บทที่หก หยกเหอซื่อ (ต่อหน้า 2)

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “มิอายบ้างหรือ ที่แท้ก็เพียงแต่ใช้วิธีอื่นเอ่ยชมว่าตนเองน่ารัก เอาเถิดๆ เจ้าต่างหากถึงเป็นสตรีที่น่ารักที่สุดในแผ่นดิน” ในที่สุดก็กล่อมหมี่เยวี่ยจนหลับไป ครานี้ถึงลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกห้อง

เขาก้าวเดินอย่างแช่มช้าไปตามระเบียงทางเดิน นึกถึงคำถามของหมี่เยวี่ยเมื่อครู่นี้ “นางน่ารักเช่นข้าหรือไม่”

เขาลอบสั่นศีรษะ ทว่ากลับอดหวนนึกถึงเมื่อสามสิบปีก่อนมิได้ ภาพเด็กสาวที่งดงามสดใสราวดอกท้อผลิบานขณะชายตามองเขาพร้อมรอยยิ้มพลันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง

เขาลอบถอนใจแผ่วเบา หัวใจคล้ายกับอ่อนยวบลง แต่เพียงชั่วพริบตาก็นึกถึงภาพของหวังโฮ่วในวันนั้น คลุ้มคลั่งอำมหิตราวกับคนเสียสติ พลันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

ตอนนั้นเองที่เสียงอ่อนโยนของคนผู้หนึ่งดังขึ้นข้างหู “ต้าหวัง กลางคืนน้ำค้างชุ่ม ท่านต้องระวังสุขภาพ!” เสื้อคลุมตัวหนึ่งคลุมทับตัวเขา เขาเงยหน้ามอง เห็นสตรีตรงหน้ากำลังยิ้มมองเขา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความนุ่มนวลอ่อนหวาน ความทุกข์ใจที่บังเกิดพลันมลายหายไปภายใต้ความรักอันอ่อนโยนของนาง

 

 

หลังผ่านราตรีกาลอันหวานละมุน ฉู่หวังซางหลับสนิท

เขาออกศึกบ่อยครั้ง จึงระแวดระวังอย่างยิ่งแม้ยามนอนหลับ ยิ่งสองปีมานี้อายุมากขึ้น กลางดึกมักจะรู้สึกตัวตื่น คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ขณะสะลึมสะลือรู้สึกว่าคนเคียงหมอนหายไป จึงลืมตาลุกขึ้นนั่งมองหา เวลานี้เนื่องจากเขากำลังนอนหลับ ในห้องจึงจุดเพียงตะเกียงน้ำมันทองสำริดดวงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย จวี่จีกำลังนั่งก้มหน้าเหม่อลอยอยู่ข้างตะเกียงดวงนั้น

ตอนเขาลุกขึ้นนั่งมีเสียงขยับตัว จวี่จีได้ยินจึงหันมามอง นางรีบลุกขึ้นทำท่าจะก้าวเข้ามา แต่แล้วก็ชะงักไป คล้ายกับก้มหน้าใช้แขนเสื้อบังหน้า ครู่หนึ่งจึงก้าวเข้ามาพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “ต้าหวัง ท่านตื่นแล้วหรือ”

ฉู่หวังซางไล้มือไปตามใบหน้านาง รู้สึกชื้นเล็กน้อย จึงเชยคางนางขึ้น อาศัยแสงเทียนพินิจมอง จวี่จีเบือนหน้าหนี เล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “ต้าหวัง ดึกมากแล้ว หม่อมฉันปรนนิบัติต้าหวังพักผ่อน”

ฉู่หวังซางเอ่ยถามเสียงขรึม “เจ้าร้องไห้หรือ”

จวี่จียกมือปิดหน้า “มิใช่ เมื่อครู่หม่อมฉันเพียงแต่ถูกควันเข้าตาตอนตัดไส้เทียนเพคะ”

ฉู่หวังซางไฉนเลยจะเชื่อ แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าร้องไห้เรื่องอันใด”

จวี่จีก้มหน้า ไม่เอ่ยวาจา

ฉู่หวังซางมองนาง ในใจคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ถอนหายใจยาว “เจ้าจงวางใจ!”

วาจานี้ของเขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่จวี่จีกลับโถมตัวเข้ามา กอดคอฉู่หวังซาง เอ่ยเสียงแผ่วค่อย “ต้าหวัง ขอต้าหวังโปรดอนุญาตหม่อมฉันเรื่องหนึ่ง”

ค่ำคืนในฤดูร้อน ทว่าแขนของนางกลับลื่นเย็นไร้เหงื่อ อ่อนนุ่มไร้แรง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งรื้นปริ่มขอบตา ทำท่าจะหลั่งรินภายใต้แสงเทียน

ฉู่หวังซางกอดนาง ถามเสียงเบา “เจ้าต้องการให้ผู้ด้อยอนุญาตเจ้าเรื่องใด”

จวี่จีตอบเสียงแผ่ว “หม่อมฉันขอถูกฝังทั้งเป็นพร้อมต้าหวัง”

ฉู่หวังซางตกใจ “ไยจึงต้องทำถึงเพียงนี้”

แม้นับแต่ก่อตั้งราชวงศ์โจวจะมีประเพณีการนำคนเป็นฝังรวมในสุสานผู้สูงศักดิ์ หากทว่า หลายปีมานี้ศึกสงครามระหว่างรัฐเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าออกศึกหรือทำการเกษตรล้วนจำต้องใช้แรงงาน ฉะนั้นประเพณีการนำคนเป็นฝังรวมในสุสานเช่นนี้จึงมิอาจต้านทานการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย นับแต่ปลายยุคชุนชิวเป็นต้นมา จึงค่อยๆ หันมานิยมประเพณีการใช้รูปปั้นฝังรวมแทนคนเป็น

จวี่จีถอนใจแผ่วเบา เสียงของนางประหนึ่งสายลมไล้ผ่านสายพิณ “หม่อมฉันเทิดทูนต้าหวัง ปรารถนาจะร่วมเป็นร่วมตายกับต้าหวัง ขอต้าหวังโปรดอนุญาต!”

ฉู่หวังซางซาบซึ้งใจ คว้าตัวนางเข้าสู่อ้อมกอด จุมพิตจอนผมนาง จวี่จียื่นมือกอดฉู่หวังซาง เนิ่นนานมิอาจแยกจาก

ทั้งคู่ล้มตัวลงนอน ฉู่หวังซางเดิมรู้สึกง่วงงุน แต่เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ในใจพลันว้าวุ่น จึงมิอาจข่มตาหลับ ชั่วขณะนั้น รอบด้านคงเหลือเพียงความเงียบงัน ขณะในใจไร้เรื่องราว พลันนั้นเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ

เขาเหลือบตามองท่ามกลางความเงียบ จวี่จีไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าหันไปด้านนอก เขายื่นมือไปกอด พบว่าจวี่จียังไม่หลับ แต่กลับมิกล้าขยับตัว เพราะกลัวจะทำให้เขาตื่น

ฉู่หวังซางคว้าตัวจวี่จีมากอด พลันเอ่ย “หากเจ้าถูกฝังรวมพร้อมผู้ด้อย เช่นนั้นบุตรธิดาทั้งคู่จะทำเช่นไร”

จวี่จีตัวสั่นสะท้าน เอ่ยเสียงอู้อี้คล้ายกับหายใจไม่สะดวก “มีน้องหญิงเซี่ยงคอยดูแล ย่อมไม่เป็นอะไร”

ฉู่หวังซางถามเสียงเบา “เจ้าสามารถหักใจทิ้งพวกเขาได้หรือ”

จวี่จีตอบเสียงแผ่ว “มิอาจหักใจ แต่ทว่า...เพราะมิอาจหักใจ หม่อมฉันถึงต้องทำเช่นนี้ ถึงจะดีต่อพวกเขาที่สุด...”

ฉู่หวังซางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เยวี่ยกับหรงล้วนเป็นบุตรธิดาของผู้ด้อย หากต้องให้ยอดรักสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องพวกเขา เช่นนั้นแล้ว จะมีผู้ด้อยไปเพื่ออะไร”

จวี่จีตกใจ รีบลุกขึ้นอธิบาย “หม่อมฉันหาได้หมายความเช่นนั้นไม่ ขอต้าหวังโปรดวินิจฉัย”

ฉู่หวังซางลุกขึ้นนั่งเช่นกัน ถอนใจเอ่ย “ผู้ด้อยรู้ว่าเจ้ารู้ความและอดทนอดกลั้นยิ่งกว่าผู้ใด หลายปีมานี้หวังโฮ่วกระทำสิ่งใด ผู้ด้อยมิใช่ไม่รู้...ลำบากเจ้าแล้ว!”

จวี่จีเอ่ยพลางเช็ดน้ำตา “หม่อมฉันไม่ลำบาก ต้าหวังเป็นวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน ชีวิตนี้มีโอกาสปรนนิบัติต้าหวัง นับเป็นวาสนาของหม่อมฉัน เพียงแต่ว่า...”

“เพียงแต่ว่าอะไร” ฉู่หวังซางเอ่ยถาม

จวี่จีน้ำตาริน “ต้าหวัง ตำแหน่งสูงถูกนินทา เป็นที่โปรดปรานถูกอิจฉา ในวังแห่งนี้ผู้ที่ชิงชังหม่อมฉัน ไฉนเลยจะมีเพียงคนเดียว หม่อมฉันจะเป็นจะตายนั้นช่างเถิด เพียงแต่ลูกน้อยไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้ว่าภายหน้าต้องทำเช่นไรถึงจะสามารถปกป้องพวกเขา!”

ฉู่หวังซางเอ่ยอย่างโมโห “เจ้า เจ้าช่างบังอาจนัก หาญกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้!”

จวี่จีสะดุ้งน้อยๆ เอ่ยเสริม “เสี่ยวกงจู่เป็นเพียงเด็กหญิง ประสบอิทธิพลของหวังโฮ่ว ก็ถึงกับนอนฝันร้าย แม้จะได้รับพระเมตตาจากต้าหวัง พระราชทานหยกเหอซื่อคุ้มภัย เพียงแต่หยกเหอซื่อแม้สามารถปกป้องให้เสี่ยวกงจู่นอนหลับสบายในวันนี้ แต่หากภายหน้าเผชิญหน้ากับหวังโฮ่วอีกครั้ง เช่นนั้นจะทำอย่างไร เกรงว่าหยกเหอซื่อนี้จะกลายเป็นความผิดของเสี่ยวกงจู่ก็เป็นได้กระมัง วันนี้ต้าหวังยังอยู่ เสี่ยวกงจู่ยังแทบเอาชีวิตไม่รอด หากภายหน้าไม่มีต้าหวังคอยคุ้มครอง หวังโฮ่วยังจะยำเกรงผู้ใด...”

กล่าวจบจวี่จีก็คลานเข่าไปด้านหน้า ซบหน้าลงบนตักฉู่หวังซาง ร่ำไห้อย่างไร้เสียง หยาดน้ำตาอุ่นร้อนค่อยๆ ไหลซึมลงบนตักของเขา ทำให้ร่างทั้งร่างของเขาอัดแน่นไปด้วยความอัดอั้นตันใจ อยากจะผลักจวี่จีออกไป แต่ขณะเดียวกันก็อยากจะคว้าตัวนางมากอดแนบแน่น

เขามิได้โปรดปรานผู้ใดในตำหนักในมากเป็นพิเศษ เหล่าสนมนางในเป็นเพียงของเล่นคลายเหงาของเขาเท่านั้น กาลก่อนเคยมีสนมนางในบางคนถือตนว่าเป็นที่โปรดปราน ทำตัวกำเริบเสิบสาน หากเขาอารมณ์ดีก็ไม่ถือสาหาความ หากอารมณ์ไม่ดีก็หมางเมินไม่เหลือบแล ที่จวี่จีได้รับความโปรดปรานนานเช่นนี้ นอกจากเป็นเพราะนางงดงามเฉลียวฉลาด สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือนางเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น รู้จักการวางตัว รู้ว่าอะไรควรอะไรมิควร และมิเคยร้องขอเกินฐานะ

หวังโฮ่วมีนิสัยอิจฉาริษยา เขามิใช่ไม่รู้ หากแต่แม้หวังโฮ่วจะกระทำเกินควรไปบ้าง ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็มิกล้ายั่วโมโหเขาโดยตรง ดังนั้นแม้นับวันเขาจะยิ่งหมางเมินหวังโฮ่ว แต่สุดท้ายก็ยังคงรักษาหน้าหวังโฮ่ว

ทว่าหลายปีมานี้หวังโฮ่วกลับกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ก็เริ่มกระทำผิดกฎระเบียบ หนึ่งเป็นเพราะเขาผิดหวังที่หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรสาว สองเป็นเพราะกลัวว่าหากลงทัณฑ์หวังโฮ่ว จะทำให้ภายนอกมองว่าตำแหน่งไท่จื่อกำลังสั่นคลอน ถึงตอนนั้นกงจื่อทั้งหลายเห็นเป็นโอกาส ลุกขึ้นมาแย่งชิงอำนาจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยเหตุนี้จึงอดทนอดกลั้นเรื่อยมา

จวบกระทั่งหวังโฮ่วลงมือจัดการเด็กหญิงตัวเล็กๆ เช่นกงจู่เก้า ถึงทำให้เขาเดือดดาลเกินทานทน แม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับสื่อให้เห็นอะไรหลายอย่าง ขนาดเขายังมีชีวิต หวังโฮ่วยังกล้าทำร้ายเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ทำให้เขาอดกังวลมิได้ว่าหากวันใดตนตายจากไป เช่นนั้นแล้วบุตรธิดาของอนุภรรยาคนอื่นจะประสบชะตากรรมเช่นใด

การเดินหนีไปของหวังโฮ่วในวันนั้น จุดไฟโทสะในใจเขาจนปะทุคุกรุ่น กระนั้นเขาก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่นึกถึง เพราะหากนึกถึง ก็ต้องเผชิญหน้า ก็ต้องลงมือจัดการ แต่ก่อนที่เขาจะตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน เขายังไม่ต้องการเผชิญหน้าและตัดสินใจเรื่องนี้ในตอนนี้

ทว่าเวลานี้ จวี่จีกลับเอ่ยถึงอย่างกะทันหัน ทำให้เขาไม่ทันตั้งตัว ทำให้เขามิอาจไม่เผชิญหน้า

ชั่วขณะนั้น ไฟโทสะในใจเขาพลันลุกโชน ขณะที่จวี่จีฉลาดเกินกว่าจะเอ่ยวาจา

นางเป็นคนฉลาด เวลานี้ หากนางเอื้อนเอ่ยอีกเพียงประโยค แม้จะสามารถทำให้ไฟโทสะในใจฉู่หวังซางลุกโชนเร็วขึ้น แต่ไฟโทสะนี้ก็จะลุกลามผลาญเผานางเป็นคนแรก นางเพียงแต่ซบตักเขาเงียบๆ เงียบเสียจนชวนให้รู้สึกว่านางไร้ตัวตน

ฉู่หวังซางนิ่งเงียบ สีหน้าเครียดขรึม

รอบด้านคงเหลือเพียงความเงียบงัน

จวี่จีค่อยๆ ผล็อยหลับไป

แต่ฉู่หวังซางกลับนั่งอยู่ตรงนั้นทั้งคืน กระทั่งตะวันทอแสง ถึงค่อยลุกขึ้น ปล่อยให้ข้ารับใช้ปรนนิบัติเปลี่ยนอาภรณ์ ก่อนจะออกไปประชุมขุนนาง

หลังจากนั้น จวี่จีไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ฉู่หวังซางก็เช่นกัน ราวกับว่าเรื่องนี้ เป็นเพียงความฝันยามค่ำคืนเท่านั้น

หากแต่จวี่จีเข้าใจดี ฉู่หวังซางก็เข้าใจดี

จวี่จีไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ เพียงแต่เฝ้ารออย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว นางรู้ดีว่าเพียงวาจาประโยคนี้ก็เพียงพอ หากเอ่ยถึงบ่อยครั้งเกินไป รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนใจร้อน เห็นแก่ตัว และไม่รู้จักรอคอย บุรุษเช่นฉู่หวังซาง มิเคยปล่อยให้สตรีมาบงการชีวิต หากทำให้เขารู้สึกเช่นนั้น ตนคงเป็นคนแรกที่ต้องจบชีวิต ส่วนฉู่หวังซาง แม้ในใจจะคิดเรื่องนี้ แต่ตราบใดที่เขายังคิดไม่ตกว่าจะจัดการเช่นไร เขาก็ไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดอ่านความคิดของเขาออก เขาเพียงแต่ดูแลเสี่ยวกงจู่อย่างใกล้ชิดมากขึ้น และถึงขั้นอนุญาตให้นางติดตามตนออกไปล่าสัตว์

วันเวลาอันไร้คลื่นลมเช่นนี้ผ่านไปสิบกว่าวัน แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข้ารับใช้ในวังออกมาเปิดเผยว่า หวังโฮ่วเคยลอบสังหารหญิงงามเยวี่ยสตรีในตำหนักใน เมื่อฉู่หวังซางสืบความอย่างละเอียดและพบว่าเป็นความจริงก็เดือดดาลอย่างยิ่ง เรียกหวังโฮ่วมาต่อว่าอย่างรุนแรง สั่งกักบริเวณสำนึกผิด ทั้งยังสั่งปลดเน่ยเสี่ยวเฉินขุนนางในสังกัดของหวังโฮ่วออกจากตำแหน่ง

เน่ยเสี่ยวเฉินมีหน้าที่รับคำสั่งจากหวังโฮ่ว เข้าออกเขตวัง ถ่ายทอดคำสั่งของหวังโฮ่ว ประกาศคำสั่งแก่ขุนนางและราษฎร ทั้งยังรับผิดชอบดูแลเรื่องต่างๆ ในตำหนักใน สั่งปลดเน่ยเสี่ยวเฉินคนของหวังโฮ่วออกจากตำแหน่ง ทั้งยังไม่แต่งตั้งคนใหม่ไปรับหน้าที่ ซ้ำยังสั่งกักบริเวณสำนึกผิด เช่นนี้ก็เท่ากับยึดอำนาจทั้งหมดมาจากหวังโฮ่ว

หวังโฮ่วโกรธแค้นยิ่งนัก ทั้งยังตกใจหวาดหวั่น แม้จะสงสัยอยู่หลายส่วนว่าฉู่หวังซางลงโทษนางเพราะเรื่องเสี่ยวกงจู่ กระนั้นก็มิคาดคิดมาก่อนว่า เพียงแค่ธิดาของอนุภรรยาตกใจขวัญเสีย จะทำให้อีกฝ่ายถึงขั้นคิดสั่งปลดภรรยาเอก

หวังโฮ่วอายุห้าสิบกว่าปี เดิมก็อยู่ในวัยสิ้นระดู สภาพร่างกายผันแปรไม่แน่นอน เวลาพักผ่อนผิดปกติ อารมณ์หงุดหงิดแปรปรวน กอปรกับรู้สึกกังวล หวาดกลัว โกรธเคือง คับแค้น วันเวลาผ่านไปอย่างทรมานเหลือแสน ไม่กี่วันต่อมาจึงล้มป่วยลง

หญิงงามเยวี่ยผู้นั้นเดิมเป็นสตรีบรรณาการจากรัฐเยวี่ย เดิมเป็นที่โปรดปราน แต่หลังจากจวี่จีเข้าวังก็สูญเสียความโปรดปราน พอดีวันนั้นไท่จื่อไหวเดินผ่านสวนดอกไม้ พบหญิงงามเยวี่ยโดยบังเอิญ ผู้หนึ่งมีนิสัยเหลาะแหละ ผู้หนึ่งมีชีวิตเหว่ว้า เห็นว่ารอบด้านปลอดคน วาจาขณะสนทนาจึงคลุมเครือและส่อแววเกี้ยวพาราสี กระนั้นก็เพียงแค่นี้เท่านั้น แต่กลับบังเอิญมีคนเห็นเข้า นำความไปรายงานหวังโฮ่ว

หวังโฮ่วกำลังกลัดกลุ้มเรื่องที่หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ ได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด สั่งสังหารหญิงงามเยวี่ยทันที จากนั้นก็อ้างว่าหญิงงามเยวี่ยล้มป่วยสิ้นชีวิต และเพราะเรื่องนี้ ไท่จื่อไหวถึงกับมีปากเสียงกับหวังโฮ่ว แต่เนื่องจากมารดามีอำนาจเหนือกว่า จึงได้แต่เสียใจที่ทำอันใดมิได้

นึกไม่ถึงว่าเรื่องนี้ผ่านมาแล้วหลายปี กลับมีคนนำมาเปิดเผย และถึงขั้นลือกันว่าไท่จื่อไหวหยามเกียรติบิดา หวังโฮ่วจึงฆ่าคนปิดปาก! ความจริงแล้วเนื้อแท้ของไท่จื่อไหวมิใช่คนเลวร้าย เพียงแต่มีนิสัยเหลาะแหละโลเลไม่เฉียบขาด กับเรื่องหญิงงามเยวี่ยก็รู้สึกผิดไม่น้อย แม้จะไม่พอใจในการกระทำของมารดา กระนั้นก็มิกล้าโต้แย้ง ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะถูกนำมาเอ่ยถึงอีกครั้ง ทั้งยังได้ยินว่ามารดาล้มป่วย ในวังลือกันว่าฉู่หวังซางคิดจะปลดไท่จื่อ ครานี้ถึงตระหนกตกใจ กระนั้นก็มิกล้าไปขอร้องบิดาซึ่งเป็นผู้ที่เขายำเกรงมาแต่ไหนแต่ไร จิ้นซั่งแขกของเขาจึงเสนอความเห็น “ไท่จื่อ หากต้าหวังประสงค์จะปลดไท่จื่อ ย่อมต้องหารือกับลิ่งอิ่น ไยไท่จื่อจึงไม่ไปขอความช่วยเหลือจากลิ่งอิ่น”

ไท่จื่อไหวได้ยินดังนั้น รีบไปจวนลิ่งอิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือทันที เขารู้ว่าเจาหยางชื่นชอบหยกงามเป็นที่สุด จึงกุลีกุจอเฟ้นหาหยกงามที่ดีที่สุดในตำหนักของตนมาสามสี่ชิ้นเพื่อเป็นของกำนัล

เมื่อเจาหยางเห็นหยกงามก็เพียงแต่ชื่นชมเล็กน้อย เอ่ยพลางส่งคืน “กระหม่อมเป็นขุนนางรัฐฉู่ ไฉนเลยจะกล้ารับของกำนัลจากไท่จื่อ หากเป็นหน้าที่ของกระหม่อม ย่อมต้องปฏิบัติอย่างสุดความสามารถ”

ไท่จื่อไหวเห็นเขาไม่เต็มใจรับของกำนัล รู้ทันทีว่าไม่ได้การ ถึงกับหน้าเสียในบัดดล

เจาหยางเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ทำได้เพียงเอ่ยปลอบ “ไท่จื่อเข้าใจกระหม่อมผิดแล้ว เจ้านายขุนนางต่างสถานะ หากเจ้านายวิตกกังวล ขุนนางย่อมต้องช่วยแบ่งเบาภาระ หากภายหน้า...กระหม่อมสร้างความดีความชอบทางการศึก หรือสร้างคุณูปการแก่รัฐ ได้รับรางวัลจากจวินหวัง เช่นนั้นนับว่าเหมาะสมแก่หน้าที่ วันนี้หากกระหม่อมรับของกำนัลจากไท่จื่อเพื่อวิ่งเต้น มิเพียงแต่สูญเสียความชอบธรรม หนำซ้ำการที่ขุนนางหยามเกียรติเจ้านาย มิเท่ากับสมควรตายหรือ”

วาจานี้ไท่จื่อฟังแล้วให้รู้สึกทั้งเคารพทั้งเลื่อมใส แม้วาจาของเจาหยางจะไม่มีประโยคใดให้ความมั่นใจแก่เขา แต่ตอนเขาออกจากจวนลิ่งอิ่น กลับรู้สึกมั่นใจขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

ไม่รู้ว่าเจาหยางเห็นแก่น้ำใจเล็กน้อยของเขาตรงที่ใด แม้หยกงามในวังจะนับว่าเลอค่าล้ำแผ่นดิน หากแต่สำหรับผู้ที่ผ่านโลกมามากอย่างเจาหยาง เอ่ยวาจาแทนไท่จื่อนับเป็นเรื่องง่าย ทว่าของกำนัลของไท่จื่อนี้ มิอาจรับไว้เด็ดขาด คราวนี้ไท่จื่อมาขอความช่วยเหลือ ย่อมต้องมาพร้อมของกำนัลล้ำค่าและวาจาถ่อมตน หากเขารับของกำนัลจากอีกฝ่ายโดยง่าย ครั้นไท่จื่อขึ้นครองราชย์ นึกถึงกาลก่อนตอนที่ตนบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไฉนเลยจะไม่อับอายจนพาลมาโกรธแค้นตน

หากฉู่หวังซางหารือกับเขา เขาย่อมสามารถเอ่ยปากอย่างไม่เกรงใจ บางครั้งระหว่างเจ้านายกับขุนนางก็เฉกเช่นการแลกเปลี่ยน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจ ย่อมรู้ใจโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย

หากแต่คนวัยหนุ่มที่ไร้ความมั่นใจในตนเองเช่นไท่จื่อไหว กลับมิอาจกระทำสิ่งใดกระทบใจอีกฝ่าย ครั้นอยู่ต่อหน้าเขา จำต้องคงความสุขุมนุ่มลึกเช่นขุนนางอาวุโส ยิ่งไปกว่านั้นคือต้องปลอบโยนตามหน้าที่ของขุนนางใต้บัญชา

เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาจึงลุกขึ้นยืน ยื่นเรื่องไปยังวังฉู่เพื่อขอเข้าเฝ้า ไม่นาน ฉู่หวังซางก็อนุญาตให้เจาหยางเข้าพบ

เจาหยางเดินทางเข้าวัง ระหว่างทางเห็นว่าฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุด ฤดูร้อนมาถึง แมกไม้ผลิบาน ข้ารับใช้ในวังยืนเรียงรายสองข้างทาง สงบเสงี่ยมนิ่งเงียบ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดปราศจากชีวิตชีวา

เจาหยางถอนหายใจ บรรยากาศในหอจางหัวเวลานี้ช่างชวนให้รู้สึกหวั่นกังวลเหลือคณา

กระทั่งเดินมาถึงหน้าตำหนัก ถอดรองเท้าก้าวเข้าไป เห็นฉู่หวังซางสวมเพียงชุดลำลอง กำลังสลักอักษรลงบนม้วนไม้ไผ่ เขาเห็นเจาหยางเข้ามา เอ่ยทักพลางกวักมือเรียกด้วยท่าทางสบายๆ “ลิ่งอิ่น มีราชกิจสำคัญต้องการพบผู้ด้อยหรือ”

เจาหยางเดินไปนั่งบนฟูกไม้ตรงข้ามฉู่หวังซางด้วยท่าทางไม่เกรงใจ เอ่ยตอบ “กระหม่อมก็อยากลอบเกียจคร้าน แต่กลับมิอาจไม่เข้าเฝ้าต้าหวัง”

ฉู่หวังซางวางมีดสลักลง เป่าเศษไม้ไผ่เบาๆ ก่อนจะเอ่ย “อากาศร้อนอบอ้าว เรื่องอันใดทำให้เจ้าเฒ่าโง่เขลาเช่นเจ้าต้องวิ่งโร่มาถึงนี่”

การเรียกผู้อื่นว่าเจ้าเฒ่าโง่เขลานับว่าไร้มารยาทอย่างยิ่ง หากแต่ฉู่หวังซางกับเจาหยางเป็นเจ้านายขุนนางกันมาหลายสิบปี หลายปีร่วมกรำศึก เคยทะเลาะเบาะแว้ง เคยร่วมเป็นร่วมตาย เมื่ออยู่ตามลำพัง แม้แต่การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายกว่านี้ไร้มารยาทกว่านี้ก็มีมาแล้ว

ด้านเจาหยางก็ค้อนปะหลับปะเหลือกใส่ฉู่หวังซางด้วยท่าทางไม่เกรงใจเช่นกัน รู้ว่าเขาจงใจเอ่ยวาจาทำนองหยอกล้อเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตนทูลรายงานเรื่องสำคัญ จึงตัดสินใจเอ่ยโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ตะวันโด่งเช่นนี้ ข้าย่อมปรารถนาจะพักผ่อนคลายร้อนอยู่บ้าน เป็นปัญหาของครอบครัวท่านแท้ๆ แต่ข้ากลับต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งโร่มาถึงนี่” เขาตัดสินใจไม่ใช้แม้แต่คำว่า “กระหม่อม” แต่กลับเรียกแทนตัวโดยตรงว่า “ข้า”

ฉู่หวังซางแค่นหัวเราะ “เจ้าต่างหากที่ยุ่งเรื่องคนอื่น แต่กลับมาต่อว่าข้า ต่อให้ครอบครัวข้ามีปัญหา แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยเล่า”

หนังสือแนะนำ