บทที่ 11 เที่ยวสวนชวนระทึก

ผู้คนมักกล่าวว่า วาดเสือวาดหนังยากวาดกระดูก รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ ประโยคเดียวของเหยียนเสี่ยวเตา กลับคล้ายมีดดาบทะลวงหัวใจเซวียเป่ยฝาน สิ่งที่ผู้มีปัญญาความคิดลึกซึ้งไม่อาจทานทนที่สุด หามิใช่ถูกผู้คนลวงหลอก แต่ถูกผู้คนรู้ทันต่างหาก

นิสัยชอบเอาชนะของเซวียเป่ยฝานเดิมก็แรงกล้า ยามนี้ถูกเสี่ยวเตากระตุ้นจนลุกโชนร้อนแรง ให้รู้สึกคึกคักอักโข ในเลือดลมกำลังร่ำร้อง อย่างไรก็ขอพลิกแพ้เป็นชนะสักตา

ฉงหัวเข้าประตูมา เห็นเซวียเป่ยฝานที่ท่าทางห่อเหี่ยว จู่ๆ ก็เริงร่าขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อนั่งลงจึงถาม “ข้าเพิ่งไปเดินดูมารอบหนึ่ง หมู่ตึกปี้โปแห่งนี้ลึกลับซับซ้อน บ่อมังกรเก้ามุกทั้งหมดล้วนเป็นเขตหวงห้าม ฟังว่าไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป”

เสี่ยวเตาหนีบหูสองข้างของกระต่ายตัวอ้วนที่อยู่ในมือของเสี่ยวเยว่ พลางถาม “มีเวรยามหรือไม่”

“ไม่มี แปลกมาก มีแค่ป้ายศิลาบอกอาณาเขต”

“คงเพราะมั่นใจต่อกับดักข้างในมากกระมัง” เซวียเป่ยฝานมองเสี่ยวเตา “ตอนค่ำจะแอบไปสำรวจหรือไม่”

“ไปก็ไป” เสี่ยวเตาตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน เห็นเสี่ยวเยว่เริ่มตระเตรียมของ รีบปรามว่า “คืนนี้ไม่ลงมือ ไปดูลาดเลาก่อน ข้าพาเจ้าโจรราคะไปก็พอแล้ว”

“อืม” เสี่ยวเยว่พยักหน้า และกำชับประโยคหนึ่ง “เจ้าระวังตัวด้วย”

เสี่ยวเตาให้นางวางใจ พลางกวักมือเรียกฉงหัว “คืนนี้พวกเราเข้าเขตหวงห้าม ท่านอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวเยว่”

ฉงหัวคล้ายรับมือไม่ทัน เหลียวมองเสี่ยวเยว่ แน่นอนว่านางไม่เข้าใจเจตนาของเสี่ยวเตา เพียงอุ้มกระต่ายออกไปวางบนพื้น พลันเห็นอีกสองตัวกำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างหน้า เสี่ยวเยว่ลุกขึ้นกวักมือเรียกเสี่ยวเตา “เสี่ยวเตาเจ้าดู กระต่ายตัวใหญ่มาก”

เสี่ยวเตาหรี่ตามอง “โอ! นี่กระต่ายหรือสุนัขกันแน่”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวก็เคยเห็นกระต่ายตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน สองตาเป็นสีแดงแวววาว แลดูลึกลับชอบกล ราวกับจะกัดคนกระนั้น

“เสี่ยวเตา” เสี่ยวเยว่พอกลับห้องก็เอ่ยกระซิบ “ข้าเพิ่งสังเกตว่าสาวใช้ที่เดินไปมาในเรือน ล้วนเป็นสาวงามทั้งสิ้น”

“หวังปี้โปคล้ายมีกฎว่า บริวารต้องหน้าตาดี” ฉงหัวแสดงชัดว่าสังเกตเห็นถึงจุดนี้เช่นกัน

“แต่ก่อนนี้ ข้าไม่เคยรู้สึกว่ารูปโฉมมีประโยชน์อันใด” เสี่ยวเยว่กล่าว “สวมหน้ากากไว้ มีข้อดีตรงนี้เอง”

“นั่นก็จริง” เสี่ยวเตาเห็นเซวียเป่ยฝานยังใจลอย จึงยิ้มไปทางเขา “สวมหน้ากากชินแล้ว จู่ๆ ถอดออกมา ก็คงกระวนกระวายไม่เป็นสุข”

เซวียเป่ยฝานหน้าง้ำทันใด มองเสี่ยวเตาด้วยความคับแค้น เสี่ยวเตายิ้มพรายอย่างพึงใจ

ฉงหัวกลั้นหัวร่อ ดื่มชาในถ้วยจนหมด ลุกขึ้นมาฉุดดึงเซวียเป่ยฝานที่หมดอาลัยตายอยากจากความปราชัย ลากกลับเรือนที่อยู่ติดกัน

ห่าวจินเฟิงสังเกตเห็นความผิดปกติ ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”

ฉงหัวหัวร่อ “ใครบางคนประมาทเกินไป เตะถูกแผ่นเหล็ก นิ้วเท้าระบม”

...........................

“วิธีรับมือเด็กสาวปัญญาดีกับเด็กสาวปัญญาทึบนั้นแตกต่างกัน” เซวียเป่ยฝานยิ้มไม่แยแส “เด็กสาวปัญญาดี ต้องให้นางครองความได้เปรียบ...และแน่นอน นางก็ต้องฉลาดพอถึงจะได้”

“คุณชายรองเซวีย” ฉงหัวส่ายหน้าเตือนสติเขา “ผู้อื่นปราศจากความแค้นกับเจ้า ยั้งมือไว้ไมตรีบ้าง ระวังให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว”

เซวียเป่ยฝานกลับสู่ความสุขุมเยือกเย็นเช่นก่อนหน้า ดื่มสุราจอกหนึ่ง “คตินิยมของผู้คนล้วนไม่มองถูกผิด เพียงมองแพ้ชนะ นางเองก็รู้ เช่นนั้นมาดูว่าใครจะฉลาดกว่ากัน”

ห่าวจินเฟิงรับฟังจนมึนงง ชะโงกเข้ามาถาม “พวกท่านพูดอะไรกัน เกี่ยวกับสตรี?”

เซวียเป่ยฝานกับฉงหัวพยักหน้าอย่างนึกขำ “ไม่ใช่สตรีแล้วจะอะไร”

“เฮ้อ สำหรับสตรีแล้วยังคงระวังไว้เป็นดี! ดูอย่างบิดาข้า รักแท้ที่ให้ไปกลับถูกผู้อื่นโยนทิ้งไม่ไยดี”

“ว่ากระไร?”

ประโยคเดียวของห่าวจินเฟิง ทำเอาเซวียเป่ยฝานและฉงหัวตะลึงตาค้าง

ห่าวจินเฟิงเห็นทั้งสองตกใจ จึงอธิบายให้ฟัง “ไม่ขอปิดบังพวกท่าน บิดาข้าเป็นพวกรักงมงาย เสียดายที่จิตใจสตรีดั่งเข็มใต้สมุทร ยากแท้หยั่งถึง เมื่อแตกหักก็ตัดบัวไม่เหลือใย ปีนั้นมารดาข้าเข้าใจผิด คิดว่าเขาไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน ด้วยความโมโหจึงอุ้มนางสาวข้าหนีไป บิดาข้าเสาะหานางจนทั่วลุ่มน้ำเหนือใต้ สุดท้ายถึงขนาดวาดภาพเหมือน ทว่ายังคงปราศจากวี่แวว”

เซวียเป่ยฝานยกมือขึ้นมากดมุมปากที่ชักกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่ “บิดาท่าน...วาดภาพเหมือนปิดประกาศตามจับมารดาท่าน ก็เพื่อสืบหาร่องรอยของนาง?”

“ใช่” ห่าวจินเฟิงผงกศีรษะหนักแน่น “บิดาข้างมงายในรักใช่หรือไม่”

เซวียเป่ยฝานสบตาฉงหัวเงียบงัน ครานี้นับว่ากระจ่างแล้ว...ที่แท้ความทึ่มทื่อของห่าวจินเฟิงก็ได้มาจากบิดานี่เอง!

……………………..

ในเรือนติดกัน เสี่ยวเตาเอนนอนอยู่พักหนึ่งกลับไม่รู้สึกง่วง จึงผุดลุกขึ้น เห็นเสี่ยวเยว่บนเก้าอี้หวายหลับไปแล้ว จึงห่มผ้าให้เสี่ยวเยว่ จากนั้นออกจากห้องตามลำพัง ใคร่เดินเล่นในหมู่ตึกปี้โปแห่งนี้

เลียบไปตามทางเล็ก ตลอดสายเงียบสงัด เพียงเสียดายภูมิทัศน์คลับคล้ายใกล้เคียง ราวกับเขาวงกตกระนั้น เสี่ยวเตาเดินได้ระยะหนึ่งก็เห็นนกยูง เดินอีกครู่ก็เห็นนกกระเรียน กระต่ายยักษ์ทั่วพื้นล้วนกำลังกินหญ้า พืชพรรณกลับอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ

สักพักใหญ่กว่าจะเดินถึงข้างสระบัวแห่งหนึ่ง เห็นทัศนียภาพสวยสด เสี่ยวเตาจึงนั่งลงสูดหายใจลึกๆ ไกลออกไป สาวใช้สะคราญโฉมคนหนึ่งประคองถาดซึ่งมีองุ่นสดใหม่วางอยู่ เดินเยื้องกรายมา

สาวใช้เห็นเสี่ยวเตา รีบย่อกายคำนับ “แม่นางเสี่ยวเตา ทานองุ่นหรือไม่”

เสี่ยวเตาสั่นหน้า “องุ่นนี้นำไปให้หวังปี้โปหรือ?”

สาวใช้เอ่ยตอบท่าทางขัดเขิน “มิได้ เป็นท่านเจ้าบ้านกำนัลให้ข้า”

เสี่ยวเตาเห็นสาวใช้หน้าแดง ท่าทางประคองถาดองุ่นราวกับประคองยอดดวงใจของหวังปี้โปก็มิปาน อดรู้สึกอ่อนใจมิได้

“คุณชายบ้านเจ้าหลายใจนัก ระวังถูกเขาหลอก” คำพูดเพิ่งหลุดปาก เสี่ยวเตาพลันรู้สึกตนเองไร้สาระ จะพูดเรื่องพวกนี้กับนางทำไมกัน

สาวใช้กลับผงกศีรษะ “ข้าทราบดี แต่ท่านเจ้าบ้านดีกว่าบุรุษอื่นจริงๆ ข้าเป็นแค่สาวใช้คนหนึ่ง เป็นอนุของท่านเจ้าบ้านยังไม่คู่ควร…” พูดจบ หน้าแดงซ่านถึงใบหู

เสี่ยวเตากลับมิได้ดูถูกนางหรือคิดว่านางลดค่าตัวเองเพราะเรื่องนี้ สตรีเพศแสวงหาที่พึ่งพิงให้ตนเองเป็นเรื่องที่พอเข้าใจ เพียงเสียดาย ใช่ว่ามีเงินและทำดีด้วยจะสามารถพึ่งพาได้

คิดถึงตรงนี้ เสี่ยวเตาพึมพำขึ้นมา “หวังปี้โปเจ้าชู้หลายใจปานนี้ มิสู้สร้างวังหลังขึ้นมา ทุกวันหมกมุ่นอยู่กับสนมนางใน ยังดีกว่าออกไประรานชาวบ้านข้างนอก”

ไม่ทันขาดคำ เบื้องหลังมีคนสอดรับขึ้น “เจ้าถึงกับใจกว้างปานนี้ ไม่ทันเข้าพิธีก็อยากหาอนุให้ข้าแล้ว”

เสี่ยวเตาหันมอง หวังปี้โปยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงนั้น

“ท่านเจ้าบ้าน” สาวใช้รีบย่อกายคำนับ หวังปี้โปส่งยิ้มละมุนให้นาง พลางโบกมือเบาๆ สาวใช้หน้าแดงระเรื่อ ก่อนเดินเคลิบเคลิ้มออกไป

เสี่ยวเตาย่นคิ้วมองหวังปี้โปที่ทำหน้าปลื้มปริ่ม “ท่านยังมีคุณธรรมหรือไม่”

หวังปี้โปยักไหล่ “ข้าก็ดีกว่าคนอีกมากมายจริงๆ”

“เสียดายมิใช่คนทั้งหมด” เสี่ยวเตาซ้ำเติมจุดอ่อนของเขา

“เจ้าไฉนไปเกี่ยวข้องกับเซวียเป่ยฝานได้” หวังปี้โปกระโดดขึ้นมาบนราวหิน นั่งข้างเสี่ยวเตา

“โดยบังเอิญ”

“เซวียเป่ยฝานมิใช่คนที่ควรตอแย เจ้าอย่าได้กระโจนเข้ากองไฟ” หวังปี้โปปั้นหน้าขรึม “แต่ถ้าจะต้องกระโจนจริงๆ เขาคนนั้นอย่างไรก็เทียบข้าไม่ได้ จะชั่วดีข้าก็ไม่มีทางทำให้เจ้าเสียใจ”

“แล้วไปเถอะ” เสี่ยวเตาโบกมือ “ข้าโดดลงกองไฟของท่าน ก็ต้องทำให้คนอื่นเสียใจ”

“เจ้าหมายถึงหลันจือ?” หวังปี้โปแสดงท่าทีลำบากใจชัดเจน “ข้าเห็นนางเป็นน้องสาว”

“ตบมือข้างเดียวไม่ดัง ท่านไม่ยั่วผู้อื่น ผู้อื่นก็คงไม่หลงรักท่านจนสุดหัวใจเช่นนี้ คนอยู่ในกองสุขกลับไม่รู้จักเสพสุข”

หวังปี้โปยังอยากอธิบายต่อ ทว่ากลับนิ่งเงียบ เพียงเห็นไม่ห่างออกไป อวี๋หลันจือยืนหน้ามุ่ยอยู่บนสะพานเก้าหยัก กำผ้าเช็ดหน้าสีชมพูในมือแน่น แทบจิกเล็บเข้าเนื้อแล้ว

“หลันจือ” หวังปี้โปร้องเรียก อวี๋หลันจือกลับหมุนกายวิ่งไป

“ยังไม่รีบตาม” เสี่ยวเตาชำเลืองมองอีกฝ่าย

“ตามอะไร เจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น!” หวังปี้โปกัดฟันกรอด ไม่ทันจบคำก็โดนเสี่ยวเตาเตะใส่เท้าหนึ่ง “ท่านไม่กลัวนางโดดน้ำฆ่าตัวตายหรือ?”

หวังปี้โปตระหนกตกใจ รีบไล่ตามหลังไปทันที

เสี่ยวเตาส่ายหน้า ความจริงอวี๋หลันจือค่อนข้างคล้ายกับหวังปี้โป เอื้อมไม่ถึงก็คนึงหา ยิ่งไขว่คว้าไม่ได้มายิ่งปรารถนาครอบครอง สุดท้ายก็จมปลักหาทางออกไม่เจอ

โดดลงจากราวระเบียงใคร่กลับเรือนพัก หางตาพลันเหลือบเห็นใต้ต้นดอกกุ้ยที่อยู่ไม่ไกล เหมือนมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ พอเสี่ยวเตาเพ่งมอง คนผู้นั้นกลับหายวับไม่เห็นเงา เดิมทีคิดว่ากลางวันแสกๆ คงไม่มีอะไร แต่เสี่ยวเตากลับรู้สึกไม่ชอบมาพากล นึกในใจยังคงรีบกลับดีกว่า

ขากลับ เดินวนเวียนหลายรอบ เสี่ยวเตาทำตัวเองหลงทางแล้ว ชั่วขณะนั้นจำแนกเหนือใต้ออกตกไม่ออก หนำซ้ำยิ่งเดินยิ่งรกร้าง เสี่ยวเตาหยุดเดินในที่สุด หมายมองหาคนเพื่อถามทาง

จังหวะนั้น พลันได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากในเรือนแห่งหนึ่งไกลออกไป คล้ายเป็นเสียงสตรี กรีดร้องรุนแรงจนยากพรรณนา

เสี่ยวเตาสะดุ้งเฮือก นึกในใจเกิดอะไรขึ้น ก่อนรีบขึ้นหน้าเดินหาต้นเสียง พอเลี้ยวอ้อมทางเล็ก ปรากฏคนผู้หนึ่งพุ่งพรวดออกมา

“อา!” เสี่ยวเตาร้องอุทาน คนที่พุ่งมาก็ตกใจเช่นกัน ตั้งสติเพ่งดู ที่แท้เป็นหวังกุ้ย พ่อบ้านใหญ่ของหมู่ตึกปี้โป

“แม่นางเหยียน?” หวังกุ้ยก็จดจำเสี่ยวเตาได้ ลูบอกพลางกล่าว “ตกใจแทบตาย ท่านไฉนมาถึงแถวนี้ได้”

เสี่ยวเตานึกในใจ ข้าต่างหากตกใจแทบตาย “ข้าหลงทาง เมื่อครู่ได้ยินเสียงร้อง เหมือน…”

“อ้อ เป็นแมวป่า” หวังกุ้ยอธิบาย พลางเดินนำเสี่ยวเตาออกไป “ข้าเหยียบโดนหางแมวป่าตัวหนึ่ง มันตกใจเลยร้อง”

“แมวป่า?” เสี่ยวเตารู้สึกไม่น่าจะใช่ แต่หวังกุ้ยพานางออกจากละแวกนั้นแล้ว เลี้ยวไปเลี้ยวมาจนถึงบริเวณเรือนรับรองแขก “อีกเดี๋ยวงานเลี้ยงค่ำจะเริ่มแล้ว ข้าขอตัวไปเตรียมงานก่อน” หวังกุ้ยเร่งร้อนผละไป

เสี่ยวเตาพกความสงสัยเต็มท้อง เจ้าหวังกุ้ยคนนี้ท่าทางลับๆ ล่อๆ ต้องมีเรื่องอะไรซ่อนเร้นแน่

กำลังกังขาอยู่ดีๆ พลันมีคนตบไหล่ทีหนึ่ง

เสี่ยวเตาสะดุ้งโหยง พอหันขวับ เห็นเป็นเซวียเป่ยฝาน จึงฉุนกึก “จะให้ตกใจตายหรือไร”

เซวียเป่ยฝานยกมือปั้นหน้าผู้บริสุทธิ์ “ข้าเรียกเจ้าก่อนแล้วค่อยตบไหล่ เจ้าเองต่างหากทำท่าเหมือนสติไม่อยู่กับตัว คิดอะไรอยู่หรือ”

เสี่ยวเตาแค่นเสียงเชอะ “ท่านรู้สึกหรือไม่ว่า หมู่ตึกปี้โปแห่งนี้แปลกๆ ชอบกล”

เซวียเป่ยฝานเห็นนางระแวงแคลงใจ จึงยิ้มถาม “ไปเห็นอะไรเข้า”

“เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องชัดๆ จะเข้าไปดูกลับเจอหวังกุ้ย เขาพูดอ้อมๆ แอ้มๆ”

“เฮอะ” เซวียเป่ยฝานกลับไม่รู้สึกผิดปกติ “บ้านของเจ้าหวังปี้โปคนนี้ รวมแล้วมีคนไม่น้อยกว่าสามร้อยคน มีเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้คนรับรู้ ก็ไม่แปลกตรงไหน”

เสี่ยวเตายังคงรู้สึกไม่ถูกต้องอยู่ดี เสียงนั้นไม่ใช่เสียงแมวเด็ดขาด!

เซวียเป่ยฝานฉุดมือนางหน้าตาเฉย “ไปเถอะ”

“ไปไหน” เสี่ยวเตาพยายามดึงมือออก “อย่าจับมือถือแขน”

“เจ้าสงสัยมิใช่หรือ พิสูจน์ให้เห็นกับตา!” เซวียเป่ยฝานชี้ลูกตา “ข้าจะไปดูเป็นเพื่อน”

“หืม?” เสี่ยวเตาฉงนใจอย่างเห็นได้ชัดหลังได้ยินคำพูดของเขา จับคางเดินวนรอบตัวเซวียเป่ยฝาน พลางพินิจขึ้นลง

“มีอะไร”

“ไม่ถูกต้อง” เสี่ยวเตายิ้มถาม “ท่านควรต่อล่อต่อเถียงกับข้าถึงจะถูก”

เซวียเป่ยฝานยิ้มกว้าง “ชั่วดีเจ้าก็เป็นหญิงงามคนหนึ่ง โต้คารมกับเจ้าถือเป็นการหยอกล้อ ไม่จำเป็นต้องถกเถียงไปมาทุกครั้งกระมัง”

“เล่นลูกไม้อะไรอีก” เสี่ยวเตาไพล่มือเดินนำหน้า “ปีเดียวถูกงูกัด สามปีขยาดพงหญ้า* หากคิดตบตาข้า จงถอดใจเสียเถอะ”    

[*อุปมาหมายถึงเมื่อประสบเหตุร้ายแรงใด จะเกิดความกลัวต่อเรื่องนั้นไปอีกนาน]

“คนเรา เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีหัวใจ ใช้ชีวิตแบบไร้หัวจิตหัวใจ ย่อมต้องมีเหตุผล!” เซวียเป่ยฝานขึ้นหน้าสองก้าวไล่ตามเสี่ยวเตา ชะโงกเข้าไปกระซิบข้างหู “น้ำใสใจจริงที่เก็บซ่อนไว้ ถึงจะงดงาม”

เสี่ยวเตายื่นมือ “ท่านควักออกมาให้ข้าดูที เป็นสีแดงหรือสีดำ”

“เจ้าอยากดูจริงหรือ” แววตาเซวียเป่ยฝานพลันเป็นประกาย เมื่อโน้มหน้าผ่านพวงแก้มของเสี่ยวเตา  ลมหายใจอุ่นร้อน วูบผ่านลำคอและติ่งหูของเสี่ยวเตา นางตกใจสะดุ้งถอยหลังแทบไม่ทัน ก่อนเอามือจับคอขยี้เท้า “ทำอะไร เจ้าโจรราคะ”

เซวียเป่ยฝานยิ้มชั่วร้าย เขี่ยเกลียวผมหลังใบหูของนางเล่น “เจ้ายังอ่อนหัดนัก แต่ข้าชอบ”

เสี่ยวเตาโมโหหมุนกายผละหนี เซวียเป่ยฝานรีบขวาง เปลี่ยนมาปั้นหน้าทะเล้น “แค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง”

เสี่ยวเตากระทืบเท้าเขาเต็มแรง ก่อนวิ่งหนีไปด้วยใบหน้าแดงเรื่อ

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้า เก็บงำรอยยิ้ม ชำเลืองเงาคนครึ่งตัวที่ทอดยาวตรงด้านหลังประตูเรือนซึ่งอยู่ไม่ไกล มุมปากกระตุกเบาๆ ก่อนเดินกลับไปแบบไม่กระโตกกระตาก

หนังสือแนะนำ