ก้มหัว ช่างเถอะ! อดกลั้นไว้ยังดีกว่าถูกบังคับแต่งงาน”

“จะเรียกนายน้อยฉงหัวหรือมือปราบห่าวช่วยหรือไม่” เสี่ยวเยว่เสนอแนะ

“นั่นจะได้อย่างไร” เสี่ยวเตาโวยวาย นึกในใจ... ฉงหัวเป็นของเสี่ยวเยว่ ไม่อาจคลุมเครือ!ห่าวจินเฟิงยิ่งไม่ได้ใหญ่ นั่นเป็นพี่ชายแท้ๆ

เสี่ยวเยว่มองเสี่ยวเตาอย่างสงสัย...เซวียเป่ยฝานพิเศษกว่าคนอื่นจริงด้วย

.......................

งานเลี้ยงค่ำจัดอยู่ในสวนอุทยานด้านหลังนี่เอง โต๊ะยาวขนาดเล็กห้าตัวล้อมเป็นวง ไม่ไกลนักมีนักร้องนางรำขับขานท่วงทำนองอยู่ในศาลากินลม บรรยากาศดีเลิศ

โต๊ะยาวหนึ่งตัวนั่งสองคน เสี่ยวเตาจนใจ ต้องนั่งโต๊ะเดียวกับเซวียเป่ยฝาน เสี่ยวเยว่กับฉงหัว ห่าวจินเฟิงนั่งคนเดียว พิจารณาถึงปริมาณอาหารของเขา อย่างนี้ค่อยกินอิ่มหน่อย!

โต๊ะเจ้าภาพ หวังปี้โปกับอวี๋หลันจือต่างนั่งคนละโต๊ะ หวังปี้โปกำลังพินิจมองมาที่เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานทางนี้

เสี่ยวเตายังเคืองไม่หาย เซวียเป่ยฝานนั่งลงเรียบร้อยก็เริ่มงอนง้อ “เอาน่า อย่าโกรธเลย แค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง ท่านแม่ข้าไม่เคยทิ้งต่างหูหยกม่วงอะไรไว้ให้ข้าหรอก”

เสี่ยวเตาถลึงตาใส่

เซวียเป่ยฝานรีบหยิบต่างหูคู่นั้นขึ้นมาอย่างเอาใจ และอ้อมมือมาใส่ให้นาง

ขนต้นคอของเสี่ยวเตาลุกกรูเกรียว เรือนร่างแข็งทื่อ อยากจะหยิกเซวียเป่ยฝานให้หายแค้น

เซวียเป่ยฝานรีบกระซิบริมหู “เจ้าอย่าลงไม้ลงมือเชียว เชื่อหรือไม่ข้าจะใช้ต่างหูทิ่มหูเจ้า!”

มือของเสี่ยวเตาค้างเติ่ง ห่างจากเอวเขาไม่ถึงหนึ่งชุ่น ยังคงเง้างอดไม่หาย

เซวียเป่ยฝานแอบยิ้ม “หยกม่วงเหมาะกับเจ้า ยิ่งขับผิวให้ขาวผ่องชวนมอง”

เสี่ยวเตาแดงเถือกทั้งหู เมื่อครู่ตอนเซวียเป่ยฝานใส่ต่างหู นิ้วมือยังลูบไล้ติ่งหูนาง ไม่ทราบจงใจหรือไม่ เจ้าโจรราคะ! น่าชังนัก! ถ้าลูบอีกจะเชือดให้!

เซวียเป่ยฝานช่วยใส่ต่างหูให้เสี่ยวเตาจนเสร็จด้วยความอภิรมย์สมใจ ก่อนหันไปยักคิ้วให้ฉงหัวที่ปากอ้าตาค้างอยู่ข้างๆ 

ฉงหัวแทบอยากเอาส้มทุ่มหน้า เจ้าหนุ่มเสเพลนี่ฉวยโอกาสซ้ำเติม เอาเปรียบเด็กผู้หญิง ไม่ทราบเสี่ยวเตาไปล่วงเกินส่วนไหนของเขา เป็นครั้งแรกที่เห็นเซวียเป่ยฝานทำเกินเลยไปจริงๆ

ขณะกำลังโกรธกรุ่น เสี่ยวเยว่ที่ด้านข้างปอกส้มลูกหนึ่งให้ฉงหัว “นายน้อยฉง กินส้ม”

ฉงหัวได้ยินคำ ‘นายน้อย’ ก็ห่อเหี่ยวทันใด นายน้อย นายน้อยฉง คุณชายเซวีย มือปราบห่าว… เสี่ยวเยว่ล้วนเรียกขานผู้อื่นเช่นนี้ตลอด และมักก้มหน้าเสมอ

“เรียกชื่อโดยตรงก็ได้” ฉงหัวรับส้มมา

เสี่ยวเยว่พยักหน้า ยื่นมือออกไปเตรียมปอกอีกลูกหนึ่ง ฉงหัวรีบเอื้อมหยิบให้ “ข้าเอง”

เสี่ยวเยว่ชะงักกึก เงยหน้ามองฉงหัว

ฉงหัวยิ้มให้นาง วางส้มที่ปอกเสร็จแล้วใส่มือนาง “ออกจากบ้านเที่ยวนี้ เจ้าไม่ต้องดูแลคนอื่น ให้พวกเราดูแลเจ้าก็พอ”

เสี่ยวเยว่ก้มหน้ากินส้ม ใจเต้นระส่ำอย่างไม่เคยเป็น

เสี่ยวเตาจ้องมองอยู่ด้านข้าง พึมพำเบาๆ “จับมือแล้วชวนคุยสักสองประโยคสิ โง่!”

กำลังดูอย่างออกรส ตรงหน้าพลันปรากฏใบหน้าเซวียเป่ยฝานลอยมา เสี่ยวเตาตกใจหลบวูบ ถลึงตาเขียวใส่

เซวียเป่ยฝานเสียงขุ่น “แม่สาวน้อยช่างเอาใจยากเสียจริง ไม่จับมือหาว่าโง่ จับมือก็ด่าว่าโจรราคะ”

เสี่ยวเตาเขยิบออกข้างเล็กน้อย ยังเคืองเรื่องเมื่อครู่ก่อนไม่หาย จึงไม่อยากสนใจเขา

ยามนั้น เสียงเครื่องดนตรีเริ่มเบาลง ฟ้าราตรีมืดหม่นขึ้น เหนือลานสวนมีโคมกระดาษหลากสีแขวนประดับเรียงราย กระดาษโคมค่อนข้างหนา สะท้อนแสงสลัวรางทั่วลาน ไม่ทราบเป็นเพราะยามราตรีมีไอน้ำหนาแน่นหรือไม่ ส่งให้ต่างฝ่ายมองสีหน้าไม่ชัดเจน

หวังปี้โปดื่มสุราตามลำพัง สายตามองมาทางเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝาน คล้ายครุ่นคิดบางสิ่ง ทั้งคล้ายกำลังเหม่อลอย

หวังกุ้ยประกาศเริ่มงานเลี้ยง บรรดาสาวใช้ทยอยยกสุราอาหารเข้ามา

กินไปสองคำอย่างเบื่อหน่าย หวังปี้โปพลันโพล่งถามหวังกุ้ย “สาวใช้ที่ชื่อชุ่ยเอ๋อร์เล่า? ไหนว่าคืนนี้จะเป่าขลุ่ยให้ข้าฟัง”

“เอ่อ…” หวังกุ้ยอึกอัก ก่อนเหลียวมองไปทางอวี๋หลันจือ

อวี๋หลันจือเหล่มองเขา หวังกุ้ยรีบเอ่ยตอบเสียงค่อย “อ้อ ชุ่ยเอ๋อร์ขอลาออก กลับบ้านไปแล้วขอรับ”

“ลาออก?” หวังปี้โปอุทาน “ไฉนลาออกอีกคนแล้ว พักนี้มีสาวใช้ลาออกบ่อยจริง ซ้ำยังเป็นคนที่ข้าชมชอบเสียด้วย”

หวังกุ้ยยิ้มเจื่อน กล่าวว่าอีกสองสามวันจะหาคนใหม่ จากนั้นถอยไปยืนรอรับใช้ด้านข้าง

เสี่ยวเตาเอ่ยถามสาวใช้ที่กำลังจัดวางอาหาร “ชุ่ยเอ๋อร์คือใคร”

สาวใช้เหลือบไปทางอวี๋หลันจือ เห็นนางลุกขึ้นไปนั่งด้านข้างหวังปี้โปแล้ว จึงลดเสียงบอกกับเสี่ยวเตา “นายน้อยได้ยินชุ่ยเอ๋อร์เป่าขลุ่ยในลานสวน ชมว่านางเป่าได้ดี จึงกำนัลองุ่นให้นาง และกำชับให้นางมาเป่าขลุ่ยสร้างบรรยากาศในงานเลี้ยงคืนนี้อีกที”

เสี่ยวเตาสะดุดกึกในใจ...หรือจะเป็นสาวใช้หน้าตาสะสวยที่เจอตอนอยู่ข้างสระบัวคนนั้น?

“นางน่าจะดีใจมิใช่หรือ” เสี่ยวเตางุนงง “ไฉนลาออกแล้ว”

“ย่อมมิใช่ลาออกแน่นอน ต้องเป็นเพราะคุณหนูอวี๋ไล่ออกไป” สาวใช้ลดเสียงค่อยสุด “สาวใช้ในจวนนี้ ห้ามเป็นที่ต้องตาของนายน้อยเด็ดขาด เมื่อใดที่นายน้อยยิ้มให้หรือเอ่ยชม แล้วคุณหนูอวี๋เห็นเข้า ถ้าไม่ถูกทุบตีก็ต้องถูกตะเพิดออกไป”

สาวใช้พูดจบก็ลุกขึ้น กลับเข้าด้านหลังไปยกกับข้าวต่อ

สัญชาตญาณบอกให้เสี่ยวเตามองไปทางอวี๋หลันจือที่รินเหล้าอยู่ข้างกายหวังปี้โป อวี๋หลันจือนิสัยค่อนข้างดุร้ายเอาแต่ใจ จะอย่างไรก็เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่เสี่ยวเตากลับมองไม่เห็นถึงด้านที่อำมหิตของนาง...หรือตนประเมินนางต่ำเกินไป?

“ดังนั้นจึงกล่าวว่า เหี้ยมที่สุดคือจิตสตรี” เซวียเป่ยฝานเอ่ยวาจาประชดประชันอยู่ข้างๆ พลางตักเตือนเสี่ยวเตา “เจ้าโชคดีที่ไม่ได้รับปากเรื่องแต่งงาน มิเช่นนั้นชีวิตน้อยๆ ของเจ้าคงรักษาไม่ได้แล้ว”

เสี่ยวเตาคร้านจะเถียงด้วย หากมิใช่หวังปี้โปเด็ดดมบุปผาเรี่ยราด เพลิงริษยาของอวี๋หลันจือก็คงไม่คุโชนขึ้นมา

ยามนั้น มีสาวใช้ยกอาหารจานหนึ่งมาให้เสี่ยวเตา เป็นอวี๋หลันจือสั่งห้องครัวทำส้มยัดไส้กุ้งเพิ่มอีกอย่างเป็นพิเศษ อารมณ์เบื่อหน่ายของเสี่ยวเตาพลันดีขึ้นทันตา ขณะยกตะเกียบจะคีบกุ้งกิน กลับเห็นส่วนปลายของตะเกียบเงินในมือ เปลี่ยนเป็นสีดำในพริบตาเมื่อแตะถูกตัวกุ้ง

เซวียเป่ยฝานรีบร้องห้าม “มีพิษ”

เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง หวังปี้โปได้ยินจึงลุกพรวดขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น”

เซวียเป่ยฝานชูตะเกียบให้หวังปี้โปดู “มีคนเหยาะเครื่องปรุงรสในกับข้าว”

ทุกคนล้วนตกตะลึง เหล่าสาวใช้รีบถอยออกด้านข้าง ฉงหัวกับเสี่ยวเยว่ก็หยุดกินแล้ว ห่าวจินเฟิงกลับกินเข้าไปไม่น้อย แตกตื่นจนอยากล้วงคอ จับจ้องตะเกียบในมือเขม็ง เห็นตรงปลายที่เป็นเนื้อเงินมิได้เปลี่ยนสี คิดว่าคงไม่มีปัญหากระมัง

“หวังกุ้ย” หวังปี้โปหน้าบูดบึ้ง

“ท่านเจ้าบ้าน” หวังกุ้ยซอยเท้าเข้ามา หน้าตาลำบากใจ “เอ่อ…”

“ล้วนทดสอบให้หมด” หวังปี้โปออกคำสั่ง หวังกุ้ยรีบเอาเข็มเงินจุ่มในอาหารทีละจาน พบว่าอาหารทั้งหมดไม่มีพิษ มีเพียงจานกุ้งของเสี่ยวเตาที่วางยาพิษร้ายแรง

เสี่ยวเตามองสำรวจตะเกียบเงิน ก่อนกระดกจานขึ้นมานิดหนึ่ง อาศัยแสงจันทร์สะท้อน พบว่ามีผงสีครามหม่นเคลือบอยู่บนตัวกุ้งจางๆ ชั้นหนึ่ง แสดงว่าพิษเพิ่งถูกโรยลงไป

เสี่ยวเยว่เงยหน้าทันใด เขม้นมองอวี๋หลันจือที่นั่งข้างหวังปี้โป อวี๋หลันจือประสานสายตากับนาง พลันโกรธเกรี้ยวขึ้นมา “เจ้ามองข้าทำไม”

เสี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว อวี๋หลันจือบอกไว้เมื่อตอนบ่าย จะทำอาหารจานนี้ให้เสี่ยวเตา นางใช่เป็นคนวางยาพิษหรือไม่ ทำแบบนี้ไยมิใช่โจ่งแจ้งเกินไป

“ข้าเปล่า!” อวี๋หลันจือสั่นหน้าพัลวัน บอกกับหวังปี้โป “พี่ชาย ข้าไม่ได้วางยาพิษนาง”

หวังปี้โปพินิจมองอวี๋หลันจือ คล้ายรวนเรอยู่บ้าง

“ท่านไม่เชื่อข้า?” อวี๋หลันจือขอบตาแดงเรื่อ

“ข้าเชื่อ” หวังปี้โปโพล่งออกมา “แต่พวกเราต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน”

อวี๋หลันจืออ้าปากค้าง ก่อนลุกยืนขึ้นมา หันไปถลึงมองเสี่ยวเตา “เจ้าพูดสิ เจ้าฉลาดนักมิใช่หรือ”

เสี่ยวเตาชูตะเกียบมองดูทุกคน “ไม่น่าใช่หลันจือ เพราะคงไม่โง่ถึงขนาดวางยาในอาหารจานนี้ แล้วยังให้ตะเกียบเงินกับข้า”

“ถูกต้อง!” อวี๋หลันจือเหลือบเห็นใบหน้าสาวใช้ที่เพิ่งยกอาหารมาให้เสี่ยวเตาแฝงรอยยิ้มเย็นชา จึงเข้าไปบิดหูนาง “เจ้ายิ้มอะไร เจ้าใส่ร้ายข้าใช่หรือไม่”

“คุณหนูอวี๋ไว้ชีวิตด้วย ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” สาวใช้เจ็บจนโอดโอย เซวียเป่ยฝานหดคอ นึกในใจ...นี่ออกจะพาลพาโลเกินไปแล้ว

เสี่ยวเตาปรามว่า “อย่าเพิ่งลงไม้ลงมือ สืบให้แน่ชัดก่อนค่อยว่ากัน”

“ต้องเป็นสาวใช้พวกนี้รวมหัวกัน…” อวี๋หลันจือผลักสาวใช้คนนั้นออก ชี้กราดบรรดาสาวใช้โดยรอบ “พวกเจ้าอย่านึกว่าข้าไม่รู้ ว่าพวกเจ้าด่าอะไรข้าลับหลัง”

“หลันจือ” หวังปี้โปขมวดคิ้ว ตวาดห้ามอวี๋หลันจือ

อวี๋หลันจือหันขวับ มองหวังปี้โปแวบหนึ่งอย่างเคืองแค้น “ข้าจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้ และจะไม่มาหาท่านอีกแล้ว ท่านพอใจแล้วกระมัง! ข้าไม่ใช่คนไร้ที่พึ่ง ไยต้องมาทนดูสีหน้าคนอื่นทุกวัน ท่านอยากแต่งใครก็แต่งเลย!” จบคำก็ปาดน้ำตาวิ่งไป

สายตาทุกคู่จ้องมองหวังปี้โปโดยปราศจากวาจา เพียงเห็นเขาอารมณ์เสียขึ้นมาเช่นกัน เหวี่ยงจอกทิ้งแล้วกระแทกนั่งลง ร้องสั่งหวังกุ้ย “สืบให้ได้ว่าใครเป็นคนวางยา”

“ขอรับ” หวังกุ้ยพยักหน้า ซอยเท้าออกไป

ทุกคนในที่นั้นไม่มีอารมณ์ดื่มกินอีกแล้ว ชั่วอึดใจให้หลัง สาวใช้คนหนึ่งทำใจกล้าเอ่ยถามหวังปี้โป “ท่านเจ้าบ้าน คณะร้องรำจะให้เล่นต่อหรือไม่”

“เล่นอะไรเล่า ใครยังจะกินลง” หวังปี้โปหน้าบูดสุดขีด ทำเอาเหล่าสาวใช้หวาดผวาทยอยล่าถอยแทบไม่ทัน

ในขณะที่ทุกคนกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เสี่ยวเตากลับตบมือดังแปะ

ทุกคนเงยมองนาง

เสี่ยวเตาลุกพรวด พลางฉุดดึงเสี่ยวเยว่ “ไป เสี่ยวเยว่ พวกเราไปหาหลันจือกินอาหารรอบดึกกัน ฉลองที่นางหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ได้แล้ว”

เสี่ยวเยว่โดนเสี่ยวเตาลากไปด้วยความมึนงง ปล่อยให้ฉงหัวกับเซวียเป่ยฝานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนมองดูหวังปี้โปที่หมดอาลัยตายอยากด้วยความเห็นใจ

ห่าวจินเฟิงทนไม่ไหว ถามขึ้นว่า “ข้าไปด้วยได้ไหม ข้ายังกินไม่อิ่ม”

หนังสือแนะนำ

Special Deal