บทที่หก หยกเหอซื่อ (ต่อหน้า 3)

เจาหยางแย่งม้วนไม้ไผ่มาจากมือของเขาพลางเอ่ย “สนทนาเรื่องจริงจังกับท่าน มิต้องเปลี่ยนเรื่อง”

ฉู่หวังซางจำใจหยุดสิ่งที่กำลังทำ เอ่ยสีหน้าเคร่งขรึม “เอาเถิด เอาเถิด เจ้ามีอะไรก็ว่ามา”

เจาหยางประสานมือ เอ่ยสีหน้าจริงจัง “กระหม่อมได้ยินว่าต้าหวังสั่งกักบริเวณหวังโฮ่วเพราะความผิดเพียงเล็กน้อย ทั้งยังสั่งปลดเน่ยเสี่ยวเฉิน หวังโฮ่วตรอมใจจนล้มป่วย ไท่จื่อวิตกกังวลยิ่ง กระหม่อมเป็นลิ่งอิ่น มิกล้ามองข้ามเรื่องนี้ จึงตั้งใจมาขอคำชี้แนะจากต้าหวัง”

ทั้งคู่รู้จักกันมาหลายปี เข้าใจกันดีโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย สนทนาหยอกล้อสลับกับหารือเรื่องจริงจังได้อย่างไม่ติดขัด ฉู่หวังซางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัวข้า ลิ่งอิ่นอย่ายุ่งจะดีกว่า”

เจาหยางยังคงยืนกราน “เรื่องในครอบครัวเจ้านครรัฐ เฉกเช่นราชการงานแผ่นดิน จะมิอาจยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร”

ฉู่หวังซางถอนใจคำหนึ่ง เอ่ยอย่างอัดอั้น “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับไท่จื่อ เจ้าวางใจได้”

เจาหยางย้อนถามทันที “ไม่เกี่ยวข้องกับไท่จื่อ...หรือต้าหวังคิดจะจัดการหวังโฮ่ว?”

ฉู่หวังซางร้อง “เฮอะ” ไม่ตอบคำ

เจาหยางถอนใจเอ่ย “ผู้ครองรัฐทั้งหลายเนื่องเพราะลุ่มหลงในหญิงงาม รังเกียจภรรยาเอกที่แก่ชราร่วงโรย จึงปลดภรรยาเอกและแต่งตั้งอนุภรรยา เรื่องเช่นนี้เดิมก็มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งสองครั้ง กระหม่อมเห็นว่าต้าหวังปรีชาสามารถ ไม่นึกว่าจะเจริญรอยตามเส้นทางนี้!”

ฉู่หวังซางเหลือบมองเจาหยาง ทั้งที่รู้ว่าเขาจงใจกล่าวยั่วตน กระนั้นก็เอ่ยอย่างอดมิได้ “มิใช่ผู้ด้อยรังเกียจภรรยาเอก แต่เป็นเพราะหวังโฮ่วไร้คุณธรรม...”

เจาหยางเลิกคิ้ว “เพราะเรื่องหญิงงามเยวี่ยหรือ...”

ทั้งคู่สบตากัน ต่างเข้าใจกันดี เป็นเพียงอนุภรรยาผู้หนึ่งเท่านั้น ต่อให้จัดการไปแล้วจะเป็นเช่นไรเล่า จริงอยู่ที่อาจจะทำให้ฉู่หวังซางรังเกียจหวังโฮ่ว แต่ก็คงไม่ถึงขั้นต้องการปลดหวังโฮ่วด้วยสาเหตุนี้

ฉู่หวังซางเอ่ยพลางส่ายหน้า “มิใช่ วันก่อนกงจู่เก้าใช้ลูกกลมทองคำยิงนก ล่วงเกินหวังโฮ่วโดยไม่ตั้งใจ แต่หวังโฮ่วกลับคิดเข่นฆ่าสังหาร ถึงขนาดเอ่ยวาจาหยาบคายต่อหน้าผู้ด้อย...”

เจาหยางเงียบไป ฉู่หวังซางเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่ว่าบุรุษใดก็มิอาจทนได้...ทายาท

ในฐานะบุรุษ เขาสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดฉู่หวังซางจึงโกรธเคืองถึงเพียงนี้ แต่หากว่าตามจารีตวงศ์ตระกูล ก็มิได้ร้ายแรงถึงขั้นต้องปลดหวังโฮ่ว ได้แต่ถอนใจแผ่วเบาพลางเอ่ย “ต้าหวังคิดจะปลดหวังโฮ่วจริงๆ หรือ”

“แล้วลิ่งอิ่นเห็นว่าอย่างไร” ฉู่หวังซางย้อนถาม

เจาหยางตอบ “ปลดหวังโฮ่วเป็นเรื่องง่าย หากแต่ไท่จื่อยังอยู่ ภายหน้าไท่จื่อขึ้นครองราชย์ น่ากลัวว่าหวังโฮ่วคงต้องกลับมาอยู่ในวัง ถึงตอนนั้นหวังโฮ่วมีใจคับแค้น เกรงว่า...”

เขามิได้กล่าวต่อ ทว่าฉู่หวังซางเข้าใจดี ถึงตอนนั้นหวังโฮ่วกลับมาด้วยความเคียดแค้น เกรงว่าคงคิดแก้แค้น วิธีการคงยิ่งโหดเหี้ยมอำมหิต

ฉู่หวังซางเหยียดยิ้มเย็นชา “หรือผู้ด้อยจะมิอาจทำอันใดนางได้จริงๆ?”

เจาหยางนิ่งมองฉู่หวังซาง เขาสามารถอ่านความคิดของฉู่หวังซางออกจากรอยยิ้มของอีกฝ่าย ทว่ากลับส่ายหน้าเอ่ย “ไม่เหมาะ ไม่เหมาะ”

“ลิ่งอิ่นรู้ความคิดของผู้ด้อย?” ฉู่หวังซางย้อนถาม

เจาหยางเอาแต่ส่ายหน้า เขารู้ว่าฉู่หวังซางกำลังคิดอันใด อย่างมากตอนตนตายก็ให้ฝังหวังโฮ่วไปพร้อมตน สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป แต่เขากลับมิอาจไม่เอ่ยแย้งว่าวิธีนี้มิอาจกระทำได้ “เชื่อฟังบิดานับว่ากตัญญู เชื่อฟังมารดาก็นับว่ากตัญญูเช่นกัน”

ฉู่หวังซางอึ้งไป เจ้านครรัฐคนใหม่รับคำสั่งฝังรวมหวังโฮ่วพร้อมอดีตนครรัฐนับว่ากตัญญู ฝืนคำสั่งรักษาชีวิตมารดามิให้ถูกฝังพร้อมบิดาก็นับว่ากตัญญูเช่นกัน ว่ากันตามหลักจารีตแล้ว เกรงว่ามิอาจตำหนิเขา

เจาหยางเอ่ยเสริม “แต่ไหนแต่ไรแม่ลูกก็ผูกพันแน่นแฟ้น หากต้าหวังต้องการรักษาไท่จื่อ เช่นนั้นก็มิอาจกระทำรุนแรงกับหวังโฮ่ว ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้หวังโฮ่วจะไร้เมตตา ทว่าหาได้กระทำผิดอย่างชัดเจนไม่ หากลงทัณฑ์รุนแรงเกินไป เช่นนั้นมิใช่หวังโฮ่วไร้เมตตา หากแต่เป็นต้าหวังที่ไร้เมตตา”

ฉู่หวังซางพลันตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “แม่ลูกผูกพันแน่นแฟ้นอันใด! หากจะให้ผู้ด้อยขว้างมุสิกเกรงภาชนะ (เชิงอรรถ –สำนวนจีน หมายถึง ตั้งใจกระทำเรื่องราวหนึ่ง แต่กริ่งเกรงอีกเรื่องหนึ่งจะเสียหาย) มิสู้แม้แต่ ‘ภาชนะ’ ก็ทำลายไปพร้อมกัน!”

เจาหยางตกตะลึง เขยิบไปด้านหน้าสองก้าว เอ่ยอย่างร้อนใจ “ต้าหวัง ไท่จื่อมิได้ทำอันใดผิด!”

แต่ฉู่หวังซางกลับเอ่ยเสียงเย็น “โง่เขลานับเป็นความผิด ไร้สามารถนับเป็นความผิด ภายหน้าหากเขามิสามารถควบคุมผู้เป็นมารดา มิเท่ากับทำลายตระกูลเชื้อพระวงศ์ของข้าหรือ”

เจาหยางประสานมือเอ่ย “มีกระหม่อมอยู่ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด”

ฉู่หวังซางเคาะโต๊ะเบาๆ ทว่าสายตากลับจับจ้องเจาหยาง “ลิ่งอิ่นเอ่ยเช่นนี้ แสดงว่ามีแผนการอันประเสริฐอยู่ในใจแล้วกระมัง”

สายตาเช่นนี้คุ้นเคยอย่างที่สุด เจาหยางพลันตระหนักได้โดยพลัน เข้าใจในบัดดลถึงจุดประสงค์ของเรื่องนี้ ได้แต่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “ต้าหวัง กระหม่อมหลงกลท่านอีกแล้ว”

สายตาเช่นนี้ของฉู่หวังซาง เขาคุ้นเคยอย่างที่เรียกได้ว่าจดจำฝังใจ หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่ฉู่หวังซางมีเรื่องลำบากใจ ต้องการให้เขาออกหน้าหรือออกความเห็น เป็นต้องมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้

บัดนี้เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ก่อนหน้านี้ที่ฉู่หวังซางสั่งปลดสั่งประหาร เป็นเพียงหลุมพรางเท่านั้น เขาตั้งใจอาศัยโอกาสนี้ให้ตนก้าวออกมา รับรองความปลอดภัยของทายาทและสนมนางในในตำหนักในของเขา

นึกถึงตรงนี้ เจาหยางก็อดสะท้อนใจมิได้ ชั่วชีวิตนี้ของเขา จำต้องถูกจวินหวังวางกลอุบายใส่และเป็นแบกภาระนี้ไปตลอดชีวิต เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ ก็ได้แต่ก้าวไปด้านหน้า น้อมคำนับด้วยท่าทางจริงจัง เอ่ยเสียงก้อง “ต้าหวัง หวังโฮ่วคือภรรยาเอก ไท่จื่อได้รับแต่งตั้งมาหลายปี กระหม่อมใคร่ขอให้ต้าหวังโปรดตรึกตรอง หากต้าหวังยืนกรานโดยไม่ฟังคำทัดทาน กระหม่อมมิกล้ารับคำสั่ง”

หางตาของเขาเหลือบไปเห็นสื่อกวน (เชิงอรรถ – ขุนนางผู้มีหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์) ซึ่งคุกเข่าอยู่มุมหนึ่ง กำลังเขียนบันทึกอย่างรวดเร็ว

ละครฉากนี้ เริ่มจากหวังโฮ่วไร้คุณธรรม ทำให้จวินหวังโกรธเคือง ต้องการปลดหวังโฮ่ว ส่งผลกระทบต่อไท่จื่อ ขุนนางตงฉินยื่นฎีกาทัดทาน รับอาสาปกป้องภรรยาเอกและรัชทายาท

เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อย ด้านนอกเริ่มมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ

ต่อจากนั้น ก็เป็นจุดหักมุมของละครฉากที่สอง

ฉู่หวังซางกระแอมเล็กน้อย เอ่ยเสียงกังวาน “ตามความเห็นของลิ่งอิ่น ต้องรอให้ผู้ด้อยสิ้นใจ หวังโฮ่วเหิมเกริมเข่นฆ่า ถึงตอนนั้นลิ่งอิ่นค่อยยอมรับคำสั่งหรือ ทว่าน่าเสียดาย ตอนนั้นผู้ด้อยไม่อยู่แล้ว ย่อมไม่มีคำสั่งใดให้รับ”

เจาหยางเอ่ยอย่างจริงจัง “สายโลหิตตระกูลเชื้อพระวงศ์ไฉนเลยจะยอมปล่อยให้ผู้อื่นเข่นฆ่าสังหาร ต้าหวังโปรดวางใจ วันนี้กระหม่อมสามารถปกป้องหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ภายหน้าย่อมสามารถปกป้องบุตรธิดาทุกคนของต้าหวังมิให้ถูกผู้ใดทำร้าย”

ฉู่หวังซางเอ่ยเสียงเย็นชา “แต่ไหนแต่ไรมีเพียงสตรีและคนพาลยากคบหา ต่อให้ผู้ด้อยเชื่อวาจาสัตย์ของลิ่งอิ่น แต่หากวันนั้นมาถึง ผู้ใดจะสามาถรับมือสตรีเสียสติผู้หนึ่งได้เล่า”

เจาหยางเอ่ยสีหน้าเคร่งขรึม “มีกฎบ้านกฎเมือง มีศาลบรรพชน มีสายตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ มีเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ กฎระเบียบย่อมไม่วุ่นวาย ต้าหวัง หลายปีมานี้แม้หวังโฮ่วจะกำเริบเสิบสานไปบ้าง แต่ก็มิเคยประพฤติตนผิดกฎระเบียบอย่างไร้หวั่นเกรง นางย่อมรู้อยู่แก่ใจดีกว่าผู้ใดว่าเรื่องใดทำได้ เรื่องใดทำมิได้ หากหวังโฮ่วกระทำผิดจารีตจริง กระหม่อมในฐานะจงปั๋ว (เชิงอรรถ – ขุนนางผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือโอรสสวรรค์ดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเชื้อพระวงศ์ ควบคุมดูแลการจัดพิธีบวงสรวงเทพเจ้าและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ รวมทั้งพิธีการต่างๆ ในศาลบรรพชน) ย่อมเปิดศาลบรรพชน ใคร่ขอกระทำตามกฎระเบียบที่บรรพบุรุษกำหนดไว้ จองจำหวังโฮ่ว ณ ตำหนักข้างสุสาน”

สื่อกวนก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกอย่างรวดเร็ว

ฉู่หวังซางชำเลืองมองเจาหยาง ยิ้มเย็นเอ่ย “ถึงตอนนั้น เกรงว่าลิ่งอิ่นอาจไม่มีความสามารถเช่นนี้”

เจาหยางเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “กระหม่อมทราบว่าต้าหวังหมายถึงไท่จื่อ ต้าหวัง ไท่จื่อก็เป็นบุรุษ บุรุษถึงอย่างไรก็ต้องการตัดสินใจด้วยตัวเอง ตอนนี้เขาเป็นไท่จื่อ จึงทำได้เพียงพึ่งพาหวังโฮ่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับหวังโฮ่ว วันหนึ่งเขาขึ้นเป็นจวินหวัง ย่อมรู้จักไตร่ตรองพิจารณาในฐานะจวินหวัง การปกป้องสายโลหิตตระกูลเชื้อพระวงศ์ ก็นับเป็นหน้าที่ของผู้เป็นหวัง ยิ่งไปกว่านั้นกระหม่อมเห็นว่าเรื่องราวไม่มีทางดำเนินไปถึงขั้นนั้น ถึงตอนนั้นหากไท่จื่อขึ้นครองราชย์ ไม่ว่าหวังโฮ่วคิดอ่านอันใด ย่อมต้องนึกถึงไท่จื่อเป็นสำคัญ ไฉนเลยจะยอมทำลายตนเองเพื่อความแค้นส่วนตน”

ฉู่หวังซางถอนใจยาว ออกแรงกดขมับทั้งสองข้าง ท่าทางอัดอั้นตันใจ

เจาหยางคลานเข่าเข้าไปใกล้อย่างห่วงใย เอ่ยถาม “ต้าหวัง ท่านไม่เป็นอะไรกระมัง”

ฉู่หวังซางพยักหน้า “ผู้ด้อยไม่เป็นไร”

เจาหยางถึงค่อยเบาใจลง ถอยกลับไปนั่งที่เดิม

ฉู่หวังซางพลันยืดหลังตรง หยิบผ้าเช็ดหน้ามาจากบนโต๊ะ ตวัดพู่กันเขียนราชโองการ ประทับตราหยก เก็บไว้ในถุงผ้า ก่อนจะใช้ตราประทับทองสำริดจุ่มหมึกประทับตราทับปากถุง ยื่นส่งให้เจาหยาง

เจาหยางรับถุงผ้ามา นิ่งมองฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางเอ่ย “หลังผู้ด้อยสิ้นใจ ไม่อนุญาตให้ฝังสนมนางใน บุตรธิดา หรือขุนนางคนสนิทไปพร้อมผู้ด้อย หากมีคนเสนอเรื่องนี้ เจ้าจงใช้ราชโองการฉบับนี้จัดการเสีย”

เจาหยางรับถุงผ้ามา น้อมคำนับพลางเอ่ย “กระหม่อมน้อมกายถวายชีวิต มิกล้าทำให้ต้าหวังผิดหวัง”

ฉู่หวังซางโบกมือ “ไปเถิด!”

เจาหยางถอยออกไป

ฉู่หวังซางมองเจาหยางถอยออกไป ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง

เป็นเช่นเจาหยางว่า เขามิต้องการปลดหวังโฮ่ว ยิ่งมิต้องการปลดไท่จื่อ แต่ทว่า เขามิอาจทนเห็นการกระทำที่นับวันยิ่งเหิมเกริมของหวังโฮ่ว

การปลดหวังโฮ่ว เป็นเพียงการทำให้ภาพลักษณ์ของหวังโฮ่วได้รับการกระทบกระเทือนเท่านั้น หากเป็นไปได้ เขาย่อมต้องการจัดการเรื่องราวในฝ่ายในอย่างเงียบๆ ภายในตำหนักใน แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ ว่าเขาอาจอยู่ต่อไปไม่ถึงหนึ่งปี เขาไม่ต้องการทำให้รัฐฉู่ต้องตกอยู่ในความปั่นป่วนหลังเขาจากไป และไม่ต้องการให้คนรอบกายต้องถูกทำร้ายหลังเขาไม่อยู่แล้ว

เขาจึงจงใจสร้างเรื่องว่าต้องการปลดหวังโฮ่ว ให้หวังโฮ่วหวาดหวั่น ให้ไท่จื่อหวาดกลัว ให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อไปขอความช่วยเหลือจากเจาหยาง จากนั้นให้เจาหยาง “ยืนกรานทูลทัดทาน” ปกป้องหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อติดหนี้บุญคุณเจาหยาง หลังจากนั้น ค่อยให้เจาหยางอาศัยฐานะผู้ที่อยู่ในสายตระกูลเชื้อพระวงศ์ ปกป้องลูกหลานของตน ต่อให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อคิดกระทำอันใด ก็มิอาจไม่เห็นแก่หน้าเจาหยาง

ยิ่งไปกว่านั้นข่าวลือเรื่องการปลดหวังโฮ่ว ยังนับเป็นการทำลายภาพลักษณ์หวังโฮ่ว ลดทอนอิทธิพลของนาง เช่นนี้แล้ว หลังเจ้านครรัฐคนใหม่ขึ้นครองราชย์ นางย่อมมิอาจกระทำอันใดได้มากนัก เช่นนี้สนมนางในและบุตรธิดาของตนก็จะปลอดภัย

นี่มิใช่แผนการที่รอบคอบถี่ถ้วนที่สุด หากทว่า นับเป็นวิธีที่ควบคุมหวังโฮ่วได้มากที่สุดที่เขาพอจะทำได้ในเวลานี้

อันที่จริงเขาไม่ต้องการลงมือเร็วเช่นนี้ หากแต่นับจากจวี่จีร่ำไห้กลางดึกคืนนั้น เขาพลันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี คล้ายกับว่าหากตนไม่ทำอันใดตอนนี้ อีกไม่นานก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

ลางสังหรณ์เช่นนี้เคยช่วยชีวิตเขากลางสมรภูมิรบ ชาวรัฐฉู่เชื่อถือในภูตผีเทพเจ้า เขาเองก็เชื่อเช่นกัน ในเมื่อมีลางสังหรณ์เช่นนี้ เขาคิดว่า เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ต้องเหลืออะไรบางอย่างไว้

นึกถึงตรงนี้ เขายื่นแขนบิดขี้เกียจเล็กน้อย เอ่ยกำชับ “ผู้ด้อยจะนอนกลางวัน ไม่มีธุระห้ามรบกวน”

 

 

 

เจาหยางเก็บถุงผ้า สวมรองเท้า ก้าวลงบันไดหน้าหอจางหัว เลี้ยวไปทางระเบียงทางเดิน ก้าวเดินอย่างแช่มช้า

ระเบียงทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว เมื่อเลี้ยวพ้นมุมระเบียง ก็เห็นหวังโฮ่วยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น

หวังโฮ่วผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัฐฉู่ ปกติไปไหนมาไหนจะมีข้ารับใช้รายล้อม เครื่องประดับพร้อมพรั่ง อาภรณ์วิจิตรหรูหรา ทว่าหวังโฮ่วในวันนี้ กลับไร้เครื่องประดับ สวมอาภรณ์เรียบง่าย ซูบเซียวแก่ชรา แม้แต่รูปโฉมก็ปล่อยปละละเลย

เจาหยางชะงักอึ้ง รีบร้อนทำความเคารพ “กระหม่อมถวายบังคมเสี่ยวจวิน”

หวังโฮ่วเอี้ยวตัวหลีกทาง ถอนหายใจยาว ปิดหน้าเอ่ยเสียงสะอื้น “ผู้น้อยเป็นผู้มีความผิด นับจากวันนี้ ไม่รู้ว่ายังสามารถรับการคำนับจากลิ่งอิ่นได้หรือไม่”

เจาหยางเห็นท่าทางของนาง แม้จะรู้ว่าเป็นการเล่นละคร กระนั้นก็อดรู้สึกสงสารมิได้ เอ่ย “เสี่ยวจวินมาเข้าเฝ้าต้าหวังหรือ”

หวังโฮ่วพยักหน้าทั้งน้ำตา “ผู้น้อยทำให้ต้าหวังพิโรธ จึงตั้งใจมาถอดปิ่นสำนึกผิด”

เจาหยางประสานมือคำนับ “เช่นนั้น กระหม่อมทูลลา”

หวังโฮ่วมีสีหน้าหมองหม่น พยายามลอบสังเกตสีหน้าเจาหยาง แต่กลับอ่านสายตาของอีกฝ่ายไม่ออก นางอดกลั้นอยู่นาน สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหว เอ่ยถาม “ต้าหวังเรียกลิ่งอิ่นมาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องอันใด”

เจาหยางเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “ต้องขออภัยเสี่ยวจวิน เรื่องที่ต้าหวังหารือกับกระหม่อม หากเสี่ยวจวินต้องการทราบ ควรไปทูลถามต้าหวัง มิควรถามกระหม่อม”

สีหน้าหวังโฮ่วพลันเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง เจาหยางประสานมือเล็กน้อย ก่อนจะอ้อมผ่านหวังโฮ่วเดินต่อไปด้านหน้า หวังโฮ่วมองตามหลังเจาหยาง พลันร้องเรียกเสียงแหลม “ข้าถามเจ้า ต้าหวังหารือกับเจ้าเรื่องปลดหวังโฮ่วใช่หรือไม่”

เจาหยางหยุดฝีเท้า ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

สายตาหวังโฮ่วยิ่งทวีความคลุ้มคลั่ง นางไม่คำนึงถึงธรรมเนียมกฎระเบียบอันใดอีก ก้าวไปด้านหน้า ตวาดเสียงกร้าว “ลิ่งอิ่น เจ้ากล้าสาบานหรือไม่ เจ้ากล้าสาบานหรือไม่ว่าวันนี้ที่ต้าหวังเรียกเจ้าเข้าเฝ้า มิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้”

เจาหยางค่อยๆ หมุนตัวกลับมา เดินช้าๆ เข้าไปใกล้หวังโฮ่ว เอ่ยด้วยแววตาคมกล้า “เช่นนั้นแล้วหวังโฮ่วเล่า หวังโฮ่วกล้าสาบานหรือไม่ว่า ชั่วชีวิตนี้ของหวังโฮ่ว จะไม่ทำร้ายบุตรธิดาคนใดของต้าหวัง จะไม่เข่นฆ่าสนมนางในของต้าหวัง”

หวังโฮ่วตัวสั่นระริก สัญชาตญาณและจิตใต้สำนึกสั่งว่านางควรไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ ทำได้เพียงเอ่ยเสียงสั่นเครือ “หากผู้น้อยกล้าสาบานเล่า ลิ่งอิ่นกล้าสาบานหรือไม่”

เจาหยางเอ่ยสีหน้าเคร่งขรึม “หากหวังโฮ่วกล้าสาบาน กระหม่อมก็กล้าสาบานเช่นกัน ชั่วชีวิตนี้ของกระหม่อม จะรักษาตำแหน่งของหวังโฮ่วกับไท่จื่อมิให้สั่นคลอน”

หวังโฮ่วพลันโล่งใจ ดีใจจนน้ำตาไหลริน คุกเข่าคำนับเจาหยาง “ผู้น้อยขอบคุณลิ่งอิ่นแทนไท่จื่อ”

เจาหยางรีบคำนับกลับ “ต้าหวังไม่ทอดทิ้งหวังโฮ่วกับไท่จื่อ ขอหวังโฮ่วอย่าทำให้ต้าหวังผิดหวัง!”

หวังโฮ่วถอนหายใจโล่งอก ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ถึงกับลุกไม่ขึ้นไปชั่วขณะ

ไต้เม่าสาวใช้รีบก้าวเข้าไปประคองหวังโฮ่ว “เสี่ยวจวิน”

เจาหยางทำเป็นมองไม่เห็นสายตากระหายรู้ของหวังโฮ่ว เพียงแต่เอ่ยพลางประสานมือ “เช่นนั้น กระหม่อมทูลลา”

กล่าวจบก็หมุนตัวจากไป

หวังโฮ่วมองตามหลังเจาหยางซึ่งเดินห่างออกไป แววตาซับซ้อนยากคาดเดา

ไต้เม่าประคองนาง เอ่ยถามอย่างไม่สบายใจ “เสี่ยวจวิน ท่านไม่เป็นอะไรกระมัง”

หวังโฮ่วโบกมือ เผยอยิ้มหมองหม่นขณะเอ่ย “มาถึงขนาดนี้ ข้ายังสามารถเรียกร้องอะไรได้อีกเล่า ขอเพียงรักษาสถานการณ์เช่นนี้ไว้ได้ รักษาตำแหน่งไท่จื่อไว้ได้ เช่นนี้ก็นับว่าโชคดียิ่งนักแล้ว”

ไต้เม่ารู้สึกเศร้าใจ เอ่ยเรียก “เสี่ยวจวิน!”

หวังโฮ่วเชิดหน้า เดินไปหอจางหัว ต่อให้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยภยันตราย นางก็หากลัวไม่

 

หนังสือแนะนำ